Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สกลนครเตรียมเนรมิตเทศกาลปีใหม่ไทย ‘มหาสงกรานต์ ถนนข้าวฮาง ถิ่นไทสกล ละเบ๋อ’ สืบสานประเพณี กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    สกลนครเตรียมเนรมิตเทศกาลปีใหม่ไทย ‘มหาสงกรานต์ ถนนข้าวฮาง ถิ่นไทสกล ละเบ๋อ’ สืบสานประเพณี กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร นายเอกภพ โสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงาน “มหาสงกรานต์ ถนนข้าวฮาง ถิ่นไทสกล ละเบ๋อ 69” เพื่อสืบสานประเพณีและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในจังหวัดสกลนคร โดยมี นายนิวัตร อภัยจิตต์ รองนายกเทศมนตรีนครสกลนคร ผู้แทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร  ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผู้แทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสกลนครและ ผู้แทนเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ร่วมแถลงข่าว

    ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยเทศบาลนครสกลนคร ร่วมกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสกลนคร  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครพนม องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ตลอดจนภาคีเครือข่าย ที่เตรียมเนรมิตความสนุกสุดยิ่งใหญ่ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-15  เมษายน 2569 ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ถนนข้าวฮาง  บริเวณถนนศูนย์ราชการ และวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

    การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการชูเอกลักษณ์ “ข้าวฮาง” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของชาวสกลนคร ผสมผสานกับความรื่นเริงแบบทันสมัย โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น กิจกรรมก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ ห่มผ้าพระธาตุ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ สนุกสนานกับอุโมงค์น้ำ บนถนนข้าวฮาง การแสดงศิลปวัฒนธรรม ดนตรีสากล  พร้อมขบวนแห่สุดตระการตาจากชุมชน และ คุ้มวัดต่าง ๆ มหกรรมอาหารปลอดภัย อิ่มอร่อยกับเมนูพื้นถิ่นที่คัดสรรมาอย่างดี โดย เน้นย้ำ “สงกรานต์ไร้แอลกอฮอล์” เพื่อสร้างพื้นที่เล่นน้ำที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5743980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26uWdNNxpMfzGfyuANo-tU

  • น้ำมันแพง ททท.ชวนเที่ยวใกล้บ้าน ปักหมุดสงกรานต์ 2569 และเทศกาลดนตรีระดับโลก

    น้ำมันแพง ททท.ชวนเที่ยวใกล้บ้าน ปักหมุดสงกรานต์ 2569 และเทศกาลดนตรีระดับโลก

         เมื่อโลกเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวก็ต้องปรับตัว ล่าสุด ผู้ว่าการ ททท. ได้ออกมาเปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ช่วงสงกรานต์ 2569 เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยหันมาเน้นกระตุ้นตลาด “นักท่องเที่ยวระยะใกล้” และ “ไทยเที่ยวไทย” ผ่านแนวคิดที่เน้นความยั่งยืนและการประหยัดพลังงาน บอกเลยว่าสายเที่ยวอย่างเรามีแต่ได้กับได้

    ททท.ชวนเที่ยวใกล้บ้าน ปักหมุดสงกรานต์ 2569
    และเทศกาลดนตรีระดับโลก

    เทรนด์ใหม่ “เที่ยวใกล้บ้าน” ฮีลใจได้แบบยั่งยืน

         ททท. ส่งแคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” มาเอาใจคนไทย โดยเน้นการเดินทางระยะสั้นที่ไม่ต้องเหนื่อยกับการขับรถไกลๆ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และยังได้สัมผัสเสน่ห์ของชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

    • ทำไมต้องเที่ยวใกล้บ้าน? เพราะยุคนี้เราให้ความสำคัญกับ Value over Volume หรือการเน้นคุณค่าของประสบการณ์มากกว่าจำนวนครั้งที่ไป แถมยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ “เมืองน่าเที่ยว” และชุมชนเล็กๆ ทั่วประเทศด้วยครับ

    สงกรานต์ 2569 จัดใหญ่! ปักหมุด Maha Songkran World Water Festival

         สำหรับเดือนเมษายนที่กำลังจะถึงนี้ เตรียมตัวเปียกกันให้ฉ่ำกับงานสงกรานต์ระดับโลกที่ ททท. คัดมาให้

    • Maha Songkran World Water Festival 2026: จัดขึ้นวันที่ 11-15 เมษายน ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ นำเสนอความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมไทยผ่านแสงสีเสียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น
    • Saneh Art by Songkran Festival: วันที่ 10-30 เมษายน ณ อุทยานเบญจสิริ และลานคนเมือง พบกับประติมากรรม 3 มิติขนาดใหญ่ 6 ชิ้นงานจากศิลปินไทยชื่อดัง
    • ไฮไลต์ทั่วไทย: ไม่ว่าจะเป็นงานที่ไอคอนสยาม, สยามพารากอน, สงกรานต์สุโขทัย, เล่นน้ำกับช้างที่อยุธยา, ถนนข้าวเหนียวที่ขอนแก่น หรือสงกรานต์กลางเลที่สมุย บอกเลยว่าใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น!

    World Class Event: Tomorrowland Thailand ครั้งแรกในเอเชีย!

         นี่คือข่าวใหญ่ที่สายปาร์ตี้ทั่วโลกต้องจารึก! ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็น World Class Event Hub โดยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Tomorrowland Thailand * วันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ที่ Wisdom Valley พัทยา จ.ชลบุรี เป็นการจัดเทศกาลดนตรีเต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลกให้มาเช็กอินที่เมืองไทย

    สรุปภาพรวมการท่องเที่ยว

         ททท. พบว่านักท่องเที่ยวจีนเติบโตขึ้นถึง 38% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงเร่งเจาะตลาดระยะใกล้ (จีน, มาเลเซีย, อินเดีย) ทดแทนกลุ่มระยะไกลที่เริ่มชะลอตัวจากราคาน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

         สรุปสั้นๆ สำหรับสายเที่ยว สงกรานต์นี้ใกล้ที่ไหนเที่ยวที่นั่น เน้นกินของดีชุมชน แล้วเตรียมเก็บเงินไว้ไปแดนซ์กระจายที่ Tomorrowland ปลายปีนี้กันครับ

    ====================

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/pGoeJ3QJ4dl6&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NHlEqjI1Zlcsu1y8Rw03D

  • สินค้า-บริการ พาเหรดขึ้นราคา ตามราคาน้ำมัน-ต้นทุนเพิ่ม

    สินค้า-บริการ พาเหรดขึ้นราคา ตามราคาน้ำมัน-ต้นทุนเพิ่ม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fi_hsPb-fOxoxISYYF5zF

  • สัญญาฟิวเจอร์ส ‘ดีเซล’ ยุโรปทะลุ 200 ดอลลาร์  กระทบหนักเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจ

    สัญญาฟิวเจอร์ส ‘ดีเซล’ ยุโรปทะลุ 200 ดอลลาร์ กระทบหนักเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจ

    สัญญาล่วงหน้าน้ำมัน ‘ดีเซล’ ในยุโรป พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเส้นทางขนส่งพลังงานโลกหยุดชะงัก เสี่ยงกดดันต้นทุนทั่วโลกพุ่งสูง เมื่อเส้นเลือดหลักทางเศรษฐกิจใกล้ขาดแคลนหนัก

    สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานวันนี้ (2 เม.ย.) ว่า สัญญาฟิวเจอร์ส “น้ำมันดีเซล” ของยุโรป พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ไป “ทะลุ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” แล้ว หลังสงครามอิหร่านกระทบอุปทานดีเซลที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลก

    สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดีเซลปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1,498 ดอลลาร์ต่อตัน หรือมากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 9.7% ระหว่างการซื้อขายที่ลอนดอนในวันนี้ 

    ราคาดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้น “เกือบเท่าตัว” นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งพลังงานแทบจะถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง

    สัญญาฟิวเจอร์ส 'ดีเซล' ยุโรปทะลุ 200 ดอลลาร์  กระทบหนักเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจ

    การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ทำให้อุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซล หายไปหลายล้านบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในลอนดอนพุ่งขึ้นราว 50% และโรงกลั่นบางแห่งต้องลดกำลังการผลิตลง นักค้าทั่วโลกต้องเร่งหาแหล่งอุปทานใหม่ๆ โดยมีการเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งดีเซล และต้องใช้เส้นทางขนส่งที่อ้อมเป็นระยะทางกว่า 12,000 ไมล์

    เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานเต็มรูปแบบเมื่อใด แรงกดดันในตลาดน้ำมันดีเซลจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเชื้อเพลิงชนิดนี้ถือเป็น “เส้นเลือดหลัก” ของเศรษฐกิจโลก ใช้ขับเคลื่อนตั้งแต่รถบรรทุกไปจนถึงเครื่องจักรก่อสร้าง ทำให้ราคาที่เพิ่มขึ้นเสี่ยงผลักดัน “เงินเฟ้อทั่วโลก”

    โดยปกติแล้ว ภูมิภาคยุโรปสามารถผลิตดีเซลได้น้อยกว่าความต้องการใช้ และต้องพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่นักค้าและนักวิเคราะห์หลายรายเตือนว่า “ยุโรปอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลภายในไม่กี่สัปดาห์” หากยังไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันในลักษณะเดียวกันนี้ยังคาดว่าจะเกิดขึ้นในภูมิภาค “ลาตินอเมริกา” ด้วย

    ขณะเดียวกัน ราคาดีเซลในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกก็พุ่งขึ้นเช่นกัน โดยใน “สหรัฐ” ราคาดีเซลอยู่เหนือ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้ว ขณะที่ใน “เอเชีย” สัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดีเซลก็เคยทะลุระดับ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วชั่วคราว ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1228019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qaBZYR9r2TJG7v8H2TLLG

  • ITD ร่วมสมองชั้นนำ ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ความยั่งยืน

    ITD ร่วมสมองชั้นนำ ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ความยั่งยืน

    ITD ผนึกกำลังสมองชั้นนำ ระดมข้อเสนอเชิงนโยบาย ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย

    วันที่ 2 เม.ย.69 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ประกาศความสำเร็จของโครงการผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา (Leadership Program on Trade and Development Strategy) ปีที่ 2 (LTD#2) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดมความคิดเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

    โดยในงานนี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา รุ่นที่ 2 (Leadership Program on Trade and Development Strategy: LTD#2)” พร้อมกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการมิได้อยู่เพียงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพจากภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึก อันเป็นขุมพลังทางปัญญาสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ภาคการค้าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผู้ได้รับและผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

    สำหรับการผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอแนะจากโครงการไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ในบริบทของโลกยุคใหม่ (New World Order) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการปรับตัวของประเทศไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผนึกกำลังผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ นำองค์ความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ สู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ITD เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การพัฒนาภายในประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการสะท้อนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปสู่ผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวมพลังขององค์ความรู้ระดับสูงจากผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นคลังสมองซึ่งจะมีบทบาทสำคัญเป็นกำลังสำคัญในอนาคต เพื่อต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีน้ำหนักและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่ความท้าทายมีความซับซ้อนมากขึ้น”

    ตลอดกระบวนการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดเชิงระบบ การตั้งคำถามเชิงนโยบายที่ลึกและเฉียบคม รวมถึงความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างข้อเสนอที่มีทั้งความเป็นไปได้และผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง

    ITD เตรียมนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีดังกล่าวส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอที่สอดคล้องกับพันธกิจของ ITD จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดผลได้

    ความสำเร็จของการรวมพลังทางปัญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ความร่วมมือของผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 88 ท่านในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการระดมสมองเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการวางรากฐานของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนาของประเทศในระยะยาว

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งเกิดจากการร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเข้มข้นของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ได้ถูกพัฒนาเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้านหลัก ดังต่อไปนี้

    Thailand Logistics Reform ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อลดต้นทุนจากประมาณ14% เหลือน้อยกว่า 9% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ข้อเสนอหลักคือการจัดตั้ง “สำนักงานประสานงานโลจิสติกส์แห่งชาติ (NTLC)” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลางแบบ Single Command เร่งดำเนินการ Regulatory Guillotine ยกเลิก/ปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 200 ฉบับ ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัว, พัฒนาระบบ Digital/AI Permit และ Blockchain เพื่อให้การอนุญาต โปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ควรเปิดเสรีระบบรางและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางและลดต้นทุนทั้งระบบ, ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Cold Chain และ Smart Warehouse เพื่อลดการสูญเสียสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมถึงจัดตั้ง Thailand Logistics Intelligence (TLI) Hub เชื่อมโยงข้อมูล 27 หน่วยงาน ผ่าน Open API และ AI เพื่อบริหารโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์, ผลักดัน ASEAN Single Window และระบบศุลกากรอัจฉริยะ 24/7 เพื่อเร่งการค้าข้ามพรมแดน, จัดตั้ง Logistics War Room เพื่อติดตามต้นทุน ค่าระวาง และความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด, พัฒนา Agri-Logistics Data Platform และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งยกระดับทักษะแรงงานโลจิสติกส์กว่า 200,000 คน รองรับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, จัดทำกฎหมาย Data Sharing บังคับให้แพลตฟอร์มการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมข้อมูลกับภาครัฐอย่างปลอดภัย โดยหากดำเนินการครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุน เพิ่ม FDI และผลักดัน GDP เติบโตเกิน 6% อย่างยั่งยืน

    Thailand Agro Based-Wellness Economy ไทยต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ครัวโลกเชิงปริมาณ” สู่ “Agro-Wellness มูลค่าสูง” เพื่อแก้ปัญหาส่งออกวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและการสูญเสียโอกาสในตลาด Wellness โลกมูลค่า $8 ล้านล้าน ข้อเสนอหลักคือการสร้างมาตรฐาน Thai Global Wellness Standard (TGWS) เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้ขายได้ราคาพรีเมียม เพิ่มมูลค่า 30–150% และลดการแข่งขันด้านราคา, ควรเร่งเจรจา FTA โดยเฉพาะกับ EU, CPTPP และ GCC เพื่อเปิดตลาดพรีเมียม และลดข้อเสียเปรียบจากประเทศคู่แข่ง, จำเป็นต้องตั้งกองทุน Agro-Wellness มูลค่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน งานวิจัย และนวัตกรรม เช่น Functional Food, สมุนไพร และโปรตีนทางเลือก, ภาครัฐต้องลดต้นทุนการขอใบรับรองมาตรฐาน และสร้างระบบ Trade Finance สำหรับ SME เพื่อให้เข้าถึงตลาด EU/US ได้จริง, ควรมีหน่วยงานกลางบูรณาการ พาณิชย์ เกษตร และ อย. เพื่อเร่งนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ, ในระยะเร่งด่วน ต้องอนุมัติ TGWS ภายใน 30 วัน เร่ง FTA ภายในปี 2569 และตั้งกองทุนภายใน 60 วัน โดยหากดำเนินการได้ จะเพิ่มมูลค่าส่งออก Agro-Wellness จาก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ผลลัพธ์ระยะยาวคือยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่ม GDP ประเทศ และทำให้ไทยก้าวสู่ Top 3 Wellness Exporter ของโลกได้อย่างยั่งยืน

    Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation เพื่อยกระดับจาก “ผู้ตามกติกา” สู่ “ผู้กำหนดมาตรฐาน” การค้าในอาเซียน โดยใช้ 5 โครงการเรือธงเป็นกลไกหลัก ได้แก่ NDCP, CBAM & Carbon System, Smart Manufacturing & AI, EEC 2.0 และ Digital Baht หัวใจสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการค้า เชื่อมข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และระบบการเงินเข้าด้วยกัน NDCP จะช่วยลดต้นทุน compliance และเวลา clearance อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดโลกระบบ CBAM และ Carbon จะรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรปและมาตรฐานโลก การยกระดับ Smart Manufacturing จะเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรม และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง EEC 2.0 จะเป็นฐานดึงดูด FDI และสร้าง ecosystem อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ EV ขณะที่ Digital Baht จะลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มความคล่องตัวของการค้าในอาเซียน ผลลัพธ์คือการเติบโตเศรษฐกิจ 5–6% ต่อปี พร้อมยกระดับ Digital Economy และการจ้างงานทักษะสูง ข้อเสนอสำคัญคือให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม เร่งพัฒนา NDCP เป็นศูนย์กลางข้อมูลการค้า เชื่อมทุกบริการภาครัฐและเอกชนไว้ในระบบเดียวยกระดับ SME ให้พร้อมด้าน CBAM, ESG และ traceability เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมพร้อมเร่งเจรจาการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแปลงนโยบายและแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง

    Financial Rail Frictionless Financial Rail & Settlement Sovereignty: การพัฒนาระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในระดับยุทธศาสตร์ ไทยมีโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลาง “Financial Rail” ของอาเซียน หากเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าและต้นทุนการเงินข้ามประเทศที่ยังสูง โดยควรลดค่าธรรมเนียมจาก 3–7% ให้ต่ำกว่า 0.5% และลดเวลาธุรกรรมจากหลายวันเหลือไม่ถึง 1 นาที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ, ควรเร่งพัฒนา PromptPay Cross-border สำหรับธุรกิจ (B2B) และต่อยอด Digital Baht เพื่อเชื่อมระบบการชำระเงินกับประเทศ CLMV สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่เชื่อมทุกสกุลเงินโดยไม่เสียอธิปไตยทางการเงิน ภาครัฐต้องผลักดันแพลตฟอร์มสินเชื่อการค้า SME ด้วย AI ให้อนุมัติภายใน 48 ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดการเข้าถึงทุน และปิดช่องว่าง Trade Finance ที่กระทบผู้ประกอบการไทยโดยตรง ควรส่งเสริม ESG Agri Bond และ Green Finance เพื่อเพิ่มแหล่งทุนใหม่ให้ภาคเกษตร และยกระดับเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน เร่งสร้างระบบ AI Early Warning ตรวจจับความเสี่ยงการค้าแบบเรียลไทม์ ลดผลกระทบจากสงครามการค้าและความผันผวนโลก ในระยะสั้น ต้องเดินหน้า 6 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การขับเคลื่อน ORCA Framework, เปิดใช้ PromptPay B2B ข้ามประเทศ, ตั้งแพลตฟอร์มสินเชื่อ SME, ออก ESG Bond ครั้งแรก, สร้างระบบเตือนภัยการค้า, และตั้งกลไก “Team Thailand” บูรณาการทุกภาคส่วน ควรมีกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่ชัดเจน พร้อมกฎหมายและโครงสร้างรองรับ เพื่อให้การดำเนินนโยบายรวดเร็วและต่อเนื่อง หากดำเนินการได้ครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มสภาพคล่องให้ SME ขยายบทบาทเงินบาทในภูมิภาค และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการชำระเงินของอาเซียนในระยะยาว

    ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 4 ด้าน ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่” ที่เชื่อมโยงการค้า โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ หากสามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดมูลค่าสูง และยกระดับรายได้ของภาคธุรกิจและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะพาประเทศไทยก้าวพ้นข้อจำกัดเดิม และยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/138900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zxAw1pcmO_XhRgtZAkxQl

  • เศรษฐกิจจีนยังแกร่ง คาด Q1 โต 4.7% รับมือแรงกดดันจากราคาน้ำมันได้ : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจจีนยังแกร่ง คาด Q1 โต 4.7% รับมือแรงกดดันจากราคาน้ำมันได้ : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวเร็วขึ้นในไตรมาสแรก โดยยังสามารถรับมือกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านได้จนถึงขณะนี้

    การสำรวจรายไตรมาสของนิกเกอิ (Nikkei) และนิกเกอิ ควิก นิวส์ (Nikkei Quick News) ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. จะขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน

    ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ปรับฤดูกาลแล้ว ซึ่งสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น อยู่ที่ 1.3% ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 4/2568

    ข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงต้นปีสะท้อนภาพเชิงบวก โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัว 2.8% และมูลค่าการส่งออกในเดือนม.ค.-ก.พ. เพิ่มขึ้น 21.8% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ

    การส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในการชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ยังคงหดตัว โดยลดลง 11% แม้ปรับดีขึ้นจากการลดลงถึง 30% ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

    เฉิ่น เจี้ยนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ JD.com ระบุว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการส่งออกโดดเด่นเป็นพิเศษ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภคภาคบริการ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต่างออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งราคาสินค้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

    เมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนยังคงอยู่ในโซนขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปลายเดือนก.พ.

    อย่างไรก็ตาม หลี่ เจินหนาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของ Pictet Wealth Management เตือนว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนมี.ค. อาจชะลอลง เนื่องจากข้อมูลในเดือนม.ค.-ก.พ. อาจได้รับแรงหนุนจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางและการใช้จ่ายสูง

    สำหรับทั้งปีนั้น ผลสำรวจจากนักวิเคราะห์ 24 รายคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะขยายตัวเฉลี่ย 4.6% ในปีนี้ ลดลงจาก 5% ในปีที่ผ่านมา โดยผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 12-25 มี.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_c78r2YqZfepR1XHYFg_P

  • “ทรัมป์” พ่นพิษส่งสัญญาณวิบัติฉุดเศรษฐกิจ วิกฤตทั่วโลก ล้มเป็นโดมิโนพังทั้งกระดาน | TOPNEWS

    “ทรัมป์” พ่นพิษส่งสัญญาณวิบัติฉุดเศรษฐกิจ วิกฤตทั่วโลก ล้มเป็นโดมิโนพังทั้งกระดาน | TOPNEWS

    “ทรัมป์” พ่นพิษส่งสัญญาณวิบัติฉุดเศรษฐกิจ วิกฤตทั่วโลก ล้มเป็นโดมิโนพังทั้งกระดาน

    • เผยแพร่ : 02/04/2026 16:05

    “ทรัมป์” พ่นพิษส่งสัญญาณวิบัติฉุดเศรษฐกิจ วิกฤตทั่วโลก ล้มเป็นโดมิโนพังทั้งกระดาน

    #topnewstv #ทรัมป์ #สหรัฐ

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1535241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PVar4vfHNZwLnMgv5YEg8

  • เศรษฐกิจเยอรมนีปี 69 แนวโน้มโตเพียง 0.6% คาดถูกกระทบหนักจากวิกฤตพลังงาน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเยอรมนีปี 69 แนวโน้มโตเพียง 0.6% คาดถูกกระทบหนักจากวิกฤตพลังงาน : อินโฟเควสท์

    สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำ 5 แห่งของเยอรมนี ซึ่งรวมถึง Ifo ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปี 2569 ลงเหลือเพียง 0.6% เนื่องจากวิกฤตราคาพลังงานซึ่งมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของเยอรมนีซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป

    ตัวเลขคาดการณ์ที่มีการเผยแพร่ในวันพุธ (1 เม.ย.) ลดลงอย่างมากจากรายงานร่วมซึ่งมีการเผยแพร่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ซึ่งสถาบันเหล่านี้ได้คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปี 2569 เอาไว้ที่ 1.3% และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 0.9% ในปี 2570 ซึ่งลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.4%

    รายงานล่าสุดระบุว่า หลังจากเผชิญกับภาวะชะลอตัวมานานหลายปี เศรษฐกิจของเยอรมนีได้เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวตามวัฏจักรในปี 2568 โดยภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจโดยรวมค่อย ๆ ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออกยังคงเผชิญกับศักยภาพด้านการแข่งขันที่ถดถอยลง ตลอดจนแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สถาบันทั้ง 5 แห่งระบุว่า แม้จะมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงจะเป็นปัจจัยหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสนับสนุนการฟื้นตัวภายในประเทศ แต่ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ กำลังขัดขวางแรงส่งทางเศรษฐกิจเหล่านั้น

    ทั้งนี้ สถาบันดังกล่าวคาดการณ์ว่า วิกฤตราคาพลังงานจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.9% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ส่วนในปี 2569 และ 2560 นั้น คาดว่าอัตราเงินเฟ้อรายปีจะแตะระดับ 2.8% และ 2.9% ตามลำดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 2% และ 2.3% ตามลำดับ

    “วิกฤตราคาพลังงานกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการฟื้นตัว” ตีโม โวลเมอร์สฮอยเซอร์ หัวหน้าฝ่ายการคาดการณ์ของสถาบัน ifo กล่าว อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่า นโยบายการคลังแบบขยายตัวกำลังช่วยรองรับไม่ให้เศรษฐกิจเยอรมนีเผชิญภาวะขาลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582359&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HPQfDASfYnpYzNCHQMmgq

  • ดอกเบี้ยโลกยังทรงตัว แบงก์ชาติระวังเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจชะลอตัวจากพิษสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    ดอกเบี้ยโลกยังทรงตัว แบงก์ชาติระวังเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจชะลอตัวจากพิษสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลกยังคงใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวังในเดือนมี.ค. โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลางที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงสูง และการเติบโตที่ชะลอตัว

    ผู้กำหนดนโยบายทั้งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่มีท่าทีสอดคล้องกัน คือเลือกคงดอกเบี้ยหรือปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากความผันผวนของราคาน้ำมันและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินทำได้ยากขึ้น

    เจพีมอร์แกนระบุในช่วงกลางเดือนมี.ค.ว่า ธนาคารกลางจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันและผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจ โดยแนวโน้มโดยรวมชี้ไปที่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่อ่อนแอลง ในระยะแรก ความไม่แน่นอนจะทำให้ธนาคารกลางดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศอยู่ในระดับใกล้เคียงค่ากลางอยู่แล้ว

    ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ย โดยจากการประชุมธนาคารกลางทั้งหมด 9 ครั้งในเดือนมี.ค. มีถึง 8 ครั้งที่คงดอกเบี้ย ขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศเดียวที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% และไม่มีประเทศพัฒนาแล้วรายใดปรับลดดอกเบี้ยในช่วงดังกล่าว ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปี ออสเตรเลียเป็นประเทศเดียวที่ขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.50% จากการปรับขึ้น 2 ครั้ง

    ด้านตลาดเกิดใหม่มีทิศทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่ภาพรวมยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยจากการประชุมธนาคารกลาง 15 ครั้งในเดือนมี.ค. มี 10 ประเทศที่คงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 ประเทศปรับลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยได้แก่ รัสเซียลด 0.50% ส่วนบราซิล เม็กซิโก และโปแลนด์ ลดประเทศละ 0.25%

    ส่วนโคลอมเบียเป็นประเทศเดียวที่ดำเนินนโยบายคุมเข้มอย่างชัดเจน โดยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% ในการประชุมล่าสุด ซึ่งทำให้รัฐบาลตัดสินใจถอนตัวจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    แม้บางประเทศเริ่มเข้าสู่วงจรการลดดอกเบี้ยแล้ว แต่ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงส่งสัญญาณที่ระมัดระวัง โดยอินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างชี้ว่า ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องชะลอหรือจำกัดการปรับลดดอกเบี้ย

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งธนาคารกลางต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง กับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากภาคพลังงาน

    นับตั้งแต่ต้นปี ธนาคารกลางในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ปรับลดดอกเบี้ยสุทธิลงรวม 1.75% จากการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่าง ๆ 10 ครั้งรวม 3.75% แต่การปรับลดดอกเบี้ยได้ถูกหักล้างบางส่วนจากการที่โคลอมเบียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งรวม 2.00%

    ทั้งนี้ เงินเฟ้อในแต่ละประเทศยังปรับตัวลดลงไม่เท่ากัน และธนาคารกลางยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vdESk8_eRfk1YYJ6-kZdL

  • เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจ 3 ด้าน : ค่าขนส่งสูง กำลังซื้อชะลอ กฎระเบียบเข้มงวด

    เนเธอร์แลนด์เผชิญแรงกดดันเศรษฐกิจ 3 ด้าน : ค่าขนส่งสูง กำลังซื้อชะลอ กฎระเบียบเข้มงวด

    เนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการค้ารอบใหม่ จากปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุนโลจิสติกส์ กำลังซื้อภายในประเทศ และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการนำเข้าของสหภาพยุโรป  โดยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ค่าระวางเรือและต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกระลอก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเริ่มส่งผ่านมายังราคาสินค้าในตลาดยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ที่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค โดยมีรายงานถึงแรงกดดันด้านค่าขนส่งและราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ข้อมูลจาก De Nederlandsche Bank จะชี้ว่าเนเธอร์แลนด์มีความเชื่อมโยงทางการค้ากับตะวันออกกลางในสัดส่วนไม่สูง แต่ผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานกลับมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้นำเข้าเริ่มชะลอคำสั่งซื้อ และบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    ในด้านอุปสงค์ ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงมีแนวโน้นอ่อนแรงลง ผู้บริโภคมีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดะวังมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกันข้อมูลด้านการเงินครัวเรือนยังสะท้อนพฤติกรรม “การเพิ่มการออมเพื่อลดความเสี่ยง” โดย De Nederlandsche Bank ระบุว่า มูลค่าเงินออมของครัวเรือนดัตช์ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 5 แสนล้านยูโร และสูงกว่าการลงทุนในหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการออมของครัวเรือนอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 16–17 ของรายได้      ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงเก็บเงินสำรอง รักษาสภาพคล่อง และชะลอการใช้จ่ายในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

    พฤติกรรมดังกล่าวมีความต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า โดยในปี 2025 ครัวเรือนดัตช์มีเงินออมสะสมในระบบธนาคารสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 5.17 แสนล้านยูโร แม้ว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและความมั่นคงทางการเงิน มากกว่าการใช้จ่ายหรือการลงทุนในระยะสั้น ขณะเดียวกันแม้ค่าใช้จ่ายบางด้าน เช่น ค่าไฟฟ้าและก๊าซในปี 2026 จะเริ่มปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ในด้านกฎระเบียบ สหภาพยุโรปได้เดินหน้าปฏิรูประบบศุลกากรครั้งสำคัญ โดยมุ่งควบคุมการนำเข้าสินค้าผ่าน e-commerce ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2024 มีพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโรกว่า 4.6 พันล้านชิ้นเข้าสู่สหภาพยุโรป มาตรการใหม่เตรียมยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าว และกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบในฐานะ “ผู้นำเข้า” อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ผู้นำเข้าในยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกซัพพลายเออร์และการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

    ในขณะเดียวกัน หน่วยงานศุลกากรของเนเธอร์แลนด์ ได้เร่งพัฒนาระบบตรวจสอบสินค้าแบบอัตโนมัติผ่านระบบ CERTEX ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลของสหภาพยุโรปที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานศุลกากรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการออกใบอนุญาตและใบรับรองสินค้า โดยระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร เช่น ใบอนุญาตนำเข้า ใบรับรองสุขอนามัย และมาตรฐานสินค้า ได้แบบเรียลไทม์ก่อนการปล่อยสินค้า ส่งผลให้กระบวนการนำเข้ามีความโปร่งใสและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น การใช้ระบบดังกล่าวจะทำให้ข้อผิดพลาดด้านเอกสาร เช่น ข้อมูลไม่ครบ รหัสสินค้าไม่สอดคล้อง หรือใบรับรองไม่ตรงประเภท สามารถถูกตรวจพบได้ทันที และอาจส่งผลให้สินค้าไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้

    เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่าเนเธอร์แลนด์กำลังเผชิญ “แรงกดดันเชิงโครงสร้างใน 3 มิติพร้อมกัน” ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่อ่อนตัว และกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้นำเข้าไปสู่การบริหารความเสี่ยงในทุกมิติ ทั้งด้านราคา การบริหารสินค้าคงคลัง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันในตลาดนำเข้าเปลี่ยนจากการเน้นราคา ไปสู่การให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานของซัพพลายเออร์มากยิ่งขึ้น

    บทวิเคราะห์และความเห็น สคต. 

    ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และการปรับนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์ในฐานะศูนย์กลางการนำเข้าสินค้าและกระจายสินค้าในยุโรป กำลังสะท้อน “ทิศทางใหม่ของตลาดยุโรป” ได้อย่างชัดเจน โดยสถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่งผลต่อทั้งอุปทานและอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ

    ในเชิงโครงสร้าง ตลาดเนเธอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยราคา” ไปสู่ “ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการบริหารความเสี่ยง” โดยผู้นำเข้าต้องรับมือกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ไม่แน่นอน กำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว และกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกสินค้าและซัพพลายเออร์มีความรอบคอบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอในการส่งมอบสินค้า ความพร้อมด้านเอกสาร และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

    ในด้านอุปสงค์ แม้ว่าผู้บริโภคชาวดัตช์จะมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ระดับเงินออมที่ยังคงอยู่ในระดับสูงสะท้อนว่ากำลังซื้อโดยรวมยังคงมีอยู่ เพียงแต่ถูกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าที่มีศักยภาพในตลาด ได้แก่ สินค้าที่มีความคุ้มค่า (value for money) สินค้าที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ และสินค้าที่มีขนาดหรือราคาที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่าย รวมถึงสินค้าที่สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบ private label สำหรับผู้ค้าปลีกยุโรป

    ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการไทยควรปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าให้มีความคุ้มค่าและตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและกระบวนการส่งมอบให้มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานสินค้าและความพร้อมด้านเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น การแสดงฉลากสินค้า การทดสอบผลิตภัณฑ์ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรปอย่างครบถ้วน

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fbpf66y68ncdei4a17kw805n&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vxw5XT_GTaJalFUog1SE0