Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    rn

     

    rn

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”02″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260401.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lPhLbkLm2fQiH6HzqqAEe

  • “ศักดิ์ชัย” เปิดตัวชิงนายกพัทยา ชูโมเดลพัทยา 24 ชั่วโมง แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย

    “ศักดิ์ชัย” เปิดตัวชิงนายกพัทยา ชูโมเดลพัทยา 24 ชั่วโมง แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2924072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zz4xvFkwhNnLl145EQft8

  • โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    สงครามอิหร่าน” แนวโน้มยังไม่แน่นอนจะจบจริงตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุว่า จะจบสงครามภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือสถานการณ์จะเลวร้ายและลากยาวต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่กำลังสร้างแรงกระแทกต่อ “เศรษฐกิจโลก” และ “ตลาดการเงิน” อย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งขึ้น และปัญหา “ซัพพลาย” ที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะเริ่มมีสัญญาณของความพยายามหาทางยุติ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง ส่งผลให้ทิศทางการลงทุนยังผันผวนและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ แต่ปัจจัยที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนจะเห็นได้จาก “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” 

    โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีโอกาสขยับสูงขึ้นต่อหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

    นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรโดยตรง แต่มีสาเหตุหลักจาก “ปัญหาด้านการขนส่ง” โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งหากยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะยิ่งทำให้ซัพพลายไม่สามารถส่งถึงปลายทางได้

    โดยผลกระทบดังกล่าวครอบคลุมสินค้าในหลายกลุ่ม ทั้งแร่ธาตุอย่างเหล็ก สินค้าเกษตรและอาหารสัตว์ที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล รวมถึงน้ำมันซึ่งมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะตึงตัวในระยะถัดไป

    สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะระบุว่า เรือไทยยังสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ แต่ยังต้องติดตามเงื่อนไขอย่างใกล้ชิด ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศเริ่มได้รับแรงกดดันตามตลาดโลก โดยหากราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการลดภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

    ในด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเน้นถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด พร้อมแนะทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาปรับตัวลงลึก เนื่องจากเชื่อว่าสงครามไม่สามารถยืดเยื้อได้ตลอดไป

    นอกจากนี้ ยังประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ระดับ 1,480 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะยิ่งกดดันเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนให้เปราะบางมากขึ้น

    กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามและความขัดข้องในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ “กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์” เคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดในระยะสั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงจาก “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน” (Stagflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบต่อระบบขนส่งและซัพพลายโลกที่ตึงตัว ดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และยิ่งสงครามยืดเยื้อจะยิ่งเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มนี้มากขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นมีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไร

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจยังไม่สะท้อนชัดในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.2569 หลังการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบและผลกระทบจากซัพพลายที่แท้จริง

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระยะสั้นให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เน้นถือหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ระยะกลางรอจังหวะสะสมหุ้นกลุ่ม Domestic Play เมื่อราคาปรับลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว โดยมองว่า สงครามยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางตลาด

    พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกยังมีความรุนแรงและผันผวนในระยะสั้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณของการหาทางยุติที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐ

    ทั้งนี้ ประเมินสงครามมีโอกาสจบภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือราวเดือนเม.ย. จากแรงกดดันภายในประเทศสหรัฐหลังคะแนนนิยมของ Donald Trump ปรับลดลง และเกิดกระแสประท้วงเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่แนวโน้มการแก้ปัญหามีโอกาสใช้การเจรจามากกว่าการยกระดับกำลังทหาร แม้ยังมีความเสี่ยงจากท่าทีของอิหร่าน

    ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้สงครามมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังควรมีติดพอร์ต เนื่องจากอุปทานโลกยังไม่ฟื้นตัวทันที หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ ทำให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังคงได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นและภาวะสินค้าตึงตัว

    ขณะเดียวกัน กลุ่มเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะหมู ถูกมองเป็นม้ามืด ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากปัจจัยหนุนทั้งด้านราคาและต้นทุน โดยอุปทานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่ผู้ประกอบการล็อกต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มขยายตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1227849&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FfdZYvytONRyiE8h2DsvN

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : Sideway-Up
    แนวรับ : $4,630 หรือ 71,600
    แนวต้าน : $4,830 หรือ 73,800

    .

    ทองคำกำลังพักฐานเพื่อไปต่อ หรือกำลังหมดแรงจากแรงกดดันของข่าวการเมืองโลกกันแน่ หากสงครามในตะวันออกกลางมีโอกาสยุติเร็วกว่าคาด ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลงมากแค่ไหน ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังออกมาดีกว่าคาดทั้งภาคแรงงานและการบริโภค Fed จะยังจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยหรือไม่ และหากตลาดหุ้นยังเดินหน้าต่อ เม็ดเงินจะไหลออกจากทองคำต่อเนื่องหรือเปล่า สุดท้ายแล้ว ในจังหวะที่ราคาทองยังยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ นักลงทุนควรมองว่านี่คือการย่อตัวระยะสั้น หรือเป็นโอกาสสะสมเพื่อรอขึ้นทดสอบแนวต้านรอบใหม่

    .

    กลยุทธ์วันนี้ยังให้น้ำหนักในลักษณะ Sideway-Up โดยมีแนวต้านที่ $4,830 หรือประมาณ 73,800 บาท และแนวรับที่ $4,630 หรือประมาณ 71,600 บาท ภาพรวมของราคาทองคำในระยะสั้นยังถูกกดดันจากข่าวที่ Donald Trump ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจมีโอกาสยุติลงภายใน 2-3 สัปดาห์ ผ่านการส่งสารกดดันให้อิหร่านกลับมาเจรจา เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ความต้องการถือทองคำในฐานะ Safe Haven จึงชะลอลงตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน Brent ที่อ่อนตัวลงใกล้ระดับ $100 ก็ยิ่งช่วยลดแรงกังวลด้านเงินเฟ้อ ทำให้แรงหนุนทองในเชิงป้องกันความเสี่ยงลดลงไปอีก

    ในฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง และยังไม่เห็นภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน ภาวะการจ้างงานที่ยังดีทำให้ Fed ไม่มีแรงกดดันมากพอที่จะรีบลดดอกเบี้ยในทันที ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่จำกัด upside ของทองคำ เพราะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นต้นทุนต่อการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ

    นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่ออกมาฟื้นตัวได้ดี ยังตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อได้ ผู้บริโภคยังใช้จ่าย และภาพรวมการเติบโตยังไม่อ่อนแรงมากพอจะเปิดทางให้ Fed เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว ปัจจัยนี้ช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ และแม้ดอลลาร์จะมีจังหวะอ่อนค่าบ้างในระยะสั้น แต่ภาพรวมก็ยังแข็งแรงพอที่จะสกัดการขึ้นแรงของทองคำได้เช่นกัน

    ในอีกด้านหนึ่ง บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มกลับมาคึกคัก หลังดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความหวังเรื่องสันติภาพ นักลงทุนบางส่วนจึงโยกเงินออกจากทองคำไปหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นแทน ส่งผลให้ทองคำถูกลดความน่าสนใจลงชั่วคราวในฐานะสินทรัพย์พักเงิน

    อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงเทคนิค ทองคำยังไม่ได้เสียโครงสร้างขาขึ้นระยะสั้น เพราะราคายังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญ $4,630 ได้ และภาพกราฟรายชั่วโมงยังคงอยู่ในลักษณะ Sideway-Up โดยจุดต่ำสุดใหม่ยกตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังยืนเหนือเส้น EMA50 ได้อย่างแข็งแกร่ง จึงมองว่าการอ่อนตัวรอบนี้ยังเป็นลักษณะพักฐานมากกว่าการกลับทิศเต็มตัว และยังเปิดโอกาสให้ราคาดีดขึ้นทดสอบแนวต้าน $4,830 ได้ หากไม่มีข่าวลบใหม่เข้ามากดดันเพิ่มเติม

    .

    แม้ทองคำจะถูกกดดันจากความหวังว่าสงครามอาจยุติเร็วกว่าคาด รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรงและแรงดึงดูดจากตลาดหุ้น แต่ภาพรวมทางเทคนิคยังไม่เสียทรง โดยราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway-Up และมีโอกาสพักตัวเพื่อขึ้นต่อได้ กลยุทธ์จึงยังเน้นรอเข้าซื้อบริเวณแนวรับ $4,630 หรือ 71,600 บาท และทยอยขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน $4,830 หรือ 73,800 บาท โดยมองว่าตราบใดที่ราคายังไม่หลุดแนวรับหลัก โอกาสฟื้นตัวขึ้นต่อยังคงเปิดอยู่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-02-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pbDJPFMCZj9uKfvv_AegC

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    rn

     

    rn

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”02″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260401.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lPhLbkLm2fQiH6HzqqAEe

  • คมนาคม เดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาระบบขนส่งไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คมนาคม เดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาระบบขนส่งไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า บริบทของสังคมโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงาน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทรวงคมนาคมจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการยกระดับระบบรางให้เป็นการขนส่งหลักของประเทศ คือการพัฒนารถไฟทางคู่ เพื่อความคล่องตัวในการเดินรถ มีความตรงต่อเวลา ลดข้อจำกัดการรอสับหลีก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่ไปกับการขยายเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโครงข่ายทางรางทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบท่าเรืออัจฉริยะ (E-Port) และเชื่อมต่อกับระบบคมนาคมรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เสริมศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder system) เพื่อให้เกิดการเดินทางไร้รอยต่อ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เหมาะสม และการขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมขนส่งผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะและภาคโลจิสติกส์ ทั้งรถเมล์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า รวมถึงรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และปรับโครงสร้างพลังงานของภาคคมนาคมไปสู่รูปแบบที่สะอาดมากขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในเขตเมือง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    “จากรากฐานที่สั่งสมมากว่า 114 ปี กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกการขนส่งเดินทางของคนไทยเป็นไปอย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมศักยภาพไทยในเวทีโลก” นายพิพัฒน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WmKQDv45tSd2Nvo2obmrr

  • ‘ยศชนัน’ ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ‘ยศชนัน’ ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ‘ยศชนัน’ แลกเปลี่ยนการพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต กับ นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัตเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” แก่นักศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568-2569 ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่า

    “การศึกษา” คือเรื่องของ “ทุกคน” และ “ทุกโครงสร้าง” ในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับ นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ในหัวข้อการพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นการพูดคุยที่ทำให้ได้มุมมองที่หลากหลาย มี 5 ประเด็นสำคัญที่ตั้งใจสื่อสารในวันนี้ครับ

    1. การศึกษา = เศรษฐกิจ + สังคม + คมนาคม

    ปัญหาการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ที่ครูหรือหลักสูตร แต่คือ “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ” ตัวอย่างเช่น หากการคมนาคมเข้าถึง มีระบบเชื่อมต่อที่ดี ความเหลื่อมล้ำในการเดินทางจะลดลง การเข้าถึงโรงเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรง นักเรียนจะมีคุณภาพมากขึ้นทันที การพัฒนาการศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกันครับ

    2. สร้าง Safety Net เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    รัฐต้องมีระบบรองรับเมื่อครอบครัวเผชิญวิกฤต ไม่ว่าจะด้านสุขภาพหรือเศรษฐกิจ ต้องมีเครื่องมือให้กลับมาตั้งหลักได้ เช่น ระบบ Upskill / Reskill เพื่อไม่ให้ความยากจนเป็นอุปสรรคจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่น

    3. New Growth Engine: เพิ่มมูลค่าจากฐานเดิม

    ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Wellness หรือ Medical Hub เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    4. ปฏิรูปโครงสร้างผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    การปฏิรูปต้องเชื่อม “การศึกษา” กับ “ตลาดแรงงาน” ให้ใกล้กันมากขึ้น หลักสูตรต้องตอบโจทย์การทำงานจริง ขณะเดียวกันต้องลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู ด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้ครูกลับไปโฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

    5. ผู้นำต้องตัดสินใจบนอนาคต

    ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและบริบทโลก ผู้นำต้องมองระยะยาว กล้าตัดสินใจในสิ่งที่อาจยังไม่เป็นที่เข้าใจในปัจจุบัน แต่จำเป็นต่ออนาคตของประเทศ พร้อมสื่อสารให้สังคมเห็นทิศทางร่วมกัน

    ขอบคุณนักเรียน วปอ.68 ทุกท่านสำหรับการแลกเปลี่ยนในวันนี้ครับ ผมมั่นว่าการพัฒนาการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเดินไปพร้อมกันครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/H7iMsfrCX&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gR_t02bi9OS75vlwKCjr5

  • ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

    วันนี้(วันที่ 2 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

    แม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี แต่การฟื้นตัวยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าได้อย่างเต็มที่

    ล่าสุดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

    ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนและปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงสูง ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราแลกเปลี่ยน การลดลงของดัชนีคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่มีความต่อเนื่องและยังเปราะบางต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569  ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ภายใต้การฟื้นตัว และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้

    • วิกฤตต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทาง และค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน นอกจากนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน หรือบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง

    ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและอเมริกา เริ่มเห็นสัญญาณติดลบ หากสถานการณ์ยังไม่จบและมีสัญญาณบานปลาย

    • ความผันผวนของค่าเงินบาท

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ในขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจีนในช่วงต้นปี 2569 เติบโตต่อเนื่องกว่า 6.4 %

    • กำลังซื้อในประเทศที่จำกัด

    ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้คนไทยปรับพฤติกรรมเป็นการท่องเที่ยวแบบ “สั้น ใกล้บ้าน และประหยัด” มากขึ้น

    สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ปี 2569

    ททท.ปรับคาดการณ์ ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน ต่างชาติเที่ยวไทย 3034 ล้านคน

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท.ได้ปรับคาดการณ์ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติภายใน 1-3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมาย 18 % แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จากการชะลอตัว ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

    ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยจะมีการเดินทาง จำนวน 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมราว 2.58 ล้านล้านบาท

    เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทั้งนี้เพื่อให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป ททท.จำเป็นต้องปรับแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ จากการมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืน” มากยิ่งขึ้น ได้แก่

    1. “Value over Volume” ไทยจะเปลี่ยนแกนการสื่อสารจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก (Mass Tourism) สู่การเป็น High-value Tourism มุ่งเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น Digital Nomad, Wellness & Health Tourism, และกลุ่ม Premium FIT ซึ่งจะทำให้เกิดการพำนักระยะยาว และเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น 
    2. การสื่อสารเชิงรุกและใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างระหว่างข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียกับความเป็นจริง ททท. มุ่งใช้ Influencer และ KOL ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu และ Douyin สำหรับตลาดจีน รวมถึง TikTok และ YouTube สำหรับตลาดตะวันตก เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในประเด็นความปลอดภัย และจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5
    3. การกระจายรายได้สู่เมืองรอง (Community Plus) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในรูปแบบ “แพ็กเกจประสบการณ์สำเร็จรูป” ที่เชื่อมโยงการเดินทางและระบบ Digital Payment เข้าด้วยกัน เน้นการทำตลาดตาม Theme เฉพาะกลุ่ม เช่น สายมู สายกิน สายสุขภาพ สายกีฬา สายผจญภัย สายสันทนาการ & คอนเสิร์ต หรือสาย Slow Life 
    4. การพยุง SMEs ท่องเที่ยว โดยททท.จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างผู้ประกอบการ ภาคการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความแตกต่างด้านบริการ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ไปได้ รักษาผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ ลดการแข่งขันตัดราคา และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต

    นอกจากนี้ททท.ได้หารือกับ 10 หน่วยงานภาคเอกชน เพื่อนำเสนอมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    พร้อมข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พร้อมรองรับความผันผวนในอนาคต และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

    ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า  การพิจารณาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการการท่องเที่ยว จะประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ได้แก่ 

    1.หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อระบบการท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น โดยมุ่งป้องกันไม่ให้มาตรการด้านพลังงานกลายเป็นปัจจัยเร่งให้การเดินทางและการท่องเที่ยวชะงักงันในภาพรวม โดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงานในภาคการขนส่ง ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

    พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนการบินในเส้นทางระหว่างประเทศผ่านโครงการ “Thailand Summer Blast” อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 

    2.รักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการต่ออายุวีซ่า (VISA) และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการพำนักในประเทศไทย ด้วย “มาตรการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ที่ยังคงเชื่อมั่นและยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย     

    3.สนับสนุนการเดินทางระยะไกล และการเดินทางภายในภูมิภาคที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Peace Tourism” ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สร้างสรรค์ และมีศักยภาพต่อการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศ

    4. ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เมืองรอง และพื้นที่ชุมชน ผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” และ “Community Plus” ด้วยการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มข้าราชการ ผ่านรูปแบบ Carpool เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    รวมถึงการชักชวนคนไทยเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้าน จุดประกายและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gems ทั่วประเทศ

    5. ผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งในเชิงคุณค่า

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในการเดินทาง ความปลอดภัย และมาตรฐานแหล่งพำนักรวมถึงการให้บริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และสินค้าการท่องเที่ยวกลุ่ม Health & Wellness ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การพักฟื้น และการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากทั่วโลก 

    รวมทั้งททท. ได้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ ขับเคลื่อน กำกับ และติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการวางฐานเชิงโครงสร้าง

    เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณไปสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมาเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jc9u88cGAGSz8MQjd5D9k

  • แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    ททท. ปรับเกมรุกสู้วิกฤตน้ำมัน ดันตลาด “เที่ยวใกล้บ้าน” พลิกโฉม Event Marketing ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล โดยหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นความคุ้มค่าและประสบการณ์ระดับโลก
     

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    พลิกวิกฤตพลังงานสู่เทรนด์ “เที่ยวใกล้บ้าน”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่าจากการประเมินสถานการณ์ในเดือนมีนาคม 2569 พบว่านักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เริ่มลดลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่นั่งสายการบินและราคาค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงตามราคาน้ำมัน ททท. จึงเร่งผลักดันแคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวใกล้บ้าน”

    กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้นักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังสอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนที่เน้นการท่องเที่ยวชุมชนและกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าจากประสบการณ์มากกว่าปริมาณ

    ชู “สงกรานต์-อีเวนต์โลก” ปักหมุด World Class Destination

    เพื่อทดแทนตลาดที่หายไป ททท. ได้รุกหนักในตลาดระยะใกล้ เช่น จีน (ซึ่งเติบโตเด่นชัดถึงร้อยละ 38) มาเลเซีย และอินเดีย โดยใช้ Event Marketing เป็นตัวนำทัพ ไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ระดับสากลผ่านงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 และการเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand ในช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและคนรุ่นใหม่ แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า: “นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และมีแนวโน้มชะลอการเดินทางจากข้อจำกัดทางด้านที่นั่งสายการบิน และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ททท. จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดขนาดใหญ่เพื่อเป็นตลาดทดแทน”

    “เรามุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแนวคิด ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางในระยะใกล้ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    “ททท. เชื่อมั่นว่าการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะสั้นพร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับทิศทาง ‘The New Thailand’ ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value over Volume) ในทุกมิติ”

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740299&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xn6Zsuv-xafk1Yw05LSgY

  • รัฐมนตรีห้องแถว

    รัฐมนตรีห้องแถว

    ถล่มทลาย!

    ภาษาชาวโซเชียลเขาเรียกว่า “คาบ้าน”

    ๙๙ เปอร์เซ็นต์เข้าไปปกป้อง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” กันโดยมิได้นัดหมาย

    ใบปริญญาจะสำคัญกว่าผลงานได้อย่างไร

    เหตุการณ์ไปเร็วมากยิ่งกว่าความเร็วแสง Northrop University อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถว

    ตีคุณวุฒิ “ศุภจี” เท่า “หมอเกศ-พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย” อดีต สว.

    “ศุภจี” กลายเป็นของปลอม

    ส่วนใหญ่เครือข่ายส้ม เขาจะมองแบบนั้น

    ชาวโซเชียลเขาเลยรวมพลังไปขุดคุ้ยความจริงมาว่า Northrop University ใช่ “มหาลัยห้องแถว” หรือไม่?

    ​ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่

    เดิมทีเป็น สถาบันเทคโนโลยีชื่อดังในเมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการบินและวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ

    เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเฉพาะทางสูงและมีที่มาที่ไปชัดเจน :ก่อตั้งโดยเจ้าของธุรกิจจริง :ก่อตั้งในปี ๒๔๘๕  โดย Jack Northrop ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องบิน Northrop Corporation (ปัจจุบันคือ Northrop Grumman ยักษ์ใหญ่ด้านอาวุธและเทคโนโลยีอวกาศ)

    ​จุดประสงค์หลัก: เพื่อผลิตวิศวกรและนักบริหารป้อนอุตสาหกรรมการบินและเทคโนโลยีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และยุคสงครามเย็น

    ​การรับรอง (Accreditation): ในช่วงที่คุณศุภจีเรียน น่าจะช่วงปี ๒๕๒๙-๒๕๓๒ มหาวิทยาลัยนี้ได้รับการรับรองวิทยฐานะจาก WASC (Western Association of Schools and Colleges) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือของสหรัฐฯ

    ดังนั้นในขณะนั้นมันคือสถาบันการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ทำไมถึงดูเหมือนมีปัญหาในภายหลัง?

    ​ภาพลักษณ์ของ Northrop University มาเสียในช่วงปลายยุค 80s ก่อนปิดตัวในปี ๒๕๓๔

    ​ปัญหาภายใน: มหาวิทยาลัยประสบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ การทำบัญชี และความพยายามรับนักศึกษาต่างชาติเข้ามามากเกินไปเพื่อพยุงฐานะการเงิน จนถูกตรวจสอบเรื่องมาตรฐานการรับรอง

    ​การปิดตัว: เนื่องจากปัญหาการเงินและจำนวนนักศึกษาที่ลดลง มหาวิทยาลัยจึงประกาศยุติการสอนในระดับปริญญาในปี ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่คุณศุภจีสำเร็จการศึกษามาแล้ว

    หลังจากปิดตัวในปี ๒๕๓๖ สินทรัพย์และหลักสูตรต่างๆ ถูกจัดการดังนี้

    สถาบันเทคโนโลยีการบิน Northrop Rice (NRAIT): แผนกซ่อมบำรุงอากาศยานได้แยกตัวออกมา และต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Spartan College of Aeronautics and Technology

    การขอใบทรานสคริปต์ (Transcript): เนื่องจากมหาวิทยาลัยปิดตัวลงแล้ว ศิษย์เก่ามักจะต้องติดต่อขอเอกสารผ่าน California Bureau for Private Postsecondary Education (BPPE) หรือบริการเก็บรักษาเอกสารการเรียนของวิทยาลัยที่ปิดตัวในแคลิฟอร์เนีย

    สถานะปัจจุบัน: ในปี ๒๕๖๙ พื้นที่วิทยาเขตเดิมในอิงเกิลวูดไม่มีสภาพเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ชื่อ Northrop Rice ยังคงดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการฝึกอบรมด้านการซ่อมบำรุงการบินและหลักสูตรออนไลน์ โดยมีฐานการดำเนินงานอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

    ทำไม IBM ถึงไม่ “เอะใจ” หรือปฏิเสธวุฒินี้?

    ​เหตุผลที่ IBM และบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในยุคนั้น  ยอมรับ มีหลายปัจจัย

    ​ความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม: สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง IBM ในยุค 80s มหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเทคโนโลยีและการจัดการจากแหล่งอุตสาหกรรมอย่าง Northrop ไม่ใช่เรื่องแปลก และถือว่ามีเครือข่ายศิษย์เก่าในวงการวิศวกรรมการบินสูงมาก

    ​วุฒิปริญญาตรีที่แข็งแกร่ง: คุณศุภจีจบปริญญาตรีจาก คณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันอันดับต้นๆ ของไทยที่เป็นเครื่องการันตีพื้นฐานความรู้ได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

    ​IBM เน้น “ศักยภาพ” และ “ผลงาน”: คุณศุภจีเริ่มงานที่ IBM ในตำแหน่งพนักงานขาย (Sales) ซึ่งในสายงานนี้ “ยอดขายและทักษะการแก้ปัญหา” สำคัญกว่าชื่อมหาวิทยาลัยปริญญาโทมาก

    เมื่อเธอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำผลงานทะลุเป้าและมีภาวะผู้นำที่โดดเด่น เส้นทางอาชีพจึงก้าวหน้าด้วย “Performance” มากกว่า “Credential” ครับ

    ​สรุปคือ: ในวันที่เธอสมัครงาน วุฒินี้เป็นวุฒิจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจริง ไม่ใช่ปริญญาปลอมหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีตัวตน เพียงแต่สถาบันนี้ “ปิดตัวลง” ในเวลาต่อมา จนทำให้คนรุ่นหลังที่ไม่ทันยุคนั้นเกิดความสงสัย

    คุณศุภจีได้รับการยอมรับว่าเป็น “หญิงเหล็ก” ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้องค์กร (Turnaround Agent) ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ

    ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

    ฟอร์เรสต์ เบิร์ด (ScD) นักบิน นักประดิษฐ์ และวิศวกรชีวการแพทย์

    ทิม บรัมเมอร์ ผู้ชนะรางวัลแอบบอตต์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    ร็อบบีแอนโต บูดิมาน (MBA) นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย

    บ็อบ ซิตรอน (วิศวกรรมการบินและอวกาศ, ๒๕๐๒) ผู้ประกอบการและวิศวกรการบินและอวกาศ

    คริส ไดรก์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    คิตาว เอจิกู หัวหน้าวิศวกรระบบยานอวกาศและดาวเทียมของนาซา

    ชู ฟง-ชิ นักการเมืองชาวไต้หวันผู้ดำรงตำแหน่งในสภานิติบัญญัติ

    ดอน กุยชาร์ด ผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    เอ็ด ฮอร์สต์แมน (BS วิศวกรรมการบิน) สถาปนิกเรือและนักออกแบบเรือใบหลายลำตัว

    เรย์ จาร์ดีน (วิศวกรรมการบินและอวกาศ, ๒๕๐๖ นักปีนผาผู้เป็นคนแรกที่ปีนผาด้านตะวันตกของเอลคาปิตันในหุบเขาโยเซมิตีโดยไม่ใช้เชือก

    หลิน หลิงซาน (ปริญญาโท) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐจีน

    แอนโทนี เอส. มาเนรา (ปริญญาตรีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๐๖) ประธานบรรษัทกระจายเสียงแห่งแคนาดา

    แคโรลีน แอล. มาซลูมี ภัณฑารักษ์ นักเย็บผ้า นักเขียน นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และวิศวกรการบินและอวกาศ

    ฟรานซิส เอ็ม. แมกแดเนียล จูเนียร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐเซาท์ดาโคตา

    เอมิล นอตติ (ปริญญาตรีวิศวกรรมการบินและไฟฟ้า) ประธานคนแรกของสหพันธ์ชนพื้นเมืองอะแลสกา

    กอร์ดอน โนเวล นักสืบเอกชนและผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์

    นาวีด กามาร์ (ปริญญาโทการจัดการ ปี ๒๕๑๗) สมาชิกสภาแห่งชาติปากีสถาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของปากีสถาน

    แจ็ก เรียล (กิตติมศักดิ์ ปี ๒๕๒๘) ผู้บุกเบิกด้านการบินและอวกาศ

    ฌอน สตีล (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต) กรรมการพรรครีพับลิกันแห่งชาติจากรัฐแคลิฟอร์เนีย และอดีตประธานพรรครีพับลิกันแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

    เรย์ สวอนสัน จิตรกรแห่งอเมริกาตะวันตก

    จิม เธล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการจัดการวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัย ERAU และผู้ประกอบการ

    เจอรัลด์ วีเกิร์ต วิศวกรยานยนต์และผู้ก่อตั้ง Vector Motors

    มูฮัมหมัด เมียน ซูมโร อดีตนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน

    และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย

    เป็นไงครับรัฐมนตรีที่จบจากมหาวิทยาลัยห้องแถว มีรุ่นพี่เปิดห้องแถวขายก๋วยเตี๋ยวเพียบ

    ข้อมูลในปัจจุบันหาง่ายครับ มี AI สายพันธุ์ต่างๆ ให้ถามเพียบ

    แค่ถามก็ได้คำตอบ

    มีคนบางพวกไม่ถาม แถมใส่ชุดข้อมูลผิดๆ มาเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อให้คนที่ไม่เคยถามอะไรเลยเอาไปเสพต่อ

    ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่คนพวกนี้ตีราคา IBM จ้างคนจบมหาวิทยาลัยห้องแถวไปเป็นผู้บริหาร ว่าเป็นแค่บริษัทปลายแถว

    จบนะ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/973329/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W-OykHX9mAPeBCJM01x8y