Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 เติมพลังเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทย

    เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 เติมพลังเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทย

    หนานหนิง, 22 ก.ย. (ซินหัว) — งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “โอกาสจากเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” เมื่อไม่นานนี้ มีกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมที่พาวิลเลียนไทย ขนาด 2,000 ตารางเมตร เพื่อนำเสนอสินค้าไทย เช่น สินค้าจากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) สินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงสินค้าจากเมืองต่างๆ ตามแนวเส้นทางโลจิสติกส์จีน-ไทย

    เหล่าผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้มองว่าเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 จะช่วยจีนและไทยขยายขอบเขตความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว การค้าสินค้าเกษตร และการประสานงานห่วงโซ่อุปทาน โดยปีนี้ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่จัดกิจกรรม “ส่งออกสู่จีน” ที่งานครั้งนี้ด้วย

    ด้านเอสเอไอซี-จีเอ็ม-อู่หลิง (SAIC-GM-Wuling) ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2023 และสร้างความร่วมมือด้านระบบนิเวศการผลิตแบบประกอบชิ้นส่วนที่นำเข้ามากับบริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด (EV Primus) บริษัทท้องถิ่นของไทย เพื่อดำเนินการผลิตในไทย โดยปัจจุบันเอสเอไอซีฯ เข้าสู่ช่วงการพัฒนาอย่างรวดเร็วในตลาดไทย สายการผลิตยานยนต์มีกำลังการผลิตปีละ 10,000 คัน และประสบความสำเร็จในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆ ในไทย

    เซียวเฉียง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของเอสเอไอซี-จีเอ็ม-อู่หลิง เปิดเผยว่าเอสเอไอซีฯ เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและยกระดับเขตการค้าเสรีฯ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศของบริษัทในไทยอยู่ที่เกือบร้อยละ 45 และเมื่อเขตการค้าเสรีฯ เวอร์ชัน 3.0 มีผลบังคับใช้ บริษัทจะเร่งกระบวนการผลิตในไทยและกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่าไทยได้เริ่มโครงการหลักด้านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยไทยสามารถกระชับความร่วมมือกับจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการออกแบบตลาดข้อมูล

    วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานสภาธุรกิจไทย-จีน เปิดเผยว่าเมื่อความร่วมมือภายใต้เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 เดินหน้าลึกซึ้งขึ้น การวางผังอุตสาหกรรมของบริษัทจีนในไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์จนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า และเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การผลิตอัจฉริยะ

    ขณะเดียวกันการวางผังอุตสาหกรรมของบริษัทจีนในอาเซียนกำลังยกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือทางอุตสาหกรรมที่เกิดจากเขตการค้าเสรีฯ เวอร์ชัน 3.0 จะเปิดทางให้ความร่วมมือจีน-ไทยและจีน-อาเซียนพัฒนาไปสู่ทิศทางที่มีเนื้อหาทางเทคโนโลยีสูงขึ้นและมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    วีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่าพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 ได้มีการลงนามแล้ว และความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยจะไม่จำกัดอยู่เพียงการค้าสินค้าเท่านั้น แต่จะขยายไปสู่สาขาใหม่ๆ มากขึ้น

    (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้เข้าชมที่กำลังเลือกชมและเลือกซื้อสินค้าไทยที่พาวิลเลียนไทยในงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/79319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1niClcmud-2oAa5L2zkPzm

  • ไทยชูนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนบนเวที GLSTF 2026 มาเก๊า ดันห่วงโซ่อุปทานโปร่งใส

    ไทยชูนโยบายไม้เศรษฐกิจยั่งยืนบนเวที GLSTF 2026 มาเก๊า ดันห่วงโซ่อุปทานโปร่งใส

    ไทยชูโมเดลส่งเสริมไม้เศรษฐกิจยั่งยืนในเวที GLSTF 2026 เดินหน้าปรับกฎหมายหนุนปลูกไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ พร้อมยกระดับห่วงโซ่อุปทานโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ หวังเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างรายได้ และหนุนไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

    • ไทยเข้าร่วมประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ที่มาเก๊า เพื่อนำเสนอนโยบายส่งเสริมไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
    • รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจในที่ดินกรรมสิทธิ์ พร้อมผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้
    • นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างรายได้ให้ประชาชน และขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย พร้อมด้วยนายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และคณะ ได้เข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเวทีระดับนานาชาติดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันผลักดันความร่วมมือด้านการค้าไม้ถูกกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    ในการนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษระบุว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    การปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างอุตสาหกรรมไม้ไทย

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงทิศทางการดำเนินงานของประเทศไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้เดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการปลูกและการใช้ประโยชน์จากไม้เศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่เปิดทางให้ไม้ที่ปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์หรือที่ดินที่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถทำการปลูก ดูแล และนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ซึ่งมาตรการนี้ช่วยลดข้อจำกัดทางกฎหมายในอดีต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชน เกษตรกร และภาคเอกชน เข้ามาพัฒนาไม้เศรษฐกิจเพื่อเป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้และเป็นแหล่งวัตถุดิบป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมภายในประเทศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วและไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างแหล่งวัตถุดิบไม้ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้การสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งกระบวนการปลูก การจัดการ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ไม้ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการใช้ไม้จากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และการจัดทำห่วงโซ่อุปทานที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและตลาดการค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    สู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ในมิติการพัฒนาสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าการส่งเสริมไม้เศรษฐกิจถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจะทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญของประเทศ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการใช้ประโยชน์จากไม้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    วิสัยทัศน์ความร่วมมือระหว่างประเทศ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ยุคใหม่ผ่านคำกล่าวปาฐกถาว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ในยุคใหม่ไม่สามารถดำเนินการโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติและทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

    “ประเทศไทยพร้อมใช้เครือข่าย GLSTF ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อส่งเสริมการใช้ไม้ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมไม้ที่เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1253104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JNqJnfYR8MaH9OgMQLsKN

  • ‘ธนพร’ ชี้รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ตัวเลขเศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกระเพื่อม

    ‘ธนพร’ ชี้รัฐบาลเสถียรภาพแน่น ตัวเลขเศรษฐกิจเข้มแข็ง ไม่จำเป็นต้องสร้างแรงกระเพื่อม

    รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์กระแสข่าวเกี่ยวกับสถานะของพรรคกล้าธรรม ภายหลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของรัฐบาล และรัฐบาลยังไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มเสียงสนับสนุนในสภา

    รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ต้องแยกสถานะของรัฐบาลและฝ่ายค้านออกจากกันให้ชัดเจน โดยรัฐบาลผสมจำเป็นต้องมีเอกภาพ เพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ผลักดันนโยบาย และผ่านกฎหมายสำคัญ ขณะที่ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง

    ดังนั้น การที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ร่วมทำงานกับวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นปัญหาภายในของฝ่ายค้าน ไม่ได้หมายความว่าพรรคกล้าธรรมย้ายเข้าร่วมรัฐบาล และไม่ใช่สัญญาณว่ารัฐบาลกำลังเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี

    “สถานะของพรรคกล้าธรรมในวันนี้ยังเป็นฝ่ายค้าน เพราะไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีตัวแทนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้านไม่เท่ากับการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

    รศ.ดร.ธนพร มองว่า รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพทั้งในและนอกสภา โดยพรรคร่วมรัฐบาลยังทำงานร่วมกันได้ดี และไม่ปรากฏความขัดแย้งเชิงนโยบายหรือการลงมติในกฎหมายสำคัญที่สะท้อนถึงรอยร้าว

    ที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลสามารถสนับสนุนกฎหมายด้านการเงินและกฎหมายสำคัญด้วยคะแนนเสียงที่มั่นคง จึงยังไม่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่ทำให้ต้องปรับ ครม. หรือเพิ่มพรรคการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล

    “เมื่อเสียงรัฐบาลเพียงพอต่อการบริหารประเทศ และพรรคร่วมยังลงมติไปในทิศทางเดียวกัน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาพรรคอื่นมาเติมเสียง การปรับ ครม. ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเพียงเพราะฝ่ายค้านมีปัญหากันเอง” รศ.ดร.ธนพร ระบุ

    รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากรัฐบาลดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม อาจทำให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 349 เสียง จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 500 คน ซึ่งแม้ดูเป็นความได้เปรียบในเชิงตัวเลข แต่อาจเปิดช่องให้เกิดข้อกล่าวหาเรื่องการรวบอำนาจหรือ “เผด็จการรัฐสภา”

    พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลต้องเสี่ยงสร้างเงื่อนไขทางการเมืองใหม่ ในเมื่อเสียงที่มีอยู่เพียงพอต่อการทำงานอยู่แล้ว อีกทั้งพรรคแกนนำรัฐบาลต่างมีบทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต และย่อมตระหนักถึงผลเสียของการรวมเสียงจำนวนมากเกินความจำเป็น

    รศ.ดร.ธนพร ยังกล่าวถึงมุมมองจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ซึ่งประเมินภาพรวมประเทศไทยในทิศทางมีเสถียรภาพ โดยมองว่าเป็นข้อมูลจากบุคคลที่สามซึ่งนักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ

    การประเมินดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การเมืองภายในจะมีการวิพากษ์วิจารณ์และแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่ใช่ภาวะที่ทำให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยหรือความสามารถในการบริหารงานของรัฐบาลสั่นคลอน

    นักลงทุนย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริง ตัวเลขทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของนโยบาย ไม่ได้พิจารณาจากความเห็นทางการเมืองเพียงด้านเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการรักษาความต่อเนื่องของรัฐบาล เพื่อให้การลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป

    ปัญหาอยู่ที่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่รัฐบาล

    รศ.ดร.ธนพร ทิ้งท้ายว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนปัญหาการบริหารความแตกต่างของแกนนำฝ่ายค้าน เพราะในช่วงที่รัฐบาลมีเสียงมั่นคง ประเทศยิ่งต้องการฝ่ายค้านที่เข้มแข็งเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล

    การผลักพรรคหนึ่งออกจากกลไกการทำงานร่วมกันจึงไม่ได้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง แต่กลับทำให้ฝ่ายค้านมีเสียงลดลงและตรวจสอบรัฐบาลได้ยากขึ้น

    “รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาเรื่องเสียงและไม่จำเป็นต้องหาเสียงมาเติมในเวลานี้ ส่วนพรรคกล้าธรรมก็ยังเป็นฝ่ายค้าน เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นโจทย์ของฝ่ายค้านว่าจะบริหารความแตกต่างและฟื้นความเข้มแข็งกลับมาได้อย่างไร” รศ.ดร.ธนพร กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1074481/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eCeW59BZQJO08FvkO_YAf

  • นายกฯ พบ 3 ยักษ์การเงิน-เทคสหรัฐฯ เปิดไทยรับลงทุน มองหา ‘พาร์ทเนอร์’ สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    นายกฯ พบ 3 ยักษ์การเงิน-เทคสหรัฐฯ เปิดไทยรับลงทุน มองหา ‘พาร์ทเนอร์’ สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต

    วันนี้ (23 กันยายน) เวลา 13.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง ณ ชั้น 29 อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก 3 สถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Bank of America, Microsoft และ PIMCO โดยนักลงทุนและสถาบันการลงทุนของสหรัฐอเมริกาตอบรับการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวในประเทศไทย มากกว่าเพียงนำเงินมาลงทุน โดยจะเน้นเทคโนโลยีแห่งอนาคตและความยั่งยืน

    เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการหารือกับภาคเอกชนทั้ง 3 ราย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ยินดีที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารสถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ส่วนตัวเห็นว่าสถาบันการเงินระดับโลกมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับนักลงทุนและแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงช่วยสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนของไทย

    ประธานกรรมการธุรกิจต่างประเทศ (Bank of America President of International) ชื่นชมนโยบายรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลกในอนาคต ทั้งการส่งเสริม AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมทั้งจะเดินทางเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนหน้านี้ด้วย

    ขณะที่การพูดคุยกับผู้บริหารบริษัท Microsoft ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค นายกรัฐมนตรียังขอบคุณ Microsoft ที่มีส่วนสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งจะยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ ผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในส่วนการหารือกับผู้บริหาร PIMCO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก แนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุน ตลอดจนปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าข้อมูลและมุมมองจากนักลงทุนระดับโลกจะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการติดตามทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการพัฒนานโยบายและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันและตอบโจทย์นักลงทุนในระยะยาว

    “ในการหารือพูดคุยของท่านนายกรัฐมนตรีกับ 3 สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ สร้างโอกาสให้เงินทุนคุณภาพเข้ามามีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่เพียงเงินทุนที่นำเข้ามา แต่ต้องการพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมกันสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” เอกภพกล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-us-finance-tech-investment-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bdCpRdJXB5mXDh3Jtk5BC

  • พายุเศรษฐกิจถล่มไทย ดอกเบี้ย-น้ำมันซ้ำเติม รัฐแจก 1,000 บาท ยื้อวิกฤต

    พายุเศรษฐกิจถล่มไทย ดอกเบี้ย-น้ำมันซ้ำเติม รัฐแจก 1,000 บาท ยื้อวิกฤต

    พายุเศรษฐกิจถล่มไทย ดอกเบี้ย-น้ำมันซ้ำเติม รัฐแจก 1,000 บาทยื้อวิกฤต

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,238 ระหว่างวันที่ 24-26 ก.ย. 2569 โดย…กาแฟขม 

    *** หนักหนาสาหัสเอาการกับ “เศรษฐกิจไทย” ยามนี้ ไม่รู้ว่า ลุงหนู อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พี่เอก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯควบรมว.คลัง จะนำทัพฝ่ากระแสเชี่ยวกรากไปอย่างไร กับปัจจัยภายนอกที่โหมกระหนํ่าเป็นระลอก กลิ่นอายความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ที่กำลังโชยมาจากซีกโลกตะวันตก ผสมปนเปกับกลิ่นเขม่าควันปืนในสมรภูมิตะวันออกกลางที่ระอุขึ้นมาอีกระลอก 

    *** พายุลูกใหญ่จาก “เควิน วอร์ช” ทำเอาตลาดหุ้นทั่วโลกหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อขึ้นมานำเป็นผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ก็มีมติเอกฉันท์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ขึ้นมาอยู่ที่กรอบ 3.75-4.00% เป็นการขึ้นครั้งแรก ในรอบกว่า 3 ปี เพื่อกระชากหน้ากากเงินเฟ้อ ที่ฝังรากลึก ทุบเอาเงินทุนทั่วโลกไหลบ่ากลับอเมริกา ลากดึงเงินบาทไทยให้อ่อนค่าลงไปอีก

    *** ซํ้าร้าย สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่เคยคิดว่าจะเบาบาง พอหายใจหายคอ กลับถูกสาดนํ้ามันเข้ากองไฟจน “ระอุขึ้นมาอีกรอบ” ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนน่ากลัวว่าจะเกิด Oil Shock รอบใหม่ รากหญ้ากระอัก มรสุมซัดคนหาเช้ากินคํ่า ผลกระทบจากดอกเบี้ยโลกและนํ้ามันแพง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนเดินดินกินข้าวแกงเลยสักนิด แต่มันคือ “เพชฌฆาตเงียบ” ที่กำลังบดขยี้ประชาชนคนรากหญ้าอย่างแสนสาหัส 

    *** ค่านํ้ามันพุ่ง-ค่าครองชีพทะยาน เมื่อนํ้ามันแพง ค่าขนส่งจะดันยกแผงสินค้าทุกชนิดให้ขึ้นราคาตาม ตั้งแต่ พริก มะนาว ยัน ข้าวสาร คนหาเช้ากินคํ่า ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว สวนทางกับค่าแรงที่ยํ่าอยู่กับที่ หนี้ครัวเรือนบวมโต ดอกเบี้ยที่จ่อเป็นขาขึ้นตามเฟดตามมา จะซํ้าเติมคนมีหนี้ ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต เงินที่เคยเหลือไปซื้ออาหารต้องเจียดมาจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น จนแทบไม่เหลือเงินประทังชีวิตในแต่ละเดือนภาคธุรกิจกระเจิง

    *** SMEs ร้านค้ารายย่อย ที่เปรียบเหมือนเส้นเลือดฝอยของระบบเศรษฐกิจ กำลังเผชิญศึกหนักรอบด้านจนแทบจะถอดใจ ต้นทุนการผลิตพุ่งพรวด ทั้งค่าไฟ (อาจประกาศรอบหน้าแบบตรึงๆ) ค่านํ้ามันขนส่ง และวัตถุดิบพาเหรดกันขึ้นราคา แต่ฝั่งผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้ ต้องยอมเฉือนเนื้อตัวเอง กินทุนเก่าไปวันๆ วิกฤตสภาพคล่อง เงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบพุ่งสูง แถมการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารก็ยากแสนยาก เพราะความเสี่ยงสูง ธุรกิจจำนวนมากกำลังเดินเข้าสู่ภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” และ หลายรายอาจต้องปิดกิจการลงในไม่ช้า 

    *** รัฐบาลทำอย่างไร ครม. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 69 อนุมัติยื้อเวลา “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่ออายุโครงการ ออกไปอีก 2 เดือน (ตุลาคม – พฤศจิกายน 2569) แจกวงเงินสมทบ 1,000 บาท ในเกณฑ์ 60/40 พร้อมเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถามว่าดีไหม เจียดเงินมาช่วยในยามข้าวยากหมากแพงแบบนี้ พ่อค้าแม่ขายในตลาดย่อมบอกว่า “ก็ยังดีกว่ามือเปล่า” แต่ต้องบอกว่า วันนี้มันไม่ใช่แค่ฝนตกปรอยๆ ที่จะเอาร่มกระดาษมารับมือ แต่เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ มาแจกทีละพันต่ออายุทีละเดือน 2 เดือน มันเป็นเพียงแค่ยาพาราเซตามอล ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไข้ขึ้นได้ชั่วคราว  

                                  พายุเศรษฐกิจถล่มไทย ดอกเบี้ย-น้ำมันซ้ำเติม รัฐแจก 1,000 บาท ยื้อวิกฤต

    *** คราวนี้พอวงเงินหมด แต่ค่านํ้ามันยังแพงหูฉี่ ภาคธุรกิจที่สายป่านสั้น จะล้มพับไปอีกเท่าไหร่ รัฐบาลจะควักเอาเงินถังไหนมาแจกต่อ ในเมื่อเงินกู้แก้ไขวิกฤตพลังงานก็ร่อยหรอ การต่ออายุมาตรการประชานิยมทีละเดือน 2 เดือนทำให้คิดไปได้ว่า รัฐบาลเองก็ “หมดมุก” และไม่มีแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้โครงสร้างต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการพังทลาย เพียงหวังแค่กระสุนเงินพันบาท จะช่วยยื้อลมหายใจคนรากหญ้าไปได้อีกเฮือก เอาไงดี…ประเทศไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/669608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DFbTWCwhuQnAf7U6Y_FyO

  • ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

    ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

    เจาะรายงานแผนพัฒนาเมืองธนาคารโลก ชี้ลงทุนใน “กรุงเทพฯ” ดันเศรษฐกิจโตแค่ระยะสั้น แนะไทยต้องเร่งปลดล็อกศักยภาพเมืองรอง กระจายเม็ดเงินปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ดันประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2580

    การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยทศวรรษที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.2% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับศักยภาพ และห่างไกลจากสมมติฐานที่จะต้องโตให้ได้ 5.4% ต่อปี  

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 ธนาคารโลกร่วมกับหน่วยบริหาร และจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) ได้เปิดตัวรายงาน “เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย: รากฐานเมืองเพื่อเศรษฐกิจรายได้สูง” (Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy) ซึ่งรายงานฉบับนี้เสนอมุมมองเชิงพื้นที่ โดยระบุว่าการพัฒนาเมืองจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

    อเลฮานโดร อัลคาลา เกเรซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศไทย และเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวเปิดการรายงานว่า แนวทางที่เสนอในรายงานฉบับนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องทิ้งการเติบโตของกรุงเทพฯ เพื่อไปสร้างเมืองใหม่ เพราะกรุงเทพฯ ยังต้องทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมตลาดโลก และศูนย์กลางนวัตกรรม 

    “เราต้องสร้างเมืองรองให้แข็งแกร่งเพื่อทำหน้าที่เกื้อหนุนกัน ผ่านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นรับมือภัยพิบัติ และมีสถาบันท้องถิ่นที่เข้มแข็ง”

    วีรศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การพัฒนาเมืองยุคใหม่ต้องมองข้ามเส้นแบ่งเขตปกครองทางกายภาพ ตามขอบเขตอำนาจ แล้วหันมาพัฒนาเป็น “กลุ่มเมือง” (Cluster) โดยใช้เศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) ช่วยดึงดูดคนเก่ง และเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในพื้นที่ 

    เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูง การผลักดันจีดีพีให้โตเกิน 5% เป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญว่า “เมืองคือคน” 

    “การพัฒนาจึงไม่ควรเป็นเพียงการสั่งการจากส่วนกลางเหมือนในอดีต แต่ต้องกระจายอำนาจ ดึงประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมโหวต เพื่อสร้างเมืองที่ทุกคน ทุกวัย สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และยั่งยืนในเมืองของตนเอง” เอ็นนู กล่าว

    สตีเวน หลุยส์ รูบินยี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองของธนาคารโลก และผู้เขียนหลักของรายงาน “Thailand Cities of the Future” เปิดเผยว่า พื้นที่เมืองของไทยเป็นแหล่งกำเนิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงถึงเกือบ 90% และเป็นฐานรองรับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ การผลิตขั้นสูง, บริการดิจิทัล, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและยั่งยืน, เกษตรอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    กรุงเทพฯ ถึงทางตัน ยิ่งลงทุน ยิ่งได้น้อย

    กรุงเทพมหานคร และปริมณฑลยังคงเป็นเมืองหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 7.1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงผลตอบแทนลดน้อยถอยลง (Diminishing Returns) จากต้นทุนการกระจุกตัวที่สูงเกินไป หรืออธิบายง่ายๆ ว่ายิ่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม ยิ่งได้ความคุ้มค่ากลับมาน้อยลง

    สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองที่มีความซับซ้อน ปัญหาการจราจรแออัดในกรุงเทพฯ คิดเป็นต้นทุนความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 7–10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมระดับภาค (GRP) ต่อปี หรือมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

    แม้กรุงเทพฯ จะมีขนส่งมวลชนที่สะดวกอย่างรถไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริงมีประชากรเมืองเพียง 28.9% ที่เข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าได้ในระยะ 1 กิโลเมตร 

    นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศเฉลี่ยสูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 3% ของ GDP รวมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนวันที่ร้อนจัดจะเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 300 วันต่อปี ในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของ GDP กรุงเทพฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจาก 3.5–3.7% เหลือเพียงกว่า 2% ในอนาคต 

    ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

    ปลดล็อกเมืองรองจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ

    ในทางกลับกัน เมืองรองยังมีผลิตภาพแฝงที่ยังไม่ได้ถูกดึงมาใช้ประโยชน์เต็มที่ ในรอบ 20 ปี ความหนาแน่นประชากรในเมืองรองเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ศักยภาพการสร้างรายได้ของคนในพื้นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานเมืองในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยมีความยืดหยุ่นของค่าจ้างต่อความหนาแน่น (Density-Wage Elasticity) อยู่ที่ 8.9% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ระหว่าง 12–19% 

    จากการใช้แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ประเมินการลงทุนใน 75 เมืองทั่วประเทศ ธนาคารโลกพบว่า วงเงิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” (Tipping Point) ที่ให้ผลลัพธ์ต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

    1.แผนเน้นเมืองรอง (อัดฉีดเมืองรอง 80% / กรุงเทพฯ 20%) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว โดยจะช่วยดันให้ GDP ต่อหัวระดับชาติเพิ่มขึ้นถึง 12.4% ภายในปี 2593

    2.แผนเน้นกรุงเทพฯ (กรุงเทพฯ 80% / เมืองรอง 20%) GDP ต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 11.6% แผนนี้เศรษฐกิจจะโตเร็วกว่าในช่วง 15 ปีแรก แต่หลังจากนั้นจะถูก “แผนเน้นเมืองรอง” เร่งแซงหน้าไปในที่สุด

    3.แผนแบ่งครึ่ง (50/50) เป็นแผนที่ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเพียง 10.9% เพราะเม็ดเงินถูกกระจายมากเกินไป จนไม่เกิดการเกาะกลุ่มทางเศรษฐกิจในพื้นที่ใดเลย

    ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

    5 เสาหลักสร้าง “ระบบเมืองหลายศูนย์กลาง” 

    ธนาคารโลกย้ำว่า การดันเมืองรองไม่ได้หมายถึงการทิ้งกรุงเทพฯ แต่เป็นการทำให้กรุงเทพฯ บริหารจัดการได้ดีขึ้น ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายเมืองรองให้เกื้อหนุนกัน ผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

    1.ดึงจุดเด่นที่ต่างกัน สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ชลบุรีและนครปฐมเน้นอุตสาหกรรม เชียงใหม่และภูเก็ตเน้นท่องเที่ยว ขอนแก่นและหาดใหญ่เน้นการแพทย์และศูนย์ประชุม

    2.เพิ่มผลิตภาพพื้นที่ ยกระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินเมือง เพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูง

    3.เชื่อมโยงไร้รอยต่อ พัฒนาระบบขนส่งมวลชนภายในเมือง โครงข่ายระหว่างเมือง และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

    4.โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยพิบัติ การออกแบบระบบให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ต้น แม้เพิ่มต้นทุน 3% แต่ป้องกันความสูญเสียมหาศาลได้ในระยะยาว

    5.สถาบันท้องถิ่นเข้มแข็ง ต้องเร่ง “กระจายอำนาจทางการคลัง” เปิดทางให้เทศบาลสามารถกู้เงินมาพัฒนาเมืองได้ภายใต้กรอบกติกาที่ชัดเจน และการถอดบทเรียนเชิงพื้นที่จากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ทำให้มีแผนการพัฒนาในระยะยาว

    ธนาคารโลกแนะไทยปั้น ‘เมืองแห่งอนาคต’ กระจายเศรษฐกิจ ดัน GDP โต 5.4%

    เร่งทำเมืองให้พร้อมรับ “สังคมสูงวัย” 

    รายงานฉบับนี้ยังระบุถึงความท้าทายใหญ่เรื่องโครงสร้างประชากร โดยคาดว่าวัยทำงานของไทยจะหดตัวลงเกือบ 30% ภายในปี 2603 ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ดังนั้น ท้องถิ่นต้องเร่งปรับตัวสร้าง “เมืองที่พร้อมสำหรับผู้สูงวัย” เพื่อรักษาผลิตภาพแรงงาน และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1253111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZEFn9opm8KinrTYXb77PA

  • ปธ.กก.สภาพัฒน์ฯ แนะรัฐบาลใช้นโยบายรัดกุมพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเหมาะสมกว่าอุ้มดีเซลแบบถ้วนหน้า

    ปธ.กก.สภาพัฒน์ฯ แนะรัฐบาลใช้นโยบายรัดกุมพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเหมาะสมกว่าอุ้มดีเซลแบบถ้วนหน้า

    ปธ.กก.สภาพัฒน์ฯ แนะรัฐบาลใช้นโยบายรัดกุมพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเหมาะสมกว่าอุ้มดีเซลแบบถ้วนหน้า

    วันนี้, 19:05น.

              นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวถึงข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงราคาน้ำมันพุ่งสูง โดยมีการเสนอแนวคิดให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลแบบถ้วนหน้า ลิตรละ 5 บาท ซึ่งแนวทางของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เน้นที่การใช้เครื่องมือเศรษฐกิจหลายเครื่องมือ เพื่อดูแลราคาน้ำมันอย่างรอบด้านว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางของนายเอกนิติ เพราะภาษีสรรพสามิต คือ ภาษีที่เก็บจากสินค้า ที่ส่งผลกระทบในกรอบกว้าง เช่น บุหรี่ เหล้า รวมถึงน้ำมันด้วย

              ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ ควรจะตรึงราคาไว้ เพราะสถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงควรถือเป็นหลักการที่ต้องตรึงไว้เช่นเดิม ขณะที่ การรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน ควรใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเป็นหลัก แม้กองทุนจะต้องแบกรับภาระหนี้ในช่วงราคาน้ำมันแพง และส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงได้ช้ากว่าตลาดโลกในเวลาต่อมาเพราะต้องนำเงินไปชำระคืนหนี้ก็ตาม

               นอกจากนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า การดำเนินนโยบายบรรเทาผลกระทบระยะสั้นจะต้องยึดหลักการ 3Ts คือ ทันท่วงที (Timely) พุ่งเป้าหมาย (Targeted) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary) ไม่สร้างภาระยาวนานแก่รัฐบาล ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก และเปราะบางที่สุด คือ กลุ่มเกษตรกร ทั้งยังเป็นผู้ผลิตสินค้าอาหาร ซึ่งส่งผลต่อราคาอาหารและอัตราเงินเฟ้อในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น มาตรการที่จะเป็นการเจาะจงช่วยเหลือเกษตรกรจึงมีความคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด ในทางกลับกัน การลดภาษีดีเซลแบบเหวี่ยงแหถ้วนหน้า ถือเป็นมาตรการที่ใช้ทรัพยากรสูงโดยไม่จำเป็น และส่งผลประโยชน์ไปถึงกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ผู้ใช้รถยนต์ดีเซลหรู ซึ่งเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่รัดกุม ในขณะที่รัฐบาลยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในด้านอื่นอีกมาก การใช้นโยบายช่วยเหลืออย่างรัดกุมและพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มจึงเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

               นายศุภวุฒิ ยังแสดงความห่วงใยต่อวินัยทางการคลัง โดยชี้ว่า ปัจจุบันรัฐบาลแบกรับการขาดดุลงบประมาณราว 4% ของจีดีพี ซึ่งเป็นการขาดดุลขั้นพื้นฐาน (Primary Deficit) สูงถึง 3% ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปีนับแต่วิกฤตโควิด-19 ดังนั้น การกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการลดภาษีจึงเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามด้านวินัยการคลังอย่างหนัก อีกทั้งในทางการเมือง การปรับลดภาษีลงแล้วจะนำกลับขึ้นมาใหม่ได้ยากมาก ดังเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ติดอยู่ที่ 7% มายาวนานกว่า 20 ปี เป็นต้น

               รัฐบาลมีภาระงบประมาณต้องใช้จำนวนมาก ขณะที่เงินมีอยู่จำกัด จะจัดสรรเพื่อเรื่องอะไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าจะดูแลเรื่องราคาดีเซล ต้องเจาะจงเฉพาะกลุ่ม ต้องดูแลกลุ่มที่ถูกกระทบมากที่สุดครับ เหวี่ยงแหไปทั้งหมดจะมีผลกระทบข้างเคียงตามมา

    #ลดภาษีสรรพสามิตดีเซล

    #น้ำมันดีเซล

    #อุ้มดีเซล

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U8CA0MUPi0Zv8qXLU_LV0

  • เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

    เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

    เรามักพูดกันว่า “ผู้ชายเป็นใหญ่” ราวกับเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ครอบครัวที่พ่อเป็นใหญ่ ลูกต้องเชื่อฟัง ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน และอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในมือผู้ชาย

    แต่ถ้าเรามองประเทศไทยดีๆ ภาพกลับไม่ตรงไปเสียทั้งหมด

    ผู้หญิงไทยจำนวนมากทำงานนอกบ้าน มีการศึกษา และมีบทบาทสำคัญในงานวิชาชีพ งานสำนักงาน และภาคบริการ ที่น่าสนใจคือ ในหลายอาชีพที่ให้ความสำคัญกับการคิดและใช้เหตุผล ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าผู้ชายเสียด้วยซ้ำ

    นี่ไม่ได้หมายความว่า ไทยเป็นสังคมที่ผู้หญิง “เหนือกว่า” ผู้ชาย และไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีความเหลื่อมล้ำทางเพศ แต่ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า สังคมไทยนั้นมีความทับซ้อนของอุดมการณ์เสมอภาคภายในระบบที่เป็นลำดับขั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียง “ความเท่าเทียมทางเพศ” แต่อาจต้องตั้งคำถามใหม่ถึงเหตุปัจจัยของสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยเช่นนี้ตั้งแต่แรก

    ผู้หญิงไทยไม่ได้อยู่แค่ในบ้าน ข้อมูลแรงงานไทยที่ศึกษาระหว่างปี 2011–2020 ซึ่งมีตัวอย่างมากกว่า 426,000 คน ให้ภาพที่น่าสนใจมาก

    ในกลุ่มผู้จัดการและผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้หญิงคิดเป็น 58% เทียบกับผู้ชาย 42% ในกลุ่มช่างเทคนิคและอาชีพที่เกี่ยวข้อง ผู้หญิงมี 53% ขณะที่ผู้ชายมี 47% ยิ่งเห็นชัดในกลุ่มเสมียน ซึ่งผู้หญิงมีถึง 71% เทียบกับผู้ชาย 29% และในกลุ่มงานบริการและการขาย ผู้หญิงมี 54% เทียบกับผู้ชาย 46%

    ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่า “ผู้หญิงทำงานเยอะ”
    เพราะงานจำนวนมากในกลุ่มนี้ ไม่ได้อาศัยแรงกายเป็นหลัก แต่ต้องใช้ความรู้ การสื่อสาร การจัดการข้อมูล การประสานงาน การแก้ปัญหา และการทำงานกับผู้คน

    เศรษฐกิจสมัยใหม่เป็นการผลิตภาคบริการและผู้หญิงไทย ก็เข้าไปอยู่ในพื้นที่นี้อย่างโดดเด่น พูดจากข้อมูล เราอาจกล่าวได้ว่า ผู้หญิงไทยมีบทบาทสูงเป็นพิเศษในงานที่อาศัยทักษะทางความคิดและทักษะทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพ งานเทคนิค งานสำนักงาน หรือ บริการ
                                      เสมอภาค ≠ เท่าเทียม การจ้างงานระหว่างเพศในเศรษฐกิจไทย

    ตารางนี้ยิ่งน่าสนใจ เนื่องจากแสดงการจ้างงานในระบบกับนอกระบบที่ผู้หญิงไทยนั้น มีสัดส่วนการเข้าถึงระบบมากกว่าเพศชาย 

    เราควรนำความเข้าใจนี้ไปช่วยเปลี่ยนผ่านในโลกที่ผันผวน

    หนึ่งในคำอธิบายสำคัญของสตรีนิยมแนวประวัติศาสตร์วัตถุนิยมมาจาก Friedrich Engels ซึ่งมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชายเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการผลิต

    เมื่อมนุษย์เริ่มสะสมทรัพย์สิน มีกรรมสิทธิ์ มีชนชั้น และมีการผลิตเพื่อสะสมความมั่งคั่ง โครงสร้างครอบครัวก็เปลี่ยนไป ผู้ชายกลายเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินและอำนาจ ขณะที่ผู้หญิงถูกผลักลงมาอยู่ในสถานะรอง

    คำอธิบายนี้มีคุณูปการอย่างมาก เพราะทำให้เราเห็นว่าประเด็นปัญหาทางเพศไม่ได้เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม

    แต่สังคมไทยเรานั้น ไม่เหมือนประเทศตะวันตก เพราะผู้หญิงไทยมีบทบาทสำคัญในการจัดการครัวเรือน มีการสืบทอดทรัพย์สินผ่านฝ่ายหญิงในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา ผู้ชายแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง และผู้หญิงมีบทบาททางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน  

    สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า ไทยเป็น “สังคมแม่เป็นใหญ่” และยิ่งไม่ควรโรแมนติกว่าผู้หญิงไทยไม่ถูกกดทับ แต่สิ่งที่มันบอกเราคือ สังคมลำดับขั้น และปิตาธิปไตย ไม่ใช่ความจริงเพียงแบบเดียวที่เราต้องอยู่กับมัน

    แต่ไทยมีสังคมลำดับขั้นที่ทับซ้อนกับสังคมเสมอภาค แท้จริงแล้วผู้หญิงไทยนั้น ยังแบกรับความรับผิดชอบทำงานในระบบที่เป็นลำดับขั้นและทำงานบ้านมากกว่าชาย ตามรายงาน unpaid care and domestic work ของ UNDP

    ตรงนี้เองที่คำว่า “เสมอภาค” กับ “เท่าเทียม” มีความสำคัญ

    คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานเหมือนกัน จึงจะเสมอภาคได้ พ่อ แม่ ลูก อาจมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ไม่ได้แปลว่า คนใดคนหนึ่งมีคุณค่ามากกว่า และหน้าทีความรับผิดชอบในครอบครัวมีความเสมอภาคกันความเสมอภาคจึงเป็นเรื่องของ อุดมการณ์และวิธีที่เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

    ส่วนความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ในความเป็นจริง เช่น รายได้ โอกาสทางการศึกษา การมีงานทำ หรือการมีอำนาจในการตัดสินใจ สองสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และนี่อาจช่วยอธิบายความย้อนแย้งของสังคมไทยได้ดีขึ้น

    เราสามารถพบทั้งครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่ และครอบครัวที่ผู้หญิงมีบทบาทนำ ภายในระบบสังคมที่เป็นลำดับขั้น เราพบทั้งผู้หญิงที่ถูกกดทับ และการที่ผู้หญิงมีอำนาจทางเศรษฐกิจ เราพบทั้งความเหลื่อมล้ำและพื้นที่ของความเสมอภาคอยู่พร้อมกัน 

    ผู้หญิงไทยจำนวนมากเข้าไปอยู่ในงานวิชาชีพ งานสำนักงาน และงานบริการ เราไม่ควรมองเพียงว่า เศรษฐกิจสมัยใหม่ “อนุญาต” ให้ผู้หญิงออกจากบ้าน ข้อมูลกลับชวนให้คิดอีกแบบว่า ผู้หญิงร่วมเป็นผู้สร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ ผู้หญิงไม่ได้เพียงเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่เข้าไปอยู่ในส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ที่ใช้ความรู้และทักษะมากกกว่าผู้ชาย 

    บางทีสิ่งที่เปลี่ยนผ่านสังคมไม่ใช่ระบบการผลิต แต่คือ ความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่อกัน สังคมมนุษย์จึงไม่ได้วิวัฒน์ไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่เป็นอุดมการณ์ตามสติสัมปะชัญญะของเรา ที่จะเปลี่ยนระบบในภาพรวม

    หมายเหตุ:  ผู้เขียนสรุปย่องานวิจัยที่กำลังทำชื่อ Traces of Matriarchal Antagonistic Dichotomy in the Thai Economy: Causality and Ontology in Feminist Economics สนับสนุนโดยทุนวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ผู้เขียนอยากจะเน้นในบทเรียนของเรื่อง ‘เหตุปัจจัยและภาวะความจริง ในสตรีนิยม’ เนื่องจากเข้าใจว่ามีความสับสนในเรื่องนี้อยู่มากซึ่งทำให้เราคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย.. ดร.สิร นุกูลกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4238 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/setsawana/669599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N2Ho-USYAElg1rrdJtdjp

  • วิจัยกรุงศรีเผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 69)

    วิจัยกรุงศรีเผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน (ฉบับวันที่ 22 ก.ย. 69)

    สหรัฐฯ: ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้นหลังสงครามในตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ โดยเฟดมีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 16 กันยายน ล่าสุดเฟดปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 และ 2570 เป็น 2.3% และ 2.4% ตามลำดับ ส่วนเงินเฟ้อคาดเร่งขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2569 ก่อนชะลอลงสู่ 2.3% ในปี 2570

    ทั้งนี้ เฟดกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้าหมายต่อเนื่องท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่เหนือระดับศักยภาพ ปัจจัยเหล่านี้หนุนให้เฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

    ญี่ปุ่น: BOJ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ 1.25% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 18 กันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่า พร้อมส่งสัญญาณว่ามีโอกาสปรับขึ้นต่อ เนื่องจากกังวลว่าเงินเฟ้ออาจอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2.0% เป็นเวลานานจนกระทบต่อเศรษฐกิจ

    จีน: เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวต่อเนื่อง โดยยอดค้าปลีกสินค้าขยายตัวเพียง 0.4% YoY ในเดือนสิงหาคม ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวเร่งขึ้น (ดังรูป) นอกจากนี้ ภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงกดดันภาคธุรกิจ ขณะที่ภาคอสังหาฯ ยังซบเซาต่อเนื่อง โดยยอดขายบ้านใหม่หดตัว -18.3% ในเดือนกรกฎาคม ทั้งนี้ แม้การส่งออกเติบโตสูง (+25%) แต่ผลบวกยังไม่สามารถหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศได้

    ไทย: แรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มแผ่วลงจากหลายปัจจัย ขณะที่วงเงินของมาตรการกระตุ้นภาครัฐอาจลดลง โดยในช่วงที่ผ่านมา การบริโภคภาคเอกชนได้แรงสนับสนุนจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่เข้ามาประคองกำลังซื้อระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน และมียอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่สนับสนุนจากภาครัฐ 79,505.2 ล้านบาท และการร่วมจ่ายของประชาชน 58,874.1 ล้านบาท

    ล่าสุด รัฐบาลเตรียมขยายระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือน ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่มาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสซึ่งเดิมคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในไตรมาส 4 ถูกเลื่อนไปดำเนินการในปีหน้า

    มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะนี้ แต่แรงส่งของการบริโภคภาคเอกชนอาจชะลอลงในระยะข้างหน้า เนื่องจาก

    (i) แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีแนวโน้มลดลงจากวงเงินของโครงการไทยช่วยไทยพลัสในระยะแรกที่กว่า 1.2 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในระยะที่สอง

    (ii) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง อาจเพิ่มภาระค่าครองชีพผ่านการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค (Pass-through Effect) และ

    (iii) ความอ่อนแอของรายได้แรงงาน โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 0.25% YoY เมื่อประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงมีแนวโน้มกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้าพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/economic-and-financial-analysis-dated-22-september-2026/top-stories/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uKCZjbb249RxYH2Y5z9ZP

  • เมียนมาส่งเสริมความร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    เมียนมาส่งเสริมความร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    เมียนมาส่งเสริมความร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเมียนมา เข้าร่วมงาน China-Asean Forum ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน โดยมีประเด็นน่าสนใจในงานสัมมนา เช่น เทคโนโลยี นวัตกรรม ดิจิทัล AI เป็นต้น รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภูมิภาค China-Asean เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น 

    ผลกระทบ/โอกาส ความร่วมมือและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ในการพัฒนาของเมียนมา      โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยยกระดับธุรกิจ การผลิต การพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชน ที่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมต่อไป         

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะ ความร่วมมือและการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ที่ธุรกิจไทยมีศักยภาพ รวมทั้งการสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจ เป็นพันธมิตรกับธุรกิจเมียนมา โดยใช้ศักยภาพธุรกิจไทย เช่น เทคโนโลยี องค์ความรู้ นวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิต เครื่องจักร คุณภาพ มาตรฐาน ทักษะ ประสบการณ์ การบริหารจัดการ เป็นต้น เป็นพันธมิตรช่วยพัฒนาธุรกิจเมียนมา และยกระดับการผลิตในเมียนมา สอดคล้องกับนโยบายเมียนมา เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งไทยและเมียนมา โดยต่อยอดเติมเต็มศักยภาพซึ่งกันและกัน

    ********************************************

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)

    ข่าว นสพ.Global New Light of Myanmar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/eb829hmgc4bjl1hdod4igbzb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HAhHOWAyfQK9fjzvR7CXx