Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน และงานเลี้ยงอาหารค่ำจัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนและหอการค้าสหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์ผู้นำของของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81  – กระทรวงการต

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับภาคเอกชน และงานเลี้ยงอาหารค่ำจัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนและหอการค้าสหรัฐฯ ในห้วงสัปดาห์ผู้นำของของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81  – กระทรวงการต

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ก.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 ก.ย. 2569

    | 86 view

    ​เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ณ นครนิวยอร์ก โดยมีเอกอัครราชทูต Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน และนาย Joshua Walker ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ หอการค้าสหรัฐฯ ร่วมเป็นเจ้าภาพ และมีนายไมเคิล จอร์จ ดีซอมเบร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าร่วมกว่า 20 บริษัท

    ​ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงทางการค้าไทย-สหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งในไทยและสหรัฐฯ พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชิญชวนภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มการลงทุนในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน เกษตรและอาหารแปรรูป เพื่อยกระดับมูลค่าของห่วงโซ่อุปทานไทย และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในระยะยาวต่อไป

    ​นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเข้าร่วมการหารือกลุ่มเล็กระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บริหารบริษัทสมาชิก ได้แก่ Apple Chevron Glenfarne Group PepsiCo ServiceNow Siemens Healthineers และ Western Digital เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ตลอดจนโอกาสในการยกระดับการค้า การลงทุน และนวัตกรรมระหว่างไทยและสหรัฐฯ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/unga81-usabc-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xmR9JwYacrJi2fKzCNJqz

  • ดีเซลทะลุ 41 บาท ลากต้นทุนทั้งระบบ

    ดีเซลทะลุ 41 บาท ลากต้นทุนทั้งระบบ

    ราคาดีเซลกำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดการชดเชย ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซลเพิ่มขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 โดยดีเซล B7 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 41.44 บาทต่อลิตร ขณะที่ B20 อยู่ที่ 36.44 บาทต่อลิตร

    ตัวเลข 41.44 บาทอาจดูเหมือนเป็นเพียงราคาบนป้ายหน้าปั๊ม แต่สำหรับระบบเศรษฐกิจ ดีเซลมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะเป็นต้นทุนพื้นฐานของภาคขนส่ง การกระจายสินค้า ภาคเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก

    โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ ‘ดีเซลแพงขึ้นกี่สตางค์’ แต่คือ ‘ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปในระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายใครเป็นคนรับภาระ’

    ดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่งรับแรงกระแทกก่อน

    หลักฐานที่เห็นได้ชัด คือ ต้นทุนของภาคขนส่งเริ่มตอบสนองต่อราคาพลังงานแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาส 1 ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย สนค. ระบุว่าราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นตามสถานการณ์พลังงานโลกเป็นปัจจัยสำคัญ และคาดว่าค่าบริการขนส่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อในไตรมาสถัดไป หากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    นั่นหมายความว่า แม้ราคาดีเซลจะขยับขึ้นครั้งละไม่มาก แต่เมื่อประกอบเข้ากับต้นทุนอื่น ๆ ผลกระทบต่อธุรกิจขนส่งสามารถสะสมจนกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าบริการได้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของ ‘โดมิโนต้นทุน’

    น้ำมันแพง → ต้นทุนรถขนส่งเพิ่ม → ค่าขนส่งสูงขึ้น → ต้นทุนสินค้าเพิ่ม

    ไม่ใช่แค่รถบรรทุก แต่กระทบตั้งแต่ต้นน้ำ ผลกระทบของดีเซลไม่ได้หยุดอยู่ที่รถบรรทุก ภาคเกษตรต้องใช้เครื่องจักรในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และขนส่งผลผลิต ขณะที่กิจการประมงก็มีต้นทุนน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ

    เมื่อเชื้อเพลิงแพงขึ้น ธุรกิจจึงต้องเลือกระหว่างขึ้นค่าบริการ ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง โดยเฉพาะ SME ที่มีเงินทุนจำกัด การเปลี่ยนรถหรือระบบขนส่งไปใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในทันทีอาจทำได้ยาก จึงเกิดโจทย์สำคัญว่า หากน้ำมันแพงต่อเนื่อง ใครจะเป็นคนรับต้นทุน

    จากค่าขนส่ง สู่ราคาสินค้า Pass-through Effect

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ การส่งผ่านต้นทุน หรือ Pass-through Effect กลไกสามารถอธิบายได้ง่าย ๆ เป็น 3 ขั้น

    ขั้นแรก – ต้นทุนพลังงานเพิ่ม

    ราคาดีเซลสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการขนส่งและการดำเนินงานของธุรกิจเพิ่มขึ้น

    ขั้นที่สอง – ธุรกิจต้องตัดสินใจว่าจะรับต้นทุนหรือส่งต่อ

    ผู้ประกอบการมีทางเลือกหลัก ๆ คือ ปรับค่าขนส่ง ปรับราคาสินค้า ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือยอมรับกำไรที่ลดลง

    ขั้นสุดท้าย – ผลกระทบถึงผู้บริโภค

    หากต้นทุนถูกส่งต่อ ราคาสินค้าและบริการก็มีโอกาสปรับขึ้น แต่หากการแข่งขันสูงหรือกำลังซื้ออ่อนแอ ผู้ประกอบการอาจไม่สามารถขึ้นราคาได้เต็มที่ และต้องแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เอง ดังนั้น ดีเซลขึ้นไม่ได้แปลว่าราคาสินค้าทุกชนิดจะขึ้นทันทีในสัดส่วนเดียวกัน

    สนค. เคยชี้ว่าแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันสามารถส่งผลต่อค่าบริการขนส่ง แต่การแข่งขันในตลาดก็เป็นปัจจัยที่จำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการขึ้นราคาได้เช่นกัน

    ผลกระทบจึงอาจเกิดขึ้นสองทางพร้อมกัน ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น หรือ ผู้ประกอบการกำไรลดลงและหากต้นทุนสูงอยู่นาน ทั้งสองทางก็อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้

    เงินเฟ้ออาจไม่ได้พุ่งทันที แต่กำลังซื้อถูกบีบ

    เมื่อค่าขนส่งและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือแรงกดดันต่อราคาสินค้าและบริการ แต่การส่งผ่านต้นทุนไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในทันที ผู้ประกอบการอาจเลือกแบกต้นทุนไว้ก่อน ขณะที่สินค้าบางประเภทมีการแข่งขันสูงจนไม่สามารถขึ้นราคาได้มาก

    สำหรับประชาชน หากค่าเดินทาง อาหาร หรือสินค้าในชีวิตประจำวันทยอยเพิ่มขึ้น แม้จะเพิ่มทีละเล็กทีละน้อย ก็หมายถึงรายได้เท่าเดิมแต่ต้องใช้เงินมากขึ้น นี่คือแรงกดดันต่อ กำลังซื้อที่แท้จริง

    เมื่อเงินจำนวนเท่าเดิมถูกใช้ไปกับค่าเดินทางและอาหารมากขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการซื้อสินค้าอื่น การท่องเที่ยว หรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็มีโอกาสลดลง จึงเกิดผลกระทบอีกทอดหนึ่ง

    น้ำมันแพง → ต้นทุนเพิ่ม → ค่าครองชีพเพิ่ม → กำลังซื้อถูกบีบ → ธุรกิจขายยากขึ้น

    โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินเฟ้อ แต่เกี่ยวข้องกับ แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวม ด้วย

    ทางออกต้องแก้ 3 ชั้น ไม่ใช่แค่ตรึงราคาดีเซล

    หากราคาน้ำมันโลกยังผันผวน การแก้ปัญหาไม่ควรมีเพียงการเลือกว่าจะ ‘ตรึงราคาดีเซล’ หรือ ‘ปล่อยให้ราคาขึ้นตามตลาด’ เพราะการตรึงราคานานเกินไปอาจเพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันฯ ขณะที่การปล่อยให้ต้นทุนส่งผ่านเร็วเกินไปก็อาจกระแทกค่าขนส่งและค่าครองชีพ

    ทางออกจึงควรแบ่งเป็น 3 ระยะ

    1. ระยะสั้น ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่อุ้มทั้งระบบ

    เมื่อดีเซลแพงขึ้น สิ่งที่รัฐควรจับตาคือผู้ประกอบการที่มีต้นทุนน้ำมันสูงและไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะ รถบรรทุกขนาดเล็ก ผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย และรถสาธารณ มาตรการช่วยเหลือจึงควรเป็นแบบ เฉพาะกลุ่มและมีกรอบเวลา มากกว่าการตรึงราคาน้ำมันทั้งระบบ เช่น

    • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบ
    • มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพรถและระบบขนส่ง
    • สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ว่าจ้าง
    • หากจำเป็นต้องอุดหนุน ควรพิจารณาช่วยเฉพาะกลุ่มที่มีความจำเป็นและได้รับผลกระทบสูง

    แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ สนค. ที่ให้สนับสนุนผู้ประกอบการขนส่งขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการภาษี การฝึกอบรมด้านการบริหารต้นทุน และการรวมกลุ่มพันธมิตรโลจิสติกส์

    หลักคิดสำคัญคือ รัฐควรใช้งบเพื่อซื้อเวลาให้คนปรับตัวมากกว่าจ่ายเงินเพื่ออุดหนุนต้นทุนไปเรื่อย ๆ

    2. ระยะกลาง ตัดวงจร ‘น้ำมันแพง = ขนส่งแพง’

    โจทย์ที่ใหญ่กว่าราคาดีเซลคือโครงสร้างโลจิสติกส์ของประเทศ หากระบบขนส่งพึ่งพารถบรรทุกและน้ำมันมากเกินไป ทุกครั้งที่น้ำมันโลกผันผวน ต้นทุนไทยก็จะถูกกระแทกตาม ทางออกคือเร่งสร้างระบบขนส่งที่ ใช้พลังงานน้อยลงและมีทางเลือกมากขึ้น สิ่งที่ควรเร่ง ได้แก่

    หนึ่ง – ขนส่งหลายรูปแบบ

    เชื่อมรถบรรทุกกับรถไฟ ท่าเรือ และระบบขนส่งอื่น เพื่อลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในระยะทางไกล

    สอง – เพิ่มประสิทธิภาพรถบรรทุก

    สนับสนุนเทคโนโลยีจัดเส้นทาง ลดเที่ยวรถเปล่า เพิ่มอัตราการบรรทุก และบริหารน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ

    สาม – เปิดทางให้พลังงานทางเลือก

    สนับสนุน EV เชิงพาณิชย์ รถบรรทุกไฟฟ้า และเชื้อเพลิงทางเลือกตามความเหมาะสมของแต่ละประเภทการขนส่ง

    สนค. เองเสนอให้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกและพัฒนาการขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อสร้างระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว

    3. ระยะยาว เปลี่ยนจาก ‘บริหารราคาน้ำมัน’ เป็น ‘บริหารความเสี่ยงพลังงาน’

    โจทย์ใหญ่ที่สุดคือ ไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ สิ่งที่ทำได้คือ ลดความเสียหายเมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนน้ำมันฯ จึงควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ กันกระแทกในภาวะวิกฤต มากกว่าการตรึงราคาเป็นการถาวร

    สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงระบุว่าแนวทางของกองทุนคือใช้เงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงวิกฤตระยะสั้น และหากเกิดวิกฤตที่ยืดเยื้อจนกระทบสภาพคล่องของกองทุน ต้องพิจารณาการอุดหนุนอย่างเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือรักษาความสามารถของกองทุนในการรับมือวิกฤตในอนาคต ดังนั้น ระยะยาวไทยควรมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ชัดขึ้น เช่น

    • กำหนดกรอบการใช้กองทุนน้ำมันฯ ในภาวะวิกฤตให้ชัดเจน
    • สะสมสภาพคล่องในช่วงที่ราคาพลังงานลดลง
    • กระจายแหล่งนำเข้าและโครงสร้างพลังงาน
    • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม
    • ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวในระบบเศรษฐกิจ

    เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ราคาน้ำมันไทย ‘ถูกที่สุด’ แต่คือทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง เศรษฐกิจไทยไม่ถูกกระแทกแรงเกินไป ที่สำคัญ รัฐต้องจับตาราคาสินค้าแบบมีข้อมูล

    อีกมาตรการที่ควรทำควบคู่กันคือ ติดตามการส่งผ่านต้นทุนอย่างโปร่งใสไม่ใช่การห้ามผู้ประกอบการขึ้นราคา แต่ควรทำให้เห็นว่า ดีเซลขึ้นเท่าไร → ค่าขนส่งเพิ่มเท่าไร → ต้นทุนสินค้าเพิ่มเท่าไร → ราคาขายปลีกควรเปลี่ยนแค่ไหน เพราะหากการแข่งขันยังทำงาน ผู้ประกอบการที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงควรสามารถปรับราคาได้อย่างเหมาะสม ขณะที่การขึ้นราคาเกินกว่าต้นทุนควรได้รับการตรวจสอบ

    กลไกนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่าง ผู้ประกอบการที่ต้องอยู่รอด กับ ผู้บริโภคที่ต้องได้รับความเป็นธรรม

    ดีเซล 41.44 บาท จึงเป็นโจทย์มากกว่าราคาหน้าปั๊ม

    ราคาดีเซลที่ 41.44 บาทต่อลิตรจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายสถานีบริการ แต่เป็นจุดหนึ่งของห่วงโซ่ต้นทุนที่เริ่มจากตลาดน้ำมันโลก ผ่านรถบรรทุกและระบบโลจิสติกส์ ไปสู่โรงงาน เกษตรกร ผู้ค้า และอาจจบลงที่ราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชน

    ทางออกจึงไม่ควรเป็นเพียงการถามว่าจะตรึงดีเซลหรือไม่ แต่ควรถามให้ครบ 3 ข้อ

    ระยะสั้น — จะช่วยใครให้ผ่านต้นทุนช็อกครั้งนี้?

    ระยะกลาง — จะลดการพึ่งพาน้ำมันในระบบขนส่งอย่างไร?

    ระยะยาว — จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยรับมือราคาพลังงานโลกที่ผันผวนได้โดยไม่ต้องพึ่งการอุดหนุนราคาเป็นหลัก?

    เพราะถ้ารัฐแก้เพียง ‘ราคาดีเซล’ ปัญหาอาจกลับมาอีกทุกครั้งที่ราคาน้ำมันโลกพุ่ง แต่ถ้าแก้ที่ โครงสร้างต้นทุนและความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ การขึ้นราคาน้ำมันครั้งต่อไปก็อาจไม่สามารถส่งแรงกระแทกไปถึงค่าขนส่ง ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชนได้รุนแรงเหมือนเดิม

    และนี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าการพยายามทำให้ดีเซล ‘ถูก’ ในระยะสั้น นั่นคือการทำให้เศรษฐกิจไทย ‘ทนต่อน้ำมันแพง’ ได้มากขึ้นในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-diesel-transport-cost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tU_HEgEwlajcgno0hJsSY

  • กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


    23/09/2569 | 57 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่นครนายก ติดตามความก้าวหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคาร ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    วันที่ 23 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลบางลูกเสือ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านงบประมาณและการก่อสร้างอาคารภายในศูนย์ฯ เพื่อกำชับและขับเคลื่อนการบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายและแผนงานที่กำหนด โดยมี ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการศูนย์ฯและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฯ ร่วมลงพื้นที่และนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานอย่างพร้อมเพรียง

    การลงพื้นที่ติดตามงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อกำกับดูแล ติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณและการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามสัญญา ระเบียบ กฎหมาย และหนังสือสั่งการอย่างเคร่งครัด รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของพื้นที่และอาคารสถานที่ ให้สามารถรองรับการดำเนินกิจกรรมการฝึกอบรม และเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการเรียนรู้เศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสูงสุด

    นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เน้นย้ำให้ผู้รับจ้างและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ควบคุมการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม มีความปลอดภัย และเสร็จสิ้นทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งกำชับให้บริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากฯ แห่งนี้ เป็นพื้นที่ต้นแบบสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงให้แก่ประชาชนต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    อ้างอิงวันที่ : 23/09/2569 11:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/423627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LrZ5q2C25rTMrpoloLym9

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 กันยายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 24 กันยายน 2569 – InterGold

    วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 10.22 น.

    กลยุทธ์: ลุ้นฟื้นตัวที่แนวรับ
    แนวต้าน: $4,440 = 69,000 บาท
    แนวรับ: $4,260 = 67,500 บาท
    .

    วิเคราะห์ราคาทองคำวันนี้ 24 ก.ย. 2569: เศรษฐกิจสหรัฐฯพุ่ง! ตลาดเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ย

    ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงพักตัวหลังฟื้นขึ้นมา โดยยังสามารถรักษาแนวรับสำคัญบริเวณ $4,320 ได้ ทำให้ภาพรวมยังมีลักษณะ Sideway Up ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI พักตัวลงมาแถว $93 ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อ อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดลดความกังวลเรื่องดอกเบี้ยในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะหากการหารือไม่คืบหน้า ราคาน้ำมันก็มีโอกาสกลับมาสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้ออีกครั้ง

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือท่าทีของสหรัฐฯ และอิหร่านบนเวทีสหประชาชาติ รวมถึงโอกาสเปิดช่องทางเจรจาเพิ่มเติม ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังมีความสำคัญ หากทั้งสองฝ่ายสามารถลดข้อจำกัดด้านการค้า เทคโนโลยี และการผลิตได้ อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อในระยะยาว โดยตลาดจะจับตาว่าปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยของ Fed อย่างไร หากความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลงและดอลลาร์อ่อนค่า จะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำมากขึ้น

    ด้านเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานหลังรีบาวด์ โดยมีแนวรับสำคัญที่ $4,320–4,330 หากยืนได้ยังมีโอกาสกลับขึ้นทดสอบ $4,400 และหากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะช่วยยืนยันภาพ Sideway Up ให้ชัดเจนขึ้น กลยุทธ์เน้น ย่อซื้อบริเวณ $4,320 และมองเป้าขายบริเวณ $4,430 แต่หากหลุดแนวรับ $4,320 ควรระวังแรงขายและประเมินความเสี่ยงขาลงใหม่

    วิเคราะห์โดย เทรดเดอร์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-24-9-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z4_Q0A2QEA6kl5DxQYTzS

  • สถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง และทีมประเทศไทย  ลงพื้นที่ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย และเชียงตุง

    สถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง และทีมประเทศไทย ลงพื้นที่ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย และเชียงตุง

    สถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง และทีมประเทศไทย ลงพื้นที่ท่าขี้เหล็ก-แม่สาย และเชียงตุง ช่วงวันที่ 14-17 ก.ย. 69 นำคณะฯ โดยนายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ลงพื้นที่พบหารือและแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ได้พบหารือหน่วยงานเมียนมาเมืองท่าขี้เหล็กและเชียงตุง รัฐฉานตะวันออก รวมทั้งพบหารือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเชียงราย ครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งเมียนมาและไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อเนื่องต่อยอดจากการเยือนไทยของประธานาธิบดีเมียนมาเมื่อต้นเดือน ส.ค. 69 โดยได้หยิบยกประเด็นสำคัญหารือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม ประชาชน สำหรับเรื่องสิ่งแวดล้อม มีเรื่องอากาศ (ฝุ่นควันข้ามแดน) และเรื่องน้ำ (น้ำท่วมและสารปนเปื้อนในแม่น้ำ) ซึ่งไทยและเมียนมา  มีความร่วมมือและแนวทางร่วมกัน รวมทั้งมีแผนการลงพื้นที่เรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเมียนมาในระยะต่อไป สำหรับเรื่องความมั่นคง สันติภาพและการพัฒนา ไทยยินดีสนับสนุนให้เมียนมาเกิดสันติภาพ สงบปลอดภัย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อยอดเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สังคม ประชาชน รวมทั้ง หารือเรื่องป้องกันปราบปรามการค้าอาวุธ สินค้าลักลอบผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ Scammer หลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ สำหรับการค้าชายแดนได้หารือเรื่องส่งเสริมการค้าไทย-เมียนมา ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก เชื่อมโยงเมืองในเมียนมาทางเหนือ ได้แก่ เชียงตุง ตองจี มัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นโอกาสการค้าไทยและเมียนมา เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพราะตลาดเมียนมามีความต้องการตลาดและนิยมสินค้าไทย แม้เมียนมาจะมีความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะการขอ Import License สินค้านำเข้าสู่เมียนมา 

    ผลกระทบ/โอกาส การลงพื้นที่ของสถานทูตไทย กรุงย่างกุ้ง และทีมประเทศไทย เป็นการต่อยอดความสัมพันธ์อันดีกับเมียนมาและเกิดการทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงต่างประเทศ ต่างจังหวัด ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน โดยมีแนวทางให้ภาคธุรกิจปรับกลยุทธ์ เช่น การค้า 2 ทาง การใช้เงินบาท การจับคู่เงินต่างประเทศ (เช่น Export Earning รายได้ส่งออกจากเมียนมา) ประกอบการขอ Import License สินค้านำเข้าเมียนมา ซึ่งมีโอกาสให้ Import License เช่น สินค้าทุนและปัจจัยการผลิต (import for production) ผลิตในเมียนมา การเป็นพันธมิตรธุรกิจกัน โดยใช้ศักยภาพเติมเต็มกัน รวมทั้ง การค้าการผลิตยุคใหม่ เช่น การใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม การค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวโพดเมียนมาปลอดการเผา (ไทยนำเข้าเพื่อผลิตอาหารสัตว์) ซึ่งเมียนมาออกใบรับรองข้าวโพดปลอดเผาประกอบการส่งออกแล้ว ช่วยลดปัญหา PM2.5 ฝุ่นควันข้ามแดน เป็นต้น 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป กล่าวได้ว่า ไทยและเมียนมาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญต่อกันทุกมิติและไม่สามารถแยกจากกันได้ ซึ่งไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในทุกระดับ ทั้งส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งมีความร่วมมือ การแชร์ข้อมูล  กลไกการขับเคลื่อนและทำงานร่วมกัน โดยมีแนวทางสำคัญ คือ ประโยชน์ร่วมกัน ความสัมพันธ์ที่ดี ความเข้าใจอันดีต่อกัน การปรับกลยุทธ์ธุรกิจรองรับโอกาสและความท้าทายในทุกสถานการณ์

    ********************************************

    สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างก้ง (สอท.ย่างกุ้ง) รวมทั้ง สำนักงานส่งเสริม

    การค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง) และทีมประเทศไทยในเมียนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gnf5zlm2jq43m7t46an01qst&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34OmPHPYhzjvseuXWLfRhu

  • ปรับเกณฑ์ใหม่กองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน

    ปรับเกณฑ์ใหม่กองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน

    Loading…

    ปรับเกณฑ์ใหม่กองทุนน้ำมันฯ พยุงราคาเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-301&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nmyIgRnQxyjIVXbnM5n5x

  • เปิด 5 เกณฑ์ทบทวนใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 หลังผ่านการประชุม ครม.

    เปิด 5 เกณฑ์ทบทวนใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 หลังผ่านการประชุม ครม.

              เปิดเกณฑ์ทบทวนใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 หลังผ่านการประชุม ครม. มีทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน ให้เป็นไปตามยุคสมัย

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

              วันที่ 23 กันยายน 2569 กระทรวงการคลัง มีการเปิดเผยถึงเกณฑ์ทบทวนคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 หลังจากมีการทบทวนใหม่ จนสรุปได้ดังนี้

              – กรณีเป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่นับรวมผู้เรียนในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท และผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้

              – กรณีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัท ไม่นับรวมกรณีห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจชุมชน

              – กรณีผู้มีบัญชีฝากหลักทรัพย์ โดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือในบัญชีหรือมีมูลค่าหลักทรัพย์คงเหลือรวมกันทั้งหมดทุกบัญชี ไม่เกิน 5,000 บาท

              – กรณีผู้มีบัญชีถือครองตราสารหนี้ โดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่ารวมกันทั้งหมด ไม่เกิน 5,000 บาท

              – เกณฑ์รถ ไม่นับรวมรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี และรถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูงหรือรถจักรยานยนต์สะสม และรถยนต์มูลค่าสูงหรือรถยนต์สะสมตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดชนิด แบบ รุ่น รถมูลค่าสูง รถสะสม เพื่อเป็นเกณฑ์พิจารณาตามโครงการฯ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ลงวันที่ 4 กันยายน 2569

              แต่เบื้องต้นนั้น คนที่ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงิน 300+700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view303933.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bWRDxjovxdchYNq29rj4W

  • ปิดด่าน 100% ได้ผล! เศรษฐกิจกัมพูชาดิ่งฮวบ พบลอบย้ายฐานเข้าไทย

    ปิดด่าน 100% ได้ผล! เศรษฐกิจกัมพูชาดิ่งฮวบ พบลอบย้ายฐานเข้าไทย

    นาวิกโยธินจันทบุรีสกัดของกลาง 57 ชิ้น ลอบขนผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทย ภายในมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ คาดเชื่อมโยงการขนย้ายจากฝั่งกัมพูชา เหตุปิดด่าน 100%

    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน การขนย้ายสิ่งของผิดกฎหมาย และภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กำลังพลชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ฐานคลองโป่งน้ำร้อน ตรวจพบลังพลาสติก กระเป๋าเดินทาง ลังกระดาษ และถุงกระสอบจำนวนมาก

    ผู้สื่อข่าว
    ปิดด่าน 100% ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา

    วางกองรวมกันอย่างมีพิรุธภายในบ้านไม่มีเลขที่กลางสวนเกษตร พื้นที่หมู่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตำบลคลองใหญ่เข้าร่วมตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสิ่งของรวม 57 ชิ้น ประกอบด้วย ลังพลาสติก 34 ใบ ลังกระดาษ 7 ใบ กระเป๋าเดินทาง 8 ใบ ถุงกระสอบ 8 ใบ ภายในบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งพบเอกสารและสมุดบันทึก เช่น สำเนาหน้าหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดสิ่งของทั้งหมดไปตรวจสอบโดยละเอียด ณ ที่ตั้งกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน ดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลถึงบุคคลหรือขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ข้อมูลด้านการข่าวเบื้องต้นระบุว่า การตรวจยึดครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินจากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ภายหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านของฝ่ายไทย

    โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการ “ปิดด่าน 100%” ส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจตามแนวชายแดนในฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะกิจการที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงกับประเทศไทย จนอาจเกิดความพยายามลักลอบขนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมของเจ้าหน้าที่

    กองทัพเรือขอย้ำว่า การปิดจุดผ่านแดนมิได้หมายความว่าช่องทางธรรมชาติจะสามารถใช้สัญจรหรือขนย้ายสิ่งของได้โดยเสรี การนำคนหรือสิ่งของข้ามแดนนอกช่องทางที่กำหนดถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะลาดตระเวน เฝ้าตรวจ สกัดกั้น และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนของไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเป็นฐานดำเนินกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

    ผู้สื่อข่าว
    ปิดด่าน 100% ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา
    ผู้สื่อข่าว
    ปิดด่าน 100% ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/283979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3No1ZOOS_37-deFmK1GdSO

  • ผังเมืองใหม่เขย่าอสังหาฯ กรุงเทพฯ  เร่งเมืองโตซุ่มชิงทำเลทอง

    ผังเมืองใหม่เขย่าอสังหาฯ กรุงเทพฯ เร่งเมืองโตซุ่มชิงทำเลทอง

    ผังเมืองใหม่เขย่าอสังหาฯ กรุงเทพฯ เร่งเมืองโต! ซุ่มชิงทำเลทองจับตาโหนดใหม่รอบกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ประกอบการเตรียมล็อกสิทธิ์ผังเมืองผ่านการขอใบอนุญาตก่อสร้างรับจังหวะเศรษฐกิจฟื้น

    • ผังเมืองใหม่จะเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ส่งผลให้ราคาที่ดินเปลี่ยนแปลง และเกิดการพัฒนาศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ (โหนด) กระจายตัวรอบกรุงเทพฯ
    • ผู้ประกอบการอสังหาฯ เตรียมชิงทำเลและล็อกสิทธิตามผังเมืองใหม่ โดยเร่งยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างล่วงหน้า แต่ชะลอการเปิดโครงการเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว
    • การเปลี่ยนแปลง “สีผังเมือง” จะปลดล็อกศักยภาพที่ดิน ทำให้สามารถพัฒนาโครงการได้หนาแน่นขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงให้มูลค่าและราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น
    • ทำเลชานเมืองที่เชื่อมต่อทั้งรถไฟฟ้าและทางด่วนจะได้รับความสนใจมากขึ้น และอาจมีการผ่อนปรนขนาดที่ดินจัดสรรให้เล็กลง เพื่อพัฒนาบ้านในราคาที่เข้าถึงง่าย

    ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับใหม่ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ช่วงปลายปี 2570 เป็นแรงเร่งสำคัญต่อโครงสร้างตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การเพิ่มความหนาแน่นเมือง ราคาที่ดิน ไปจนถึงการลดขนาดแปลงที่อยู่อาศัย พร้อมจับตาโหนดใหม่รอบกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้ประกอบการเตรียมล็อกสิทธิ์ผังเมืองผ่านการขอใบอนุญาตก่อสร้างรับจังหวะเศรษฐกิจฟื้น

    สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาเมือง โจทย์หลักคือการใช้ศักยภาพของกรุงเทพฯ ให้เต็มประสิทธิภาพ ผ่านการเพิ่มความหนาแน่นของเมือง ขณะที่ กรุงเทพมหานครประเมินว่า ระบบสาธารณูปโภคที่มีอยู่ยังสามารถรองรับประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นได้

    อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความหนาแน่นจะทำให้เกิดการกระจายไปตาม “โหนด” หรือศูนย์กลางเมืองในพื้นที่ต่างๆ ทำให้รูปแบบการขยายตัวของกรุงเทพฯ เปลี่ยนจากการกระจุกตัวเข้าสู่การพัฒนาเป็นเครือข่ายมากขึ้น ผลที่ตามมาคือกระแส Urbanization หรือการเคลื่อนย้ายประชากรเข้าสู่เมืองมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น ทั้งเพื่อการอยู่อาศัย การทำงาน และการศึกษา สร้างดีมานด์ใหม่ให้ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่เชื่อมต่อกับโหนดเศรษฐกิจและระบบขนส่งมวลชน

    “เปลี่ยนสีผังเมือง” จุดเปลี่ยนมูลค่าที่ดิน

    อีกแรงกระเพื่อมสำคัญอยู่ที่ “ราคาที่ดิน” แม้เวลานี้ราคาตลาดยังไม่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่ปรับขึ้นไปก่อนคือ “ราคาประเมิน” ของกรมธนารักษ์ ซึ่งเมื่อผังเมืองใหม่เปิดทางให้ที่ดินบางพื้นที่พัฒนาได้เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนแปลง “สีผังเมือง” จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อมูลค่าที่ดิน

    “หลักคิดคือ ที่ดินแปลงเดิม เมื่อพัฒนาอาคารได้หนาแน่นขึ้น สร้างพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น ศักยภาพเชิงเศรษฐกิจของแปลงนั้นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงมีโอกาสสะท้อนกลับมายังราคาตลาด”

    ลำดับการเพิ่มมูลค่าจึงสัมพันธ์กับศักยภาพการพัฒนา ตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัยความหนาแน่นต่ำ ไปสู่ความหนาแน่นสูง อาคารสูง พาณิชยกรรม และพื้นที่พาณิชยกรรมระดับสูง หรือมิกซ์ยูส (Mixed-use) กล่าวอีกนัยหนึ่ง “สีผังเมือง” ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน แต่เป็นตัวกำหนดเพดานทางเศรษฐกิจของที่ดินแต่ละแปลงด้วย
     

    ผังเมืองใหม่เขย่าอสังหาฯ กรุงเทพฯ  เร่งเมืองโตซุ่มชิงทำเลทอง

     บ้านแปลงเล็กลง “ปลดล็อก” ที่ดินจัดสรร

    การเปลี่ยนแปลงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคอนโดมิเนียมหรือโครงการในเมือง แต่ลงมาถึงตลาดแนวราบ โดยเฉพาะขนาดของแปลงที่ดินจัดสรร หากกรุงเทพฯ แก้โจทย์พื้นที่รับน้ำ หรือ Retention Area รวมถึงระบบระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อกำหนดเกี่ยวกับขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำมีโอกาสผ่อนคลายลง เปิดทางให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยบนที่ดินขนาดเล็กลง และเพิ่มความหนาแน่นของเมืองในพื้นที่เดิม

    พื้นที่ภายใต้ข้อจำกัดเดิมอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผังเมืองจาก “เขียวลาย” เป็น “เขียว” จาก “เขียว” เป็น “เหลือง” ส่งผลให้ศักยภาพการพัฒนาเพิ่มขึ้น สำหรับแปลงที่เคยต้องจัดสรรในขนาด 100-250 ตารางวา อาจลดลงเหลือ 50-100 ตารางวา ในบางพื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบการออกแบบสินค้าได้หลากหลายขึ้น ตอบโจทย์กำลังซื้อที่ต้องการบ้านในระดับราคาจับต้องได้

     “อั้น” รอจังหวะเปิดโครงการใหม่

    ท่ามกลางความคาดหวังต่อผังเมืองใหม่ ตลาดอสังหาฯ ซึ่งชะลอตัวชัดเจน ยอดเปิดโครงการใหม่อยู่ในระดับต่ำมากเทียบช่วงที่ผ่านมา และถูกมองว่าต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหตุผลสำคัญไม่ได้มาจากข้อจำกัดด้านการพัฒนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ผู้ประกอบการจึงเลือก “อั้น” เปิดโครงการใหม่เตรียมความพร้อมรอจังหวะตลาดกลับมา หากเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัว โครงการที่เตรียมไว้ก็เดินหน้าได้เร็วขึ้น 

    ทั้งนี้ ตลาดอสังหาฯ มีค่า Beta เมื่อเทียบกับ GDP ราว 2 เท่า กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดอ่อนไหวต่อการขยายตัวหรือหดตัวของเศรษฐกิจในระดับสูง ดังนั้น หากเศรษฐกิจกลับมาเติบโต การฟื้นตัวของอสังหาฯ ก็อาจเกิดขึ้นในอัตราสูงกว่า GDP แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัว ผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ มีโอกาสรุนแรงขึ้นเช่นกัน

    หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือ หลังผังเมืองใหม่มีผลบังคับใช้ การเปิดโครงการอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะผู้ประกอบการยังต้องประเมินกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นเร็วกว่าคือ การยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง

    “ผู้ประกอบการต้องการล็อกสิทธิประโยชน์ด้านการพัฒนาตามข้อกำหนดของผังเมืองฉบับใหม่ แม้การก่อสร้างจริงอาจต้องรอจังหวะตลาด โดยใบอนุญาตก่อสร้างมีอายุ 3 ปี และสามารถขอต่ออายุได้”

    เมื่อย้อนสถิติที่ผ่านมา จุดสูงสุดของการขออนุญาตก่อสร้างล่าสุดอยู่ในปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV ขณะที่จุดพีกก่อนหน้านั้นอยู่ในปี 2559 ก่อนโควิด-19 และก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้มาตรการ LTV เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านฟองสบู่ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงที่ตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนภาพตลาดที่กำลังรอปัจจัยสนับสนุนรอบใหม่

    ทำเล 2 เด้ง รถยนต์สะดวก-รถไฟฟ้าเชื่อมเมือง

    เมื่อโครงสร้างเมืองกำลังเปลี่ยน ทำเลแนวราบที่มีโอกาสได้รับความสนใจจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ แต่ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ด้าน เรียกว่า “2 เด้ง” เด้งแรก เดินทางด้วยรถยนต์และทางด่วนสะดวก เด้งที่สอง อยู่ไม่ไกลรถไฟฟ้า เชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้

    หนึ่งในกรณีศึกษาคือ “สายไหม” ถูกมองเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจสูงสำหรับตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ด้วยข้อได้เปรียบด้านการเชื่อมต่อถนนวิภาวดีรังสิต อยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเขียวบริเวณสถานีคูคต ที่สำคัญราคาที่ดินยังไม่สูงเท่าพื้นที่ชั้นใน ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าที่เข้าถึงกำลังซื้อระดับกลางได้ ตั้งแต่ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝดราคา 2-3 ล้านบาท บ้านแฝด 4-5 ล้านบาท ไปจนถึงบ้านเดี่ยว 5-6 ล้านบาท

    ทำเลที่ต้องจับตาในระยะต่อไป ได้แก่ กรุงเทพฯ ตะวันออก ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม และกรุงเทพฯ ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แรงส่งจากรถไฟฟ้าสายสีชมพู

    ซีบีดี FAR Bonus 20% แลกพื้นที่เมืองที่คนใช้ร่วมกัน

    พื้นที่ใจกลางธุรกิจ หรือ CBD ผังเมืองใหม่ยังมีเครื่องมืออย่าง FAR Bonus เป็นแรงจูงใจ โดยโครงการคอนโดที่เข้าเกณฑ์ได้รับพื้นที่อาคารเพิ่มขึ้นสูงสุด 20% แนวคิดดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่าง “สิทธิในการพัฒนา” กับ “ประโยชน์ต่อเมือง” หนึ่งในเงื่อนไขคือการเปิดพื้นที่สวนสาธารณะหรือพื้นที่โล่งของอาคารชุดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ในทางปฏิบัติมีความท้าทายในการบริหารจัดการ แต่เป็นแนวทางที่มีกรอบกฎหมายรองรับ

    อีกเงื่อนไขคือการออกแบบและก่อสร้างอาคารตามมาตรฐานด้านการประหยัดพลังงาน หรือ Energy-Saving/Green Building จึงสะท้อนทิศทางของผังเมืองยุคใหม่ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่อง “สร้างได้มากแค่ไหน” แต่พยายามเชื่อมสิทธิประโยชน์ของภาคเอกชนเข้ากับคุณภาพเมืองและการใช้พื้นที่ร่วมกัน

    ผังเมืองใหม่กับโจทย์ใหญ่ใครได้ประโยชน์

    ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผังเมืองกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “สี” บนแผนที่ หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของที่ดินทั้งระบบจากพื้นที่ที่เคยพัฒนาได้น้อย อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น ขณะที่ทำเลรอบนอกซึ่งมีทั้งถนน ทางด่วน และรถไฟฟ้า อาจก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยแห่งใหม่

    สำหรับผู้ประกอบการ โจทย์อยู่ที่การเตรียมที่ดินและล็อกสิทธิประโยชน์ให้ทัน! ขณะที่ผู้บริโภคต้องจับตาว่า การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองจะนำไปสู่สินค้าที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น หรืออีกด้านหนึ่งจะทำให้ต้นทุนที่ดินขยับขึ้นตามศักยภาพ นี่คือจุดที่ “ผังเมือง” กำลังเปลี่ยนจากกฎเกณฑ์บนกระดาษ เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทั้ง ราคาที่ดิน ทำเลใหม่ รูปแบบบ้าน และทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1253242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q-nPXuXkxDrWBv6Gki3E9

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 1.81% แตะ 92.16 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง 352.10  จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 24/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 1.81% แตะ 92.16 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง 352.10  จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 24/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขาย หลังนักลงทุนวิตกกังวลว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันและเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยวันที่ 24 กันยายน 2569 มีการอัปเดตจาก 4 สถานีบริการหลัก

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันพุธที่ 23 กันยายน 2569 ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ

    สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำเตือนว่าอาจดำเนินการทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก ทำให้นักลงทุนจับตาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการผลิต การขนส่ง และอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 1.64 ดอลลาร์ หรือ 1.81% ปิดที่ 92.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.83 ดอลลาร์ หรือ 3.86% ปิดที่ 103.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 23 กันยายน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนยืนยันว่า อิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ พร้อมกล่าวโจมตีสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์โลกเกิดความไร้เสถียรภาพ

    นอกจากนี้ ผู้นำอิหร่านยังนำภาพถ่ายเด็ก ๆ ขึ้นแสดงต่อที่ประชุม พร้อมระบุว่าเด็กเหล่านี้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้งที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น

    ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงในวันเดียวกัน นักลงทุนวิตกว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าสูงและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

    ปิดตลาดวันที่ 23 กันยายน 2569 ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 51,511.59 จุด ลดลง 352.10 จุด หรือ 0.68% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,706.03 จุด ลดลง 58.61 จุด หรือ 0.75% ส่วนดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,936.04 จุด ลดลง 308.24 จุด หรือ 1.13%

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 24 กันยายน 2569 มีการอัปเดตจาก 4 สถานีบริการ โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม ปตท.

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มบางจาก

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาทต่อลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มพีที

    ดีเซล ราคา 41.44 บาทต่อลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาทต่อลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มเชลล์

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 41.44 บาทต่อลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาทต่อลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงจากรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลง

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R7Ss5YYyJQd6yUdJ7K3Cd