Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจอินเดียยังเข้มแข็งหลังเจอวิกฤติ ผู้เชี่ยวชาญเสนอพลิกความท้าทายเป็นโอกาสผ่าน 3 เสาหลัก

    เศรษฐกิจอินเดียยังเข้มแข็งหลังเจอวิกฤติ ผู้เชี่ยวชาญเสนอพลิกความท้าทายเป็นโอกาสผ่าน 3 เสาหลัก

    เศรษฐกิจอินเดียยังเข้มแข็งหลังเจอวิกฤติ ผู้เชี่ยวชาญเสนอพลิกความท้าทายเป็นโอกาสผ่าน 3 เสาหลัก 

    ความท้าทายทางเศรษฐกิจของอินเดีย

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านราคาพลังงาน การค้าโลก ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงิน หลายประเทศเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และความผันผวนของกระแสเงินทุน

    สำหรับอินเดีย แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง แต่ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง รวมถึงมีความเชื่อมโยงด้านการค้าและแรงงานกับภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ

    กระทรวงการคลังอินเดียและธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวกำลังส่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

    นอกจากนี้ อินเดียยังมีความเชื่อมโยงกับตะวันออกกลางในระดับสูง โดยภูมิภาคดังกล่าวคิดเป็นประมาณร้อยละ 13 ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย และเป็นแหล่งรายได้จากเงินโอนกลับประเทศ (Remittance) ของแรงงานอินเดียในต่างประเทศประมาณร้อยละ 38 หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงิน และภาคการส่งออกของประเทศได้ในระยะยาว

    อินเดียยังคงเข้มแข็ง

    แม้อินเดียจะเผชิญ “ความเสี่ยงรอบด้าน” แต่ทั้งรัฐบาลอินเดีย ธนาคารกลางอินเดีย และสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่ง กลับมองตรงกันว่า เศรษฐกิจอินเดียยังคงมี “ความยืดหยุ่น” (Resilience) สูงกว่าหลายประเทศ และสามารถรองรับแรงกระแทกจากภายนอกได้ดีกว่าในอดีต

    ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจอินเดีย ได้แก่ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่อง การบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 60 ของ GDP ระบบธนาคารและสถาบันการเงินที่มีเสถียรภาพ รวมถึงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพียงพอต่อการนำเข้าประมาณ 11 เดือน

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการควบคุมราคาพลังงาน การสนับสนุนภาคส่งออก การรักษาสภาพคล่องในระบบการเงิน และการเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ

    ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า แม้วิกฤติครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอินเดียในระยะสั้น แต่ก็อาจกลายเป็น “โอกาสสำคัญ” ในการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว โดย Morgan Stanley ระบุในรายงาน India Economics & Strategy – Opportunities and Risks amid Conflict ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเป็นแรงผลักดันให้อินเดียเร่งลงทุนและดำเนินนโยบายเชิงรุกใน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ พลังงาน (Energy) ปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร (Fertilizers) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defence)

    Energy: เร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

    ปัจจุบัน อินเดียยังนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 85 และก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 50 ของความต้องการภายในประเทศ ทำให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และภาระการนำเข้าของประเทศ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน อินเดียได้เพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินในประเทศจนเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 88 วัน ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง

    Morgan Stanley เสนอให้อินเดียเร่งลงทุนด้านพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งการขยายพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในพลังงานนิวเคลียร์ การเพิ่มคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ และการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานจากหลายประเทศ

    Fertilizers: ลดความเสี่ยงด้านปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร

    อุตสาหกรรมปุ๋ยถือเป็นอีกหนึ่งภาคยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากอินเดียยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารโดยตรง เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น

    Morgan Stanley เสนอให้อินเดียเร่งกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ย เพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังเสนอให้อินเดียพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยสีเขียว (Green Ammonia) และการผลิตปุ๋ยจากพลังงานสะอาด เพื่อเสริมความมั่นคงด้านอาหารและลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

    Defence: เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังผลักดันให้อินเดียเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากต่างชาติ โดยรัฐบาลอินเดียกำลังผลักดันนโยบาย “Atmanirbhar Bharat” และ “Make in India” เพื่อสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มการลงทุน การสนับสนุนการผลิตภายในประเทศ และการเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนั้น อินเดียเป็นหนึ่งใน ประเทศที่ใช้งบประมาณด้านกลาโหมสูงที่สุดในโลก และตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ภายใน ปีข้างหน้า

    Morgan Stanley มองว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคงของประเทศ แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ในภาพรวม Morgan Stanley คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินเดียจะสามารถเติบโตได้ในระดับประมาณร้อยละ 6.5–7 ต่อปีในระยะกลาง แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงก็ตาม

    ข้อคิดเห็นของ สคต.

    1. แม้อินเดียจะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทั้งด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่อินเดียยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีศักยภาพการเติบโตในระดับสูง จากปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ทั้งขนาดตลาด การบริโภคภายในประเทศ ระบบการเงินที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงยังถือเป็นตลาดสำคัญที่ไทยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น

    2. แนวโน้มการเร่งลงทุนของอินเดียในภาคยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน อาจเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับอินเดียได้มากขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมแปรรูป การก่อสร้าง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งอาจช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับไทยในระยะยาวได้ต่อไป

    3. แม้อินเดียยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง 
    แต่รัฐบาลอินเดียยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนจากวิกฤติในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยนายกรัฐมนตรีอินเดียได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการใช้พลังงาน ลดการซื้อทองคำที่ไม่จำเป็น และชะลอการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อเงินตราต่างประเทศและต้นทุนนำเข้าของประเทศ

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/middle-east-conflict-three-opportunities-for-india-to-secure-supply-chains-in-energy-fertilisers-defence-explained/articleshowprint/130849361.cms?val=3728

    https://economictimes.indiatimes.com/news/economy/policy/resilient-not-shock-free-india-charts-path-through-war-jitters-crude-oil-price-economy-forex-gdp/articleshow/130846259.cms

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mzjf9fjl0nhhitr1lj4ccbrb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HnT74VvLiWkJZf396WJYs

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย

    ล่าสุด “เคทีซี” หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย จัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ “Speed Economy : โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซ และคนทำคอนเทนต์” เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

    กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ THECA ระบุว่า ในยุคของ “Speed Economy” ความได้เปรียบทางธุรกิจด้วยความรวดเร็ว ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง “ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์/KOL แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ

    ดังนั้น สมาคมมีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊า และจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือความสามารถ ‘Double AI’ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    ขณะที่ สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด มองว่า ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ “การมองเห็น” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ความน่าเชื่อถือ” และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล

    ดังนั้นจะเห็นว่าครีเอเตอร์ไทยจำนวนมากเริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “Trust” มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

    ขณะที่ ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี กล่าวว่า ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเองผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้

    ดังนั้น Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์ และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และความเชื่อมั่นกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็วอาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด.

    บุญช่วย ค้ายาดี 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1000021/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KAkEZcSxcKXNleSNszOQV

  • ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง

    ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง

    ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจ ย้ำคุมวินัยการคลัง หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 68.03 ไม่เกินกรอบร้อยละ 70 รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่เสถียรภาพการเงินประเทศ

    (19 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  วันที่ 19 พ.ค. 2569 ได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล

    “การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รัฐบาลยังคงยึดกรอบวินัยการคลังเป็นหลักสำคัญ ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ ได้มีการปรับแผนก่อหนี้ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท ขณะที่แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจากประมาณ 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท ส่วนแผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท

    พร้อมกันนี้ ครม. ได้อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท  เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของ กองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IgE41bs3OCL-7lVGOoc4p

  • ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ด่วน !!! รับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569


    20/05/2569 | 69

    สมัครฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียง 4 สถานประกอบการเท่านั้น!

    กิจกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

    ภาตใต้โครงการ 12.3-1 การสนับสนุนระบบนิเวศเพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยรองรับอุตสาหกรรม 4.0

    จัดโดย กองพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม


    ✨ วัตถุประสงค์ : เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    🎯 กลุ่มเป้าหมาย : 

    • นิติบุคคลขนาดกลางหรือขนาดย่อม (SMEs) ภาคการผลิต
    • ในพื้นที่ : กรุงเทพฯ , นนทบุรี , สมุทรปราการ , พระนครศรีอยุธยา , ปทุมธานี , สระบุรี

    ✨ สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับ :

    1. การวินิจฉัยและวิเคราะห์ศักยภาพของสถานประกอบการ

    2. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ :

    2.1 การประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization : CFO)

    2.2 การประเมินคาร์บอนฟุตปริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product : CFP)

    2.3 การรับรองมาตรฐาน ISO 14000 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม

    2.4 มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 2 ขึ้นไป (Green Industry Level 2 ขึ้นไป) หรือการยกระดับพัฒนาธุรกิจในด้านอื่นๆ ที่มุ่งสู่การทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    3. การถ่ายทอดองค์ความรู้เตรียมความพร้อมในแก่บุคลากรของสถานประกอบการ จำนวน 1 ครั้ง รูปแบบ Online ผ่านระบบ Zoom Meeting

    สมัครเข้าร่วมกิจกรรม :

    ติดต่อคุณนารีรัตน์ โทร.087-5154145 Email : nareerar1859@gmail.com

    หมายเหตุ :

    – ปิดรับสมัครเมื่อผู้ผ่านการคัดเลือกครบตามจำนวน

    – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าร่วมกิจกรรม


    image รูปภาพ

    image


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/504739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bBMb7VXIO4sp04VV20huY

  • ใบเตย อาร์สยาม นุ่งชุดว่ายน้ำบิกินี อวดหุ่นสวยเซ็กซี่ตู้มต้าม ทำทะเลพัทยาร้อนฉ่า – ไทยรัฐออนไลน์

    ใบเตย อาร์สยาม นุ่งชุดว่ายน้ำบิกินี อวดหุ่นสวยเซ็กซี่ตู้มต้าม ทำทะเลพัทยาร้อนฉ่า – ไทยรัฐออนไลน์

    ฟิล์ม รัฐภูมิ เผยช่วย ใบเตย ตอนลำบาก ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมลูก ให้อภัย ดีเจแมน แต่ยังรอคำขอโทษ. แท็กที่เกี่ยวข้อง. ใบเตย อาร์สยามใบเตย สุธีวัน …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2934077&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31qo9FDNa0vgwnAiW5D4kY

  • เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต จับมือ ททท. จัดงาน “เซ็นทรัล วิลเลจ ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026” ชูหนังธีมอาหาร …

    เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต จับมือ ททท. จัดงาน “เซ็นทรัล วิลเลจ ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026” ชูหนังธีมอาหาร …

    ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026 – Powered by the Tourism Authority of Thailand (TAT)” ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00–21.00 น. มอบประสบการณ์ใหม่ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/travel/3722797&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WcXtWkvERyXgqavI7azYJ

  • เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต จับมือ ททท. จัดงาน “เซ็นทรัล วิลเลจ ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026″ ชูหนังธีมอาหาร …

    เซ็นทรัล วิลเลจ เอาท์เล็ต จับมือ ททท. จัดงาน “เซ็นทรัล วิลเลจ ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026″ ชูหนังธีมอาหาร …

    ฟิล์ม ฟู้ด เฟส 2026 – Powered by the Tourism Authority of Thailand (TAT)” ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00-21.00 น. มอบประสบการณ์ใหม่ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieowl5zmmpokdy9bcnue6l07uzr52hfi&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gJWFNAw5O4GfjMyDZMquJ

  • ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า อยู่ที่ระดับ 85.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมีนาคม 2569

    การปรับลดลงของดัชนีดังกล่าว มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว เนื่องจากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง 

    โดยในเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (Month on Month: MoM) 

    ขณะเดียวกัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีฐานะติดลบ 62,000 ล้านบาท ส่งผลให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมจำนวน 20,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ 

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    อีกทั้งค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก (West Coast) ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Surcharge) และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้การเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า โดยมีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 38.31% ณ วันที่ 24 เมษายน 2569 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 45.0% ส่งผลให้การหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2569 ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเทศกาลสงกรานต์ที่ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคาดว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท ในช่วงวันที่ 11–15 เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year on Year: YoY)

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนค่าน้ำมันสำหรับรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70) ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในระยะสั้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัว สะท้อนจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน เกษตร และอาหาร

    ‘ส.อ.ท.’ เตือนหนี้รัฐ-พลังงานเสี่ยงกดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศของภาครัฐ ยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการ และลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของภาคการขนส่งและภาคการผลิตอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Moody’s Ratings ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยสู่ระดับ “มีเสถียรภาพ” ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย

    จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท. ในเดือนเมษายน 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9 ในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความกังวลต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระดับหนี้สาธารณะและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    นางพิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประกอบด้วย

    • ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
    • เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
    • เสนอให้ภาครัฐเร่งผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E20 และ B10 หรือสูตรอื่น ๆ ให้เป็นพลังงานหลักของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ
    • เสนอให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ส.อ.ท. ในการเป็นกลไกช่วยเชื่อมโยง คัดกรอง และส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs สู่แหล่งทุนและมาตรการสนับสนุน ผ่านระบบ FTI SME Funding Connect เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงมาตรการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659508&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZcLPQPLpxNIrg5PTsMW0P

  • กลุ่มถือบัตรคนจน เตรียมรับ 1,000 บาท 4 เดือน ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม

    กลุ่มถือบัตรคนจน เตรียมรับ 1,000 บาท 4 เดือน ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม

     
               ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน นาน 4 เดือน ไทยช่วยไทยพลัส เช็กให้ชัดต้องลงทะเบียนใหม่หรือไม่

    ไทยช่วยไทยพลัส

               จากกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้นกว่า 43 ล้านคนทั่วประเทศ ทั้ง กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป ประกอบด้วย

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

                – รับวงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน (วงเงินเดิม 300 บาท บวกวงเงินเพิ่มพิเศษ 700 บาท) ต่อเนื่อง 4 เดือน

    กลุ่มประชาชนทั่วไป รับสิทธิมาตรการ 60/40 (คนละครึ่งพลัส)

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องลงทะเบียนใหม่หรือไม่ 

               – ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยระบบจะทำการอนุมัติสิทธิให้โดยอัตโนมัติทันที

    ไทยช่วยไทยพลัส

    ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ต้องลงทะเบียน ไทยช่วยไทยพลัส ไหม ? 

               – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง 60:40 ได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาท นาน 4 เดือน โดยตรงเรียบร้อยแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัส

    เริ่มใช้จ่าย ไทยช่วยไทยพลัส ได้เมื่อไหร่

               – เงินจะเข้าเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน เริ่มทยอยโอนเข้ารอบแรก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 สามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านธงฟ้าฯ ได้ทันที 

    ไทยช่วยไทยพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view301210.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n1lRYHB2iQOq97ZAEpBdn

  • เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส”ฉบับ 4202 ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2569 โดย …กาแฟขม 

    *** เศรษฐกิจปีนี้สาหัสจริงๆ ประเมินกันชัดๆ ล่าสุดจาก คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน(กกร.) พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ประธานกกร.รอบนี้ ถกเถียงร่วมกันแล้วคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ จากที่คาดไว้เดิมจีดีพีโต 1.6-2 %  จะเหลือเพียง 1.2-1.6 % เท่านั้น การส่งออกจะติดลบ 1.5 % เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2-3 % จากเดิมที่คาดไว้ 0.2-0.7% ด้วยปมเหตุสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง-สหรัฐ ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อการจัดหาวัตถุดิบในภาคการผลิต-ส่งออก

    *** กกร.ว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกโตได้ 2.8% ก็จริง แต่จำกัดอยู่ในบางภาค การลงทุนภาคเอกชนไปได้ การใช้จ่ายภาครัฐเร่งดี ส่งออกดีจากสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัล  AI กลุ่มเทคฯขยายตัวสูง ต่อเนื่องมายาวนานหลายไตรมาส ตามกระแสโลก แต่กระจายตัวไม่ทั่วถึงในทุกภาคการผลิต จังหวะนี้ควรจะต้องปรับตัว เร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ  และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพ สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    *** รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯควบรมว.คลัง รู้และเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจดี โดยเฉพาะปัญหาต้นทุนชีวิตที่มาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเร่งกู้เงินและอนุมัติ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ออกมา เป้าหมายยิงตรงไปที่ช่วยค่าครองชีพ ช่วยการใช้จ่ายให้เศรษฐกิจหมุนเวียน กระตุกกระตุ้นยอดการขายสินค้าขึ้นมาบ้าง แต่โครงการพวกนี้ถ้าให้ดีมากกว่านี้ ต้องใส่เงื่อนไขลงไปว่าให้จับจ่ายใช้สอยได้เฉพาะสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายโดยคนไทย “ไทยทำ ไทยใช้” ว่างั้น ว่าที่จริงก็แทบทุกรายการสินค้าอุปโภค บริโภคที่ผลิตได้ด้วยมือไทย ไม่ต้องพูดถึงอาหารที่ทั้งวัตถุดิบและการปรุง การขายส่วนใหญ่เป็นไทยอยู่แล้ว

    *** เป็นปัญหาวิกฤติร่วมจริงๆ ที่ดูตัวเลขจีดีพีภาพใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ แต่ในแง่รายได้ของแรงงาน และค่าครองชีพ มีการเปรียบเทียบออกมาให้เห็น รายได้ของแรงงานมีแนวโน้มจะติดลบในปี 2569 ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ โดยในอดีตรายได้แรงงาน มักจะเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด  ก่อนโควิด-19 รายได้แรงงานของไทยเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% – 4.8% แต่ในปีที่ผ่านมาการเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1% – 2% และมีโอกาสที่จะติดลบในปีนี้ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำลังซื้อ

    *** ชัดๆ แล้วโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ช่วยเหลือประชาชน รับมือกับวิกฤตค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เน้นประคับประคอง ประชาชนทั่วไปและธุรกิจรายย่อยให้สามารถผ่านพ้นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวไปได้ ใช้งบประมาณรวมกว่า 1.76 แสนล้านบาท เป้าหมายบรรเทาค่าครองชีพมากกว่า 43 ล้านคน ผ่าน 3 แนวทาง

    *** กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน โดยรัฐจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเป็น 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 300 บาท เพิ่มอีก 700 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณ 5.6 หมื่นล้าน กลุ่มคนชั้นกลาง คนทำงาน รัฐช่วยคนที่มีกำลังซื้อน้อย โดยรัฐบาลจะใช้ระบบร่วมจ่าย (Co-payment) โดยประชาชนจ่าย 40% และรัฐสมทบให้ 60% ในวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท กลุ่มร้านค้ารายย่อย มุ่งเน้นการ “ต่อลมหายใจ” และเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง

                            เศรษฐกิจไทยหืดจับ จีดีพีร่วง-รายได้ติดลบ ดัน“ไทยช่วยไทย”กู้วิกฤติ

    *** ว่าก็ว่า เรื่องของเงินกู้ ที่รัฐออกพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านแก้วิกฤติประเทศ แยกออกเป็น 2 ก้อน ทำเรื่องไทยช่วยไทยวงเงิน 2 แสนล้าน ปรับเปลี่ยนพลังงานอีก 2 แสนล้าน ที่มีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกันในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินวิกฤติที่ต้องกู้หรือไม่ ในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง อาจจะเป็นประเด็นที่ตีความกันได้ การใช้จ่ายเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นฉุกเฉินหรือไม่ ซึ่งทั้งก้อน 4 แสนล้าน อาจจะผ่านแค่ครึ่งเดียว 2 แสนล้านบาทแรกก็ได้ ฟังๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านพลังงาน จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่โครงการต้องอาศัยช่วงเวลาบ้าง อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ แต่เป็นโครงการที่ตั้งงบประมาณปกติเอาได้ ก็ต้องจับตาดูผลการตีความจะเป็นเช่นไร…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/659516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ddtLJVXC3NpQv6rp4nqAJ