Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรีสูงสุด 10 ลิตรต่อคน กิจกรรมน่าสนใจสำหรับช่วงวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยมีการประขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

    จนล่าสุดทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับขึ้นแล้ว 17.80 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 ,91 มีการปรับขึ้นแล้ว 13.40 บาทต่อลิตร

    ด้านราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์อี 85 มีการปรับขึ้นแล้ว 9.40 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์อี 20  มีการปรับขึ้นแล้ว 10.61 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จักกับเงื่อนไขของการได้เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการนำร่อง “Fry to Fly – 2 ลิตรแลก 1 ลิตร โดยอยู่ภายใต้แนวคิดน้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ

    เงื่อนไข

    • นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจำนวน 2 ลิตร แลกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์จำนวน 1 ลิตร 
    • เติมได้ทันทีที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 
    • สำหรับใช้เติมน้ำมันดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ เฉพาะเกรดธรรมดา ไม่รวมพรีเมี่ยมจำนวน 1 ลิตรได้ทันที 
    • น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไม่เกิน 20 ลิตรต่อ 1 ท่าน โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 1 กิโลกรัม เทียบเท่า 1 ลิตร เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง

    ระยะเวลาโครงการ

    • วันที่ 6-30 เมษายน 69 

    สาขาร่วมโครงการ

    • สาขาเอกมัย
    • สุขุมวิท 99
    • วิภาวดีรังสิต ENCO
    • เจริญกรุงตัดใหม่
    • ศรีนครินทร์
    • สมิติเวช
    • กาญจนาภิเษก (บางบอน)
    • จรัญสนิทวงศ์
    • สุขาภิบาล 1 (2)
    • เลียบวารี 
    • สาขาศรีนครินทร์ 1
    • เทพารักษ์ กม. 9
    • กาญจนาภิเษก 41
    • แจ้งวัฒนะ
    • สาขาพหลโยธิน 38 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lrojMSx3Hhdg9T7WrMezV

  • สรุปชัด! คนละครึ่งพลัส 2569 ลงทะเบียนวันไหน เงื่อนไขใหม่ใครได้สิทธิ | เดลินิวส์

    สรุปชัด! คนละครึ่งพลัส 2569 ลงทะเบียนวันไหน เงื่อนไขใหม่ใครได้สิทธิ | เดลินิวส์

    หลังจากที่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส 2569” เฟส 2 ต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูง

    อัปเดตความคืบหน้า “คนละครึ่งพลัส 2569” ล่าสุด

    • ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติกรอบวงเงินและรายละเอียดในเฟสถัดไป
    • คาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดให้ ลงทะเบียน และยืนยันตัวตนได้ในช่วง เดือน เมษายน 2569 นี้
    • เริ่มใช้จ่ายในเดือน พฤษภาคม 2569

    เงื่อนไขผู้มีสิทธิลงทะเบียน (ใครได้บ้าง?)

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการในรอบปี 2569 มีดังนี้

    • สัญชาติ : ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
    • อายุ : อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • เอกสาร : มีบัตรประจำตัวประชาชน (Smart Card)
    • สถานะ : ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่กำหนด) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลอาจพิจารณาเกณฑ์ใหม่ให้กลุ่มผู้ถือบัตรฯ บางส่วนเข้าถึงสิทธิได้เพิ่มเติม
    • ประวัติ : ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐในอดีต

    วิธีลงทะเบียนและยืนยันตัวตน

    • คาดการณ์ว่า จะเปิดลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด
    • การยืนยันตัวตน : หากยังไม่เคยยืนยันตัวตน (Dip Chip) ต้องนำบัตรประชาชนไปทำรายการที่ตู้ ATM สีฟ้าของธนาคารกรุงไทย หรือสาขาธนาคารทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5751051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29v3IB_jjRho3pY3YcOhw-

  • “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย”  ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P9ITuLMyJ-_Hd8DoXbUgo

  • “อนุทิน”เดินห้างตรวจโครงการ”ไทยช่วยไทย”ช่วยผ่อนภาระค่าครองชีพสู้วิกฤตราคาพลังงาน

    “อนุทิน”เดินห้างตรวจโครงการ”ไทยช่วยไทย”ช่วยผ่อนภาระค่าครองชีพสู้วิกฤตราคาพลังงาน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบางกะปิ เพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการ “ไทยช่วยไทย” หรือ การจำหน่ายสินค้าลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตราคาพลังงานที่ยังผันผวน

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบกลไกการดำเนินงานของโครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ อาหารสด ข้าวสาร และของใช้ในครัวเรือน พร้อมหารือกับผู้ประกอบการและผู้บริหารห้างสรรพสินค้า เพื่อให้การบริหารจัดการราคาสินค้าเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน

    “โครงการไทยช่วยไทยเดินหน้าไปแล้วมาวันนี้ก็เพื่อดูการกระจายสินค้าอยากให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงโครงการ สินค้าที่เข้าร่วม ราคาลดลงตั้งแต่ 20% ขึ้นไป หวังว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชนชน”

    บรรยากาศภายในห้างเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะค่าครองชีพและผลลัพธ์ของมาตรการรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนว่าโครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง

    ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่าจะเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อประคองผลกระทบจากสถานการณ์โลก และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศในระยะต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินชมสินค้า มีประชาชน เดินมาบอกให้ช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตาย

    ภายหลังตรวจราคาสินค้านายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว แต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหู เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ยืนยันว่า ได้เลย และจะพลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ

    และเมื่อประชาชนบอกกับนายกรัฐมนตรีว่าขณะนี้เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ นายอนุทินกล่าวว่าถูก ซึ่งหากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้วก็จะสามารถดำเนินนโยบายต่างๆได้ หากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถ ส่วนจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่มี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว 2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12804473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12NEAsuQQ5jaPzEoyDzZoB

  • เริ่มวันนี้ OR เพิ่มช่องทางขายน้ำมันดีเซล B20 ที่พีทีที สเตชั่นจ.สระบุรี-จ.สงขลา : อินโฟเควสท์

    เริ่มวันนี้ OR เพิ่มช่องทางขายน้ำมันดีเซล B20 ที่พีทีที สเตชั่นจ.สระบุรี-จ.สงขลา : อินโฟเควสท์

    บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก [OR] เพิ่มช่องทางจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ที่ พีทีที สเตชั่น สระบุรี และ พีทีที สเตชั่น สิงหนคร จ. สงขลา เพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ที่ใช้รถที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ เพื่อบรรเทาภาระของภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยจำหน่ายราคาที่ต่ำกว่าดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเริ่มจำหน่ายที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สระบุรี แล้วและจะเริ่มจำหน่ายที่ พีทีที สเตชั่น สิงหนคร จ.สงขลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569

    น้ำมันดีเซล B20 มีส่วนผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 20% ผลิตจากวัตถุดิบเกษตรในประเทศตามมาตรฐานสากล เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องจักรที่ใช้ในการเกษตรกรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการแล้ว การใช้ B20 ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และส่งเสริมการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

    OR ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ส่งเสริมการใช้งานในทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ในทุกการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw257s3fdmq31jE1m0UZHQlp

  • สกู๊ปพิเศษ : ITD ผนึกกำลังสมองชั้นนำ ระดมข้อเสนอเชิงนโยบาย  ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย

    สกู๊ปพิเศษ : ITD ผนึกกำลังสมองชั้นนำ ระดมข้อเสนอเชิงนโยบาย ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย

    วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ประกาศความสำเร็จของโครงการผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา (Leadership Program on Trade and Development Strategy) ปีที่ 2 (LTD#2) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดมความคิดเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

    โดยในงานนี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา รุ่นที่ 2 (Leadership Program on Trade and Development Strategy: LTD#2)” พร้อมกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการมิได้อยู่เพียงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพจากภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึก อันเป็นขุมพลังทางปัญญาสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ภาคการค้าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผู้ได้รับและผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ

    สำหรับการผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอแนะจากโครงการไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ในบริบทของโลกยุคใหม่ (New World Order) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการปรับตัวของประเทศไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผนึกกำลังผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ นำองค์ความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ สู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ITD เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การพัฒนาภายในประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการสะท้อนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปสู่ผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวมพลังขององค์ความรู้ระดับสูงจากผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นคลังสมองซึ่งจะมีบทบาทสำคัญเป็นกำลังสำคัญในอนาคต เพื่อต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีน้ำหนักและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่ความท้าทายมีความซับซ้อนมากขึ้น”

    ตลอดกระบวนการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดเชิงระบบ การตั้งคำถามเชิงนโยบายที่ลึกและเฉียบคม รวมถึงความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างข้อเสนอที่มีทั้งความเป็นไปได้และผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง

    ITD เตรียมนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีดังกล่าวส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอที่สอดคล้องกับพันธกิจของ ITD จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดผลได้

    ความสำเร็จของการรวมพลังทางปัญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ความร่วมมือของผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 88 ท่านในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการระดมสมองเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการวางรากฐานของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนาของประเทศในระยะยาว

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งเกิดจากการร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเข้มข้นของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ได้ถูกพัฒนาเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้านหลัก ดังต่อไปนี้

    Thailand Logistics Reform ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อลดต้นทุนจากประมาณ14% เหลือน้อยกว่า 9% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ข้อเสนอหลักคือการจัดตั้ง “สำนักงานประสานงานโลจิสติกส์แห่งชาติ (NTLC)” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลางแบบ Single Command เร่งดำเนินการ Regulatory Guillotine ยกเลิก/ปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 200 ฉบับ ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัว, พัฒนาระบบ Digital/AI Permit และ Blockchain เพื่อให้การอนุญาต โปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ควรเปิดเสรีระบบรางและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางและลดต้นทุนทั้งระบบ, ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Cold Chain และ Smart Warehouse เพื่อลดการสูญเสียสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมถึงจัดตั้ง Thailand Logistics Intelligence (TLI) Hub เชื่อมโยงข้อมูล 27 หน่วยงาน ผ่าน Open API และ AI เพื่อบริหารโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์, ผลักดัน ASEAN Single Window และระบบศุลกากรอัจฉริยะ 24/7 เพื่อเร่งการค้าข้ามพรมแดน, จัดตั้ง Logistics War Room เพื่อติดตามต้นทุน ค่าระวาง และความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด, พัฒนา Agri-Logistics Data Platform และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งยกระดับทักษะแรงงานโลจิสติกส์กว่า 200,000 คน รองรับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, จัดทำกฎหมาย Data Sharing บังคับให้แพลตฟอร์มการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมข้อมูลกับภาครัฐอย่างปลอดภัย โดยหากดำเนินการครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุน เพิ่ม FDI และผลักดัน GDP เติบโตเกิน 6% อย่างยั่งยืน

    Thailand Agro Based-Wellness Economy ไทยต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ครัวโลกเชิงปริมาณ” สู่ “Agro-Wellness มูลค่าสูง” เพื่อแก้ปัญหาส่งออกวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและการสูญเสียโอกาสในตลาด Wellness โลกมูลค่า $8 ล้านล้าน ข้อเสนอหลักคือการสร้างมาตรฐาน Thai Global Wellness Standard (TGWS) เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้ขายได้ราคาพรีเมียม เพิ่มมูลค่า 30–150% และลดการแข่งขันด้านราคา, ควรเร่งเจรจา FTA โดยเฉพาะกับ EU, CPTPP และ GCC เพื่อเปิดตลาดพรีเมียม และลดข้อเสียเปรียบจากประเทศคู่แข่ง, จำเป็นต้องตั้งกองทุน Agro-Wellness มูลค่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน งานวิจัย และนวัตกรรม เช่น Functional Food, สมุนไพร และโปรตีนทางเลือก, ภาครัฐต้องลดต้นทุนการขอใบรับรองมาตรฐาน และสร้างระบบ Trade Finance สำหรับ SME เพื่อให้เข้าถึงตลาด EU/US ได้จริง, ควรมีหน่วยงานกลางบูรณาการ พาณิชย์ เกษตร และ อย. เพื่อเร่งนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ, ในระยะเร่งด่วน ต้องอนุมัติ TGWS ภายใน 30 วัน เร่ง FTA ภายในปี 2569 และตั้งกองทุนภายใน 60 วัน โดยหากดำเนินการได้ จะเพิ่มมูลค่าส่งออก Agro-Wellness จาก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ผลลัพธ์ระยะยาวคือยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่ม GDP ประเทศ และทำให้ไทยก้าวสู่ Top 3 Wellness Exporter ของโลกได้อย่างยั่งยืน

    Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation เพื่อยกระดับจาก “ผู้ตามกติกา” สู่ “ผู้กำหนดมาตรฐาน” การค้าในอาเซียน โดยใช้ 5 โครงการเรือธงเป็นกลไกหลัก ได้แก่ NDCP, CBAM & Carbon System, Smart Manufacturing & AI, EEC 2.0 และ Digital Baht หัวใจสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการค้า เชื่อมข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และระบบการเงินเข้าด้วยกัน NDCP จะช่วยลดต้นทุน compliance และเวลา clearance อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดโลกระบบ CBAM และ Carbon จะรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรปและมาตรฐานโลก การยกระดับ Smart Manufacturing จะเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรม และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง EEC 2.0 จะเป็นฐานดึงดูด FDI และสร้าง ecosystem อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ EV ขณะที่ Digital Baht จะลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มความคล่องตัวของการค้าในอาเซียน ผลลัพธ์คือการเติบโตเศรษฐกิจ 5–6% ต่อปี พร้อมยกระดับ Digital Economy และการจ้างงานทักษะสูง ข้อเสนอสำคัญคือให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม เร่งพัฒนา NDCP เป็นศูนย์กลางข้อมูลการค้า เชื่อมทุกบริการภาครัฐและเอกชนไว้ในระบบเดียวยกระดับ SME ให้พร้อมด้าน CBAM, ESG และ traceability เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมพร้อมเร่งเจรจาการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแปลงนโยบายและแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง

    Financial Rail Frictionless Financial Rail & Settlement Sovereignty: การพัฒนาระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในระดับยุทธศาสตร์  ไทยมีโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลาง “Financial Rail” ของอาเซียน หากเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าและต้นทุนการเงินข้ามประเทศที่ยังสูง โดยควรลดค่าธรรมเนียมจาก 3–7% ให้ต่ำกว่า 0.5% และลดเวลาธุรกรรมจากหลายวันเหลือไม่ถึง 1 นาที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ, ควรเร่งพัฒนา PromptPay Cross-border สำหรับธุรกิจ (B2B) และต่อยอด Digital Baht เพื่อเชื่อมระบบการชำระเงินกับประเทศ CLMV สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่เชื่อมทุกสกุลเงินโดยไม่เสียอธิปไตยทางการเงิน ภาครัฐต้องผลักดันแพลตฟอร์มสินเชื่อการค้า SME ด้วย AI ให้อนุมัติภายใน 48 ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดการเข้าถึงทุน และปิดช่องว่าง Trade Finance ที่กระทบผู้ประกอบการไทยโดยตรง ควรส่งเสริม ESG Agri Bond และ Green Finance เพื่อเพิ่มแหล่งทุนใหม่ให้ภาคเกษตร และยกระดับเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน เร่งสร้างระบบ AI Early Warning ตรวจจับความเสี่ยงการค้าแบบเรียลไทม์ ลดผลกระทบจากสงครามการค้าและความผันผวนโลก ในระยะสั้น ต้องเดินหน้า 6 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การขับเคลื่อน ORCA Framework, เปิดใช้ PromptPay B2B ข้ามประเทศ, ตั้งแพลตฟอร์มสินเชื่อ SME, ออก ESG Bond ครั้งแรก, สร้างระบบเตือนภัยการค้า, และตั้งกลไก “Team Thailand” บูรณาการทุกภาคส่วน ควรมีกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่ชัดเจน พร้อมกฎหมายและโครงสร้างรองรับ เพื่อให้การดำเนินนโยบายรวดเร็วและต่อเนื่อง หากดำเนินการได้ครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มสภาพคล่องให้ SME ขยายบทบาทเงินบาทในภูมิภาค และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการชำระเงินของอาเซียนในระยะยาว

    ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 4 ด้าน ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่” ที่เชื่อมโยงการค้า โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ หากสามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดมูลค่าสูง และยกระดับรายได้ของภาคธุรกิจและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะพาประเทศไทยก้าวพ้นข้อจำกัดเดิม และยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/956776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26AEk-TqXMzGRLllVk6lqi

  • จ.กระบี่ จัดงานเทศกาลเปอรานากันแหลมสัก 2026 กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    จ.กระบี่ จัดงานเทศกาลเปอรานากันแหลมสัก 2026 กระตุ้นการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    นางปรียา แก้วบำรุง วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า บ้านแหลมสัก เป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ที่ล้อมรอบด้วยทะเลสวยงาม และด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นการหลอมรวมกันอย่างลงตัวของวิถีชีวิตชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีน (บาบ๋า-ย่าหยา) จนเกิดเป็นวัฒนธรรม “เปอรานากัน” ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว 

    การจัดงานในครั้งนี้ จังหวัดกระบี่ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการมุ่งเน้นวัฒนธรรมไทยยั่งยืน สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคต Unseen Thai Thai  โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการประชาสัมพันธ์ เปิดพื้นที่วัฒนธรรมใหม่ มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีชุมชน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ  

    สำหรับกิจกรรมภายในงาน ชมการแสดง Mini Light & Sound ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมเปอรานากันอันทรงคุณค่า ตื่นตาตื่นใจกับ แฟชั่นโชว์ “เคบาย่า” ชุดพื้นเมืองอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเปอรานากัน ที่สะท้อนความงดงามของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

    สนุกกับคอนเสิร์ตจากดีว่าสาวเสียงทรงพลัง Jennifer Kim ที่จะมามอบความสุขผ่านบทเพลงเพราะ ๆ ให้ทุกคนได้ฟังกันแบบใกล้ชิด และร่วมลุ้นและชมความงดงามในการ ประกวดการแต่งกาย “เคบาย่า”พร้อมการแสดง ร็องเง็งประยุกต์ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมและความบันเทิงอย่างลงตัว ชมฟรีตลอดงาน พิเศษ! ถ่ายรูปกับ Photo Booth ฟรีทุกวันเก็บภาพความประทับใจภายในงาน พร้อมรับภาพกลับไปเป็นที่ระลึกได้ทันที ซึ่งภายในงานยังมีอาหารพื้นถิ่นแสนอร่อย ของฝากและสินค้าชุมชน การแสดงศิลปะ 3 วัฒนธรรม พบกันที่ งานเปอรานากันแหลมสัก 2026 ระหว่างวันที่ 3–5 เมษายน 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5751043/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UwxVfHVb3QrC9rF1HVrr2

  • คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ข้อมูลจากรายงานของ เอิร์นส์แอนด์ยัง (2568) ระบุว่า

    • 74% ของนักท่องเที่ยวใช้ร้านอาหารมิชลินเป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมาย
    • 76% ยอมขยายเวลาพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร
    • ร้านที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 32% และ 60% ขยายการจ้างงาน

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่รายงานการศึกษาโดย เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง พบว่า ในปี 2568 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำจากมิชลิน ไกด์ อยู่ที่ 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2567 และมูลค่าส่วนเพิ่มรวม 8 ปีของโครงการอยู่ที่ 3,182.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินสนับสนุนถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ แนวโน้มร้านอาหารไทย, ระบบนิเวศอาหาร, การทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่น และบทบาทของร้านอาหารต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า การได้รับการยอมรับจากมิชลิน ไกด์ ช่วยให้ร้านอาหารไทยสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ปี 2569 ททท. เดินหน้าภายใต้โครงการ Thailand Tourism Next ที่เน้น “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) โดยมุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมใช้วัฒนธรรมอาหารเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ขณะเดียวกัน มิชลิน ไกด์ ยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญในการตอกย้ำมาตรฐานสากลของอาหารไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/862853&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qeVMZtv7rLTzcXjD2aW6U

  • “คนกีฬา” ร่วมถกแยก “กระทรวงกีฬา” ออกจาก “การท่องเที่ยว” ที่รั้วนนทรี 8 เม.ย.นี้ | เดลินิวส์

    “คนกีฬา” ร่วมถกแยก “กระทรวงกีฬา” ออกจาก “การท่องเที่ยว” ที่รั้วนนทรี 8 เม.ย.นี้ | เดลินิวส์

    คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “กระทรวงการกีฬา : โจทย์ที่ท้าทาย” ในวันพุธที่ 8 เม.ย.นี้ เวลา 09.30-12.00 น. ที่ห้อง Auditorium 306 สำนักบริการคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน เปิดเวทีถกประเด็นสำคัญของวงการกีฬาไทย ท่ามกลางกระแสข้อเสนอ “แยกการกีฬาออกจากการท่องเที่ยว” สู่การจัดตั้งกระทรวงใหม่ในอนาคต นับเป็นอีกหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางกีฬาไทยยุคใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุพิตร สมาหิโต กรรมการบริหารสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย Olympic Council of Asia (OCA) ผู้แทนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมถ่ายทอดมุมมองระดับนานาชาติ พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากหลากหลายภาคส่วนของวงการกีฬาไทย

    สำหรับผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.ม.ล.ปาณศาล หัสบดินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬา, นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย, ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา และประธานที่ปรึกษาสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทยฯ, รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย, ดร.พิเชษฐ์ เกิดวิชัย วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการกีฬา ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, ผศ.ดร.อิษฎี กุฏอินทร์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ ม.เกษตรศาสตร์ และ ดร.พิเชษฐ์ พูลทิพิยานนท์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะพลศึกษา ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

    การเสวนาครั้วรนี้มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบาย ทั้งด้านโครงสร้างการบริหารกีฬา งบประมาณ การพัฒนานักกีฬา และบทบาทของรัฐในการยกระดับกีฬาไทยสู่สากล ภายใต้คำถามสำคัญว่า “ถึงเวลาหรือยัง” ที่ประเทศไทย จะต้องมี กระทรวงกีฬา แยกออกมาอย่างชัดเจน โดยการเสวนาจะดำเนินรายการโดย ดร.สุเมต สุวรรณพรหม วิทยากรระดับ 11 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนักจัดรายการวิทยุ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว สามารถจอดรถได้ที่สำนักบริการคอมพิวเตอร์ หรืออาคารจอดรถงามวงศ์วาน ประตู 1 และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-579-0113 ต่อ 633073 และ 633076.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5751657/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BEQANszTIlQxLAnhVqC2A

  • เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    คุยกันต่อเลยดีกว่าครับ … 

    ประการสำคัญ ในปี 2026 จุดหมายปลายทางเหล่านี้ ยังได้รับการ “ต่อยอด” ไปอีกระดับหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นต่างเดินหน้าเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวใหม่สำหรับครอบครัว และอัพเกรดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวขนานใหญ่  

    สวนสาธารณะในเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาลเช่นกัน สำนักการจัดการเมืองนครฉงชิ่ง ได้เปิดตัวแผนที่จุดชมดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ที่นำเสนอดอกไม้กว่า 75 สายพันธุ์ อาทิ แมกโนเลีย ดอกพีช และ ดอกเรพซีด ผ่านสวนสาธารณะในเมืองราว 180 แห่ง ส่งผลให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว  

    ข้อมูลจากตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agency) หลายแห่งของจีน แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวดอกไม้ในช่วงหลังหยุดยาวตรุษจีนปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดโมเมนตัมของความต้องการเดินทางที่ดี  

    คำสั่งซื้อตั๋วเข้าจุดชมวิวที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่ดื่มด่ำเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ในระยะเวลา 1-2 วัน ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 

    ขณะเดียวกัน การจองการเดินทางในช่วงกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นถึง 60% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เท่านั้นไม่พอ นักวางแผนการท่องเที่ยวยังเร่งบูรณาการการชมดอกไม้เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการพักผ่อนที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำ เมืองประวัติศาสตร์ และอาหารท้องถิ่น 

    นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีธีม “ดอกไม้” เป็นหลักหลายแห่งยังพยายาม “ยืมมือ” ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพดอกไม้มาช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง อาทิ การกำหนดจุดถ่ายภาพ และการจัดประกวดภาพถ่ายและวิดีโอสั้น 

    ภาพถ่ายและวิดีโอสั้นที่ถูกผลิตขึ้นดังกล่าว มักถูกโพสต์ในโลกอินเตอร์เน็ต กลายเป็นว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ช่วยเพิ่มกระแสความนิยมและมูลค่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในวงกว้างอีกด้วย  
    การเบ่งบานของอุตสาหกรรมดอกไม้ ช่วยสร้าง “ความมีชีวิตชีวา” และขยาย “โอกาสทางธุรกิจ” ผ่านภาคการเกษตร การท่องเที่ยวเฉพาะทาง และอื่นๆ นำไปสู่ “การบริโภคใหม่” ผ่านการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการเสริมสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภคในเชิงลึก ซึ่งขยายผลต่อไปถึงร้านอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ใช้ดอกไม้เป็นวัตถุดิบ) โฮมสเตย์ (ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้) การผลิตงานฝีมือที่ทำจากพืชและดอกไม้ท้องถิ่น ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และอื่นๆ ในท้องถิ่นได้เป็นอย่างมาก  

    นอกจากนี้ อิทธิพลของเศรษฐกิจดอกไม้ยังกระจายตัวสู่เมืองรองและพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ส่งผลให้ “ดอกไม้” กลายเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ตามฤดูกาลที่หมุนเวียนไปตลอดทั้งปีในจีน 

    ด้วยการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดอกไม้คุณภาพสูง ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย จีนได้กำหนดเป้าหมายตลาดดอกไม้ไว้ที่ 700,000 ล้านหยวนภายในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายใน 10 ปี 

    เท่านั้นไม่พอ เศรษฐกิจดอกไม้ที่เบ่งบานในจีนยังถูกนำไปโชว์โฉมในต่างประเทศ จีนส่งออกดอกไม้ในมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมีมูลค่าถึงกว่า 520,000 ล้านหยวนในปัจจุบัน  

                               เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)

    ปัจจุบัน ตลาดดอกไม้ตัดดอกโลก มี เยอรมนี สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ นิยมซื้อดอกไม้ตกแต่งบ้านและอื่นๆ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ สายพันธุ์ เทคโนโลยีการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิต และอื่นๆ ทำให้ตลาดต้องพึ่งพาการนำเข้าดอกไม้ในสัดส่วนที่สูง 

    ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ นำเข้าดอกไม้ตัดดอก คิดเป็นกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด แต่ดูเหมือนตลาดนี้อยู่ในมือของคู่แข่งขันรายใหญ่ อย่าง โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และ เม็กซิโก ซึ่งอยู่ในทำเลที่ใกล้กว่า

    กลับมาที่กรณีการส่งออกดอกไม้ของจีน ผลการผลักดันการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และกลยุทธ์การตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ ก็ทำให้ตลาดส่งออกขยายตัวไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากดอกไม้ตัดดอกแล้ว ตลาดส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้อง ก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญ อาทิ กระถางต้นไม้ ดอกไม้แปรรูป และ ต้นกล้าชนิดพิเศษ

    สถิติอย่างเป็นทางการของจีนระบุว่า ยูนนาน เป็นจุดส่งออกดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปี 2025 การส่งออกดอกไม้ตัดสดของยูนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก เขตจินหนิง (Jinning) ตอนใต้ของ นครคุนหมิง เมืองลี่เจียง (Lijiang) และ เมืองฉู่สวง (Chuxiong) มีมูลค่าสูงถึง 1,220 ล้านหยวน ขยายตัวกว่า 60% ของปีก่อน และครอบคลุม 64 ประเทศและภูมิภาค 

    และด้วยระบบโลจิสติกส์ของจีนที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้แต่ละบริษัทดอกไม้ของจีน อาทิ Dianwang Flowers (เตี้ยนหวังฟลาวเวอร์) สามารถทำตลาดดอกไม้ในกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคในอาเซียน เอเซียกลาง และ ตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว 

    ยกตัวอย่างเช่น การส่งดอกไม้ทางอากาศไปยังเมียนมา และฟิลิปปินส์ โดยใช้เวลาภายใน 48 ชั่วโมงเท่านั้น หรือไปยังเวียตนามภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง  

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายโครงการอุตสาหกรรมดอกไม้แบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การวิจัยและพัฒนา การเพาะปลูก และการขาย รวมทั้งการร่วมมือด้านเทคนิคการเพาะปลูกและต้นกล้าดอกไม้หลายสายพันธุ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคอาเซียนอย่างเช่นเมียนมาและกัมพูชา

    ในตลาดเอเซียกลาง และ รัสเซีย บริษัทฯ ก็ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาดอกไม้ ที่ปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของตลาดอย่างแม่นยำ อาทิ กุหลาบหัวใหญ่สายพันธุ์ Highland Red และ Floyd   

    แม้ว่าการส่งมอบในบางออเดอร์ของ “เส้นทางดอกไม้” ก็อาจเต็มไปด้วยความท้าทายยิ่ง แต่บริษัทฯ ก็ไม่ย่นย่อ เช่น การบรรจุดอกไม้ยูนนานในตู้ควบคุมอุณหภูมิ และขนส่งทางถนนเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันก่อนถึงร้านดอกไม้ในคาซักสถาน ภูมิภาคเอเซียกลาง  

    ประการสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตลาดดอกไม้ส่งออกของจีนยังเป็น “เศรษฐกิจที่งดงาม” เพราะกำลังถูกผนวกเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกอย่างแนบแน่น และเปี่ยมไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต 

    ดูเหมือนเส้นทาง “เศรษฐกิจดอกไม้” ของจีนไม่เพียงกำลัง “เบ่งบาน” แต่ยัง “โรยด้วยกลีบกุหลาบ” อีกด้วยครับ …

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189

    เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ  ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/655706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrNjJcd7ft_I6VrAqy9IQ