Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจใช้เงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร  รัฐบาลอนุทินประกาศเดินหน้าต่อภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569  ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์เคยผลักดันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลประยุทธ์เริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในหลายด้านตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2564 เป็นต้นมา

    ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังขาดความชัดเจนเรื่องเส้นทางเดินเรือทั้งฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) และฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน และไม่โปร่งใสมากพอที่จะเริ่มดำเนินโครงการได้จริง ทั้งที่เรื่องระบบนิเวศและวิถีชุมชนมีความสำคัญไม่น้อยกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่งผลให้นักวิชาการนักอนุรักษ์ทางทะเล และภาคประชาชนต่างออกมาแสดงข้อห่วงใยและความเสี่ยงผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากแลนด์บริดจ์สองฝั่งเริ่มดำเนินการ

    สุภาภรณ์  มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  กล่าวว่า รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร เป็นโครงการขนาดใหญ่และปฏิเสธไม่ได้ว่า เชื่อมโยง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC กฎหมายฉบับนี้จะบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ เปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนเช่าที่ดิน ครอบครองที่ดิน เอาแรงงานตนเองเข้ามา ใช้สกึลเงินตัวเองได้ การเปิดช่องครั้งนี้ของรัฐบาลเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมและโครงการต่อเนื่องแลนด์บริดใช่หรือไม่  ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ เปิดเพียงแค่กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน  ขณะนี้พูดถึงเพียงผลกระทบจากการก่อสร่างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนองเป็นหลัก แต่โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีรถไฟทางคู่ 2  เส้นที่มาคู่ขนานกัน  รวมถึงมอเตอร์เวย์ระยะ 109 กิโลเมตร เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ต่างๆ  รวมถึงระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ   เรียกร้องให้เปิดข้อมูลของโครงการทั้งหมด ความเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่เป็นเสียงสำคัญประกอบการตัดสินใจ

    “ ชาวบ้านตั้งคำถามการถมทะเลสองฝั่ง ระนองมีศักยภาพเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะดอนตาแพ้ว ชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นแหล่งประกอบอาชีพที่สำคัญ ความสมบูรณ์ไม่เพียงหล่อเลี้ยงอาชีพประมง ผู้ประกอบการรายเล็ก แพปลา มีรายได้ต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งขายทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ ระนองศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ   เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่จะพัฒนา ต่อยอด ศักยภาพของชุมชน  ชาวบ้านในพื้นที่ ท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระนอง นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาพักผ่อนกับธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ต่างกันชุมพร ใต้ทะเลสวยงาม ปะการังสมบูรณ์ ระนองมีการศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในร่างรายงาน EHIA ของทั้งสองฝั่งทะเลไทย “ สุภาภรณ์ กล่าว

    ผู้จัดการ EnLAW ย้ำเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วน ผิดพลาดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)ยังยืนยันเดินหน้ายื่นเล่มรายงาน EHIA ให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. ) ซึ่งต้องทบทวน ไทยมีบทเรียนการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นำมาสู่หายนะอย่างรวดเร็ว  

    ส่วนความเคลื่อนไหวจาก กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กลุ่ม Beach For Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมเปิดข้อมูลผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินให้กับชุมชนในพื้นที่ระนองและชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร พร้อมถกทิศทางการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมชนมอแกน เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ และชุมชนชายฝั่งปากน้ำหลังสวน เมื่อวันที่ 10-11 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

    การเก็บตัวอย่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมือง ดำเนินการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2568 บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร รวมถึงบริเวณดอนตาแพ้ว แม้พื้นที่ดอนตาแพ้วจะอยู่นอกขอบเขตการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการฯ แต่เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและการทำประมงพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดระนอง

    การสำรวจครั้งนี้เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่  บริเวณแหลมอ่าวอ่าง บริเวณดอนตาแพ้ว ในจังหวัดระนอง และบริเวณแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร ในแต่ละบริเวณจะมีการเก็บตัวอย่างบริเวณละ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล

    ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ศึกษามีสัตว์ทะเลหน้าดินหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และบทบาทสำคัญของสัตว์หน้าดินในฐานะฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงพื้นบ้าน

    อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างร่างรายงาน EHIA กับผลสำรวจภาคประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองชุดข้อมูลมีจำนวนสถานี วิธีการเก็บตัวอย่าง และขอบเขตพื้นที่สำรวจแตกต่างกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนรวมแบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อนำข้อมูลจากจุดสำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาพิจารณา พบว่า ผลสำรวจภาคประชาชนแสดงจำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่าค่าที่ปรากฏในร่าง EHIA ในหลายจุด ความแตกต่างนี้ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทบทวน ตรวจสอบ และสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

    สำหรับข้อค้นพบสำคัญ ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง ดอนตาแพ้ว และแหลมริ่ว ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง

    ในพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งครอบคลุมบริเวณอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 447 ชนิด โดยบริเวณพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายและความหนาแน่นสูดที่สุดใการสำรวจครั้งนี้ คือพบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 333 ชนิด

    ในพื้นที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฝั่งอ่าวไทย พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 8 ไฟลัม รวม 107 ชนิด และค่าดัชนีความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนว่าทะเลบริเวณแหลมริ่วยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหน้าดิน

    ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมวิจัย  กล่าวว่า  วันที่ตนลงพื้นที่ไปสำรวจมีเรือประมงเป็นร้อยลำอยู่ตรงนั้น แม้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีหญ้าทะเล แต่เพราะพื้นใต้ทะเลคือพื้นโคลนที่มีสัตว์หน้าดินเต็มไปหมด ระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำ เป็นแหล่งก่อกำเนิดสัตว์อีกหลากหลายชนิด ทุกปีมีสัตว์เข้า ๆ ออก ๆ มาวางไข่ในป่าชายเลน สัตว์เหล่านี้ในระบบนิเวศนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน และเป็นระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของระนอง   ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่ง นอกดอนตาแพ้วเข้ามาหาอาหารบริเวณนี้ 

    สำหรับที่ชุมพร ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า รูปแบบการทำประมงของจังหวัดชุมพรแตกต่างจากจังหวัดระนองส่วนใหญ่จับปลากลางน้ำมากกว่า เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ขณะที่ระนองเป็นประมงชายฝั่งมากกว่า จึงพบปริมาณสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการไปสำรวจเพิ่มเติมบริเวณกองหินปากน้ำหลังสวนที่เป็นแหล่งทำประมงสำคัญของชุมพร อาจพบความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสูงกว่าพื้นที่ที่สำรวจในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    นักวิจัยทางทะเล กล่าวด้วยว่า หากท่าเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้นที่เเหลมริ่ว เเละ เเหลมอ่าวอ่างตามที่ได้มีการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยว่า เส้นทางเดินเรือสมุทรที่จะเข้าท่าเรือจะผ่านเเนวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เเละกองหินริเชอริวในฝั่งทะเลอันดามันเหนือ ส่วนฝั่งอ่าวไทย ถ้าวิ่งตรงจากเเหลมริ่วจะไปพบกับหินใบ เกาะเต่า เเละกองหินชุมพร  ทั้งหมด คือ เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก ริเชอริวร็อค คือ จุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก เกาะเต่าคือโรงเรียนของนักดำน้ำ ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างเเน่นอนจากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร ในรายงาน EHIA เเต่ผลกระทบตลอดเเนวเส้นทางเดินเรือไม่ได้ถูกศึกษาเเละพูดถึง

    เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร  กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าวว่า  จุดประสงค์หลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคือการเสริมพลังอำนาจให้ชุมชน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วแปลมันออกมาเป็นนโยบายที่มีทั้งความรู้ชุมชนและหลักวิชาการรองรับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากฐานรากอย่างแท้จริง จากผลวิจัยสัตว์หน้าดินและการคุยกับชุมชนในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นมีค่ามาก จำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินที่ดอนตาแพ้ว คือ เครื่องยืนยันความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม การจดจำภูเขา เกาะแก่ง และร่องน้ำเพื่อหาแหล่งจับสัตว์น้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

    “ ผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง  กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำการศึกษารายงาน EHIA ใหม่ทั้งหมด โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใช้วิธีการศึกษาที่รอบด้าน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรและอาจได้รับผลกระทบจากโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ เกตน์สิรี กล่าว

    ส่วน ไพบูลย์ สวาทนันท์ จากบ้านหาดทรายดำ จ.ระนอง กล่าวว่า งบประมาณที่ลงทุนไปในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำวิจัยร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในระนอง อาจเสียเปล่าเพราะธรรมชาติที่รักษาไว้อาจถูกทำลายโดยโครงการแลนด์บริดจ์  มีหน่วยงานที่อุตส่าห์ทำป่าชายเลน ทำชีวมณฑลระนอง ทำทุกอย่างเลย ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ งานวิจัยต่าง ๆ เลย ที่มาทำวิจัยร่วมกับชุมชน เขาทำเพื่อทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ เจริญ และเป็นเมืองที่ดีขึ้น งบประมาณเหล่านั้นมีมหาศาล แต่สุดท้ายถูกทำลายด้วยโครงการพัฒนาของภาครัฐแบบนี้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

    อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life กล่าวว่า การสำรวจสัตว์หน้าดินที่ทำร่วมกับนักวิชาการเเละชุมชน เพื่อตรวจสอบการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ซึ่งบอกว่าทะเลในพื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เจอสัตว์หน้าดินต่ำมาก เเต่ผลการศึกษาของภาคประชาชน นักวิชาการ กลับตรงกันข้าม พบสัตว์หน้าดินที่มีความหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในประเทศ อย่างตรงพื้นที่ดอนตาเเพ้ว ที่พบมากกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร สะท้อนว่าการศึกษาเเละประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ อย่างเเลนด์บริดจ์อาจเป็นเท็จ เราอยากส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เเสดงความจริงใจเเละความถูกต้องโดยการศึกษาใหม่ทั้งหมด

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน จะเดินหน้าหรือถอยหลังต้องตัดสินบนข้อเท็จจริงและชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าทุกมิติ ทั้งสังคม  สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคง  ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/environment-news/998926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vqp0zhVOp5s3qfxw2FK_o

  • ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BuItqeVzqA5YwMGnJZvBe

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    นักท่องเที่ยวข้ามทางแยกที่พลุกพล่านในเมืองชินจูกุ โตเกียว (Photo by Andrew CABALLERO-REYNOLDS / AFP)

    เอเอฟพีเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2026 นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกขยายตัว 0.5 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.4 เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลดังกล่าวออกมาในขณะที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ วางแผนที่จะจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาสินค้าทุกอย่างที่พุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่พลังงานไปจนถึงข้าว อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะรัฐมนตรีระบุว่า การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนของภาคธุรกิจ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสแรก

    ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรับลดลงจากตัวเลขก่อนหน้าที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025

    อย่างไรก็ตาม มาร์เซล ทีเลียนต์ จาก Capital Economics เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อข้อมูลในอนาคต

    “เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงสงครามกับอิหร่านด้วยแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่เราคิดว่าการเติบโตของ GDP จะชะงักงันในไตรมาสนี้และไตรมาสหน้า” เขาเขียนไว้ในบันทึก

    บริษัทเธียเลียนท์กล่าวว่า ญี่ปุ่นพยายามชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ประเทศนี้ต้องพึ่งพาภูมิภาคตะวันออกกลางในการนำเข้าน้ำมันถึงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

    นายเธียเลียนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มลดลงแล้ว

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) กล่าวว่าคาดการณ์ว่าราคาสินค้าผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 2.8 เปอร์เซ็นต์ในปีงบประมาณปัจจุบัน ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มการคาดการณ์สำหรับปีหน้าเป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2.0 เปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 1.0 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับปีหน้าก็ปรับลดคาดการณ์ลงเหลือ 0.7 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 0.8 เปอร์เซ็นต์

    เชื่อกันว่าญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยน ซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากความไม่แน่นอนทั่วโลก รวมถึงช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

    ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าในญี่ปุ่นสูงขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาต่างประเทศเป็นอย่างมากสำหรับความต้องการด้านพลังงานและอาหาร

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/998841/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NKtxyMSlNZJYp6F_tTr6w

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/69 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.8% YoY และ 0.7% QoQ จากการลงทุนเอกชนและรัฐรวมถึงการบริโภคทั้งรัฐและเอกชน 

    ซึ่งทั้งสองปัจจัยหนุนการเติบโตของ GDP ไตรมาสแรกถึง 4.3% การส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนที่โตในระดับสูงกว่าที่คาด ถูกชดเชยผลบวกจากการนำเข้าสินค้าที่โตสูงถึง 25.4% YoY 

    อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกและผลผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    ทั้งนี้ ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เดิมประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 69 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8-1.2% ซึ่งเป็นประมาณการเดือนเมษายน 69 จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%

    อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าไทยปี 69 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 

    ประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 69 เป็นต้นไป ขณะที่การนำเข้าในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2znWcrww_scnwzVks3U1g6

  • คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    “ภัทรพงศ์” หารือสมาคมสายการบินฯ ดันเพิ่มเที่ยวบินภูมิภาค กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง พร้อมสั่งกรมท่าอากาศยานลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เริ่ม 1 มิ.ย. 69

    นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร. ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด คณะผู้บริหาร และตัวแทนจากสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำการบินมายังท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม

    นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้กับสายการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเดินทางที่สะดวกและเข้าถึงง่ายให้กับประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากในระดับภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ขอให้สายการบินพิจารณาการเปิดเส้นทางบินใหม่ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ ขยายจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่จุดหมายปลายทางเมืองหลักและเมืองรองทั้งเที่ยวบินแบบประจำ (Regular fight) และเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สร้างทางเลือกให้ผู้โดยสารและกระตุ้นเศรษฐกิจการเดินทางทางอากาศ

    ทย. เตรียมขยายมาตรการลดค่าบริการ หนุนเปิดเส้นทางใหม่

    ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทย. มีมาตรการส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศ ปี 2568 อาทิเช่น การลดค่าบริการ สำหรับเส้นทางบินใหม่และสายการบินใหม่ ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้มีสายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ในเส้นทางดอนเมือง – นครพนม สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ ในเส้นทางสุวรรณภูมิ – นครศรีธรรมราช และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ในเส้นทางจากสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ นราธิวาส เป็นต้น ซึ่ง ทย. จะพิจารณาขยายนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อีกครั้ง รวมถึงพิจารณามาตรการส่งเสริมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอีกด้วย

    เคาะลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาพิษตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะ ให้เพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวก กระตุ้นความต้องการในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการเดินทางที่มากขึ้น รวมทั้งได้หารือถึง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการสายการบินในช่วงวิกฤต โดยในเบื้องต้น ทย. จะให้ส่วนลดค่าบริการที่เก็บอากาศยาน แก่สายการบินที่ทำการบินมาลงและจอด ณ ท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ในอัตราร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2933763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw176ZAxA4PXa9kh1HFUqYoA

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% และดีกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 1.3% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออกที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

    เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 0.5% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.4% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 0.3%

    การบริโภคในภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง และการใช้จ่ายในร้านอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4/2568 เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดสหรัฐฯ ตลอดจนความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่วนการนำเข้าในไตรมาส 1/2569 มีการขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5%

    ทางการญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า การลงทุนของภาคธุรกิจในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LU2ERGq7KzUSFllgP6s3V

  • จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมขยายถึง 9.9% ที่โดดเด่นสุดเป็นการลงทุนภาคเอกชนสูงถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ครั้งแรกรอบ 11 ปี

    ทั้งนี้ จีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามในช่วงเดือน มี.ค.เต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรขณะนั้น

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลกที่คาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่ออีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับต่ำ

    ต่อมา คือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.2569 สูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พลิกมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังติดลบในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ซึ่งเมื่อธุรกิจแบกรับต้นทุนไม่ไหวและส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคจะเกิดปัญหาค่าครองชีพและสภาพคล่องประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยดึงเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาดำเนินการโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xXb9d1F7ts5HSfMM9V8aj

  • ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) อย่างเป็นทางการ  16 เมษายน 2567 มีเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ภายในปี 2571

    ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2569 – 2570คือขั้นตอนที่หินที่สุด ในการ”การประเมินทางเทคนิค” (Technical Reviews) ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการเฉพาะทางของ OECD ทั้ง 25 คณะ จะเข้ามาตรวจสอบนโยบายและกฎหมายของไทยในทุกมิติ (เช่น การค้า, การลงทุน, สิ่งแวดล้อม, ธรรมาภิบาล, และนโยบายการแข่งขัน)

    ในห่วงเวลานี้ไทย ต้องการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้าง ในช่วงนี้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ปรับปรุงกฎหมายในประเทศนับร้อยฉบับ รวมถึงกฎหมายสำคัญประมาณ 14 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชัน การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และความโปร่งใส

    ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึง ขุ่นเคือง กับปฎิกิริยา ที่เกิดจาก การเปิดผลศึกษาเรื่องการทุจริตคอรัปชันในวงราชการ เพราะ รัฐบาลเพิ่ง แต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่มีหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน (กกร.) มาร่วมมือกันเพื่อปลดล็อกปัญหาการทุจริตและลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ตอบโจทย์เกณฑ์ที่เข้มงวดของ OECD

    ลำพังอุปสรรคทางโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ก็มากมายมหาศาล ยังได้เจอ ปัญหา โลกแตกของรัฐไทย “การทุจริต” นี่บททดสอบ รัฐบาล และ ประเทศไทย ส่าจะเอาชนะกับดับ ในการพัฒนาตัวเอง ได้หรือไม่ 

    การเข้า OECD เปรียบเหมือนการยกระดับไปเล่นใน “ลีกใหญ่” ที่มีแต่ทีมระดับโลก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การศึกษา และเทคโนโลยีของไทยยังพัฒนาไม่ทัน เราอาจกลายเป็นประเทศที่เป็นสมาชิก OECD แต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โตต่ำ (Stagnant) และไม่สามารถแข่งขันในเชิงนวัตกรรมกับประเทศสมาชิกอื่นได้เลย

    เหตุผลที่ไทยต้องกังวล ไม่ใช่เพราะ OECD ไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ยาก่อนเข้า” นั้นขมมาก การเข้า OECD ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาคว้าใบปริญญา แต่คือการบังคับให้ประเทศไทยต้อง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายครั้งใหญ่” ถ้าเตรียมความพร้อมไม่ดีพอ ประเทศและธุรกิจท้องถิ่นอาจจะเจ็บตัวก่อนที่จะได้รับประโยชน์จากสโมสรนี้ครับ

    กระบวนการและกำหนดการเข้าเป็นสมาชิก OECD (TH2OECD) ของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นเป้าหมายสำคัญ เมื่อรัฐบาลได้ปักหมุดกรอบเวลาหลักไว้ที่ ภายในปี 2571 (จากเดิมที่เคยวางเป้าหมายแบบกว้างไว้ในปี 2573) จะต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมเพื่อให้สอดรับกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายในประเทศ หากต้องมาเจอกับโจทย์ท้าทาย (ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับร้อยปี) อย่างเรื่องการคอร์รัปชัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะกังวลใจ เพราะท้าทายความสามารถที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งในระดับโครงสร้าง และเวทีระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/why-should-we-worry-about-joining-oecd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WIz9fLp33XweNTEPC3v5T

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นราคาดีเซล เบนซินน 75-85 สตางค์ อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศราคาน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่เบนซิน แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ขึ้น 85 สตางค์ต่อลิตร

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 19 พ.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 61.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.20 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 61.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.20 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.20 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (19 พ.ค. 69) บางจาก ปตท.ขึ้นราคาดีเซล เบนซิน 75-85 สตางค์

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ky_ng5IdJHLA2pPkT-MTu

  • “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8%  รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8% รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KvRPWZVi-VtEcGeWw88MH