Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีเงินอุดหนุนการศึกษา แต่ต้องคืน 5 ล.

    ศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี คดีเงินอุดหนุนการศึกษา แต่ต้องคืน 5 ล.

    อดีตพระพรหมเมธี

    โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระภิกษุสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับค่าใช้จ่ายรายหัวในอัตราที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับ นักเรียนในสังกัดอื่นๆ ของรัฐ งบประมาณดังกล่าวจัดอยู่ในงบเงินอุดหนุนทั่วไปอันเป็นการให้เงิน อุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 วัดสัมพันธวงศ์ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 5ล้านบาท

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรก ว่า จำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา กับพวกเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์หรือไม่

    เปิดเหตุผลศาลยกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี

    จากการไต่สวนพยานหลักฐานไม่มีพยานโจทก์คนใดเบิกความยืนยันถึงพฤติการณ์ของจำเลยในการสนับสนุนให้มีการกระทำความผิด พยานหลักฐานมีเพียงการอนุมัติเงินจำนวน 5 ล้าน บาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ.2548 พฤติการณ์การถอนเงินจากบัญชีวัดเข้าบัญชีตนเองนั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่ นายนพรัตน์ กับพวก ได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว

    แต่กระบวนการเสนอเรื่องและอนุมัติงบประมาณเป็นเรื่องภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการตามลำดับชั้น

    จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว เมื่อพยานโจทก์ไม่ยืนยันว่าจำเลยได้สมคบหรือสั่งการอย่างไร พยานหลักฐานจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการหรือร่วมมือกับนายนพรัตน์ กับพวก ในการจัดทำบันทึกข้อความเสนออนุมัติเงินจำนวน 5 ล้านบาท การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

    มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานและกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่

    เห็นว่าการฟอกเงินต้องมีเจตนาเพื่อปิดบังอำพรางที่มาของเงิน ผู้กระทำความผิดจะต้องรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน ในกรณีนี้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนจำนวน 5 ล้านบาทเป็นเรื่องการดำเนินงานภายในของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ จำเลยไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลย มีการระบุชื่อบัญชีต่อท้ายชื่อของจำเลยว่า “สร้างศาลา” และ “(ทุนสร้างศาลา)” ข้อเท็จจริงดังกล่าวสนับสนุนว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินที่ได้รับมาเป็นเงินสำหรับโครงการก่อสร้างศาลาของวัด พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่าเงินในเช็คจำนวน 5 ล้าน บาท เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินอันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามฟ้อง

    ศาลสั่งคืนเงิน 5 ล้านบาท

    มีปัญหาประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ แม้การกระทำของจำเลยจะไม่เป็นความผิดทางอาญาตามฟ้อง

    แต่พยานหลักฐานยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนจากบัญชีของวัดเข้าบัญชีของจำเลย จำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ก่อสร้างอาคารของวัดเนื่องจากเจ้าอาวาสอาพาธ และจำเลยเข้าใจว่าสามารถกระทำได้โดยชอบ

    แต่ตามข้อเท็จจริงเงินจำนวนดังกล่าวเป็นงบประมาณอุดหนุนการศึกษา ซึ่งวัดสัมพันธวงศ์ไม่มีสิทธิได้รับ และจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้เพื่อการก่อสร้างอาคาร

    คดีในส่วนแพ่งจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 6 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่ผู้เสียหาย

    พิพากษา ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผู้เสียหาย

    โดยก่อนหน้านี้ อดีตพระพรหมเมธี ได้หลบหนีคดีออกจากประเทศจากไทย ข้ามไปยังแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือ สปป.ลาว ด้านตรงข้าม จ.นครพนม ก่อนจะเดินทางข้ามไปยังกัมพูชา จากนั้นขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อต่อเที่ยวบินไปยังนครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี กระทั่งถูกทางการเยอรมนีควบคุมตัวไว้ได้เมื่อคืนวันที่ 2 มิ.ย. 2561 เเละมีรายงานว่าได้สถานะลี้ภัย จนกลับมามอบตัวเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 เเละได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378975645&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bNpmdcrEkgu11rcoqZAOt

  • ศาลพิพากษา ยกฟ้อง ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    ศาลพิพากษา ยกฟ้อง ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คดีทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาปริยัติธรรม | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 เม.ย. มีรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน โดยศาลมีคำวินิจฉัย 2 ประเด็น

    ประเด็นที่ 1.ข้อหาผู้สนับสนุน ศาลมีคำวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานในทางไต่สวนไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธี เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับรู้ หรือเห็นในการพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบกับการเป็นผู้สนับสนุน ต้องเป็นการช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แต่งบประมาณดังกล่าว อดีตพระพรหมเมธี ได้รับมาจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และนำไปใช้ เป็นการใช้เงินภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกระทำความผิดไปแล้ว จึงมีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุน

    ประเด็นที่ 2 ข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานโอนหรือรับโอน หรือซุกซ่อน ปกปิด อำพรางแหล่งที่มาของเงิน จะต้องได้ความว่า ผู้รับโอนรู้ว่าเงินที่รับมานั้นเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด แต่เมื่อปรากฏว่า อดีตพระพรหมเมธี ไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินงบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เปิดบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับโอนเงินงบประมาณต่อท้ายวงเล็บว่า “ทุนสร้างศาลา” และสร้างศาลา แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธี เข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่ให้มา 5 ล้านบาท เป็นเงินที่จะนำมาใช้สร้างศาลาอเนกประสงค์ตามวัตถุประสงค์ของวัด

    ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ศาลได้วินิจฉัยว่า เงินที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอนุมัติมาให้ เป็นเงินโครงการปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา แต่ได้ถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ของวัดสัมพันธวงศ์ จึงเป็นการใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกำหนดไว้ จึงเห็นควรให้คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

    ทั้งนี้ อดีตพระพรหมเมธี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อปี 2561 และได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นานถึง 7 ปี ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และต่อสู้คดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5744334/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19lwaN2bvIcyGHUOy_-VEs

  • รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

    รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

    ทางการรัสเซียเร่งปรับกลยุทธ์ ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจูงใจนักศึกษาทั่วประเทศให้ดรอปเรียนมาร่วมทำงานในกองทัพโดรน แลกกับรายได้หลักล้านและสิทธิเรียนฟรีตลอดหลักสูตร หลังสงครามยูเครนยืดเยื้อและเทคโนโลยีโดรนกลายเป็นตัวแปรสำคัญบนสมรภูมิรบ

    รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าขยายฐานการรับสมัครทหารเข้าสู่กองทัพโดรน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่มีทักษะทางเทคนิค ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5 และการเจรจาสันติภาพที่ยังคงถูกระงับเนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

    จากเอกสารการรับสมัครของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในรัสเซีย พบว่ามีการเสนอข้อตกลงที่ยากจะปฏิเสธ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาเข้าสู่หน่วยโดรน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสหพันธ์ตะวันออกไกล (FEFU) ในเมืองวลาดิวอสต็อก ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเสนอเงินรายได้ปีแรก เริ่มต้นที่ 5.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.23 ล้านบาท) และรับเงินกว่า 2.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 1 ล้าน บาท) หลังผ่านการฝึกอบรม

    นอกจากนั้นยังเสนอเงินเดือนประจำ 240,000 รูเบิลต่อเดือน (ประมาณ 97,570 บาท) และสิทธิพิเศษทางการศึกษา โดยการันตีการยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมดเมื่อกลับมาเรียนต่อ, สิทธิในการลาพักการศึกษาได้นานกว่าปกติ, ที่พักฟรี และทุนการศึกษาเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงมอสโกและเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มหาวิทยาลัยวิศวกรรมโยธาแห่งรัฐมอสโก ยังเสนอตำแหน่งวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยบางแห่งระบุรายได้รวมต่อปีอาจสูงถึง 7 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.84 ล้านบาท)

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่รัสเซียพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะสูง” เข้าสู่กองทัพโดรน ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทชี้ขาดในการสู้รบ แม้ผู้บังคับโดรนจะปฏิบัติหน้าที่ห่างจากแนวหน้า แต่ถือเป็น “เป้าหมายมูลค่าสูง” ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามไล่ล่าและกำจัดหากตรวจพบตำแหน่ง

    ด้านนายดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าระบบการรับสมัครอาสาสมัครแบบต่อเนื่องของรัสเซียยังคงประสบความสำเร็จ โดยปีที่ผ่านมามีผู้สมัครใจเข้าร่วมกองทัพกว่า 400,000 คน และในปีนี้เพียงไม่กี่เดือนมียอดทะลุ 80,000 คนแล้ว

    แม้จะมีการรุกหนักด้านการรับสมัคร แต่นายเมดเวเดฟและทำเนียบรัสเซียยืนยันว่า นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกาศระดมพลทั่วไป และย้ำว่ารัสเซียไม่ได้ขาดแคลนกำลังพลตามที่ทางยูเครนกล่าวอ้าง

    ขณะเดียวกันมีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งในภูมิภาคเรียซัน เริ่มได้รับ “โควตา” จากรัฐบาลในการส่งพนักงานเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัสเซียในการสรรหากำลังพลด้วยวิธีที่หลากหลายและแยบยลมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศเกณฑ์ทหารวงกว้างที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2924262&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wMo9sKJScT_Qha8qZKYqa

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569


    1/04/2569 | 54 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569

    วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2569 โดยมี นางศลิษา ภิรมย์รัตน์ ที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พัฒนาการจังหวัด ผู้แทนบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการดำเนินงานทอดผ้าป่าฯ ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และประชาชน ร่วมพิธี

    ในการนี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปว่า ขออนุโมทนากระทรวงมหาดไทย ในการน้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขับเคลื่อนโครงการทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการช่วยกันพัฒนาเด็ก ช่วยครอบครัวของเด็กให้เขาสามารถพัฒนาบุตรหลานให้มีความรู้ มีการศึกษา และพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรม “เราพูดกันว่าไม้แก่ดัดยาก ตอนนี้เรากำลังพัฒนาคนรุ่นใหม่เป็นไม้อ่อนที่ต้องดัดง่าย ทั้งด้านทุนทรัพย์ บุคลากรต่าง ๆ ให้เขาได้รับการศึกษา ได้รับการพัฒนา ช่วยส่งเสริมทั้งด้านวิชาการ ด้านที่เขาประกอบอาชีพให้เป็นอยู่ได้ แต่ต้องอย่าลืมพัฒนาเขาให้เป็นคนที่รักชาติ มีวัฒนธรรม มีศาสนา และมีหลักธรรมประจำใจเพื่อมีแนวทางในการดำรงชีวิตด้วย อย่าปล่อยให้มีความรู้อย่างเดียวแต่ใช้ความรู้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรมที่ดี จะเป็นการสร้างความรู้ไปประพฤติสิ่งไม่ดีได้ ต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องกำกับ ต้องมีความรู้คู่กับจริยา ความประพฤติ” เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

    ด้านนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ได้จัดตั้งขึ้นโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาส ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณารับกองทุนพัฒนาเด็กชนบทไว้ในพระราชูปถัมภ์ โดยพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้จัดกิจกรรมทอดผ้าป่าสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อจัดหารายได้สมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท และนำไปช่วยเหลือเด็กก่อนวัยเรียนที่ครอบครัวยากจนและด้อยโอกาสในชนบท ซึ่งการทอดผ้าป่าครั้งนี้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทฯ จำนวนทั้งสิ้น 3,245,245.74 บาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กชนบทให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศชาติ ต่อไปอย่างยั่งยืน เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/346158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wPOaXUBkqJ0y44nEWvVON

  • เชียงใหม่-ผนึกกำลังจัดเวที เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” | TOPNEWS

    เชียงใหม่-ผนึกกำลังจัดเวที เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและสุขภาวะ ผนึกกำลังจัดเวที “เปิดโลกทักษะชีวิตเด็กปฐมวัย” ภายใต้โครงการปลูกพลังบวกเพื่อสร้างจิตสำนึกภูมิคุ้มกันลดปัจจัยเสี่ยง (เหล้า บุหรี่) สู่สุขภาวะที่ดีของเด็กปฐมวัย ระดับภาคเหนือ ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม “โชว์ แชร์ เชื่อม และเชิดชูเกียรติ” ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับสถานศึกษาต้นแบบและแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน โดยมีนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นำถวายพระพร “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเปิดงาน ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

    ดร.วีระ แข็งกสิการ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงฯเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด ผ่านมาตรการ “3 ส.” ได้แก่ สร้างความรู้ สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัย และสอดแทรกในหลักสูตร ควบคู่กับการยกระดับสถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 100% และการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาว เพื่อวางระบบป้องกันเชิงรุกในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ มุ่งพัฒนาทักษะชีวิตและภูมิคุ้มกันทางสังคมตั้งแต่ระดับปฐมวัย ผ่านการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เช่น นิทาน เกม และกิจกรรมพัฒนาทักษะการปฏิเสธ (Say No) ควบคู่กับการจัดระบบเฝ้าระวัง และบูรณาการความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง

    ด้าน รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. มุ่งขับเคลื่อนการสร้างสุขภาวะเด็กแบบองค์รวม โดยลดปัจจัยเสี่ยงควบคู่กับการสร้าง “สภาพแวดล้อมปลอดภัย (Safe Space)” และพัฒนาเครือข่ายทุกระดับ เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างสมวัยใน 4 มิติ ได้แก่ ร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม

    ทั้งนี้ สสส. ทำงานเชื่อมโยงเชิงนโยบายกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคีในพื้นที่ โดยยึด “ครอบครัว–ชุมชน–สถานศึกษา” เป็นฐานสำคัญ พร้อมพัฒนานวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาวะ เช่น การปลูกพลังบวก การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างครูกับเด็ก และการเสริมทักษะสมอง (EF) เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันเด็กไทยตั้งแต่ปฐมวัยสู่ช่วงวัยเรียนอย่างต่อเนื่อง

    ในระดับพื้นที่ นายอุดมพร กันทะใจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ระบุว่า ได้ยกระดับโครงการปลูกพลังบวกเป็นนโยบายหลัก ครอบคลุมโรงเรียน 131 แห่ง ใน 5 อำเภอ ผ่านระบบบริหารจัดการที่ชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือของเครือข่ายครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น นิทาน เพลง และแบบฝึก เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและปลูกจิตสำนึกเชิงบวกให้เด็ก

    ขณะที่ นายเทิดบุญ ศิรารมณ์ นายอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน กล่าวว่า การดูแลเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดย “สันติสุขโมเดล 6 ส. 1 K” เป็นแนวทางสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันเด็กจากปัจจัยเสี่ยง ผ่านการพัฒนาครู นวัตกรรมการเรียนรู้ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะ 4 มิติ เพื่อพัฒนาเด็กสู่การเป็น “คนดี” อย่างรอบด้าน

    นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) เปิดเผยว่า การดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือครอบคลุม 7 จังหวัด มีสถานศึกษาเข้าร่วมกว่า 997 แห่ง และพัฒนาสู่ต้นแบบได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความสำเร็จของการเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนไทยในระยะยาว

    การขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้สะท้อนภาพการทำงานเชิงระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่นโยบายระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมีสถานศึกษาเป็นฐาน ครอบครัวและชุมชนเป็นแรงหนุน และเครือข่ายภาคีเป็นกลไกสำคัญ จุดเด่นคือการผสานการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์เข้ากับการพัฒนาทักษะชีวิต ทำให้การลดปัจจัยเสี่ยงเป็นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันจากภายในเด็ก

    ในระยะยาว แนวทางดังกล่าวถือเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนา “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งไม่เพียงลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ยังยกระดับคุณภาพคนไทยทั้งระบบ นำไปสู่สังคมที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535149&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sQiBoEcgZ9PaKbB_Xh2uH

  • แบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

    แบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขปวงประชา

    พระราชภารกิจการทรงงานใน “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” มีมากมายอเนกอนันต์ จนกล่าวได้ว่าทั่วทั้งแผ่นดินที่ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เสด็จฯไปถึง ณ ที่นั้น “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” ก็ตามเสด็จฯไปแบ่งเบาพระราชกรณียกิจ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชา

    “…เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้น เห็นจะเป็นเพราะความเคยชิน ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีการต่างๆที่จะยกฐานะความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น…ได้ตามเสด็จฯไปเห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ ก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ ทั้งนี้ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว…การรู้หนังสือเป็นความจำเป็นสำหรับทุกชาติที่กำลังพัฒนา ตลอดจนเป็นกิจกรรมที่ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้บรรลุผลให้ได้ ถ้าปราศจากพื้นฐานการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศแล้ว ความพยายามในการดำเนินการพัฒนาคงไร้ผล การรู้หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอันสูงสุด…” พระราชดำรัสดังกล่าวของ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” สะท้อนได้ดีถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่ทรงอุทิศพระองค์ เพื่อตามรอยเบื้องพระยุคลบาท “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” และ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในการพัฒนาประชาชนให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งตัวเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญ

    “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ทรงถือเป็นต้นแบบของนักพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยทรงยึดหลักว่าการพัฒนาต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น คติความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญคือ นักพัฒนาที่ดีต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และความเคารพในเพื่อนมนุษย์ มีพระราชดำริว่าในการพัฒนาเรื่องใดๆก็ตามจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชน ซึ่งทรงใส่พระราชหฤทัยยิ่ง

    โครงการแรกที่ทรงริเริ่มในปี 2523 หลังสำเร็จการศึกษาจากรั้วจุฬาฯ จึงเป็นโครงการที่ทรงทำในโรงเรียน ทรงเริ่มต้นด้วยโครงการอาหารกลางวัน ผักสวนครัว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ราชบุรี และกาญจนบุรี โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โครงการดังกล่าวเป็นการสอนให้นักเรียนทำการเกษตรเพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารกลางวัน ต่อมาได้ขยายเป็นโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ครอบคลุมกว่า 700 โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ และมีขอบข่ายการพัฒนาครบทุกด้าน ทั้งการศึกษา สุขภาพอนามัย สาธารณสุข วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ โดยโรงเรียนจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้ดีขึ้น

    ทุกครั้งเมื่อเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียนตามท้องถิ่นทุรกันดาร พระองค์ไม่ได้ทรงเยี่ยมราษฎรเท่านั้น แต่ทรงเป็นนักพัฒนาการศึกษาเต็มพระองค์ ทรงผสมผสานการศึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างกลมกลืน โดยทรงตั้งข้อสังเกตว่า “เมื่อไปตามโรงเรียน ไม่ว่าประถมหรือมัธยม ก็ต้องพยายามไปดูว่านักเรียนได้รับอาหารที่พอสมควรถูกต้องหรือเปล่า ถ้าไม่ถูกต้อง ไม่มีอะไรบำรุงสมอง ก็ไม่มีแรง ทำให้ศึกษาได้ไม่ดี”

    ด้วยความที่ทรงให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนทุกกลุ่มทุกวัย จึงโปรดเกล้าฯให้จัดทำโครงการต่างๆเกื้อหนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนในทุกวัย นอกจากนี้ ยังใส่พระทัยเรื่องคุณภาพและปริมาณของครูในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ดังจะเห็นได้จากโครงการระบบอี-เลิร์นนิ่งของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและการจัดอบรมครูให้ใช้ไอซีที ตลอดจนการทำโครงงานในการเรียนการสอน

    เป็นที่ทราบกันดีว่า ทรงพระปรีชายิ่งด้านการศึกษา ทรงริเริ่มการทรงงานในโครงการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม และทรงดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด จนแนวพระราชดำริต่างๆเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องเฉลิมพระเกียรติคุณจากหลายองค์การในระดับนานาชาติว่า ทรงเป็นผู้นำและผู้รู้จริงจากการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษาให้ถ้วนทั่วแก่ทุกกลุ่มชนในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่ม สอดคล้องกับเป้าหมายของยูเนสโกเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน” หรือ “Education for All”

    ผลจากความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ยังกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวของ “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” ไปเป็นโรลโมเดลในการพัฒนาการศึกษาในประเทศด้วย

    พระราชกรณียกิจนานัปการในด้านการศึกษาของ “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ถือเป็นแบบอย่างของการพัฒนาการศึกษาไทยแก่ผู้ด้อยโอกาส โดยไม่คำนึงถึงชนชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ผู้พิการ ผู้ลี้ภัย ผู้ต้องโทษคุมขัง หรือเด็กป่วยเรื้อรัง ก็ล้วนแต่ได้รับพระกรุณาธิคุณเสมอกัน

    “…แวดวงชีวิตของฉันแต่ไหนแต่ไรมา มีอยู่สองประการคือ วงการวิชาการ แวดวงของครูบาอาจารย์ผู้รู้ในสาขาวิชาต่างๆ ทั้งในสายศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยี กับอีกวงการคือ เรื่องของการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า งานที่เห็นพ่อแม่ทำมาตลอด ตั้งแต่รู้ความคือ การทำให้ผืนแผ่นดินและทุกคนในแผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง เน้นหนักในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความทุกข์ยาก เราคลุกคลีอยู่กับผู้ที่ลำบากยากแค้น หาทางบรรเทาความเดือดร้อนของคน…” เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความเป็น “เจ้าฟ้าหญิงนักพัฒนา” เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

     เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 2 เมษายน ศกนี้ ขอน้อมเกล้าฯถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ และทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
    ทีมข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

    อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2923985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OF-X5xPglX29vRLYRcfq8

  • ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า สงครามตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท รวมถึงเกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และ ปัญหาปุ๋ยยูเรียที่ตึงตัว

    นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 %และ มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้นในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้ การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท อีกด้วย

    สำหรับ 10 ธุรกิจ 10 ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม/การขนส่งทางทะเล/การขนส่งทางชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ/การขนส่งทางอากาศ/การขนส่งทางรถไฟ/การขนส่งทางบก/ การทำเหมืองแร่ดีบุก /การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง /การขนส่งสินค้าทางบก และการผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุด จีดีพี ลดลง 1.07%

    กรณีที่ 2 ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน โอกาสเกิด 45% คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31% และกรณีที่ 3 ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ โอกาสเกิด 10% อัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

    ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflationนั้น ยืนยันว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะStagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ราว1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือจีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน  ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก  ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า  และปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น

    อ่านข่าว:

    วิกฤต พลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.2–1.6%

    หอการค้าไทย จี้ รัฐดูแลราคาน้ำมัน แนะควรรอบคอบก่อนออกประกาศ

    พณ.แจงไร้อำนาจคุมราคาน้ำมัน “ศุภจี” ยันจะดูแลราคาสินค้าให้ดีที่สุด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gq4CoyLSCa7eSjtUGw-Os

  • เนปาลขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินรับฤดูท่องเที่ยวอีกเกือบเท่าตัว | เดลินิวส์

    เนปาลขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินรับฤดูท่องเที่ยวอีกเกือบเท่าตัว | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (2 เม.ย.) ว่า ทางการเนปาลประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิงอากาศยานจากเดิมเกือบสองเท่า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง สร้างความกังวลว่าจะกลายเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวของประเทศ

    ประเทศในแถบเทือกเขาหิมาลัยที่มีประชากร 30 ล้านคนแห่งนี้ ไม่มีทางออกสู่ทะเล และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมดจากอินเดีย ทำให้ตลาดมีความเสี่ยงสูงต่อสภาวะราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่กำลังอยู่ในภาวะผันผวน

    “ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานได้ปรับตัวสูงขึ้น” นายมาโนจ กุมาร ฐากูร โฆษกบริษัทเนปาล ออยล์ คอร์เปอเรชัน (NOC) ซึ่งเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันของเนปาลกล่าว

    NOC ระบุในแถลงการณ์ว่า ราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นถึง 97.6% โดยปรับจากลิตรละ 127 รูปีเนปาล (ประมาณ 28 บาท) เป็นลิตรละ 251 รูปี (ประมาณ 56 บาท) 

    นายฐากูร กล่าวเสริมว่า แม้การจัดหาเชื้อเพลิงจะยังคงมีเสถียรภาพ แต่ทางบริษัทกำลังประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ แม้จะมีการปรับขึ้นราคาบางส่วนไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วก็ตาม โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทขาดทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านรูปี (ประมาณ 1,102 ล้านบาท) 

    เมื่อเดือนที่แล้ว เนปาลเริ่มแบ่งขายก๊าซหุงต้มแบบครึ่งถังเพื่อป้องกันการกักตุนและการแห่ซื้อด้วยความตื่นตระหนก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้เชื้อเพลิงลง “เราเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลและพึ่งพาอินเดียในการนำเข้าน้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซแอลพีจีทั้งหมด ทางออกเดียวคือการลดการบริโภค” นายฐากูร กล่าว

    การปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินอย่างรุนแรงนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหล่านักปีนเขาและนักเดินป่าหลายร้อยคน กำลังจะเดินทางมายังเนปาลพอดี

    “นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจะเลือกเดินทางโดยเครื่องบินน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ” นายประตาป จุง ปานเดย์ ประธานสมาคมผู้ประกอบการสายการบินแห่งเนปาลกล่าว ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนเนปาลระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้โดยสารใช้บริการสายการบินภายในประเทศมากกว่า 4 ล้านคน

    นอกจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว สงครามในตะวันออกกลางยังสร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยของแรงงานชาวเนปาลกว่า 1.7 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หลังจากมีชาวเนปาลเสียชีวิตหนึ่งราย จากการโจมตีในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือนที่แล้ว

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5745370/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kbUUipxrsl4ULpnua7iX8

  • พังงาผงาดท็อปโลก พร้อมถอดรหัสเสน่ห์ท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็ตกหลุมรักจนอยากกลับมาซ้ำ

    พังงาผงาดท็อปโลก พร้อมถอดรหัสเสน่ห์ท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็ตกหลุมรักจนอยากกลับมาซ้ำ

    เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วพุ่งตัวลงใต้กันด่วน ล่าสุดมีข่าวดีให้ชาวไทยได้ยิ้มแก้มปริ เมื่อ “พังงา” สวรรค์แห่งท้องทะเลอันดามัน คว้าตำแหน่ง “จุดหมายปลายทางที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลก” หรือMost Welcoming Destinations on Earth)ประจำปี 2026 จากเวทีระดับสากล Traveller Review Awards โดย Booking.com การันตีด้วยรอยยิ้มและการบริการที่ครองใจนักเดินทางทั่วโลก

    ความสำเร็จระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เบื้องหลังรางวัลนี้คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ผสาน “เสน่ห์แบบไทย” เข้ากับ “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ได้อย่างลงตัว

    พังงา ทะยานสู่ท็อปโลก การันตีจาก 370 ล้านรีวิว

    เวที Traveller Review Awards ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ไม่ได้มอบรางวัลกันง่ายๆ แต่มาจากการรวบรวมคะแนนรีวิวกว่า 370 ล้านรีวิวจากนักเดินทางตัวจริง เพื่อยกย่องผู้ให้บริการที่มอบประสบการณ์สุดประทับใจ โดยในปี 2569 นี้ ประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้านการเดินทางคว้าตั๋วรับรางวัลไปถึง 16,692 ราย กวาดคะแนนรีวิวเฉลี่ยสูงถึง 8.8 คะแนน

    การที่ “พังงา” เบียดขึ้นมาติดอันดับท็อปของโลกได้นั้น เป็นเพราะนักท่องเที่ยวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความเป็นมิตร และการได้เข้าถึงวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง ท่ามกลางธรรมชาติชายหาดที่สวยงามสงบเงียบ

    เพื่อให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ระดับสากล นี่คือ รายชื่อ 10 จุดหมายปลายทางที่ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลกในปี 2569 ซึ่งพังงาของเราได้ไปยืนหยัดเคียงข้างเมืองดังจากทั่วโลก ได้แก่

    1. พังงา, ประเทศไทย 

    2. ฮิดัลโก, ประเทศเม็กซิโก

    3. นิวฟันด์แลนด์และลาบราดอร์, ประเทศแคนาดา

    4. นาวาร์รา, ประเทศสเปน

    5. ไอดาโฮ, ประเทศสหรัฐอเมริกา

    6. หิมาจัลประเทศ, ประเทศอินเดีย

    7. ซัคเซิน, ประเทศเยอรมนี

    8. โอเฟอไรส์เซิล, ประเทศเนเธอร์แลนด์

    9. เอพิรุส, ประเทศกรีซ

    10. ชิริกี, ประเทศปานามา

    ทางด้าน บรานาวัน อรุลโจธี (Branavan Aruljothi) ผู้ดำรงตำแหน่ง Area Manager ของ Booking.com ให้ความเห็นว่า “การรีวิวคือการถ่ายทอดความรู้สึกว่าเขาไปที่ไหน รู้สึกอย่างไร และมีประสบการณ์แบบไหน รีวิวก็คือเสียงของแขกในวันนี้ ที่กำลังบอกเล่าถึงแขกในอนาคต รางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อให้เกียรติกับพาร์ทเนอร์ที่ใส่ความพยายามในการสร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าประทับใจที่สุด ซึ่งผู้ประกอบการไทยมักจะเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้นำหน้าเทรนด์เสมอ ทำให้เข้าใจและตอบสนองความคาดหวังของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี”

    ถอดรหัส DNA การท่องเที่ยวไทย ทำไมใครๆ ก็อยากกลับมา

    แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ คือพลังของ Soft Power และการสร้างความรู้สึกให้ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนที่นี่เป็น “บ้านหลังที่ 2” ผู้คนที่เป็นมิตรเข้าถึงง่าย ผสานกับความหลากหลายของทรัพยากร วัฒนธรรม และอาหารการกิน ทำให้การมาเยือนประเทศไทยมีมูลค่าทางประสบการณ์ที่สูงมาก แบรนด์หรูๆ อาจหาได้ทั่วโลก แต่ความรู้สึกอบอุ่นจริงใจแบบนี้หาไม่ได้จากที่อื่น นี่คือเหตุผลที่นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมายเสมอ

    เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวอย่างไร?

    นรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ปัจจุบันความต้องการของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยเราสามารถมองความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ใน 4 มิติหลัก คือ 1. ต้องการประสบการณ์พิเศษเพื่อเจอสิ่งใหม่ๆ 2. ต้องการค้นหาความหมายของชีวิต เช่น การท่องเที่ยวที่ช่วยสร้างชุมชนและทำให้โลกดีขึ้น 3. ความสะดวกสบายเปลี่ยนเป็นความต้องการด้านความเชื่อมั่นและปลอดภัย 4. การไปเที่ยวต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระ แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข”

    เคล็ดลับมัดใจลูกค้าสไตล์โรงแรมชั้นนำ ในเรื่องของการปรับตัวรับความต้องการที่เปลี่ยนไปจากรีวิวประสบการณ์ท่องเที่ยวของลูกค้า

    นิคลาส จอห์น มาราทอส รองประธานฝ่ายการขายต่างประเทศ ตัวแทนจากเครือดุสิต (Dusit) ให้ข้อมูลว่า “ทางโรงแรมใช้แรงบันดาลใจจากความเป็นไทย โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ Personalization (ความเป็นส่วนตัวอีกระดับ), Wellness, Sustainability (ความยั่งยืนที่ทำจริงไม่ใช่แค่ชื่อ) และ Localization (นำความเป็นไทยไปสอดแทรกให้สัมผัสได้) โดยอาศัยการดูข้อมูล จากรีวิวเพื่อวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มไหนต้องการอะไรอย่างแท้จริง เพราะเรื่องเล็กๆ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าชอบหรือไม่ชอบมากๆ ก็ได้”

    ขณะเดียวกัน นีโน่ เคิร์ตสคาเลีย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอีคอมเมิร์ซและประสบการณ์ดิจิทัล ตัวแทนจากโรงแรมเลอบัว (Lebua) ให้ความเห็นว่า “เราเน้นความเป็นส่วนตัวและต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เพื่อให้เขารู้สึกว่าเราออกแบบบริการมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราเรียนรู้จากการรีวิว เลอบัวใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ เช่น การเรียกชื่อแขกให้ถูกต้อง สม่ำเสมอในทุก Touchpoint และทีมงานต้องบริการด้วยความจริงใจ ไม่เสแสร้ง จนเคยมีกรณีที่พาร์ทเนอร์ประทับใจมากจากการเข้าพัก 3 สัปดาห์ จนอยากย้ายมาหางานทำที่เมืองไทยเลยทีเดียว”

    ก้าวต่อไปของ ททท. สู่การท่องเที่ยว “คุณภาพ” ขับเคลื่อนด้วย AI

    เพื่อรองรับเทรนด์อนาคต นรินทร์ ทิจะยัง กล่าวสรุปถึงกลยุทธ์ของ ททท. ว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไว สิ่งที่ ททท. ต้องทำคือการสร้าง Digital Backbone โดยนำเทคโนโลยี AI มาทำ Hyper-personalization เก็บข้อมูลว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามามีความชอบและมีแพตเทิร์นแบบไหน

    เราเน้นทำการตลาดที่มุ่งเน้นมูลค่า มากกว่าปริมาณโดยพยายามผ่าตัดองค์กรด้วยการนำข้อมูล มาใช้ใน 4 ขั้นตอน คือ 1. อธิบายพฤติกรรม 2. วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น 3. คำนวณและคาดเดาแนวโน้มในอนาคต และ 4. กำหนดหนทางไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งหากเราใช้ข้อมูลมาแชร์ร่วมกับพาร์ทเนอร์และทำสเตปเหล่านี้ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างมหาศาลและยั่งยืนในทุกมิติแน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2924297&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UXmK4vELcqIalNyA94pEr

  • อบต. แม่พูล เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว เข้าชมและสัมผัสบรรยากาศน้ำตกแม่พูลแหล่งน้ำธรรมชาติที่สวยงามตามธรรมชาติ | TOPNEWS

    อบต. แม่พูล เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยว เข้าชมและสัมผัสบรรยากาศน้ำตกแม่พูลแหล่งน้ำธรรมชาติที่สวยงามตามธรรมชาติ | TOPNEWS

    สงกรานต์นี้ห้ามพลาด! อบต.แม่พูล จ.อุตรดิตถ์ พลิกฟื้นภูมิทัศน์ “น้ำตกแม่พูล” แหล่งน้ำธรรมชาติยอดฮิตให้สวยงามยิ่งกว่าเดิม พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวสัมผัสอากาศเย็นสบายช่วงหน้าร้อน

    เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นางกรรณิกา กาวีละ นายก อบต.แม่พูล พร้อมด้วยจ่าสิบเอกธวัชชัย กาวีละ ให้การต้อนรับ คณะ ผู้เข้าอบรม หลักสูตร ยกระดับ Soft Powerเพื่มมูลค่าเศรษฐกิจท่องเที่ยว ที่ มาท่อง เที่ยว ชม น้ำ ตกแม่พูล ภาย หลังจากทราบว่า ได้มีการ ปรับปรุง จาก อบต.แม่พูล ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อบต. แม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ และเพื่อเป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง

    ทั้งนี้ อบต.แม่พูลได้รับการผลักดันฟื้นฟู น้ำตกแม่พูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดยจ่าสิบเอกธวัชชัย กาวีละ ได้สนับสนุนเครื่องจักกล ในการปรับปรุงใหม่ให้สวยงาม รอต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2569 นี้

    หลังจากมีการปรับปรุงภูมิทัศน์และดูแลความเรียบร้อย เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่น่าแวะชมอีกครั้ง
    จุดเด่น: น้ำตกแม่พูลเป็นน้ำตกที่เกิดจากธรรมชาติ

    ทางองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พูลจึงขอ เชิญชวนนักท่องเที่ยว ได้มาเที่ยวชมและสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ ได้ที่น้ำตกแม่พูล อำเภอลับแล สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่พูล 0913816484

    นาคา คะเลิศรัมย์ ผู้สื่อข่าว Top News ทั่วไทย จ.อุตรดิตถ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1535437&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34f8pViTcUE_MCkM57JTJG