Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569) กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกและสร้างพันธมิตรการค้า ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 

    พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

    ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้นำมาสู่การขับเคลื่อนแนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” เพื่อยกระดับขององค์กรครั้งใหญ่ ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดภารกิจเดิมจากการเป็นเพียงหน่วยจัดเก็บภาษี สู่การเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

    ผ่าน 3 บทบาทสำคัญ ได้แก่ 1) REVENUE COLLECTOR (ผู้จัดเก็บรายได้รัฐ) สร้างกลไกการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม 2) SOCIAL PROTECTOR (ผู้ปกป้องสังคม) คุ้มครองความปลอดภัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ และ 3) TRADE ENABLER (ผู้ส่งเสริมการค้า) ใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS  

    ด้านจัดเก็บรายได้ REVENUE COLLECTOR ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 21 กันยายน 2569 การค้าระหว่างประเทศของไทยมีมูลค่ากว่า 24 ล้านล้านบาท โดยกรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.9 เป็นรายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1,358 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.2 และจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น รวม 518,883 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 55,666 ล้านบาท หรือร้อยละ 12

    โดยจัดเก็บแทนกรมสรรพากร 411,131 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 56,428 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 51,324 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นธรรม และช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    สำหรับบทบาทด้านการปกป้องสังคม หรือ SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้บังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมและตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจพบการกระทำความผิดกรณีหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร รวม 58,705 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,750 ล้านบาท โดยมีผลงานสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน และโคเคน รวม 282 คดี ปริมาณกว่า 1,221.14 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท ตลอดจนการตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 3,519 คดี จำนวนกว่า 94 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 530 ล้านบาท นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้เพิ่มบทลงโทษกรณีลักลอบส่งออกกัญชาและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เพื่อยับยั้งและป้องปรามการกระทำความผิด ตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจของกรมศุลกากรมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บรายได้ หากยังมีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการปกป้องประชาชน สังคม และความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    สำหรับบทบาทด้านการส่งเสริมการค้า หรือ TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองสินค้า ลดการเปิดตรวจในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ และมุ่งใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างตรงเป้าหมาย ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงระบบ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว ควบคู่กับการพัฒนาระบบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Delivery Order: e-D/O) และโครงการ Customs e-Invoicing Plus เพื่อลดขั้นตอนและภาระของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางรากฐานระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลของประเทศ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้พัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินพิธีการ พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรือที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางแม่น้ำที่บรรจุของขาออก (เรือเฉพาะเขต) ให้สามารถแวะรับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า รวมถึงการยกระดับการให้บริการระบบ Tariff e-Service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการศุลกากรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส อันเป็นการลดต้นทุนทางการค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

    กรมศุลกากรเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเตรียมนำระบบ AI-Driven Risk Management มาใช้สนับสนุนการคัดกรองและตรวจสอบสินค้าให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจ ลดความจำเป็นในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่การยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS ศุลกากรโชว์ผลงานจัดเก็บปีงบฯ 69 กวาดรายได้ทะลุ 6 แสนล้าน ชู NEXT DRIVE CUSTOMS

    ขณะเดียวกันกรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กร เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง พร้อมเดินหน้าผลักดันการยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต
     
    นอกเหนือจากการดำเนินงานดังกล่าว กรมศุลกากรยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานและให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ การสนับสนุนข้อมูลในการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ให้สามารถสะท้อนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมยิ่งขึ้น

    การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเพื่อปิดช่องว่างและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในระยะยาว การปลดล๊อค ICD ลาดกระบังให้เป็นท่าส่งออกแบบเต็มรูปแบบ การสนับสนุนมาตรการศุลกากรสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการปรับปรุงหลักเกณฑ์และบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผิดกฎหมายให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ปราบปราม และยับยั้งการกระทำความผิดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    กรมศุลกากรจะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง ทั้งการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้า ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในทุกรูปแบบ เพื่อมุ่งสู่องค์กรศุลกากรแห่งอนาคตที่สามารถสร้างคุณค่าให้แก่ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปกป้องสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิด “ศุลกากรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ใส่ใจสังคม THAI CUSTOMS : Driving the Economy, Protecting Society”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983847&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BCZnipYtsF6Q0voB5MIqr

  • ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก   | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    ซัมมิต “ทรัมป์-สี” สะเทือนเศรษฐกิจโลก | เนชั่นโฟกัส | 25 ก.ย.69

    การพบกันครั้งสำคัญของสองมหาอำนาจโลก เป็นการหารือร่วมกันครั้งที่ 2 ในรอบปี โดยประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” เดินทางไปเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบกับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งจีนยกให้เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันภายในเวลาเพียง 6 เดือน

    สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการหารือครั้งนี้อย่างมาก สะท้อนจากการตัดสินใจไม่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีผู้นำโลกเข้าร่วมเกือบ 130 ประเทศ แต่เลือกเดินทางไปพบหารือกับทรัมป์แทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/36161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h_UHKiNd7abrPAQIT0LMw

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.7% แตะ 94.61 ดอลลาร์ ดันดาวโจนส์ร่วง 161.61 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 25/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 2.7% แตะ 94.61 ดอลลาร์ ดันดาวโจนส์ร่วง 161.61 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 25/09/69 – สยามรัฐ

    ตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยวันที่ 25 กันยายน 2569 ยังคงมีการอัปเดตตามราคาประกาศของแต่ละสถานีบริการ

    ตลาดน้ำมันนิวยอร์กในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 ปรับตัวขึ้นแรง โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.52 ดอลลาร์ หรือ 3.4% ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงหนุนสำคัญมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ในซาอุดีอาระเบีย โดยมีรายงานเกี่ยวกับเป้าหมายในจังหวัดตาอิฟ รวมถึงพื้นที่เมืองยันบูบริเวณชายฝั่งทะเลแดง

    ซาอุดีอาระเบียเปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 6 ลูก ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้โจมตีเป้าหมายในกรุงริยาดและโรงงานของบริษัท Saudi Aramco ในเมืองยันบู อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียยังไม่มีการยืนยันความเสียหายหรือการโจมตีในกรุงริยาดตามคำกล่าวอ้างดังกล่าว

    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เส้นทางการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรายสำคัญของโลก

    ความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันในการซื้อขายวันที่ 24 กันยายน 2569

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,349.98 จุด ลดลง 161.61 จุด หรือ 0.31% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,704.13 จุด ลดลง 1.90 จุด หรือ 0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,939.37 จุด เพิ่มขึ้น 3.34 จุด หรือ 0.01%

    การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาดหุ้น เนื่องจากทำให้พันธบัตรมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้นักลงทุนจับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ลดช่วงบวกลงจากระดับสูงสุดระหว่างวัน หลังมีรายงานถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะหารือเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจะหยุดชะงักลงบางส่วน

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 25 กันยายน 2569 ข้อมูลอัปเดตจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยอ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. มีรายละเอียดดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน พีที (PT)

    ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 41.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 36.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่ประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ue6xD4XwyxyPlRrgIjJC9

  • สหประชาชาติคาดใช้งบฯฟื้นฟูฉนวนกาซาสูงกว่า 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สหประชาชาติคาดใช้งบฯฟื้นฟูฉนวนกาซาสูงกว่า 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    วันนี้, 05:50น.

              องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เผยแพร่รายงานในการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 73 ระบุว่าเศรษฐกิจของฉนวนกาซาเผชิญกับวิกฤตที่มีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คาดว่าการฟื้นฟูฉนวนกาซาจะต้องใช้งบประมาณ 71,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก

              รายงานระบุว่า ผลกระทบจากการยึดครองของอิสราเอลเป็นเวลา 59 ปีสร้างข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของปาเลสไตน์อย่างเป็นระบบ ทำให้ผลิตภาพลดลง ความยากจนทวีความรุนแรงขึ้น และบังคับให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่หลังจากที่อิสราเอลเริ่มสงครามในเดือนตุลาคม 2566 ผลกระทบจากการยึดครองก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากปฏิบัติการทางทหารสร้างความเสียหายหรือทำลายสถานประกอบการทางเศรษฐกิจในฉนวนกาซาไปแล้วถึงร้อยละ 92 ประชากรวัยทำงานมากกว่าร้อยละ 90 ตกงาน รายได้จากแรงงานหายไปถึง 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวของฉนวนกาซาเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 212 ดอลลาร์สหรัฐ (0.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน) ซึ่งลดลงร้อยละ 83 นับตั้งแต่ปี 2565

              ภาคที่อยู่อาศัยเป็นส่วนที่ได้รับความเสียหายและต้องการการบูรณะมากที่สุดในฉนวนกาซา ขณะที่โรงพยาบาลและคลินิกมากกว่าครึ่งยังคงใช้งานไม่ได้ และพื้นที่เพาะปลูกเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1.5 มีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและทางเทคนิคจากนานาชาติในวงกว้างเพื่อฟื้นฟูภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การก่อสร้าง พลังงาน และเทคโนโลยี และเรียกร้องให้มีการโอนรายได้ของปาเลสไตน์ที่ถูกระงับไว้ การปกป้องระบบธนาคาร และการจัดสรรการสนับสนุนการฟื้นฟูให้สอดคล้องกับขนาดความเสียหายที่บันทึกไว้เป็นลำดับความสำคัญเร่งด่วน

    …

    #ฉนวนกาซา

    #สหประชาชาติ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gIpcEzGi-BBXkRHbrrLCt

  • “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี – สยามรัฐ

    “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี – สยามรัฐ

    “ส.อ.ท.” หนุนรัฐต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดบัตรสวัสดิการฯ ดันเงินหมุนเข้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี

    เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและเสริมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานและต้นทุนการดำรงชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

    การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนจะช่วยสร้างแรงส่งต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และภาคบริการ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังมีความเปราะบาง

    การเติมกำลังซื้อในช่วงนี้ไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชน แต่ยังช่วยให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ หากยอดขายกลับมา จะช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และช่วยรักษาการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังมีความผันผวน

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนในระบบ และส่งผ่านจากภาคการบริโภคไปสู่ SMEs ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการเสริมโดยเชื่อมโยงการกระตุ้นการบริโภคกับสินค้าไทยและสินค้า SMEs ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ การจัดทำหมวดสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทยและสร้างแรงส่งต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาขยายขอบเขตร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขายและทางเลือกให้ประชาชน โดยสำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมให้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้การขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทย และลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า

    ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน และรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน โดยหากมีการจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ก็จะช่วยส่งต่อเม็ดเงินจากมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทานไทยได้กว้างขึ้น

    นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี โดยต่อยอดรูปแบบ Easy E-Receipt และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อสินค้าไทย สินค้า SMEs และสินค้า OTOP ในพื้นที่ต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเสริมว่า นอกจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อแล้ว ภาครัฐควรนำมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมาแล้วกลับมาต่อยอด เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงานในช่วงนี้ เช่น การให้ส่วนลดค่าไฟตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงานและเห็นผลโดยตรงในบิลค่าไฟ การสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเป็นผลิตภัณฑ์ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ผ่านคูปองส่วนลด โดยเน้นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เป็นต้น

    นอกจากนี้ ควรเร่งขยายโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยพัฒนากลไกสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านเงินลงทุน เงื่อนไขสินเชื่อ และกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ควบคู่กับการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้กระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานทางเลือกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันต้นทุน เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการที่สามารถผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้

    #ไทยช่วยไทยพลัส #สอท #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บัตรคนจน #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #EasyEReceipt #ลดหย่อนภาษี #SMEsไทย #สินค้าไทย #สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย #ประหยัดพลังงาน #ลดค่าไฟ #SolarRooftop #ข่าววันนี้ #ข่าวสด #การเงินการลงทุน #เศรษฐกิจไทย #โซลาร์เซลล์ #OTOP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lE24fimTXb0uW4rsC8ivt

  • “สุชาติ” สรุปผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทย สู่ความถูกต้องตามกฎหมาย ยั่งยืน และเชื่อมโยงตลาดโลก

    “สุชาติ” สรุปผลเวที GLSTF 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจไทย สู่ความถูกต้องตามกฎหมาย ยั่งยืน และเชื่อมโยงตลาดโลก

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุม Global Legal and Sustainable Timber Forum 2026 (GLSTF 2026) ระหว่างวันที่ 22–23 กันยายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า เวที GLSTF 2026 เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมไม้โลก และร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ให้มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Innovation and Transformation – Pursuing Avenues for Resilient and Sustainable Global Timber Industries”

    รมว.ทส. กล่าวว่า ผลจากการประชุมสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมไม้โลกที่ต้องให้ความสำคัญกับ “ไม้ถูกกฎหมาย ความยั่งยืน ความโปร่งใส และการตรวจสอบย้อนกลับ” ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดการทรัพยากร การปลูกไม้ การแปรรูป การค้า ไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยที่ประชุมได้เผยแพร่ Action Framework 2026 for Promoting Legal and Sustainable Timber Supply Chains ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินงานครอบคลุมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกทางการค้า เทคโนโลยีและนวัตกรรม การตรวจสอบย้อนกลับ ตลาด การเงินและการลงทุน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ไม้ โดยมีการนำเสนอ Blockchain-based Timber Traceability System–Trading Platform (BTTS-TP) สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับและเชื่อมโยงการค้าไม้ รวมถึงการพัฒนา Global Timber Index (GTI) ให้มีดัชนีราคาผลิตภัณฑ์ไม้ เพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านตลาดและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ตลอดจนการจัดตั้ง Global Timber Association Network (GTAN) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความร่วมมือระหว่างสมาคมอุตสาหกรรมไม้จากประเทศต่าง ๆ

    สำหรับประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำองค์ความรู้และแนวทางจากเวที GLSTF 2026 มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ไม้ที่ปลูกสามารถเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจว่าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้มีแหล่งที่มาที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติร่างกฎกระทรวงและปรับปรุงบัญชีพันธุ์ไม้ตามกฎหมายว่าด้วยสวนป่าโดยเพิ่มชนิดพันธุ์ไม้ที่สามารถขึ้นทะเบียนสวนป่าจากเดิม 58 ชนิด เป็น 211 ชนิด เพื่อปลดล็อกให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมสามารถปลูก ตัด และซื้อขายไม้ได้อย่างถูกกฎหมายง่ายขึ้น นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังมีการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าของไม้ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงสายพันธุ์การจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไม้โครงสร้าง และพลังงานชีวภาพ มีการพัฒนาระบบรับรองไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย สนับสนุนการรับรองการจัดการไม้ตามมาตรฐานสากล และมีการจัดทำเกณฑ์และตัวชี้วัดการจัดการป่าไม้และป่าชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนระบบรับรองตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ไม้จากไทยสามารถตรวจสอบที่มาได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    แนวทางการขับเคลื่อนจะให้ความสำคัญกับการพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำมุ่งส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของตลาด กลางน้ำส่งเสริมการแปรรูปและการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าของไม้ ส่วนปลายน้ำมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้ที่มีมูลค่าเพิ่ม เชื่อมโยงตลาด และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับเกษตรกร ชุมชน และภาคเอกชน

    ขณะเดียวกัน ทส. จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูล การตรวจสอบแหล่งที่มาของไม้ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดอุปสรรคทางการค้า พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการปลูก การใช้ประโยชน์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้เศรษฐกิจ โดยยังคงรักษาหลักการสำคัญด้านการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน

    “ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาไม้เศรษฐกิจให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว รัฐบาลจึงมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ทส. จะเดินหน้าส่งเสริมไม้เศรษฐกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับไม้และสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

    รมว.ทส. กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วม GLSTF 2026 ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างประเทศ แต่เป็นโอกาสในการนำแนวคิด เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ มาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนา “ไม้เศรษฐกิจจากแหล่งปลูก สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและตลาดโลก” ให้เกิดขึ้นควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การสร้างรายได้ให้ประชาชน และการรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1058253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066IIqUX1ITS4uZu2Zh58W

  • ซินโครตรอน 3 GeV: เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยที่ EECi

    ซินโครตรอน 3 GeV: เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยที่ EECi

    ณ วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ภายในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ประเทศไทยกำลังเตรียมการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งที่สอง หรือ Siam Photon Source-II (SPS-II) โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงนี้จะทำหน้าที่เร่งอิเล็กตรอนให้มีความเร็วใกล้เคียงแสงในวงแหวนที่มีเส้นรอบวงกว่า 320 เมตร เพื่อผลิตแสงที่มีความละเอียดสูงจนสามารถส่องดูโครงสร้างของวัสดุได้ลึกถึงระดับอะตอม

    หากมองเพียงผิวเผิน นี่อาจดูเหมือนการอัปเกรดเครื่องมือวิจัยระดับประเทศ แต่รัฐบาลได้วางโจทย์ของโครงการนี้ให้มีความหมายในเชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่านั้น โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ระบุผ่านช่องทางสื่อสารส่วนตัวว่า ซินโครตรอนต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือวิจัย แต่ต้องเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Growth Engine) ใหม่ของประเทศ

    สำหรับความคืบหน้า ณ ปลายเดือนกันยายน 2569 โครงการอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ก่อนจะมีการลงนามในสัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกรกฎาคม 2577

    ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางด้วยนวัตกรรม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. อธิบายถึงเหตุผลสำคัญในการลงทุนครั้งนี้ว่า ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงเกินกว่าจะแข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกหรือการผลิตเชิงปริมาณแบบเดิมได้ ทางออกที่ยั่งยืนคือการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ในเชิงตัวเลขทางเศรษฐกิจ EECi ประเมินว่าเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่าปีละ 6,000 ล้านบาทเมื่อเปิดใช้งานจริง โดยกรอบวงเงินงบประมาณที่เคยเสนอไว้ในช่วงปลายปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 9,220 ล้านบาท ขณะที่รายละเอียดของวงเงินกู้จาก JICA ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

    สิ่งที่เรียกว่า “เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ในบริบทนี้ คือการเปลี่ยนฐานการแข่งขันของประเทศ จากการผลิตตามแบบที่ผู้อื่นออกแบบไว้ ไปสู่การเป็นเจ้าของความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวสินค้า ความรู้ระดับโครงสร้างของวัสดุคือจุดที่มูลค่าส่วนเพิ่มเกิดขึ้น เพราะเป็นตัวกำหนดว่าวัสดุชนิดหนึ่งจะทนได้นานเพียงใด เก็บประจุได้มากเท่าใด หรือรักษาคุณสมบัติไว้ได้ภายใต้เงื่อนไขใด โครงสร้างพื้นฐานที่เปิดให้เข้าถึงข้อมูลระดับนี้ได้จึงทำหน้าที่คล้ายสาธารณูปโภคของเศรษฐกิจแบบดังกล่าว ไม่ต่างจากถนนหรือไฟฟ้าในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยุคก่อนหน้า

    นิยามใหม่ของเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนยุคที่ 4

    เครื่องซินโครตรอนที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันที่จังหวัดนครราชสีมามีระดับพลังงานอยู่ที่ 1.2 GeV แต่เครื่องใหม่ที่จะสร้างขึ้นนี้จะมีระดับพลังงานสูงถึง 3 GeV และใช้เทคโนโลยีการออกแบบวงแหวนแบบ Double Triple Bend Achromat (DTBA) ซึ่งจะให้แสงที่มีความสว่างกว่าเครื่องเดิมถึง 1 ล้านเท่า

    ภาพระบบแม่เหล็กและท่อสุญญากาศภายในเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนที่โค้งเป็นวงกลม

    โครงการนี้ถูกออกแบบให้รองรับสถานีทดลองได้สูงสุดถึง 22 สถานี โดยในระยะแรกภายใต้ความร่วมมือกับ JICA จะดำเนินการก่อสร้างก่อน 7 สถานี ทั้งนี้ SPS-II จะถือเป็นเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนยุคที่ 4 เครื่องแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมื่อเสร็จสมบูรณ์จะเป็นศูนย์วิจัยแสงซินโครตรอนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังระบุว่าการลงทุนครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อความเลิศทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในด้านทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ที่จะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงเปิดโอกาสให้นักวิจัยจากทั้งในไทย อาเซียน และนานาชาติได้เข้าใช้บริการ

    เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมใน EECi

    การตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้ง ณ วังจันทร์วัลเลย์ ในเขต EECi มีจุดประสงค์เพื่อให้เครื่องมือนี้อยู่ใกล้กับพื้นที่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวก ลดช่องว่างและระยะเวลาจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ โดยจะเปิดกว้างให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สตาร์ทอัพ และนักวิจัยเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานนี้ได้อย่างทั่วถึง

    ทัศนียภาพมุมกว้างของวังจันทร์วัลเลย์ที่รวบรวมนวัตกรรมและธรรมชาติเข้าด้วยกัน

    การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายมิติ

    ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แสงซินโครตรอนจะช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้ลึกถึงระดับอิเล็กตรอน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ ขณะที่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเชิงลึกในกระบวนการผลิตชิป

    ภาพถ่ายระยะใกล้ของแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ที่มีลวดลายวงจรซับซ้อนและสะท้อนแสงเงางาม

    สำหรับภาคการเกษตร มีการวางแผนใช้แสงซินโครตรอนเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างผลผลิตในระดับโมเลกุล เพื่อสกัดสารสำคัญที่มีมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ และเครื่องสำอาง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Packaging) นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงงานด้านพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม ยา และแม้แต่การศึกษาวิจัยทางโบราณคดี

    นอกจากนี้ การนำข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากเครื่องซินโครตรอนไปประมวลผลร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการหาคำตอบงานวิจัย และย่นระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากที่เคยต้องใช้เวลาหลายปีให้สั้นลงอย่างมาก

    ภารกิจที่มากกว่าการก่อสร้าง

    แม้กำหนดการของโครงการจะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิม โดยล่าสุดตั้งเป้าการลงนามสัญญาเงินกู้ในเดือนพฤศจิกายน 2569 แต่หัวใจสำคัญของโครงการตามรายงานของ JICA ไม่ได้มีเพียงการสร้างตัวเครื่องและอาคารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    ประเด็นสำคัญคือเครื่องมือราคาแพงจะสร้างมูลค่าได้จริงก็ต่อเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่สามารถดึงศักยภาพของเครื่องออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงต้องมีกลไกที่เอื้อให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้จริง

    ในทางปฏิบัติ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วยสามส่วนไปพร้อมกัน คือเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง บุคลากรที่ใช้เครื่องมือนั้นได้เต็มศักยภาพ และกลไกที่ทำให้ภาคเอกชนซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงได้ในต้นทุนและระยะเวลาที่คุ้มกับการลงทุน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง เครื่องมือมูลค่าหลายพันล้านบาทก็มีความเสี่ยงที่จะถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพที่ออกแบบไว้

    เป้าหมายสูงสุดที่กระทรวง อว. วางไว้คือการเปลี่ยนจากเพียงการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ไปสู่การสร้างบริษัทเทคโนโลยีรายใหม่ การสร้างงานคุณภาพ และการดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงให้กลับมาทำงานในประเทศไทย ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงการสร้างเครื่องให้เสร็จตามกำหนดในปี 2577 แต่คือการเติบโตของธุรกิจและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญานี้ในอนาคต

    Post Views: 0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/09/24/thailand-synchrotron-3gev-economic-growth-engine/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q9ohRewOcFXFXlCKCviHP

  • “NT” ผนึกภาคีเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก | เดลินิวส์

    “NT” ผนึกภาคีเตรียมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการประชุมเศรษฐกิจการเงินระดับโลก | เดลินิวส์

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ได้ร่วมประชุมหารือและติดตามการเตรียมความพร้อมด้านระบบสื่อสารและระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับการจัดงานการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2569 หรือ IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026   พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการตลอดช่วงประชุม IMF 2026 – World Bank 2026 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

    “ NT ได้เตรียมรองรับการประชุมระดับโลกทั้งด้านเสถียรภาพของโครงข่าย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการประชุมสำคัญในระดับนานาชาติของประเทศ”

    พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน NT ดำเนินการติดตั้งและเชื่อมโยงโครงข่ายผ่านสาย Fiber Optic และเดินสาย LAN ครอบคลุมพื้นที่ใช้งาน ให้บริการอินเทอร์เน็ตพร้อมระบบป้องกัน DDoS นอกจากนี้ ยังจัดเตรียม Voice Solution รองรับการติดต่อสื่อสารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ติดตั้ง IP Phone  และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตลอดจนระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ Firewall และ Cybersecurity Monitoring ควบคู่กับการทดสอบและประเมินความปลอดภัยของระบบ ทั้ง Vulnerability Assessment และ Penetration Testing โดยเชิญสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ร่วมตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของระบบ 

    ขณะเดียวกัน NT เตรียมเฝ้าระวัง ตรวจสอบ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ Network Operations Center (NOC) ดูแลระบบเน็ตเวิร์กทั้งภายในและภายนอกสถานที่จัดงาน และศูนย์ Security Operations Center (SOC) ดูแลการวิเคราะห์ แก้ไข และตอบสนองต่อเหตุการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ ซึ่งปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง 

    นอกจากนี้ NT ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดิน บริเวณถนนพระราม 4 ถนนสาทร และถนนวิทยุ โดยมีระยะทางการนำสายสื่อสารลงใต้ดินรวม 11.3 กิโลเมตร และสายไฟฟ้าลงใต้ดินรวม 1.8 กิโลเมตร เพื่อปรับปรุบภูมิทัศน์โดยรอบสถานที่จัดการประชุมให้มีความเป็นระเบียบและสวยงามพร้อมรองรับภารกิจสำคัญของประเทศในวาระนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6218428/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjdprVdaUIFnhwrvUr3A4

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ – สยามรัฐ

    จับตา “พรรคประชาชน” บุก ป.ป.ช. เช็กบิล กกต. ลุ้นคดีประธาน กสทช. เปิดตัวเลขส่งออกไทย จับตา UNGA-สหรัฐฯ จีน-ไฟดับ กทม.

    เข้าสู่วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ทั้งประเด็นการเมืองไทย การตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนโลก รวมถึงประเด็นต่างประเทศและกระแสโซเชียลที่ได้รับความสนใจจากประชาชน

    พรรคประชาชนยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบ 7 กกต.

    พรรคประชาชนเตรียมยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในวันที่ 25 กันยายน 2569 เพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทั้ง 7 คน กรณีการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. โดยพรรคประชาชนระบุประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอ้างถึงกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    จับตาการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ปม กกต. และคดีเลือก สว.

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือการนัดหมายของเครือข่ายภาคประชาชนที่เตรียมเคลื่อนไหวบริเวณศูนย์ราชการฯ โดยมีการเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับคดีการได้มาซึ่ง สว. ประเด็นดังกล่าวอยู่ในความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบการเลือก สว. และบทบาทของ กกต.

    ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีประธาน กสทช.

    อีกหนึ่งคดีสำคัญที่ต้องจับตาในวันที่ 25 กันยายน คือคดีของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ซึ่งยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนมติที่วินิจฉัยว่าเจ้าตัวขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง

    ศาลปกครองกลางกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. หลังจากก่อนหน้านี้มีการไต่สวนคดี โดยประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

    จับตาตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคม

    ตลาดและภาคธุรกิจยังติดตามทิศทางการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าและภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม กำหนดการเผยแพร่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทยในส่วนข้อมูลเดือนสิงหาคมไม่ได้อยู่ในวันที่ 25 กันยายน โดยปฏิทินของสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมจะออกวันที่ 30 กันยายน ขณะที่ข้อมูลส่งออกไทยต้องติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์โดยตรง

    เงินบาทยังผันผวนตามปัจจัยเศรษฐกิจโลก

    ค่าเงินบาทยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตา โดยทิศทางเงินบาทได้รับอิทธิพลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมัน ภาวะตลาดการเงินโลก และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    ส่วนข้าราชการที่เลือกรับเงินเดือนแบบ 2 รอบ มีกำหนดรับเงินเดือนรอบที่ 2 ในวันที่ 25 กันยายน 2569 ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เลือกแบ่งจ่าย 2 รอบจะได้รับเงินเดือนตามกำหนดการจ่ายรอบดังกล่าวเช่นกัน

    สหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ

    ตลาดการเงินโลกจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันที่ 25 กันยายน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าคงทน หรือ Durable Goods Orders เดือนสิงหาคม เวลา 08.30 น. ตามเวลาสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยมิชิแกนมีกำหนดเผยแพร่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฉบับสุดท้ายเดือนกันยายน เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ข้อมูลดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ตลาดใช้ประเมินภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

    UNGA 81 เดินหน้าถกวิกฤตโลก

    การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 หรือ UNGA 81 ยังคงเป็นเวทีสำคัญของผู้นำโลก โดยการอภิปรายทั่วไปกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กันยายน และวันที่ 28 กันยายน 2569 ขณะที่วันที่ 25 กันยายน มีการประชุมระดับสูงว่าด้วยการป้องกัน การเตรียมความพร้อม และการรับมือโรคระบาดและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

    ประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์กาซา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค ยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการประชุมระดับโลกครั้งนี้

    สหรัฐฯ-จีน ขยายเวลาพักรบทางการค้า

    อีกประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจโลกคือความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีรายงานว่าสหรัฐฯ และจีนเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาพักรบทางการค้า ขณะที่ประเด็นภาษีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

    ศึกเพจสภาพอากาศและการเตือนภัยพิบัติ

    อีกหนึ่งกระแสที่ได้รับความสนใจคือข้อถกเถียงระหว่างเพจด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ กรณีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพายุและสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีการออกมาชี้แจงและตรวจสอบข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

    เตือนภัยลิงก์ปลอม พร้อมติดตามประกาศดับไฟ กทม.

    ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ยังมีการเตือนประชาชนให้ระวังลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง และเว็บไซต์ที่อาจใช้สำหรับขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงิน ขณะเดียวกัน การไฟฟ้านครหลวงมีประกาศดับไฟฟ้าชั่วคราวในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เพื่อดำเนินงานบำรุงรักษาและปรับปรุงระบบไฟฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/323928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mY2NUj7GGo-qR-tFABb9f

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ๋การส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ๋การส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ (ร่าง) หลักการของการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
    เพื่อจัดทำประกาศการส่งรายงานข้อมูลของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ 

    rn

     

    rn

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

        ด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตระหนักถึงภาระของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ในการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ ธปท. รวมถึงความสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลของ SFIs ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อใช้ในการกำกับตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงลึก การติดตามความเสี่ยงและการดูแลเสถียรภาพ 

        ธปท. ได้ทบทวนการรายงานข้อมูลในปัจจุบันพร้อมทั้งปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลด้านสินเชื่อและภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อให้มีความละเอียดเป็นรายสัญญาหรือรายธุรกรรมในรูปแบบมาตรฐานกลางที่เป็นมาตรฐานสากลและใกล้เคียงกับการจัดเก็บข้อมูลของ SFIs รวมทั้งพิจารณายกเลิกการรายงานข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือไม่ตอบโจทย์การกำกับดูแลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อลดภาระและค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมและนำส่งข้อมูล  ธปท. จึงกำหนดให้ SFIs จัดส่งข้อมูลสินเชื่อภายใต้โครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อการกำกับดูแลด้านข้อมูลสินเชื่อ (Regulatory Data Transformation: RDT Credit) และพิจารณายกเลิกชุดข้อมูลและแบบรายงานทั้งหมดหรือบางส่วนเมื่อ SFIs รายงานข้อมูล RDT Credit ได้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านเกณฑ์การพิจารณาความถูกต้องและคุณภาพข้อมูล รวมถึงได้รับแจ้งจาก ธปท. ให้สามารถยกเลิกการจัดทำและส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวได้แล้ว (รายละเอียดตามเอกสารแนบ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260924.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QAlAOmDFJ6UwUDbceNyS7