Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “สตูลบริรักษ์ อินเตอร์” ฉลองความสำเร็จบัณฑิต รุ่น 52-54  ตอกย้ำอันดับ 1 สายอาชีพบริบาล | เดลินิวส์

    “สตูลบริรักษ์ อินเตอร์” ฉลองความสำเร็จบัณฑิต รุ่น 52-54  ตอกย้ำอันดับ 1 สายอาชีพบริบาล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เมษายน ณ ห้องประชุมใหญ่ ซีซีรีสอร์ท ปากบารา อ.ละงู จ.สตูล  นายภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2568 (รุ่นที่ 52-54) โรงเรียนสตูลบริรักษ์ อินเตอร์  และให้โอวาทท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

    นางพรลภัสส์ รุ่งเรือง ผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนสตูลบริรักษ์ อินเตอร์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนฯ มุ่งเน้นการผลิตบุคลากรคุณภาพในหลักสูตรการดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ (840 ชั่วโมง) เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบสาธารณสุขในตำแหน่งพนักงานผู้ช่วยพยาบาล (Nurse Aid) ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วกว่า 1,389 คน ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้โรงเรียนมีความมั่นคงและได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน คือระบบ “เรียนจบมีงานทำทันที” โดยโรงเรียนจะเป็นผู้ประสานงานจัดหาสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนให้แก่นักเรียนทุกคน

    “เราไม่ได้แค่มอบวิชาชีพ แต่เรามอบความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ครอบครัว เยาวชนที่เรียนที่นี่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคนผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และทุนศิษย์เก่า SBI โดยไม่มีดอกเบี้ย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยให้นักเรียนที่หลุดออกจากระบบได้กลับมามีอนาคตที่สดใสอีกครั้ง” นางพรลภัสส์ กล่าว

    นอกจากนี้ ในงานยังมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ศิษย์เก่าดีเด่น 6 ท่าน ที่สร้างชื่อเสียงในวิชาชีพ ตอกย้ำรางวัลการันตีมาตรฐาน อาทิ รางวัลสถานศึกษาดีเด่นจาก สช. ต่อเนื่องหลายปี และการได้รับเลือกเป็น 1 ใน 84 โรงเรียนบริบาลนำร่องของ กยศ. ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา

    ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “สตูลบริรักษ์ อินเตอร์” คือสถาบันที่สร้าง “มืออาชีพ” สู่สถานพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศอย่างแท้จริง

    สำหรับพิธีในครั้งนี้มีผู้เข้ารับประกาศนียบัตรจำนวน 51 คน ซึ่งเตรียมเข้าสู่เส้นทางอาชีพสายสุขภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทั้งในจังหวัดสตูลและระดับประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5751587/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R7d9YFWhblcAMprRUSdLl

  • รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็น งานศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ให้ครอบคลุมในระดับชุมชนหมู่บ้านตามแนวเส้นทาง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 13 อำเภอ 51 ตำบล จนถึงวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจัดการประชุมสรุปผลการศึกษา (สัมมนาใหญ่ ครั้งที่ 2) ประมาณเดือนสิงหาคม 2569

    การประชุมกลุ่มย่อยดังกล่าว รฟท.นำเสนอข้อมูลโครงการฯ อย่างละเอียด โดยเฉพาะรูปแบบและขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการฯ

    สำหรับจากการจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ประชาชนต่างเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว โดยมองว่า ที่ผ่านมาเหมือนถูกตัดออกจากระบบการพัฒนา จึงต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด และให้พิจารณาเปิดเดินรถในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9690000032365&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k_Ok0UdJqd-T-QQZUR-wk

  • คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ข้อมูลจากรายงานของ เอิร์นส์แอนด์ยัง (2568) ระบุว่า

    • 74% ของนักท่องเที่ยวใช้ร้านอาหารมิชลินเป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมาย
    • 76% ยอมขยายเวลาพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร
    • ร้านที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 32% และ 60% ขยายการจ้างงาน

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่รายงานการศึกษาโดย เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง พบว่า ในปี 2568 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำจากมิชลิน ไกด์ อยู่ที่ 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2567 และมูลค่าส่วนเพิ่มรวม 8 ปีของโครงการอยู่ที่ 3,182.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินสนับสนุนถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ แนวโน้มร้านอาหารไทย, ระบบนิเวศอาหาร, การทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่น และบทบาทของร้านอาหารต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า การได้รับการยอมรับจากมิชลิน ไกด์ ช่วยให้ร้านอาหารไทยสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ปี 2569 ททท. เดินหน้าภายใต้โครงการ Thailand Tourism Next ที่เน้น “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) โดยมุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมใช้วัฒนธรรมอาหารเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ขณะเดียวกัน มิชลิน ไกด์ ยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญในการตอกย้ำมาตรฐานสากลของอาหารไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/862853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qeVMZtv7rLTzcXjD2aW6U

  • เปิดแชทไวรัล ครูแจ้งผู้ปกครอง งดโพสต์ผลการเรียนลงโซเชียล ลดการเปรียบเทียบ

    เปิดแชทไวรัล ครูแจ้งผู้ปกครอง งดโพสต์ผลการเรียนลงโซเชียล ลดการเปรียบเทียบ

    เปิดแชทไวรัล ครูแจ้งผู้ปกครอง งดโพสต์ผลการเรียนลงโซเชียล ลดการเปรียบเทียบ

    วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.06 น.

    โลกโซเชียลแห่ชื่นชม! ครูส่งข้อความเตือนผู้ปกครองในไลน์กลุ่ม งดโพสต์ผลสอบลูกลงโซเชียล ชี้ “เกรดคือสิทธิส่วนบุคคล”

    กลายเป็นประเด็นไวรัลที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม เมื่อผู้ปกครองแห่แชร์ข้อความของคุณครูท่านหนึ่งที่ส่งถึงกลุ่มผู้ปกครอง เพื่อขอความร่วมมือให้คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก และหยุดนำผลการเรียนไปเปรียบเทียบบนโลกออนไลน์

    ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Suntaree Sewanajiramit ได้โพสต์ภาพหน้าจอแชทแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นข้อความจากคุณครูที่ส่งถึงผู้ปกครองในกลุ่ม โดยระบุเนื้อหาสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับการประกาศผลสอบของนักเรียน ระบุว่า

    “แจ้งผู้ปกครองทุกท่านค่ะ ผลการเรียนของบุตรหลาน เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล กรุณาอย่าโพสต์ลงในโซเชียล เด็กๆ ทุกคนเก่งตามศักยภาพของตนเอง มีการชื่นชมในครอบครัว ให้คำชมและเสริมแรงจูงใจ ให้ความรักในการกอด พูดชื่นชมเด็กๆ นะคะ”

    ขอบคุณภาพจาก : Suntaree Sewanajiramit

    หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้ปกครองและชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของคุณครูท่านนี้ ที่ไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลขคะแนน แต่ให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจและตัวตนของเด็กแต่ละคน

    เสียงสะท้อนจากผู้ปกครอง ผู้ปกครองรายหนึ่งคอมเมนต์ว่า “รู้สึกดีมากกับวิสัยทัศน์ของคุณครู เด็กแต่ละคนมีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ถนัดคนละแบบ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสนับสนุนและช่วยปรับปรุงจุดด้อย ไม่ใช่การเอาไปอวดหรือเปรียบเทียบ” ขณะที่อีกหลายความเห็นยกย่องว่าคุณครูมีทัศนคติที่ทันสมัยและช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของนักเรียนได้อย่างดีเยี่ยม

    เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การเลี้ยงลูกในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความฉลาดทางอารมณ์” และ “สิทธิส่วนบุคคล ” มากกว่าการแข่งขันด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ซึ่งนักวิชาการด้านการศึกษาหลายท่านเคยให้ความเห็นว่า การโพสต์คะแนนสอบลงโซเชียลอาจสร้างความกดดันให้เด็กโดยไม่รู้ตัว และส่งผลต่อความมั่นใจในตนเองในระยะยาวหากผลการเรียนไม่เป็นไปตามคาดหวัง

    ขอบคุณภาพจาก : Suntaree Sewanajiramit

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956859&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h78hp_XPEfYeU8_C1ymKM

  • คตร. จี้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน ชงครม. 6 เม.ย.นี้

    คตร. จี้โรงกลั่นคืนกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน ชงครม. 6 เม.ย.นี้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ครั้งที่ 2 ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นจากการพิจารณาค่าการกลั่นและค่าการตลาดตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยเห็นตรงกันว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ผลักดันราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยสำคัญมาจากค่า War Premium หรือค่าความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งถูกบวกเพิ่มทั้งในฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาด แต่เมื่อ คตร. นำค่าการกลั่นปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พบว่าโรงกลั่นหลายแห่งยังมีกำไรเพิ่มขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ แม้หักต้นทุน War Premium ที่เกิดขึ้นจริงแล้วก็ตาม

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนเกิดขึ้นได้โดยเร็ว และไม่ต้องรอการออกกฎหมายใหม่ที่อาจใช้เวลานาน ที่ประชุมจึงมีมติเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 6 เมษายน 2569 โดยใช้อำนาจตามกฎหมายปัจจุบัน และอ้างอิงแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตามมติ ครม. วันที่ 21 มิถุนายน 2565

    แนวทางดังกล่าวจะมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเข้าไปเจรจาขอความร่วมมือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ให้นำส่งกำไรบางส่วนที่เกิดขึ้นเป็นกรณีพิเศษจากค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต กลับเข้าสู่ระบบเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยย้ำว่าต้องทำให้เงินส่วนนี้ถูกส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ทันที

    สำหรับเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือ นายเอกนิติ ระบุว่า ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคำนวณตัวเลขอย่างละเอียด โดยต้องพิจารณาต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงกลั่น เนื่องจากแต่ละแห่งมีภาระต้นทุนไม่เท่ากัน เช่น โรงกลั่นบางจากที่มีต้นทุนขนส่งน้ำมันดิบผ่านพื้นที่เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นต้นทุน War Premium ที่เกิดขึ้นจริง

    “ตัวเลขที่เห็นกันในตลาดขณะนี้ ยังไม่ได้สะท้อนต้นทุน War Premium ของน้ำมันดิบที่นำเข้าจริงทั้งหมด จึงต้องให้กระทรวงพลังงานเข้าไป Verify ตัวเลขจากโรงกลั่นแต่ละแห่ง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ แต่จากการศึกษาขั้นต้นพบว่า แม้รวมต้นทุนพิเศษเหล่านี้แล้ว ค่าการกลั่นปัจจุบันก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติย้อนหลัง 5 ปีอยู่ดี และส่วนต่างนี้คือกำไรส่วนเกินที่ควรนำกลับมาช่วยประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากเรื่องค่าการกลั่นแล้ว คตร. ยังได้พิจารณา ค่าการตลาด ที่เหมาะสมควบคู่กัน โดยอ้างอิงผลการศึกษาของกระทรวงพลังงาน ซึ่งประเมินว่าค่าการตลาดเฉลี่ยที่เหมาะสมของทุกผลิตภัณฑ์ควรอยู่ที่ประมาณ 2.45 บาทต่อลิตร และได้กำชับให้กระทรวงพลังงานกำกับดูแลไม่ให้ค่าการตลาดสูงเกินระดับดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

    ส่วนแนวคิดการจัดเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) นายเอกนิติ ระบุว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ วิธีการขอความร่วมมือให้นำส่งกำไรส่วนเกินจะทำได้รวดเร็วกว่า และตอบโจทย์การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ตรงจุดกว่าการรอกระบวนการทางกฎหมายภาษี

    เมื่อถูกถามถึงกรอบเวลาที่ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับลดลง นายเอกนิติ ยืนยันว่า คณะกรรมการเร่งทำงานอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาประชุมวันละกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในกรอบ 15 วัน และจะเร่งนำผลการศึกษาทั้งหมดเสนอเข้าสู่การประชุม ครม. วาระแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้ทันที เพื่อให้มาตรการลดราคาน้ำมันมีผลโดยเร็วที่สุด และให้ประชาชนได้รับข่าวดีก่อนเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์

    ทั้งนี้ รูปแบบการนำส่งเงินจะใช้กลไก กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นช่องทางหลัก เนื่องจากเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้เม็ดเงินจากกำไรส่วนเกินถูกนำไปบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน และสะท้อนเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740436&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aakusjUr7t7PXrkv05hlO

  • รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    รฟท.จัดประชุมย่อยรับฟังการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ก่อนสรุปผล ส.ค.นี้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็น งานศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ให้ครอบคลุมในระดับชุมชนหมู่บ้านตามแนวเส้นทาง ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 13 อำเภอ 51 ตำบล จนถึงวันที่ 27 เมษายน 2569 ก่อนจัดการประชุมสรุปผลการศึกษา (สัมมนาใหญ่ ครั้งที่ 2) ประมาณเดือนสิงหาคม 2569

    การประชุมกลุ่มย่อยดังกล่าว รฟท.นำเสนอข้อมูลโครงการฯ อย่างละเอียด โดยเฉพาะรูปแบบและขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการฯ

    สำหรับจากการจัดรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 ประชาชนต่างเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว โดยมองว่า ที่ผ่านมาเหมือนถูกตัดออกจากระบบการพัฒนา จึงต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด และให้พิจารณาเปิดเดินรถในรูปแบบเชิงท่องเที่ยวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000032365&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MhhZk1TNQmpc9aKyCH3bW

  • เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ

    วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.41 น.

    กลายเป็นกระแสที่ถูกจับตามองอย่างร้อนแรงบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ทันที เมื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมลงนามแต่งตั้ง ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเจ้าของฉายา ขุนพลเศรษฐกิจ ให้กลับคืนถิ่นบัวแก้วอีกครั้งในตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    วันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของชายชื่อ ปานปรีย์ หรือ ดร.ตั๊ก ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับภารกิจด้านการทูตอย่างแท้จริง

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    แฟ้มภาพ

    โดย ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 69 ปี เป็นบุตรของ นายปรีชา และนางบุญทิวา พหิทธานุกร ดร.ปานปรีย์เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการเก่าแก่ที่มีความผูกพันกับกระทรวงต่างประเทศอย่างหยั่งรากลึก โดยมีต้นแบบจากคุณปู่คือ พระพหิทธานุกร (ส่วน นวราช) อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตผู้เจนจัดในสนามสากล ตลอดจนบิดาที่รับราชการในกระทรวงแห่งนี้เช่นกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขาซึมซับงานด้านนโยบายระหว่างประเทศมาตั้งแต่เยาว์วัย

    ทางด้านการศึกษา ดร.ปานปรีย์ ปูพื้นฐานตัวเองอย่างแน่นหนาด้วยปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะบินไปคว้าปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จาก University of Southern California (USC) และจบปริญญาเอกด้านการบริหารจัดการภาครัฐจาก Claremont Graduate University (CGU) สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เขากลายเป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองภาพรวมทั้งมิติกฎหมายและการบริหารจัดการได้อย่างเฉียบคม

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    ก้าวแรกในโลกการทำงานของเขาเริ่มต้นที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในบทบาทเจ้าหน้าที่ประสานงานห้องประชุม ครม. ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นโรงเรียนฝึกทักษะการบริหารนโยบายแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัว เมื่อเขาได้พบรักและสมรสกับ นางปวีณา หงษ์ประภาส หลานตาของพล.อ.ชาติชาย และมีบุตรสาวคือ น.ส.ปัทมรัตน์ พหิทธานุกร มาเป็นโซ่ทองคล้องใจ

    อย่างไรก็ตามเส้นทางการบริหารระดับชาติของเขามาถึงจุดสำคัญที่สุดเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เมื่อปี 2566 เพื่อนำประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและการทูตมาปรับภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก แต่แล้วในเดือนเมษายน 2567 กลับเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อการปรับคณะรัฐมนตรีทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เหลือเพียงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงตำแหน่งเดียว จนนำมาสู่การตัดสินใจลาออกเพื่อรักษาหลักการและศักดิ์ศรีทางการเมือง

    ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    แฟ้มภาพ

    การกลับมาในบทบาทประธานที่ปรึกษาฯ ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การคืนถิ่นของคนทำงานคนหนึ่ง แต่คือการนำประสบการณ์ระดับตัวจริง กลับมาช่วยประคองและขับเคลื่อนงานด้านการต่างประเทศของไทยท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ปานปรีย์ พหิทธานุกร

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956874&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z6XGRMOBs6d8QbMqhteC-

  • ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1”

    ศูนย์หนังสือจุฬาฯ เปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1”

    Skip to content

    ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมเสวนาเปิดตัวหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” จัดโดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569  ณ เวทีกลาง HALL 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ดำเนินรายการโดยคุณพิพัฒน์ วิทยาปัญญานนท์ ผู้ประกาศข่าวช่อง ONE 31 มีนักอ่านผู้สนใจเข้าฟังเป็นจำนวนมาก

    “อัจฉริยะการตลาด 0.1” เป็นหนังสือการตลาดที่ตอบโจทย์ 4 ประเด็นหลัก คือ การมองโลกและลูกค้าในยุคที่เปลี่ยนไปเราควรมีมุมมองอย่างไร กลยุทธ์การขาย ทำอย่างไรจึงจะจับใจลูกค้าและขายของในโลกยุคนี้ได้ การวัดผล วิธีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ และแนวทางการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ผู้เขียนหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” เปิดเผยที่มาของชื่อหนังสือว่า เนื่องจากปัจจุบันความชอบของผู้บริโภคแม้เพียงคนเดียวมีความชอบที่หลากหลาย โลกไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป การตลาดแบบเดิมที่มองทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป จึงต้องเปลี่ยนเป็นการตลาดแบบ 0.1 แทน”

    “หนังสือเล่มนี้ไม่เน้นวิชาการ แต่มุ่งหมายให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย เนื้อหาทั้งหมดนำข้อมูลมาจากงานวิจัยที่ย่อยแล้ว และมีการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ โดยมีรายชื่อหนังสืออ้างอิงท้ายเล่มยาวเกือบ 40 หน้า เหมาะสำหรับคนที่อยากรู้ว่าการตลาดยุคใหม่เป็นอย่างไร โดยไม่ต้องไปค้นหาจากสื่อที่หลากหลายและกระจัดกระจาย เพราะหนังสือเล่มนี้รวบรวมเนื้อหาที่จบได้ในเล่มเดียว”

    “อัจฉริยะการตลาด 0.1” หนังสือดีที่รวบรวมความรู้และมุมมองใหม่ทางการตลาด เหมาะกับคนที่ไม่เชี่ยวชาญด้านการตลาด แต่เห็นความสำคัญและก้าวเข้ามาในโลกการตลาด เช่น คนทำธุรกิจ SMEs ฯลฯ มีจำหน่ายที่บูธศูนย์หนังสือจุฬาฯ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ I32 หรือหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ทุกสาขา ในราคา 250 บาท รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจะนำไปบริจาคให้กับศิริราชมูลนิธิ

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/297286/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FxLWYd3Dijnvm9PYrYsKn

  • ‘บิ๊กดุลย์’ ไม่หนักใจคุมกลาโหม

    ‘บิ๊กดุลย์’ ไม่หนักใจคุมกลาโหม

    4 เมษายน 2569 – พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีการเข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่ประเทศกำลังเจอกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามีความกดดันหรือไม่ว่า เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่า ตนไม่ลำบากใจเลย เพราะเชื่อมั่นในผู้บัญชาการเหล่าทัพ และเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับหน่วย ซึ่งทุกคนมีความมุ่งมั่นอันเดียวกันที่จะรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน จบจากโรงเรียนเหล่าทหารของแต่ละเหล่าทัพ ทั้งโรงเรียนนายสิบ และโรงเรียนนายร้อย ซึ่งเราไม่ได้แบ่งแยก แต่ว่าเป็นเส้นทางในการศึกษา โดยพอมาอยู่ในหน่วยก็มาอยู่หน่วยเดียวกัน กลายเป็นทีมเดียวกัน ไม่ต้องกังวลใจ

    เมื่อถามว่า ได้มีการมอบนโยบายเรื่องของการดูแลปัญหาชายแดนอย่างไร เพราะในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้งระดับประเทศ กลัวว่า จะมีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้นหรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องรบรอบที่ 3 แต่ไม่ใช่ว่า ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีความเชื่อมั่นในกำลังพลในการป้องกันชายแดน ซึ่งการจะรบ ต้องมีสิ่งบอกเหตุ ซึ่งเรามีระบบการข่าวกรอง หรือ ISR (Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance) ที่ดี และขอให้เข้าใจว่า เรามีระบบการติดตาม และระบบเฝ้าตรวจสิ่งบอกเหตุ ซึ่งขอให้อย่าไปเชื่อ “ข่าวลือ” แต่ขอให้เชื่อ “ข่าวสารของทางการ” ที่ปล่อยออกไป เช่น จากโฆษกกองทัพภาค หรือว่า นายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน ที่มีช่องทางการติดต่อกับชาวบ้านอยู่แล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ก็จะมีการแจ้งผ่านช่องทางเหล่านี้ ขออย่าไปเชื่อโซเชียล เพราะขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ภาวะสงครามที่เรียกว่า สงครามไฮบริด (Hybrid Warfare) หรือ สงครามลูกผสม ซึ่งขอให้ดูแล้วใช้วิจารณญาณ เพราะว่า คนที่นำข้อมูลมาโพสต์ในโซเชียล เขาต้องการอะไรเราไม่รู้ ซึ่งต้องการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ขอให้ใจเย็น ๆ อย่าไปสร้างความแตกแยกให้กับผู้ปฏิบัติงาน

    พลโท อดุลย์ ยืนยันว่า ผู้บังคับหน่วยทหาร ไม่มีใคร ไม่มีไม่รักลูกน้อง

    ส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ออกมาระบุว่า มีเจ้าหน้าที่เรียกรับส่วย แล้วปล่อยให้ทหาร BHQ เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายนั้น พลโท อดุลย์ ย้อนถามกลับว่า จะเชื่อนายวีระ หรือจะเชื่อทหารในพื้นที่ทหาร แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนายวีระ ได้ให้ข้อมูลเป็นข่าวสารขั้นต้น ซึ่งเราก็รับฟัง ตนก็ได้นำมาตรวจสอบกับคนในพื้นที่ว่า เป็นข่าวจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ยืนยันว่า ไม่ได้ว่า นายวีระ เพราะเมื่อมีข่าวสารอะไรก็พร้อมรับฟังทั้งหมดให้หน่วยในพื้นที่ไปกลั่นกรอง ตรวจสอบ และมาตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/974857/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DtC4mUd4YcSHxTJS3uSoY

  • “บิ๊กดุลย์” เยี่ยมเกณฑ์ทหาร ย้ำสวัสดิการแน่น ลุยลงโทษคนผิด หนุน “ทหารอาสา”

    “บิ๊กดุลย์” เยี่ยมเกณฑ์ทหาร ย้ำสวัสดิการแน่น ลุยลงโทษคนผิด หนุน “ทหารอาสา”

    รมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเลือกทหารกองเกิน ย้ำสิทธิประโยชน์เพียบ ทั้งเรียนต่อและโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ ย้ำลูกหลานต้องปลอดภัย ลั่นไม่เลี้ยงคนผิด สั่งลงโทษเด็ดขาด เป็นจุดดำทำกองทัพเสียภาพลักษณ์ หลังมีเคสทำร้ายร่างกายทหาร พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีเน็ตโทร. คนที่บ้าน พร้อมขานรับนโยบาย “ทหารอาสา”

    วันที่ 4 เมษายน 2569 พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569 โดยกล่าวว่า วันนี้มาตรวจดูความเรียบร้อย เพราะศูนย์การค้า สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต มีการตรวจคัดเลือกเต็มทั้ง 2 วัน ที่ผ่านมา รวมถึงดูการปฏิบัติงานของสัสดีที่ประชาสัมพันธ์ให้มีผู้สมัครเต็มทุกวันนั้นทำอย่างไร รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการให้ชายไทยสมัครเข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ หรือหากการ สมัครเต็มจำนวน ก็จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร โดยปัจจุบันได้มีการนำระบบสมัครออนไลน์มาใช้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้มีผู้สมัครเต็มจำนวนนั้น พลโท อดุลย์ ระบุว่า มีหลายปัจจัย อาทิ การประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครอง ที่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายรัฐบาล รวมถึงปัจจัย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับ สร้างแรงจูงใจ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับราชการสามารถศึกษาต่อควบคู่ไปด้วย เช่น การศึกษานอกระบบ เพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม อีกทั้ง ยังมีการเสริมสร้างอุดมการณ์ รักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และการเป็นจิตอาสาเพื่อการปกป้องอธิปไตย และสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองและครอบครัว

    ส่วนการดูแลทหารเกณฑ์ ไม่ให้เกิดการซ้ำรอยในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย พลโทอดุลย์ เชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้กำกับดูแลเป็นอย่างดี และได้ลงโทษผู้ที่กระทำ ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวนั้นมีอยู่บ้าง ซึ่งหากพบการกระทำความผิด ก็มีการลงโทษอย่างเด็ดขาด อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยการปลดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด และดูแลครอบครัวของผู้บาดเจ็บ พร้อมย้ำว่า กองทัพบกมีคนดีและคนไม่ดี เพียงนิดเดียวทำให้ภาพลักษณ์เกิดความเสียหาย ซึ่งจะไม่ปล่อยคนกลุ่มนี้ไว้ ขอให้เชื่อว่าลูกหลานของทุกท่านจะปลอดภัย ในยามที่กำลังพลออกปฎิบัติหน้าที่ที่บริเวณชายแดน โดยตนเองได้เน้นย้ำคุณภาพชีวิตทหารชายแดน อย่างน้อย น้ำต้องไหล ไฟต้องสว่าง ทางดี ได้ชาร์จโทรศัพท์ มีสัญญาณโทรศัพท์เพื่อให้พูดคุยกับคนที่บ้านได้ หุงข้าวไม่ต้องก่อไฟมาก เรื่องเหล่านี้ถือเป็นคุณภาพชีวิตที่พวกเขาได้ไปช่วยพวกเราทุกคนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

    ส่วนกรณีฝ่ายค้านจับตาการนำพลทหารไปรับใช้ และการเก็บบัตรเอทีเอ็ม (ATM) เพื่อหักหัวคิว ได้มอบนโยบายเรื่องนี้อย่างไรนั้น พลโทอดุลย์ ระบุว่า มีนโยบายชัดเจน ที่ผ่านมามีเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็เหมือนกับจุดด่างในเหล่าทัพ และเชื่อว่าผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยเข้มงวดเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีอยู่น้อยมาก เหมือนเสื้อสีขาวที่มีจุดดำเพียงเล็กน้อย ดังนั้น ขออย่ามองจุดด่างดำ ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา โดยมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือแม้แต่คนใดที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ รวมถึงไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ขอให้แจ้งมา

    ส่วนนโยบายทหารอาสาของพรรคภูมิใจไทย ได้วางกรอบไว้หรือไม่ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ พลโทอดุลย์ กล่าวว่า ต้องรอให้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน และตนเองจะรับมาดำเนินการ ยืนยันว่ามีแน่ และทำอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องหารือกันในละเอียดครั้งหนึ่ง ว่าจะกี่ปี หรือ 4 ปี เพราะจะได้มีโอกาสเรียน จนจบระดับปริญญาตรีและบรรจุเข้ารับราชการทหาร อย่างไรก็ตาม พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ได้ฝากสานงานต่อในการดูแลทหารชั้นผู้น้อยอย่างเต็มที่ โดยการเพิ่มเงินจากกองร้อยจากกองพัน และจากกรม ซึ่งสิทธิของกำลังพลชั้นผู้น้อย จะดูแลอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วง นอกจากนี้ ยังย้ำว่า ชนชั้นไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด แต่ระเบียบของข้าราชการทหารต้องมีการแบ่งยศ แบ่งสายบังคับบัญชาให้มีความชัดเจน เพื่อปกครองบังคับบัญชา เราทำงานด้วยกันเป็นทีม ชีวิตการทำงานที่บริเวณชายแดนทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนมีโอกาสเหยียบกับระเบิดเท่ากันหมด

    ส่วนมีความกังวลหรือไม่ที่เข้ามารับตำแหน่งในช่วงที่มี สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน พลโทอดุลย์ ระบุว่า เป็นเรื่องธรรมดา ตนเองไม่ลำบากใจ และเชื่อมั่นในตัวผู้บังคับบัญชาเหล่าทัพ ผู้บังคับหน่วย ทุกคนมีความมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวกัน คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143600&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qCjDxGHyKPrLGEyVO3u_p