Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8%  รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    “เอกนิติ” ระบุ GDP ไตรมาส1/69 โต 2.8% รับแรงขับลงทุนเอกชน-รัฐ ขยายตัวสูงสุดรอบ 11 ปี

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KvRPWZVi-VtEcGeWw88MH

  • ‘ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน’

    ‘ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน’

    และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ระบุว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

    ข้อมูลปี 2568 จากนีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการเลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

    เคทีซีประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่ เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

    ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และ ยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จากธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

    เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

    ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่า อะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า “ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/998638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpL6lwwSMZSUMi_7q8Tsd

  • พาณิชย์ – ธ.ก.ส. ดันไม้ยืนต้นค้ำสินเชื่อ หนุนสภาพคล่อง SME

    พาณิชย์ – ธ.ก.ส. ดันไม้ยืนต้นค้ำสินเชื่อ หนุนสภาพคล่อง SME

    ท่ามกลางความท้าทายด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ภาครัฐกำลังเร่งผลักดัน ‘ทรัพย์สินภาคเกษตร’ ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะ ‘ไม้ยืนต้น’ ที่เดิมอาจถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรในพื้นที่เกษตร แต่วันนี้กำลังถูกต่อยอดสู่การเป็น “หลักประกันทางธุรกิจ” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจชัดเจนมากขึ้น

    ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เดินหน้าผลักดัน ‘ไม้ยืนต้น’ เข้าสู่ระบบหลักประกันทางธุรกิจ หวังช่วยปลดล็อกสินทรัพย์สีเขียวให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SME ทั่วประเทศ

    จิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การผลักดันไม้ยืนต้นให้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตร ผ่านการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม เช่น ไม้เศรษฐกิจและไม้ยืนต้น ให้สามารถใช้ค้ำประกันสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ ช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันแบบดั้งเดิม และเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการฐานราก

    tree-collateral-sme-thailand-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับ ธ.ก.ส. และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอ่างทอง จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ณ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริบ้านยางกลาง ตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ และแนวทางการนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ

    ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรม คือ การสาธิตวิธีวัดและประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน รวมถึงการประเมินศักยภาพด้านการกักเก็บคาร์บอนเครดิต ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้ต้นไม้ในอีกมิติหนึ่ง

    tree-collateral-sme-thailand-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เช่น มะขาม มะกอกป่า สะเดา เต็ง รัง ประดู่บ้าน ประดู่ป่า รวมถึงไม้เศรษฐกิจสำคัญอย่างสัก พะยูง พะยอม กฤษณา และไม้สกุลทุเรียน

    สำหรับจังหวัดอ่างทอง ถือเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 430,000 ไร่ หรือมากกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ทั้งหมด การผลักดันไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน จึงมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในภาคเกษตร เปลี่ยนสินทรัพย์ที่ยังไม่ก่อรายได้ทันที ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างสภาพคล่องและเพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    tree-collateral-sme-thailand-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ประกอบการและเกษตรกรนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้วในกว่า 30 จังหวัด รวมจำนวน 458,799 ต้น คิดเป็นวงเงินค้ำประกันรวมกว่า 197 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศ สะท้อนการเติบโตของเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกรและ SME ฐานราก

    ภาครัฐมองว่า แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบการเงินฐานรากที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในภาคเกษตรของไทยในระยะยาว

    tree-collateral-sme-thailand-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/tree-collateral-sme-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e4P6tx3OuT6Jogv-sNwdB

  • จีดีพีโต 2.8% กับ ‘ความจริง’ ที่คนไทย ‘ไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี’

    จีดีพีโต 2.8% กับ ‘ความจริง’ ที่คนไทย ‘ไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี’

    เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2569 ขยายตัว 2.8% อาจดูเป็นตัวเลขที่ “ดีกว่าคาด” เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง กลับสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และปัญหาค่าครองชีพที่ชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นแรงกดดันซ่อนแอบไว้ใต้พรม

        นั่นแปลว่าการเติบโตครั้งนี้ไม่ได้มาจากกำลังซื้อภายในประเทศที่แข็งแรง หากแต่ขับเคลื่อนด้วย “การส่งออก” และ “การลงทุน” เป็นหลัก การบริโภคภาคประชาชน ยังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนกดทับ และรายได้ที่ฟื้นตัวไม่ทันต้นทุนชีวิตที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณเงินเฟ้อเริ่มกลับมาอีกครั้งจากผลกระทบราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 
        สิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญ จึงไม่ใช่เพียงโจทย์ “ทำให้อย่างไรให้จีดีพีโต” แต่เป็นโจทย์ “ทำอย่างไรให้คนไทยอยู่รอด” ในวิกฤติครั้งนี้ ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เติบโตแบบไม่ทั่วถึง” แม้การลงทุนรวม จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส แต่แรงส่งดังกล่าวยังไม่ได้ไหลลงสู่เศรษฐกิจฐานล่างแท้จริง ภาคเกษตรยังมีรายได้ลดลงกว่า 6% เอสเอ็มอียังเข้าถึงสินเชื่อยาก กำลังซื้อระดับกลางและล่างชะลอตัว ภาคท่องเที่ยวแม้รายได้เพิ่มขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับต่ำกว่าที่คาด สะท้อนเศรษฐกิจไทยกำลังพึ่งพากลุ่มรายได้สูงและการใช้จ่ายเฉพาะกลุ่มมากขึ้น 

        อีกด้านหนึ่ง การนำเข้าที่สูงถึง 33.1% จนดุลการค้ากลับมาติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ส่งสัญญาณไม่ค่อยดี เพราะกลายเป็นว่าไทยเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอกอย่างหนัก โดยเฉพาะ “พลังงาน วัตถุดิบ และความผันผวนตลาดโลก” ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีต้องเรียกซีอีโอจากภาคธุรกิจทั่วประเทศมาระดมสมอง จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ไม่ใช่วิกฤติแบบปกติทั่วไป แต่เป็น “วิกฤติเชิงโครงสร้าง” ที่เชื่อมโยงทั้งพลังงาน ต้นทุนการผลิต หนี้ครัวเรือน เทคโนโลยี การแข่งขันโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 

        การดึงภาคเอกชนมาร่วมออกแบบนโยบาย จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้รับ “ข้อมูลจริงจากสนามจริง” แต่ต้องกาดอกจันไว้ด้วยว่า สิ่งที่ซีอีโอเสนอ รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ไม่ไป “เอื้อประโยชน์” ให้เอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วย….ห้วงเวลาเช่นนี้ รัฐบาลต้องมองเศรษฐกิจให้ลึกกว่าตัวเลขจีดีพี เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้น คือ “วิกฤติกำลังซื้อ” ที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจทั่วไป เรามองว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม ทำเล และทุนมนุษย์ แต่สิ่งที่ขาดมาตลอด คือ “ความชัดเจนเชิงนโยบาย” และ “ความเร็วในการปรับตัว” เพราะในโลกเศรษฐกิจใหม่ ประเทศที่รอดไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด แต่คือประเทศที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดต่างหาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sJsN26QA-KUFNKHqPiBrU

  • “เอกนิติ” ตั้งเป้า “ไทยช่วยไทยพลัส” เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ตั้งเป้า “ไทยช่วยไทยพลัส” เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ โครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากการเยียวยาระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ด้านพลังงานและต้นทุน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันกลุ่มรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศให้มากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวอย่างไม่สิ้นสุด

    ส่วนในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

    ในมิติของนโยบายการเงินและการคลัง รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และนโยบายการคลังป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้

    สำหรับข้อกังวลด้านหนี้สาธารณะ นายเอกนิติ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ จีดีพีของประเทศจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางคณิตศาสตร์ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุ 70% ได้โดยอัตโนมัติ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 68% และจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 69% ในช่วงปี 2571-2572 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ

    นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ส่งออกพังทลาย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมอาจไม่ได้ดูแย่ แต่จะสะท้อนความรุนแรงออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนแทน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายเยียวยาควบคู่ไปกับการรักษาเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

    ด้าน นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป

    ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต” นายสันติธาร กล่าว

    นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ofwEM9vEs21c-88WIgdz

  • คลังชง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม. 19 พ.ค. 69 รัฐจ่าย 60% ประคองเศรษฐกิจ

    คลังชง “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม. 19 พ.ค. 69 รัฐจ่าย 60% ประคองเศรษฐกิจ

    คลังชง ครม. เคาะไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งพลัส วันนี้ (19 พ.ค. 69) รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% หวังบรรเทาภาระประชาชน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติ โดยมาตรการนี้จะเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดูแลปากท้องของประชาชน และประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมรอบด้าน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างน่ากังวล

    ปรับสูตรใหม่ “รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40” ต่อยอดคนละครึ่ง

    สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นการพัฒนาและอัปเกรดต่อยอดมาจากโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองเศรษฐกิจซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพอย่างรุนแรง

    การปรับรูปแบบเกณฑ์การช่วยเหลือให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนี้:

    • รัฐบาลช่วยจ่าย: 60%

    • ประชาชนจ่ายเอง: 40%

    • เป้าหมายหลัก: กระจายเม็ดเงินลงสู่ร้านค้ารายเล็ก ร้านโชห่วย และเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อจนส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

    “วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเป็นวิกฤต 3 ระลอก ลูกแรกคือ พลังงาน ลูกที่สองคือต้นทุน และลูกที่สามกำลังจะกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่เข้าไปดูแล อาจเกิดภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งของแพง กำลังซื้อหด และเศรษฐกิจชะลอตัว หากไม่มีมาตรการรองรับ จะกระทบต่อปากท้องประชาชนอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง” นายเอกนิติ กล่าว

    อัดงบ 2 แสนล้านบาท พยุงเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐบาลประเมินว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่วิวัฒนาการขั้นที่ 3 คือ “วิกฤตค่าครองชีพและปากท้อง” ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายนที่พุ่งสูงถึง 2.9% ในขณะที่กำลังซื้อและความต้องการของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการนี้

    พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ ครม. พิจารณาควบคู่กันไป เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการคลัง และป้องกันไม่ให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการตกงานในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15AlLwh1Ysbn2JR8jKSDpd

  • “๓-๕ ปี” ของรัฐบาล

    “๓-๕ ปี” ของรัฐบาล

    กลับมาก็ได้ฟังบรรดากูรู วิเคราะห์-วิจัย-วิจารณ์เรื่อง “รถไฟชนรถเมล์” ที่ย่านสี่แยกอโศกกันคร่ำเคร่ง

    จนผมอดห่วงแต่ละท่านไม่ได้ว่าความเครียดจะลงกระเพาะซะก่อน ที่ทั้งคนพูดและคนฟังจะบรรลุ!

    เรื่องรถไฟชนรถโดยสารนี้ “ใครผิด-ใครถูก” ผมไม่รู้

    รู้ว่า…รถไฟมันไปตามรางของมัน

    ตรงไหนมีถนนพาดผ่านราง ก่อนรถไฟจะมา เจ้าหน้าที่ก็จะลากแผงมากั้น

    เป็นสัญญาณว่ารถไฟจะมาแล้วนะจ๊ะ และก่อนมาถึง พขร.ก็จะชักหวูดส่งสัญญาณมาแต่ไกล ปู๊น..ปู๊น..

    บรรดารถทั้งหลาย “อย่าล้ำเส้น…อย่าขับรถมาจอดคาราง อันตราย….ถึงตายนะโว้ย”!

    และด้วยสามัญสำนึกมนุษย์….

    ทุกคนก็ย่อมรู้ ว่าการจอดรถคารางรถไฟ ขณะที่เขาส่งสัญญาณว่า “รถไฟกำลังจะมา” นั้น

    ถ้าไม่ป่าเถื่อนจริงๆ เขาไม่ทำกัน!

    ทางที่ถูก-ที่ควร ต้องหยุดตรงเส้นที่เขาขีดให้รถหยุดรอเพื่อให้รถไฟผ่านไปก่อน

    ต่อเมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว….

    เจ้าหน้าที่ยกสัญญาณไม้กั้นขึ้น หรือลากแผงกั้นออกไปแล้วนั่นแหละ

    บรรดารถทั้งหลาย จึงจะวิ่งข้ามรางรถไฟไปได้!

    ผมก็รู้ด้วยสามัญสำนึกมนุษย์แค่นี้….

    ดังนั้น ในกรณีนี้ ใครผิด-ใครถูก ผมไม่ค่อยสนใจค้นหา เท่ากับว่า “ควรจำใส่กะโหลกกันไว้”

    มาคุยเรื่องที่เป็นสาระกันดีกว่า….

    เรื่องที่เป็นสาระน่ะ มันไม่สนุกเหมือนเรื่องซุบซิบ-นินทา-ด่าว่า กันหรอก

    แต่เราต้องคุยกัน เพราะที่ไม่สนุกนี่แหละ มันจะ “แก้ทุกข์ประเทศ-ทุกข์ประชาชน” ได้ในทางยาว

    คือผมติดอก-ติดใจเรื่องที่นายกฯ อนุทินเชิญ CEO จาก ๑๐ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำประเทศ

    เช่น กลุ่มการเงิน พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยี ยานยนต์ ท่องเที่ยว สุขภาพ ค้าปลีก ฯลฯ

    มาชยันโตรัฐบาล

    ให้ข้อเสนอแนะและติติงในทางสร้างสรรค์ เพื่อรัฐบาลฟังแล้วจะนำไปแก้ไข ปรับปรุง

    ถ้าเชิญมาแล้ว เขามาชี้แนะแล้ว เสร็จถ่ายรูปหมู่ นายกฯ ก็พูดจาสรรเสริญเยินยอพ่อค้าพอให้เป็นข่าว

    แล้วจบแค่นั้น ก็แยกย้ายกันไป….

    อย่างที่บางนายกฯ ทำเพียงเพื่อให้เกิดภาพสวยๆ แล้วที่เขาเสนอแนะก็เข้าหูซ้าย-ทะลุออกหูขวา ไม่มีการนำไปปฏิบัติ

    ผมก็คงต้องด่านายกฯ อนุทิน….

    เพราะเอาเข้าจริง ก็เป็นได้แค่ “นายกฯ โหล” เหมือนหลายๆ นายกฯ ที่ผ่านมานั่นแหละ

    มากน้ำลาย แต่ในกะโหลกกลวงโบ๋!

    แต่พอมาตามเรื่องราวข่าวสารบ้านมือง พบข่าว “รัฐบาล” รับข้อเสนอ “ซีอีโอชั้นนำ” วาระ “เศรษฐกิจเร่งด่วน”

     สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผลร่วม “รัฐ-เอกชน” ทันที!

    อืมมมม….อย่างนี้ค่อยเข้าท่า

    ประชาชนพอจะมีความหวังกับรัฐบาลนี้ได้ เพราะนายกฯ ท่าน “รับฟัง ๑๐ CEO” ชนิดจริงใจ

     จับเนื้อหาสาระหวังนำไปปฏิรูปในทางปฏิบัติจริง เห็นได้จากที่ท่านพูดว่า

    “เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่รัฐบาลตั้งใจนำข้อเสนอทั้งหมดไป “ต่อยอด” เป็นนโยบายจริง

    เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และกระจายโอกาสสู่ประชาชนทุกระดับอย่างยั่งยืน

    สิ่งที่น่าสนใจมาก….

    ข้อเสนอ “ภาคเอกชน” ครั้งนี้ ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    แต่เป็น “ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง”

    ถ้ารัฐบาลทำสำเร็จ ประเทศไทยจะถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นจริงๆ เพราะสิ่งที่เอกชนเสนอ

    -ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี

    -ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์

    แต่คือเรื่อง “อนาคตของประเทศ” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน

    น้ำ, พลังงานสะอาด, คน, เทคโนโลยี

    ไปจนถึงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะพาไทยหลุดจาก “กับดักการเติบโตต่ำ” ในระยะยาว!

    เรื่อง “น้ำ”

    ที่ภาคเอกชนพูดถึงนั้น สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเกษตรกรรมอีกต่อไป

    แต่มันคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของประเทศ คือหัวใจของอุตสาหกรรมอาหารโลก

    และคือสิ่งที่จะกำหนดว่า ไทยจะยังรักษาสถานะประเทศ “ผู้ส่งออกอาหาร” รายสำคัญของโลกได้หรือไม่?

    ในยุคที่โลกกำลังเผชิญปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน เอลนีโญ และความเสี่ยงด้านอาหาร

    ประเทศที่ “บริหารจัดการน้ำได้ดี” จะได้เปรียบมหาศาล

    และถ้าไทยลงทุนเรื่องน้ำอย่างจริงจัง

    เราอาจไม่ได้เป็นแค่ “ครัวของโลก” แบบเดิม แต่จะกลายเป็น Food Security Hub ของภูมิภาคได้เลย

    ขณะเดียวกัน

    เรื่อง “พลังงานสะอาด” และ Smart Grid ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก

    เพราะ “โลกใหม่” ไม่ได้มองแค่ “ค่าแรงถูก” อีกแล้ว

    “นักลงทุนระดับโลก” โดยเฉพาะอุตสาหกรรม AI Data Center, Cloud Service หรือ Semiconductor

    จะดูว่า ประเทศไหนมี “ไฟฟ้าที่เสถียร-มีพลังงานสะอาดเพียงพอ” และมีระบบ “สายส่งทันสมัย” รองรับหรือไม่?

    เพราะ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ใช้พลังงานมหาศาล

    ถ้าไทยยังติดอยู่กับระบบเดิม….

    เราจะเสียโอกาสครั้งใหญ่ทันที แต่ถ้าไทยลงทุนเรื่องนี้ทันเวลา ประเทศไทยมีสิทธิ์กลายเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัล” ของอาเซียนได้จริง!

    อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือ “การลงทุนในคน”

    ภาคเอกชนพูดชัดเจนว่า ถ้าไทยไม่รีบ Reskill และ Upskill คนไทย ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียง “ฐานแรงงานต้นทุนต่ำ”!

    ในขณะที่ “ประเทศเพื่อนบ้าน” กำลังเร่ง “สร้างคน” สำหรับเศรษฐกิจยุค AI

    โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก งานจำนวนมหาศาลกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี แต่ในอีกด้าน งานใหม่จำนวนมากก็เกิดขึ้นเช่นกัน

    คำถามสำคัญคือ….

    ไทยจะสร้างคนให้พร้อมกับโลกใหม่นี้ได้หรือไม่ เพราะต่อให้มีการลงทุนเข้ามาเยอะแค่ไหน

    แต่ถ้าคนไทยไม่มีทักษะรองรับ สุดท้าย ประโยชน์ก็จะไหลออกนอกประเทศอยู่ดี

    รวมถึงแนวคิดเรื่อง New Growth Engine (เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่)

    ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของอนาคตไทย!

     ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมๆ ซ้ำๆ ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก และการผลิตแบบใช้แรงงานเข้มข้น

    แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

    ไทยจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ ทั้ง Wellness Tourism เกษตรสมัยใหม่ AI ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์

    ไปจนถึงการเป็น Financial Hub ของภูมิภาค

    ซึ่งถ้าทำสำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่แค่การเพิ่ม GDP แต่จะเปลี่ยน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ไปเลย

    และสิ่งที่มองว่าสำคัญที่สุด คือ….

    เรื่อง “การปลดล็อกกฎระเบียบ”!

    เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไทยวันนี้ ไม่ใช่ไม่มีเงินลงทุน ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน แต่คือ “ระบบราชการที่ช้า” และกติกาที่ไม่ทันโลก

    หลายโครงการ “ใช้เวลาขออนุญาตเป็นสิบปี”

    ขณะที่ “ประเทศคู่แข่ง” ใช้เวลาเพียง “ไม่กี่เดือน” นักลงทุนระดับโลกไม่สามารถรอได้ขนาดนั้น

    โลกยุคใหม่แข่งขันกันที่ “ความเร็ว” ประเทศไหนตัดสินใจเร็ว อนุมัติเร็ว และปรับตัวเร็ว ประเทศนั้นได้เปรียบ

    ครับ….

    นายกฯ เป็นผู้นำเข้าตามพุทธภาษิตเปี๊ยบที่ว่า “สุสสู สัง ละภะ เต ปัญญัง=ผู้ตั้งใจฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา”

    ท่านตั้งใจรับฟังจริงๆ ฟัง-จดจำ มุ่งมั่นนำสู่การปฏิบัติจริง พฤหัสบดีที่ ๒๑ พ.ค.นี้

    นายกฯ เชิญผู้ว่าฯ ทั้ง ๗๖ จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    เข้าร่วมประชุม “เชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคง” เน้น ๓ ภารกิจสำคัญ

    -การเสริมความมั่นคงชายแดนและปราบยาเสพติด

    -การยกระดับป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว

    -การเชื่อมโยงฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐและระบบกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

    ในส่วน Workshop ….

    จะมีการหารือเชิงลึกทั้งเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ ผู้มีอิทธิพล ธุรกิจนอมินี อาวุธปืน หนี้นอกระบบ

    และการสร้างระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น

    พร้อมทั้งผลักดันการเชื่อมข้อมูลภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

    เพื่อให้การทำงานของฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นเอกภาพ

    “ผู้ว่าราชการจังหวัด”……

    จะต้องเป็น “แกนกลาง” ในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่

    “ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด”

    จะทำหน้าที่ด้านการ “บังคับใช้กฎหมาย” ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    แสดงว่า “นายกฯ เอาจริงเอาจัง” ในเรื่อง New Growth Engine ที่ต้องขับเคลื่อนผ่านนโยบาย New S-Curve และ BCG Economy

    งานนี้ นายกฯ คนเดียว งานคงไม่งอก

    “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง มีหน้าที่นำสิ่งที่รับฟังภาคเอกชน ไปผลักดันให้เกิดประสิทธิผล

    ท่านบอกแบบขมีขมันว่า

    จะนำข้อเสนอทั้งหมดไปจัดทำเป็น Action Plan และฟื้นกลไก “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” หรือ “กรอ.” ตามคำสั่งนายกฯ

    ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง!

    เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมติดตาม “ผลร่วมกัน” ระหว่าง “ภาครัฐและเอกชน” อย่างใกล้ชิด

    ท่านเอกนิติย้ำด้วยว่า…

    นี่ไม่ใช่แค่การ “รับฟังเอกชน” แบบพิธีกรรมทางการเมือง

    แต่กำลังพยายามเปลี่ยน “วิธีคิด” ของการบริหารเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ!

    เนี่ย….

    ผมดูความเอาจริง-เอาจังในเรื่องนี้จากนายกฯ และรัฐมนตรีคลังผู้ควบคุมหัวรถจักรเศรษฐกิจแล้ว

    มองเห็นความสว่างใสของประเทศในอีก ๓-๕ ปีข้างหน้าแบบค่อนข้างมั่นใจ

    มั่นใจเพราะ “ภาครัฐ-ภาคเอกชน” ชักลากประเทศไปบนแผนงานที่ตกผลึกร่วมกัน

    ต่อไปนี้ ทำเนียบฯ จะไม่ใช่ที่ทำงานของนายกฯ คนเดียว

    แต่จะมีพ่อค้า-นักธุรกิจมาร่วมโต๊ะจิบกาแฟ สนทนาปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การผลิต การตลาด ในทางสรรค์สร้างร่วมกัน

    โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เสถียรภาพ-มั่นคง-ก้าวหน้า-อยู่ดี-กินดีของ “ชาติ-ประชาชน” โดยมีคอร์รัปชันน้อยที่สุด!

    งานนี้ รัฐบาลอย่าแคร์ “เสียงด่า” ของคน-ของหมาตัวไหน

    แต่จงแคร์ความ “สัตย์ซื่อ-สุจริต” ในจิตตัวเองให้มากเข้าไว้!.

    -เปลว สีเงิน

    ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    คนปลายซอย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/998740/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08476mzVJjRxrjfXmrh0L8

  • กรมการพัฒนาชุมชนบุกพัทลุง! เปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    กรมการพัฒนาชุมชนบุกพัทลุง! เปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    กรมการพัฒนาชุมชนบุกพัทลุง! เปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้


    18/05/2569 | 47 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนบุกพัทลุง! เปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ชูภูมิปัญญาไทย กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    ​วันนี้ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยมีนายประโมทย์ ดำจวนลม พัฒนาการจังหวัดพัทลุง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น

    ​การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เน้นย้ำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีมาตรฐาน มีอัตลักษณ์ชุมชนที่โดดเด่น และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามแนวทางที่ว่า “ผลิตภัณฑ์ OTOP ต้องดีจริง จนลูกค้าซื้อเพราะคุณภาพ ไม่ใช่ซื้อเพราะความสงสาร”

    ​สำหรับงานที่จังหวัดพัทลุงในครั้งนี้ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายรายได้สู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ โดยมุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้ทักษะด้านการตลาดสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาสินค้าไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างยอดจำหน่ายภายในงานตลอด 7 วัน ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

    ​ไฮไลต์สำคัญภายในงานประกอบด้วย:

    🔹 สุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ทั่วไทย: ยกทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยระดับ 1 – 5 ดาว จากทุกทิศทั่วไทยมาไว้ที่เดียว รวมทั้งสิ้น 300 บูธ ทั้งผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหาร ของใช้ของตกแต่ง เครื่องดื่ม และสมุนไพร

    🔹 OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับโซนอาหารรสเลิศ 40 บูธ ที่คัดสรรเมนูเด็ดและอาหารปลอดภัยจากชุมชนมาให้ลิ้มลองในราคามิตรภาพ

    🔹 นิทรรศการและการสาธิต: สัมผัสเบื้องหลังความสำเร็จผ่านนิทรรศการเรื่องราวภูมิปัญญา และการสาธิตกระบวนการผลิตสินค้าจากทรัพยากรท้องถิ่น

    🔹 เจรจาธุรกิจ (Business Matching): เปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจในระยะยาว

    🔹 กิจกรรมบันเทิง: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมตระการตา และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่จะมาสร้างสีสันทุกวันตลอดการจัดงาน

    ​กรมการพัฒนาชุมชน จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวพัทลุง จังหวัดใกล้เคียง และนักท่องเที่ยว มาร่วมสนับสนุนสินค้าจากฝีมือคนไทย ในงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น.

    #OTOPภูมิภาค

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/364446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10K2_ExUNez1-3VXWxdNiz

  • “ระเบิดเวลา” ระบบการเงินโลก!! ส่งทองคำผงาดอีกครั้ง?? – InterGold

    “ระเบิดเวลา” ระบบการเงินโลก!! ส่งทองคำผงาดอีกครั้ง?? – InterGold

    .

    ระเบิดเวลา Bond Yield! จับตา Fed งัดไม้ตายอุ้มตลาด สัญญาณ “ทองคำ” พุ่งรอบใหญ่

    .

    ทำไมการพุ่งขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ จึงอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ของระบบการเงินโลก และเหตุใดนักลงทุนจำนวนมากจึงมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณบวกครั้งใหญ่ของทองคำในระยะต่อไป? การพุ่งขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ สะท้อนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและแรงกดดันต่อระบบหนี้ทั่วโลก หากผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นแรงจนกระทบเสถียรภาพตลาดการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจำเป็นต้องเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องหรือใช้นโยบายช่วยเหลือตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว 

    .

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้การเจรจาการค้าจะช่วยลดแรงกดดันระยะสั้นได้บ้าง แต่การแข่งขันด้าน AI และเทคโนโลยียังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตา

    .

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลมากที่สุดในเวลานี้คือการพุ่งขึ้นของ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะสะท้อนว่าต้นทุนทางการเงินทั่วโลกกำลังสูงขึ้น ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันราคาพันธบัตรในตลาดกลับลดลง จนเริ่มสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการเงิน

    .

    ในระยะสั้น Bond Yield ที่สูงขึ้นมักหนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำ แต่หาก Yield พุ่งสูงเกินไป โดยเฉพาะใกล้ระดับ 5% ตลาดอาจเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพของระบบหนี้ และนี่อาจเป็นจุดที่ Fed ต้องเข้ามาแทรกแซงหรืออัดฉีดสภาพคล่อง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะกลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อทองคำในระยะต่อไป

    .

    ทำไม Bond Yield สูงขึ้นถึงเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก? เพราะต้นทุนดอกเบี้ยทั้งระบบสูงขึ้น กระทบทั้งรัฐบาล บริษัท ตลาดหุ้น และผู้บริโภค เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัว

    ทำไมตลาดมองว่า Fed อาจต้องอุ้มตลาด? หาก Bond Yield พุ่งแรงเกินไปจนกระทบเสถียรภาพการเงิน Fed อาจต้องเพิ่มสภาพคล่องหรือเข้าพยุงตลาด

    ทำไมทองคำได้ประโยชน์หาก Fed อัดฉีดสภาพคล่อง? เพราะนักลงทุนมักหันเข้าหาทองคำเมื่อกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อน และความเสี่ยงของระบบการเงิน

    นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงนี้? เน้นทยอยสะสม แบ่งไม้ลงทุน รอเข้าซื้อช่วงราคาปรับฐาน และบริหารความเสี่ยงให้ดี

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/Nm6WyFRG448

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-18-05-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tuV20zqcPKY2B3P7BLR66

  • “นายกฯ” มั่นใจกู้เงิน 4 แสนล้านฉลุยลั่น “มีแต่แย่งกันให้กู้” ไม่หวั่นศาล รธน.รับวินิจฉัย พ.ร.ก. : อินโฟเควสท์

    “นายกฯ” มั่นใจกู้เงิน 4 แสนล้านฉลุยลั่น “มีแต่แย่งกันให้กู้” ไม่หวั่นศาล รธน.รับวินิจฉัย พ.ร.ก. : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความกังวลอะไรหรือไม่ว่า รัฐบาลทำคู่ขนานกันไป ซึ่งมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า การที่เราออกพระราชกำหนด เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกประการ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับรัฐบาลความเดือดร้อนของประชาชนไม่ว่าจากมูลเหตุใดก็ตาม ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการช่วยเหลือ ซึ่งในกระบวนการชี้แจงต่อศาลมีกระบวนการอยู่แล้ว โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

    นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า สำหรับพรรคฝ่ายค้านอาจจะคิดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน แต่สำหรับรัฐบาลความทุกข์ร้อนของประชาชนทุกเรื่องคือเรื่องเร่งด่วน และมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เรามองไม่เหมือนกันก็ปล่อยให้รัฐบาลได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนไปก่อน

    ส่วนจะมีผลกระทบกับผู้ให้กู้ที่อาจจะมีความลังเลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า “ตอนนี้มีแต่แย่งกันให้กู้ ขอโทษที”

    ทั้งนี้ นายอนุทิน ยืนยันว่า โครงการไทยช่วยไทยจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) ตามกำหนด ส่วนรายละเอียดให้ไปถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละด้าน

    ส่วนจะนำข้อเสนอของ 38 เจ้าสัวที่ได้หารือร่วมกับรัฐบาลเมื่อ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาจะเข้าสู่วาระการประชุม ครม. เพื่อผลักดันเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ได้จดบันทึกไว้ในบริบทของตัวเองและจะสรุปประมวลให้ ครม.รับทราบ

    นายอนุทิน ยังกล่าวถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวขึ้น 2.8 % สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่า แสดงให้เห็นถึงรากฐานที่ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ซึ่งต้องขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่ร่วมมือกันทั้งที่สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกไม่เป็นใจ เรายังช่วยกันร่วมมือค้ำยัน ผลักดันให้มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594053&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sDVC0cAxhNr6PEB3adO0S