Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์: รอย่อทยอยซื้อ
    ราคาซื้อ: $4,350 = 68,500
    แนวต้าน: $4,650 = 71,100

    FOMC–อิหร่าน–จีน–รัสเซีย กำลังกำหนดทิศทางทองคำอย่างไร? นักลงทุนควรวางกลยุทธ์แบบไหนในช่วงตลาดผันผวน

    .
    ทำไมการประชุม FOMC ความขัดแย้งอิหร่าน–สหรัฐฯ และความร่วมมือจีน–รัสเซีย จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงที่ตลาดยังผันผวนสูง? ราคาทองคำในช่วงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยทั้งปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หาก Fed ยังใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลาย หรือความตึงเครียดโลกยกระดับขึ้น ทองคำมีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง นักลงทุนจึงควรเน้นรอจังหวะสะสมใกล้แนวรับมากกว่าการไล่ราคา

    .
    ตลาดยังจับตาการประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ หาก Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อ กดดันทองคำในระยะสั้น แต่หาก Fed เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือเปิดทางลดดอกเบี้ย ทองคำก็มีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง

    .

    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นของจีน–รัสเซีย ยังคงเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนจึงยังต้องติดตามประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพราะสามารถสร้างแรงเหวี่ยงให้ตลาดได้ตลอดเวลา

    .

    ด้านเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานและแกว่งผันผวน โดยแนวรับสำคัญอยู่บริเวณ $4,350 หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ $4,200–4,100 ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $4,650 หากกลับไปยืนเหนือโซนนี้ได้ จะเริ่มเป็นสัญญาณว่าฝั่งซื้อกลับมาคุมตลาดมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้ยังเน้น “รอสะสมใกล้แนวรับ” มากกว่าการไล่ราคา

    .

    ทำไมดอกเบี้ยของ Fed ถึงมีผลต่อราคาทองคำ? เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตร ทำให้ทองคำถูกกดดัน แต่เมื่อดอกเบี้ยลด ทองคำมักกลับมาน่าสนใจมากขึ้น
    ทองคำยังเป็น Safe Haven ที่ดีในปี 2026 หรือไม่? ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญ เพราะนักลงทุนทั่วโลกยังใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจผันผวน
    นักลงทุนควรไล่ราคาทองคำช่วงนี้หรือไม่? ไม่ควรไล่ราคาในช่วงตลาดผันผวนสูง ควรรอสะสมใกล้แนวรับ แบ่งไม้ลงทุน และติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-20-5-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ao18A_FG4vsWJoaUoUWp

  • แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    กระแสถกเถียงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบทุกมิติ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า โครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 1-1.4 ล้านล้านบาทนี้ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือกลายเป็นโครงการที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    โครงการแลนด์บริดจ์มีแนวคิดเชื่อมการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผ่านแนวคิด “ท่าเรือเดียว สองฝั่ง” เชื่อมระหว่างแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง กับแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ระยะทางประมาณ 90-109 กิโลเมตร ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ 6 ช่องจราจร และระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดเวลาขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาได้ 4-5 วัน ลดต้นทุนได้ราว 15% และเพิ่มจีดีพีไทยในระยะยาว

    มีโอกาสสูงไม่ได้ไปต่อ-หลากปัจจัยรุม

    อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่าโครงการนี้มีโอกาสสูงที่จะ “แท้ง” หรือไปต่อไม่ได้ เว้นแต่รัฐบาลจะเดินหน้าชนกระแสคัดค้านอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเผชิญแรงต้านมหาศาลจากประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวระนองที่ต้องการรักษาวิถีชีวิตแบบ Slow Life และเศรษฐกิจฐานธรรมชาติเอาไว้มากกว่า

    โดยจุดอ่อนสำคัญของแลนด์บริดจ์อยู่ที่ผลกระทบต่ออัตลักษณ์ของระนอง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างเกาะพยาม รวมถึงปะการังชายฝั่ง การก่อสร้างต้องใช้หินจำนวนมหาศาลจากการทุบภูเขาเพื่อนำไปถมทะเล ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงถาวร ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีดั้งเดิมของเมืองระนองอาจสูญหายไป

    นอกจากนี้ พื้นที่ฝั่งระนองยังเป็นพื้นที่เปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม มีทั้งป่าชายเลนที่อยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียนมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ข้อมูลจากภาควิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ และการขุดลอกร่องน้ำจะกระทบระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์หน้าดินซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของชุมชนประมงพื้นบ้าน

    รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ระบุว่าพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร แต่ภาคีนักวิชาการสำรวจพบสูงถึง 1,685 ตัวต่อตารางเมตร หากคำนวณตามพื้นที่ผลกระทบกว่า 32 ล้านตารางเมตร อาจเกิดความสูญเสียสัตว์หน้าดินมากกว่า 53,953 ล้านตัว ขณะที่ชุมชนยังวิตกเรื่องมลพิษ น้ำเสีย คราบน้ำมัน และเสียงจากนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    ดร.อัทธ์กล่าวว่า คนระนองไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ปัจจุบันจังหวัดมีการค้าชายแดนกับเมียนมาและเชื่อมการค้ากับอินเดียผ่านกรอบ BIMSTEC อยู่แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากกว่าคือรถไฟรางคู่เชื่อมระนองกับโครงข่ายรถไฟสายหลัก เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    ในมุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มองว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ นักเก็งกำไรที่ดินและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รอรับงานระดับแสนล้านบาท ขณะที่ชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพประมงและท่องเที่ยวชุมชน กลับแทบไม่ได้ประโยชน์โดยตรง จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนกับวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่

    อีกประเด็นสำคัญคือข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แม้หน่วยงานรัฐระบุว่าโครงการมีอัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR สูงถึง 17.43% และคืนทุนภายใน 24 ปี แต่ผลศึกษาหลายสำนักกลับให้ภาพตรงกันข้าม โดยเฉพาะข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุค่า BC Ratio เพียง 0.22 ต่ำกว่า 1 มาก สะท้อนว่าต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์

    ชี้เร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 4 ประเทศคุ้มค่ากว่า

    ดร.อัทธ์ ระบุว่า ยังไม่มีผลศึกษาจากสถาบันใดที่ยืนยันชัดว่าโครงการคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นผลศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ญี่ปุ่น หรือสถาบันยูโซฟ อิสซัค ของสิงคโปร์ ขณะที่จุดอ่อนสำคัญทางโลจิสติกส์คือปัญหา Double Handling หรือการยกตู้สินค้าขึ้นลงหลายรอบ ซึ่งทำให้ต้นทุนและเวลาสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

    ปัจจุบันท่าเรือระนองรองรับตู้สินค้าเพียงประมาณ 6,000 ตู้ต่อปี แต่โครงการตั้งเป้าสูงถึง 20 ล้านตู้ต่อปี ใกล้เคียงกับท่าเรือสิงคโปร์และพอร์ตกลางของมาเลเซีย จึงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในระยะยาว

    ดร.อัทธ์ เสนอว่า ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือการเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมสินค้าจากจีนสู่เอเชียใต้และยุโรป พร้อมยกระดับท่าเรือระนองในระดับเหมาะสมรองรับระบบราง ซึ่งใช้งบประมาณต่ำกว่าและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

    ขณะที่แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า รัฐบาลต้องพิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนที่แท้จริง เนื่องจากข้อมูลเชิงสถิติของแต่ละฝ่ายยังแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะประเด็นระยะเวลาขนส่งและต้นทุนที่ภาครัฐกับภาคเอกชนประเมินไม่ตรงกัน พร้อมมองว่าผลศึกษาของคณะกรรมการ 90 วันจะเป็นตัวชี้ชะตาสำคัญว่าแลนด์บริดจ์จะแจ้งเกิดหรือกลายเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็กต์ที่ต้องพับแผนในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/659499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mpUViAjZjYP19KBqYTF9z

  • สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง

    สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความขัดแย้งดังกล่าว หากยังคงยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคง ทางพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง 

    ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและพลาสติกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ซึ่งความผันผวนดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยเร่งให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ จะส่งผ่านกลุ่มต่าง ๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. ด้านอุปทานและราคาพลังงาน 2. ด้านห่วงโซ่การผลิต 3. ด้านการค้าระหว่างประเทศ 4. ด้านการท่องเที่ยว และ 5. ด้านตลาดเงินตลาดทุน สรุปได้ดังนี้

    ผลกระทบต่ออุปทาน-ราคาพลังงาน

    ผลกระทบด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 46.8% ในปี 2568 โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 59% และก๊าซธรรมชาติ 24.3% ต่อการนำเข้าทั้งหมด

    ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะตรึงราคาพลังงานภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ตาม โดยการเพิ่มขึ้นของระดับราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภาคครัวเรือนของไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยก็มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานประมาณ 14% สูงสุดในภูมิภาค 

    อีกทั้งเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบที่ส่งผ่านจากต้นทุนในสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปาและการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน เช่นเดียวกับภาคการผลิต เช่น การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์ คอนกรีตและซีเมนต์ เป็นต้น ทำให้เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านต้นทุนมาสู่ผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่อไป

    ผลกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต

    สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งนำเข้า 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมด รวมทั้งโพรเพน เอทิลีน โพรพิลีน และก๊าซฮีเลียม ซึ่งการขาดแคลนวัตถุดิบดังกล่าวจะ ส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงรุนแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก

    ผลกระทบภาคการเกษตร

    สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคา ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศในตะวันออกกลางถึง 71.4% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงถึง 40.84%

    ขณะที่ข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือนมี.ค. 2569 ประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน) 

    ประกอบกับที่มีการนำเข้าเพิ่มเติมในเดือนเม.ย.2569 อีก ประมาณ 2.0 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงทำให้มีปริมาณสต็อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ (0.42 ล้านตัน) คาดว่าจะเพียงพอใช้งานถึงสิ้นเดือนส.ค. 2569 เท่านั้น 

    ผลกระทบการค้าระหว่างประเทศ

    การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สัดส่วนสูงสุด 35.4% รองลงมาคือ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 

    ส่วนการนำเข้าของไทยจากตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยมีสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณีเงินแท่งและทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น หากสถานการณ์ยังยึดเยื้อจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในตลาดส่งออกที่ลดลง 

    ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

    นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 มีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในระดับสูง แต่เดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวลดลง เหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ

    ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%

    ผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนและทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

    ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับลดลงเนื่องจากเป็นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) ยังปรับเพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำให้ช่องว่างในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยลดลง 

    ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจนส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญ ๆ อาจมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าเดิม แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญกับทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ในการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรง คือ ประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงมีช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังน้อย โดยประเทศที่มีเสถียรภาพระหว่างประเทศอ่อนแอมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ขณะที่ประเทศที่มีช่องว่างทางการคลังในระดับต่ำจะเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบ ทั้งไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659495&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e_iBGnQPzj4P9jXtlTDbs

  • “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน

    “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน

    “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน ยืนยัน ไร้ปัญหา-เตรียมเสนอ ครม. อีกรอบ เผย บินฝรั่งเศสพร้อมนายกฯ ยกระดับวิจัย-เทคโนโลยีไทย กระชับความสัมพันธ์

    เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงเรื่อง “เฟรเซอร์สกิล” (Fraser Skill – แหล่งเรียนรู้ออนไลน์พัฒนาทักษะ) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ยังไงประเทศไทยก็ต้องทำ และโครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จากการศึกษามาระยะเวลากว่า 2 ปี โดยคณะกรรมการหลายท่าน พบว่า ปัจจุบันมีความหลากหลายทางเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงต้องนำเรื่องงบประมาณและภาวะเศรษฐกิจมาพิจารณาเพื่อปรับรูปแบบให้เหมาะสม ก่อนจะนำเสนอ ครม. อีกครั้งหนึ่ง

    นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนตามบริบท และมีรูปแบบของ BOT (Build-Operate-Transfer) เอกชน รวมถึงภาครัฐต่างๆที่จะต้องมาดูความเหมาะสม

    นอกจากนี้ นายยศชนัน ยังได้กล่าวถึงการร่วมคณะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสกับนายกรัฐมนตรี ว่า ไปดูเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเพิ่งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศฝรั่งเศสไปจำนวน 20 ฉบับ เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ของหลายมหาวิทยาลัย โดยสิ่งที่ฝรั่งเศสทำได้ดีคือเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition) รวมถึงยังมีเรื่องเกี่ยวกับ Station F (สถานีเอฟ) ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ดัดแปลงมาจากสถานีรถไฟเก่า ทำให้หลากหลายบริษัทเข้ามาตั้งอยู่ จุดนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Science) เช่น สุโขทัย และอยุธยา ซึ่งการที่เรานำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้เราเห็นเรื่องราวต่างๆ สามารถทำวิจัยเชิงลึก และใช้สินทรัพย์ (Asset) ที่มีอยู่มาทำวิจัยเชิงลึก ซึ่งเป็นจุดที่เราจะร่วมมือกันพัฒนาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24thNz688rthVrXy1PkaH3

  • ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ข้อมูลจาก ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การส่งออกไทยในเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัวสูงถึง 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสแรกของปี การส่งออกโตถึง 17.6% ถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่คาด อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวยังไม่สามารถกระจายไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้ชัดเจน โดยภาคการผลิตในประเทศขยายตัวเพียง 0.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวแบบกระจุก ไม่ได้ดีขึ้นทั้งระบบ ในช่วงเดียวกันการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นแรงถึง 35.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าการส่งออกมาก ทำให้ไทยยังคงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกขาดดุลรวมกว่า 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    แม้การนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าทุน เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลดีต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะกลาง แต่ในระยะสั้นกลับทำให้แรงหนุนจากการส่งออกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังมีจำกัด นอกจากนี้ยังต้องติดตาม การส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขการค้าดูเติบโตดี แต่ไม่ได้สะท้อนการผลิตจริงในประเทศทั้งหมด

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมานาน และเริ่มเห็นผลชัดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ได้แก่

    · ระดับหนี้สาธารณะสูง ทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    · หนี้ครัวเรือนสูง กดดันกำลังซื้อในประเทศ

    · เศรษฐกิจพึ่งพาภาคต่างประเทศมาก ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศยังอ่อนแอ

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค และมีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากภายนอกค่อนข้างต่ำ

    ต้นทุนพลังงานสูง กดดันค่าครองชีพและธุรกิจ

    ราคาพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะ ดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังก่อให้เกิดแรงกดดันด้านต้นทุนในวงกว้าง ทั้งค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็ว และบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนมากขึ้น ในฝั่งภาคธุรกิจต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ความต้องการซื้อยังไม่แข็งแรง ทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ภาคเอกชนจะชะลอการลงทุนในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกล

    ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจปี 2569

    ภายใต้สมมติฐานที่ราคาดีเซลยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องราว 2 เดือน ทีม Wealth Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตเพียง 1.4% โดยแรงกดดันหลักมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ

    ประมาณการการเติบโตของการบริโภคในประเทศจึงถูกปรับลดลงเหลือ 1.8% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 2.6% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังขาดแรงขับเคลื่อนจากกำลังซื้อภายใน

    มาตรการรัฐช่วยได้บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด

    แม้ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพ เช่น โครงการช่วยเหลือประชาชน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานได้ทั้งหมด

    ยังมีแรงพยุงจากการลงทุนต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะยังไหลเข้าต่อเนื่อง และช่วยประคองเศรษฐกิจในระยะกลาง ผ่านการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม

    ที่มา : บทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1234773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28pS9lfK9ExRoVFnJK99tn

  • ดีเซลไทยโต 5.7% หลังตะวันออกกลางป่วน หนุนประชาชนเร่งเติมก่อนขึ้นราคา

    ดีเซลไทยโต 5.7% หลังตะวันออกกลางป่วน หนุนประชาชนเร่งเติมก่อนขึ้นราคา

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 14% น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 5.7% 

    น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 4.3% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลง 14.3% โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

    ใช้เบนซินเพิ่ม 6.4%

    ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 6.4% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร 

    ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร เนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน  

    ข้อมูลสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569

    ดีเซลใช้เพิ่ม 5.7%

    ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 5.7% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ 

    ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ 1.61% ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน 

    ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

    ใช้  Jet A1 เพิ่ม 4.3%

    ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 4.3% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 5.80%  

    ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

    ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 14% ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้น 3.7% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

    ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลง 14.3% โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 19.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลง 2.9% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 33.7% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน 

    ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลง 16% โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rW5g8RnvMs-NKZv8UllN_

  • “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” ช่วย “รัฐ” หรือ ช่วยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ?

    “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” ช่วย “รัฐ” หรือ ช่วยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ?

     “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” ช่วย “รัฐ” หรือ ช่วยซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ?

    จากกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ โดยเสนอให้ยกเลิกระบบ 2 อัตราในปัจจุบัน (25% และ 42%) แล้วหันมาใช้ระบบ “อัตราเดียว” (Single Rate) โดยอ้างว่าจะช่วยลดความบิดเบือนของตลาดและเพิ่มรายได้ให้รัฐนับหมื่นล้านบาทนั้น หากมองเพียงผิวเผินอาจดูเป็นหลักการที่สมเหตุสมผล แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และบริบทความเป็นจริงของประเทศไทย ข้อเสนอนี้อาจเป็น “ยาพิษเคลือบน้ำตาล” ที่ส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากมากกว่าที่คิด

    เมื่อวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง มี 3 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนว่าระบบ “อัตราเดียว” อาจไม่ใช่คำตอบ และจะนำมาซึ่งความเสียหายมากกว่าผลดี

    Advertisements

    1. เปิดทาง “บุหรี่นอก” ทุบตลาดไทย ขยับสู่การผูกขาดของทุนข้ามชาติ

    ในปัจจุบัน ระบบ 2 อัตราทำหน้าที่เป็นกำแพงสกัดไม่ให้เกิดการแข่งขันที่เหลื่อมล้ำ หากรัฐบาลประกาศใช้ระบบ “อัตราเดียว” (ซึ่งมักจะขยับขึ้นไปใกล้อัตราบน) สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือ “บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ” ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและมีงบประมาณการตลาดมหาศาล จะปรับลดราคาขายปลีกลงมาอยู่ในระดับเดียวกับบุหรี่ที่ผลิตในประเทศ

    นี่คือกลยุทธ์การทำลายราคา (Price Dumping) ที่จะทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อบุหรี่นอกในราคาที่ถูกลง ส่งผลให้ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะขาดทุนจนไม่สามารถส่งรายได้เข้ารัฐได้อีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เม็ดเงินกำไรจากการสูบบุหรี่ของคนไทยจะไหลออกนอกประเทศไปสู่กระเป๋าของกลุ่มทุนข้ามชาติเกือบทั้งหมด

    2. ผลกระทบลูกโซ่ลามถึง “ชาวไร่ยาสูบ” นับหมื่นครัวเรือน

    เมื่อยอดขายของ ยสท. ถูกบุหรี่ต่างประเทศเข้ามาแย่งชิงไป สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการลดกำลังการผลิตและ “ลดโควตาการรับซื้อใบยาสูบ” จากเกษตรกรไทย

    ปัจจุบันมีพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พึ่งพาการปลูกยาสูบเป็นอาชีพหลักนับหมื่นครัวเรือน การปรับภาษีเป็นอัตราเดียวจึงไม่ใช่การปกป้องชาวไร่ตามที่บางฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นการตัดช่องทางทำมาหากินของเกษตรกรไทยโดยตรง ในขณะที่บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศไม่ได้ใช้ใบยาสูบที่เพาะปลูกโดยเกษตรกรไทยเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว

    3. เป็นการเติมเชื้อไฟให้ “ตลาดบุหรี่เถื่อน” เติบโตอย่างสมบูรณ์

    บทเรียนจากหลายประเทศทั่วโลกชี้ชัดว่า การขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดดหรือการบังคับใช้ภาษีอัตราเดียวที่ทำให้ราคาบุหรี่ถูกกฎหมายขั้นต่ำพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้จริง แต่เป็นการผลักดันให้ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยหนีเข้าสู่ตลาดมืด

    ปัจจุบัน “บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ออนไลน์” กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักเนื่องจากราคาถูกกว่าบุหรี่ถูกกฎหมายหลายเท่าตัว หากรัฐบาลปรับเป็นอัตราเดียวจนบุหรี่ถูกกฎหมายราคาแพงขึ้นทั้งกระดาน ก็เท่ากับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนหันไปซื้อบุหรี่หนีภาษีมากขึ้น ผลลัพธ์คือรัฐจะจัดเก็บภาษีได้น้อยลงกว่าเดิม และไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนได้เลยเพราะเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

    หากรัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้ภาษีและลดความบิดเบือนของตลาดอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องเร่งทำไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นระบบอัตราเดียวที่จะสร้างความเสียหายวงกว้าง แต่คือ: การยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างเฉียบขาด ทั้งช่องทางชายแดนและร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ที่สูบเงินภาษีของรัฐไปปีละหลายหมื่นล้านบาท

    การปรับปรุงช่องว่างภาษีระหว่างบุหรี่ซองและยาเส้น ให้มีความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการย้ายฐานการบริโภค และช่วยรักษาสมดุลของอุตสาหกรรมในประเทศ

    การพิจารณานโยบายภาษีสรรพสามิตยาสูบหลังจากนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมองให้รอบด้าน ไม่ควรมองเพียงมิติของตัวเลขรายได้ในกระดาษ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐวิสาหกิจไทย รายได้ของเกษตรกรไทย และสถานการณ์บุหรี่เถื่อนที่กำลังวิกฤตอยู่ในขณะนี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/816618-2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aq46CnpRf0hHRZG6mvh7S

  • รองปลัด มท. ฝ่ายความมั่นคง

    รองปลัด มท. ฝ่ายความมั่นคง

    รองปลัด มท. ฝ่ายความมั่นคง “ภาสกร บุญญลักษม์” นำระดมความคิดถกแนวทางเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ย้ำ “มิติเศรษฐกิจและความมั่นคงต้องสมดุลกัน”


    19/05/2569 | 126 |

    วันนี้ (19 พ.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น ถ.รัตนาธิเบศร์ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน เป็นประธานเปิดและมอบแนวทางการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ประจำปี 2569 โดยมี นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน นางสาวอรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยงานระดับสำนัก กอง ศูนย์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนระดับจังหวัดของสำนักงานจังหวัดและที่ทำการปกครองจังหวัด 31 จังหวัดชายแดน และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงชายแดน อาทิ กระทรวงกลาโหม กรมศุลกากร กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมเอเชียตะวันออก กรมประชาสัมพันธ์ รวมกว่า 150 คน เข้าร่วม

    นายภาสกร บุญญลักษม์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ การค้า และสังคม เช่น “มิติเศรษฐกิจ” ในพื้นที่ภาคเหนือ เราติดกับจีนตอนใต้ เราจึงต้องมองไปถึงการค้าและการลงทุนที่จะทำให้ส่งผลดีทางเศรษฐกิจ ทั้งสินค้าเกษตร และสินค้าอื่น ๆ เราต้องไม่มองเพียงแค่ชายแดนเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าเท่านั้น ในส่วน “มิติด้านความมั่นคง” ยกตัวอย่าง “ปัญหายาเสพติด” ซึ่งที่ผ่านมาเราขับเคลื่อนภายใต้ชื่อ ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด แต่ไม่เห็นเราเคยชนะเลย เพราะงานไม่เคยลดเลย ผู้ต้องหาในเรือนจำเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 70-80% มีคนเสพยาเต็มบ้านเต็มเมือง ราคายาเสพติดลดลงจากเม็ดละ 300-400 บาท กลายเป็น 17 บาท สะท้อนว่า ตราบใดก็ตาม ถ้าเราไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหาซึ่งมันถูกนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตอนเหนือ นี่คือ รากเหง้าของปัญหา ถ้าเราไม่สกัดกั้นให้เด็ดขาด เราจะทำงานอย่างไม่มีวันจบสิ้น และความร่วมมือของชุมชน ตลอดจนคนในครอบครัว ต้องมีความเข้มแข็ง รวมถึงเรื่องฐานสแกมเมอร์ ที่พวกเราได้ร่วมกันปราบปรามอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาจนกระทั่งบรรเทาเบาบางลง แต่ก็ยังพบว่ามีบางส่วนยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชน เราจึงต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศตามแนวชายแดนด้วยหนังสือผ่านแดน (Border Pass) เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจน สามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

    นายภาสกร ได้เน้นย้ำถึง “การประชุมศูนย์สั่งการชายแดน” ที่ต้องมีการประชุมทุกเดือน โดยในระดับนโยบาย ขณะนี้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติอยู่ระหว่างการจัดทำโครงสร้างการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงชายแดน ด้วยการจัดตั้ง ศบค.ชด. ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธาน โดนในส่วนของกระทรวงมหาดไทยก็จะมีการจัดตั้ง ศบค.ชด.มท. เป็นศูนย์อำนวยการของกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ 31 จังหวัดชายแดน ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ การเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง การค้าขาย เพราะงานชายแดนมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงต้องสมดุลกัน

    นายภาสกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกการสัมมนาล้วนเป็นประโยชน์ทั้งหมด แต่ต้องไม่เป็นลักษณะ One-way Communication ที่ผู้มาสัมมนาฟังอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเวทีแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เต็มไปด้วยการยกปัญหาและตอบแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อจะได้เป็นวิทยาทานให้กับจังหวัดอื่น ๆ ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสะท้อนมุมมอง หาแนวทางเพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพราะพื้นที่ชายแดนทั้ง 4 ภาค มีหลักเหมือนกัน แตกต่างเพียงเรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว

    งานความมั่นคงที่อยู่ในมือท่านทุกคน เป็นงานที่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่าปล่อยผ่าน อย่ามองว่าไม่ใช่หน้าที่ เพราะการรักษาความสงบเรียบร้อย การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ความรู้สึกของประชาชนเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน แม้ว่า สำนักงานจังหวัด ไม่ได้มีหน้าที่ต้องลงไปพบปะประชาชนโดยตรง เพราะมีที่ทำการปกครองจังหวัด ที่ทำการปกครองอำเภอ อยู่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด แต่ สำนักงานจังหวัด รวมถึงสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย (ส่วนกลาง) เป็นหน่วยนโยบายที่ทุกองคาพยพล้วนมีผลต่อการทำงานของทุกส่วน เป็นหน่วยฟังก์ชันที่จะส่งผลให้งานชายแดนและงานพื้นที่เกิดประสิทธิภาพ และเกิดมรรคผลสูงสุดนั่นคือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

    นายภาสกร ยังได้กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การดำเนินงานด้านความมั่นคง ซึ่งจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวม 9 ประเด็น ซึ่งมีประเด็น “การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง” เป็นหนึ่งในประเด็นการ Workshop ดังกล่าวด้วย

    สำหรับโครงการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนเชิงบูรณาการภายใต้บริบทความท้าทายใหม่ ประจำปี 2569 มุ่งเสริมสร้างศักยภาพเชิงระบบ (System Capacity) และยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้สอดคล้องกับบริบทความท้าทายใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ ควบคู่พัฒนากลไกการประสานงานระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และหน่วยงานด้านความมั่นคงให้มีเอกภาพ อาทิ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วย ความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2571 – 2575) การถอดบทเรียนการสื่อสารในสภาวะวิกฤติ และแนวทางการดำเนินการต่อต้านข่าวปลอม การสร้างความเข้าใจกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา รวมทั้งแนวทางการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการระดมความเห็นจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างจังหวัดชายแดน นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164232


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/504452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c_v6Ceu-a6mXsKjGixJlM

  • เรื่องย่อ สกุณาซ่อนรัก EP.8【ตอนจบ】19 พฤษภาคม 2569 – ONE31

    เรื่องย่อ สกุณาซ่อนรัก EP.8【ตอนจบ】19 พฤษภาคม 2569 – ONE31

    สกุณาซ่อนรัก EP.8 ปมในใจ. เพิ่ม (ฟิล์ม ธนภัทร) ตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้สูญเสีย เซิน (เพิร์ธ วีริณฐ์ศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79140&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s4S1aHVxTFCoZIg4yaSt0

  • ฟิล์ม ทิฟฟานี่ เปิดจดหมายจาก แอนนา เผยชีวิตในเรือนจำสุดลำบาก ความงามเท่านั้นที่ทำให้อิ่มท้อง

    ฟิล์ม ทิฟฟานี่ เปิดจดหมายจาก แอนนา เผยชีวิตในเรือนจำสุดลำบาก ความงามเท่านั้นที่ทำให้อิ่มท้อง

    “ฟิล์ม ธัญญรัศม์ จิตประภาจิณ” หรือ ฟิล์ม ทิฟฟานี่ มิสทิฟฟานี่ยูนิเวิร์ส 2007 เพื่อนสนิทของ “แอนนา วรินทร” ได้โพสต์ภาพจดหมายลายมือที่ส่งตรงมาจากเรือนจำลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว พร้อมแคปชั่นสั้นๆ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/965462&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SZFV-KT1PsIYg-jhY3161