Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เปิดงานวันแรก! เทศกาลข้าวโพดหวา-อาหารอร่อยที่ท่าแพ หวังยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    บรรยากาศการเปิดงานเทศกาลข้าวโพดหวานและอาหารอร่อยอำเภอท่าแพ ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ในวันแรก วันนี้ (4 พ.ย.) เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมี นางสาวดุษฎี พฤกษเศรษฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยทัพหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำท้องถิ่น เช่น นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล, นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล, ททท. สำนักงานสตูล, นายอำเภอท่าแพ และ นายก อบต. ท่าแพ หัวใจสำคัญที่ท่านรองผู้ว่าฯ และคณะผู้บริหารมุ่งเน้น คือการประกาศศักดาข้าวโพดหวานคลองสองน้ำ จากคลองบาราเกตุ ซึ่งเป็นจุดบรรจบของน้ำจืดและน้ำเค็ม ทำให้ดินและน้ำมีแร่ธาตุเฉพาะตัว ส่งผลให้ข้าวโพดที่นี่มีรสชาติหวานฉ่ำ กรอบ และกลมกล่อม เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากจากที่อื่นในประเทศไทย

    ด้าน นางสาวภัชกุล ตรีพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ระบุว่า การแข่งขันกินข้าวโพดและการนำเสนออัตลักษณ์คลองสองน้ำ เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ มีการจัดงานตั้งแต่วันที่ 3 – 5 เมษายน 2569 นี้เท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000032410&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lnToXQPbVj2HriJKm8xTV

  • แม้แดดจะระอุ! แต่วัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวยังไม่แผ่ว

    แม้แดดจะระอุ! แต่วัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวยังไม่แผ่ว

    วันนี้ (4 เม.ย.69) ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้ อุณหภูมิในพื้นที่กรุงเทพมหานครพุ่งสูงแตะระดับกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่บรรยากาศการท่องเที่ยวที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ยังคงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา หลายคนต้องสวมหมวก กางร่ม และพกพัดลมขนาดเล็ก 
    ขณะที่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ต่างเพิ่มมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว โดยมีจุดบริการน้ำดื่ม และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะลมแดด

    ด้านหน่วยงานสาธารณสุข เตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวให้เฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือหมดสติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะลมแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ที่อุณหภูมิสูงที่สุดของวัน

    แม้สภาพอากาศจะเป็นอุปสรรค แต่เสน่ห์ของวัดพระแก้วยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69538&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BMAAi3Yrinpp47gU1Ngb9

  • “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    “เซ็นทรัลพัฒนา” ปลุกการท่องเที่ยวไทย ดัน “สงกรานต์” สู่เทศกาลระดับโลกที่ทั่วโลกต้องมา

    4 เม.ย. 2569 04:06 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2924418&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kohe1zQcec5H8aFOm9Lyq

  • ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ททท. เปิดตัว “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ชวนฟิตร่างกายสัมผัสประสบการณ์ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป สินค้า GI อัตลักษณ์ท้องถิ่น 5 ภาคทั่วไทย

    เตรียมรองเท้าให้พร้อม! ททท. เปิดตัว “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” สัมผัสเสน่ห์ท้องถิ่นผ่านเส้นทางเทรล

    สายวิ่ง สายเที่ยว และสายกินห้ามพลาด! เมื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ กรมการค้าภายใน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ  “Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026” ณ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ ปลุกกระแสการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ที่นำเอาการวิ่งเทรลมามิกซ์แอนด์แมตช์กับการท่องเที่ยว วิถีชุมชน และการยกระดับสินค้า GI (สินค้าทางภูมิศาสตร์) ของไทยได้อย่างลงตัว
     

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวว่า “กระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬาได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ททท. จึงได้ริเริ่มโครงการนี้เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอสินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญา คาดการณ์ว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้กว่า 100,000 คน สร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากกว่า 250 ล้านบาท ยกระดับไทยสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างยั่งยืน”

    สอดคล้องกับ นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ที่เน้นย้ำถึงการต่อยอดสินค้าชุมชนว่า

    “โครงการนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทย นำเสน่ห์ไทยมาเพิ่มมูลค่าผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชน นำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกรให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง”

     เช็กอิน 5 สนามเทรล 5 ภูมิภาค พร้อมไฮไลต์สินค้า GI

    ใครถนัดภาคไหน เล็งวันแล้วเตรียมกดสมัครได้เลย กับกิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) 3 ระยะทาง (20 กม., 10 กม., 3 กม.)

    ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ (2-3 พ.ค. 69) ณ อ่างเก็บน้ำห้วยลาน: ธีม “แอ่วเทรลเมืองล้านนา จิบกาแฟ แลมนต์ขุนเขา” ชูไฮไลต์ กาแฟเทพเสด็จ พร้อมฐานสาธิตการคั่วและชงกาแฟหอมๆ

    ภาคตะวันออก จ.ระยอง (23-24 พ.ค. 69) ณ ขานางหย่อง: ธีม “ผืนป่าบูรพา เทรลนักรบ สับปะรดศรีราชา” นำเสนอ มังคุดระยอง รสชาติหวานอมเปรี้ยว พร้อมฐานกิจกรรม GI ประจำถิ่น

    ภาคอีสาน จ.ขอนแก่น (30-31 พ.ค. 69) ณ เขื่อนอุบลรัตน์: ธีม “แล่นตะลุยแดนอีสาน ชิมมะม่วงหวาน แลลายศิลป์” ชูเอกลักษณ์ ข้าวหมากใบตอง พร้อมเวิร์กชอปทำข้าวหมากและพวงกุญแจผ้าไหม ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

    ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช (6-7 มิ.ย. 69) ณ บ้านวังหอน: ธีม “เทรลแจ่มใจ วิ่งวิถีชุมชน ชิมแตงโม ชมกระจูดควนเคร็ง” นำเสนอ สครับเปลือกผลไม้ บำรุงผิว พร้อมสาธิตและเวิร์กชอปทำสครับพกพา

    ภาคกลาง จ.เพชรบุรี (20-21 มิ.ย. 69) ณ บ้านทุ่งขาม: ธีม “วิ่งเทรลชิมหวาน เสน่ห์หอมหวนแห่งเมืองเพชร” เสิร์ฟความละมุนของ กล้วยหอมทองเพชรบุรี พร้อมเวิร์กชอปปั้นกล้วยกวนและเครื่องปั้นดินเผา

    ททท. จัดใหญ่! ชวนสายแอคทีฟ วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป GI ทั่วไทย

     ความคุ้มค่าที่สายวิ่งต้องกรี๊ด!

    ค่าสมัครเพียง 250 บาท แต่ได้ทั้งเสื้อวิ่ง, BIB, เหรียญที่ระลึก และที่เด็ดสุดคือ Voucher มูลค่า 250 บาท สำหรับช้อปสินค้า GI ในงาน! ส่วนขาแรงที่เข้าเส้นชัย 5 อันดับแรก (ระยะ 20 กม. และ 10 กม.) มีสิทธิ์ลุ้นเงินรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อม GI SET พิเศษสุดๆ แชมป์อันดับ 1 ชาย-หญิง จะได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักจากโครงการด้วย

     Virtual Run และความสนุกจัดเต็ม

    สำหรับใครที่ไม่สะดวกไปสนามจริง สามารถร่วม Virtual Run สะสมระยะ 77 กม. (เปิดรับสมัคร 2 เม.ย. – 15 พ.ค. 69) เพื่อรับเสื้อ Finisher เหรียญ และลุ้นรางวัลอีกเพียบ นอกจากนี้ ททท. ยังจัดเต็มกิจกรรมพิเศษในวันที่ 23 พ.ค. 69 ที่สนามกีฬากลางระยอง ขนทัพร้านค้าชุมชนกว่า 50 ร้าน และฟรีคอนเสิร์ตสุดมันส์จากวง Potato!

    ใครที่พลาดไปร่วมงาน ก็ยังสามารถช้อปสินค้า GI กระจายรายได้สู่ชุมชนกันต่อได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ Lazada (lazada.co.th/thaigishop)

    เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ https://race.thai.run/gitourandtrail เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไป “วิ่ง กิน เที่ยว ช้อป” ให้สนุกสุดเหวี่ยง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/740399&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JGlS09q5wZuyIcptPtEox

  • ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนมากสุด 1.49 ล้านคน ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนวโน้มรายได้ขยายตัวต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    วันนี้ (3 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว

    สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/2569 (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569) ประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน รัสเซีย 7.26 แสนคน อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ทั้งนี้ ในปี 2569 มีการปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะคลี่คลายภายใน 1–3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ททท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/YMVtyjUWP&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nkENO2KyXopNJkfvvILGt

  • ต้านไม่ไหว! ททท. หั่นเป้าปี 69 วูบ 18% ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 30-34 ล้านคน เซ่นพิษสงคราม : อินโฟเควสท์

    ต้านไม่ไหว! ททท. หั่นเป้าปี 69 วูบ 18% ต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 30-34 ล้านคน เซ่นพิษสงคราม : อินโฟเควสท์

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 69 ททท. ได้ปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะคลี่คลายภายใน 1-3 เดือน โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30-34 ล้านคน ลดลง 18% จากเป้าหมายเดิม โดยมีปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา รวมถึงข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

    ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวของชาวไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 3% จากเป้าหมาย โดยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท

    สำหรับข้อมูลล่าสุดในช่วงไตรมาส 1/69 (1 ม.ค.-1 มี.ค. 69) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 9.31 ล้านคน โดยตลาดหลักยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 1.49 ล้านคน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย 9.6 แสนคน, รัสเซีย 7.26 แสนคน, อินเดีย 6.26 แสนคน และเกาหลีใต้ 4.12 แสนคน

    ขณะเดียวกัน ตลาดระยะไกล อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นกลุ่มสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อทริปในระดับสูง แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่มีความผันผวน อย่างไรก็ดี โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายมากขึ้น ได้ช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้า และประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบางอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ในช่วงปี 68 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    สำหรับภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตลาดอาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลาง เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทดแทนตลาดจีนที่ยังไม่กลับสู่ระดับเดิม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582633&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pa6QWUFjk5E-6Zep-ozX-

  • ศรีลังกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจใหม่จากสงครามตะวันออกกลางและภัยพิบัติ

    ศรีลังกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจใหม่จากสงครามตะวันออกกลางและภัยพิบัติ

    ศรีลังกากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ในการป้องกันการล่มสลายทางเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2022 เมื่อสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ประกอบกับความเสียหายจากพายุไซโคลนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024

    ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสสานายาเกะได้ประกาศมาตรการจำกัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มราคาขึ้นหนึ่งในสาม และเพิ่มค่าไฟฟ้าสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่สงครามเริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานทั่วโลก

    ความกังวลจากการซื้อตุนน้ำมัน

    สถานการณ์การซื้อตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างตื่นตระหนกในศรีลังกาทำให้นึกถึงเหตุการณ์ปี 2022 เมื่อเศรษฐกิจประเทศพังทลาย อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หลังจากโคลอมโบผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่า 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “อารากาลายา” (การต่อสู้) ซึ่งโค่นล้มประธานาธิบดีโกตะบายะ ราชปักษะ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าบริหารประเทศผิดพลาดและคอร์รัปชัน

    แรงกดดันทางการเมือง

    พรรคสังคมนิยมแนวหน้า (FSP) ผู้นำการประท้วงครั้งก่อนได้เตือนว่ารัฐบาลดิสสานายาเกะอาจเผชิญกับการล่มสลาย ดุมินดา นาคามูวา สมาชิกพอลิตบิวโร FSP กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะมาในรูปแบบทางการเมือง”

    ขณะเดียวกัน พรรค JVP หรือแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนของดิสสานายาเกะได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงสองในสามในการเลือกตั้งรัฐสภาเดือนพฤศจิกายน 2024 หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองเดือนก่อนหน้า

    ปฏิกิริยาของประชาชน

    วาสันทา จายาลาธ พ่อค้าวัย 55 ปีที่ตลาดกลางคืนเปตตาห์ในโคลอมโบ เผยว่าลงคะแนนให้ดิสสานายาเกะในปี 2024 ด้วยความหวังว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีกว่า แต่รู้สึกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง “เราโหวตด้วยความคิดว่ายุคที่ดีและพอเพียงจะมาถึงประเทศเรา แต่ไม่มีสถานการณ์เช่นนั้น แต่สิ่งที่เรารู้คือประเทศกำลังตกลงไปในเหวลึกมากขึ้น” เขากล่าว

    สถานการณ์ฉุกเฉินและข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

    ภาวนี ฟอนเซกา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่าการประท้วงลดลงเนื่องจากประชาชนต้องมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายในการหาเสบียงอาหารและเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน รัฐบาลยังเริ่มจำกัดการจ่ายน้ำเพื่ออนุรักษ์ปริมาณสำรองและลดต้นทุนการสูบน้ำ

    เธอเตือนว่าอำนาจกว้างขวางที่กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินมอบให้เจ้าหน้าที่ในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอาจถูกใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงของประชาชน

    ผลกระทบจากพายุไซโคลน

    พายุไซโคลนดิตวาห์ ภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สึนามิเอเชียปี 2004 คร่าชีวิตผู้คนไป 641 คน และส่งผลกระทบต่อเกือบทั้งประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว พายุดังกล่าวก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถลม่ม สร้างความเสียหายประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามการประเมินของธนาคารโลก

    โคลอมโบยังได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนธันวาคมเพื่อจัดการกับผลที่ตามมาจากภัยพิบัติ ขณะนี้คณะผู้แทน IMF อยู่ในศรีลังกาเพื่อทบทวนเงินกู้ช่วยเหลือ 4 ปี มูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนปล่อยเงินงวดต่อไป 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    Sri Lanka has rationed fuel, raised its price by a third and increased electricity costs by up to 40 percent since the war began disrupting global energy supplies

    Sri Lanka has rationed fuel, raised its price by a third and increased electricity costs by up to 40 percent since the war began disrupting global energy supplies

    Fuel rationing has shortened queues in Sri Lanka, but the government has begun limiting water supply hours to conserve reserves and save pumping costs

    Fuel rationing has shortened queues in Sri Lanka, but the government has begun limiting water supply hours to conserve reserves and save pumping costs

    Fallout from Cyclone Ditwah in November 2025 and the ongoing energy crisis due to the Mideast war have compounded issues for Sri Lanka

    Fallout from Cyclone Ditwah in November 2025 and the ongoing energy crisis due to the Mideast war have compounded issues for Sri Lanka

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/sri-lanka-economic-crisis-middle-east-war-cyclone-ditwah&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W0sbKdlVERl_pY-FWqDk7

  • ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง

    พนักงานของกรมสารสนเทศรัฐบาลศรีลังกาทำงานโดยไม่มีพัดลมหรือไฟส่องสว่างในกรุงโคลัมโบ เนื่องจากทางการสั่งการให้มีมาตรการประหยัดพลังงาน ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยเหมือนเมื่อสี่ปีก่อน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซ้ำเติมผลกระทบจากพายุไซโคลนร้ายแรงในเดือนพฤศจิกายน (Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP)

    ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ซ้ำรอยเหมือนเมื่อสี่ปีก่อน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซ้ำเติมผลกระทบจาก พายุไซโคลน ร้ายแรง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

    ประธานาธิบดีอนูรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้จำกัดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง ปรับขึ้น ราคา เชื้อเพลิง หนึ่งในสาม และเพิ่มค่าไฟฟ้าสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่สงครามเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก

    การแห่ซื้อเชื้อเพลิงในศรีลังกาทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ในปี 2022 เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หลังจากโคลัมโบผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 46 พันล้านดอลลาร์

    การประท้วงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา ผู้ทรงอำนาจในอดีต ต้องลงจากตำแหน่ง โดยเขาถูกกล่าวหาว่าบริหารประเทศผิดพลาดและทุจริต

    แต่พรรคสังคมนิยมแนวหน้า (FSP) ซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ที่โค่นล้มราชปักษา ได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลของดิสซานายาเกอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตภายใน

    “เราเชื่อว่าการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะมาจากทางการเมือง” ดุมินดา นากามูวา สมาชิกคณะกรรมการบริหารพรรค FSP กล่าวกับสำนักข่าว AFP

    เขากล่าวว่า “เนื่องจากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง ผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้จึงยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง”

    พรรค JVP หรือแนวร่วมปลดปล่อยประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายของดิสซานายาเก ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงสองในสามในการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 หลังจากที่ตัวเขาเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้น

    วาสันธา จายาลาธ วัย 55 ปี พ่อค้าในตลาดกลางคืนเปตตาห์ กรุงโคลัมโบ กล่าวว่า เขาลงคะแนนให้ดิสซานายาเกในปี 2024 โดยหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง

    “เราลงคะแนนเสียง…โดยคิดว่ายุคที่ดีและพึ่งพาตนเองได้จะเริ่มต้นขึ้นสำหรับประเทศของเรา” จายาลาธกล่าวกับเอเอฟพี “แต่สถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม สิ่งที่เราพบคือประเทศกำลังจมดิ่งลงเหว”

    ปริยันธา สุทธาร์ศนะ ซิลวา วัย 53 ปี พ่อค้าในตลาดค้าส่งหลักของเมืองหลวง ไม่ได้กล่าวโทษฝ่ายบริหารว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตนี้

    ซิลวาให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า “การประท้วงจะไม่ช่วยอะไร เพราะประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว เราเชื่อว่าการก้าวไปข้างหน้า แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ ก็ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญแล้ว”

    ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน บาวานี ฟอนเซกา กล่าวว่า การประท้วงสงบลงเนื่องจากประชาชนต่างวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาเรื่องการจัดหาเสบียงในชีวิตประจำวัน

    การจำกัดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงช่วยลดจำนวนคิวลงได้ แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รัฐบาลเริ่มจำกัดชั่วโมงการจ่ายน้ำเพื่ออนุรักษ์ปริมาณสำรองและประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ

    “เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2022… คุณจะไม่เห็นการประท้วงในระดับนั้น” ฟอนเซกากล่าวกับเอเอฟพี “ศรีลังกาเพิ่งผ่านพ้นภัยพิบัติอีกครั้งหนึ่ง คือพายุไซโคลนดิตวาห์ และรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเรื่องนั้น”

    ฟอนเซกา กล่าวว่า อำนาจที่กว้างขวางซึ่งกฎหมายฉุกเฉินมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย อาจถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงของประชาชน ซึ่ง สร้าง ความกังวลอย่างมากให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

    เธอกล่าวว่า “เราอยู่ในสถานการณ์ที่…กฎหมายที่มีอยู่และวิธีการนำกฎหมายเหล่านั้นมาใช้ ทำให้เกิดคำถามว่าสิทธิอาจถูกลดทอนลงไปอีกในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนข้างหน้าหรือไม่”

    พายุไซโคลนดิตวาห์ ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สึนามิในเอเชียปี 2004 คร่าชีวิตผู้คนไป 641 ราย และส่งผลกระทบเกือบทั้งประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว

    พายุไซโคลนซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของธนาคารโลก

    เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศแผนการใช้จ่ายเพิ่มเติม 500 พันล้านรูปี (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูประเทศ

    เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการบูรณะบ้านเรือน ถนน สะพาน และทางรถไฟที่เสียหาย รวมถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนเพื่อให้พวกเขากลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ โคลัมโบยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินฉุกเฉินจำนวน 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนธันวาคม เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

    ขณะนี้คณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กำลังอยู่ในศรีลังกาเพื่อทบทวนเงินกู้ช่วยเหลือระยะเวลาสี่ปีมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะปล่อยเงินงวดแรกจำนวน 700 ล้านดอลลาร์

    ทางการศรีลังการะบุว่า อาจขอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเปลี่ยน เงื่อนไขการรัดเข็มขัด ของเงินกู้ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ลงอันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/974839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xx2_eo1cZxLUX01wIN5YI

  • สหรัฐฯ เผยเศรษฐกิจ มี.ค.69 แข็งแกร่งเกินคาด อัตราว่างงานลดลง 0.1%

    สหรัฐฯ เผยเศรษฐกิจ มี.ค.69 แข็งแกร่งเกินคาด อัตราว่างงานลดลง 0.1%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเกินคาด โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 133,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลดังกล่าว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้มาก โดยการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของดาวโจนส์ นิวส์ไวร์ส และเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ไว้ว่า จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 59,000 ตำแหน่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000032413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ODOKHdfJXZ3O85DGXKk5n

  • ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569: ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ”

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อน แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงต้นปีจะแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่การปรับตัวเข้าสู่ยุค “เน้นคุณภาพ” กลายเป็นทางรอดสำคัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเร่งผลักดัน
     

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    สรุปสถานการณ์ไตรมาส 1/2569

    ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 9.31 ล้านคน โดยกลุ่มตลาดหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่:

    1. จีน: 1.49 ล้านคน
    2. มาเลเซีย: 9.6 แสนคน
    3. รัสเซีย: 7.26 แสนคน
    4. อินเดีย: 6.26 แสนคน
    5. เกาหลีใต้: 4.12 แสนคน

    ขณะที่ตลาดระยะไกล เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อทริปในระดับสูง ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมในภาพรวม ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วิเคราะห์ภาพรวมการทำงานและอุปสรรคที่ต้องเผชิญในปีนี้ว่า:

    “ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย”

    เธอยังระบุถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของ ททท. ในปีนี้:

    “ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ ‘ค่าใช้จ่ายต่อทริป’ (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    การปรับเป้าหมายและกลยุทธ์รับมือปัจจัยเสี่ยง

    ททท. ได้มีการปรับคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2569 ใหม่ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะคลี่คลายในเร็ววัน โดยคาดว่าจะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน (ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าเดิม) และ นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง (ลดลงร้อยละ 3) โดยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 2.58 ล้านล้านบาท

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ปัจจัยลบหลักมาจากข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน ความผันผวนของราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจในตลาดสำคัญอย่างยุโรปและอเมริกา ทำให้ ททท. ต้องปรับแผนการตลาดครั้งใหญ่

    “สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    การเดินหน้าสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ให้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FS1AdACJxYfGJpTrmOXxp