Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    วันนี้ (20 พ.ค.2569) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4% จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรง และยาวนานกว่าคาด จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ โดยส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก ตลอดจนกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ขณะที่ยังมีแรงส่งด้านบวกจากมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    โดยตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ดีกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าส่งออกสินค้า ซึ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 0.7% สะท้อนแรงส่งที่ชัดเจนจากภาคการลงทุนและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น นำโดยการลงทุนหมวดยานพาหนะ รวมถึงการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เติบโตสูงถึง 11.7%

    สอดคล้องกับการเร่งนำเข้าสินค้าหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดียวกัน ขณะที่ภาคการส่งออกก็ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการในตลาดสหรัฐอเมริกา เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ที่ขยายตัวถึง 41.9% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกที่กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า ตัวเลขการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตชะลอลงจากปีก่อนที่ 6.7% มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งตลอดครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุน Data Center ทั่วโลก ควบคู่กับการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่

    อย่างไรก็ดี การเติบโตส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะทางผ่าน (Transshipment) และกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากความเข้มงวดของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบกับประเทศที่เกินดุลการค้าอย่างมีนัย รวมถึงการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มข้น

    ขณะเดียวกัน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก จากผลกระทบของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะการค้ากับตลาดสำคัญอย่างตะวันออกกลาง ที่เผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าหลัก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ไฟเบอร์บอร์ด ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์ไม้

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา กลับส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยจะอยู่ที่ 32.0 ล้านคน หรือหดตัว 2.9% ซึ่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง ตลอดจนการปรับลดจำนวนเที่ยวบิน หรือเลี่ยงเส้นทางบินให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

    หากสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปถึง 2-3 ล้านคน จะส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมากถึง 1.6-2.1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 10-14% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    ทั้งนี้คาดว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งสวนทางโมเมนตัมการส่งออกและการท่องเที่ยว ฉุดตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นําเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 5.3% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย กดดันดุลการค้าผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก หากราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ของจีดีพี

    หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ และกดดันราคาน้ำมันดิบให้ค้างสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับดุลบริการที่มีแนวโน้มลดลง จากรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง และยังไม่ฟื้นกลับไปเท่าช่วงก่อนวิกฤต จึงอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้เสี่ยงกลับมาขาดดุลอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่อาจส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี วิเคราะห์ต่อว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 แต่ราคาพลังงานโลกตลอดช่วงที่เหลือของปีจะยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนวิกฤต โดยได้ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2569 เป็น 3.7% โดยเป็นผลจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง ตามทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงและมีแนวโน้มค้างสูงยาวนาน

    ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ มีแนวโน้มสูงกว่าในอดีต จากการทยอยลอยตัวราคาตามราคาพลังงานในตลาดโลกเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาสินค้าเกษตร ก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง ที่จะเร่งขึ้นอย่างมีนัย

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ  ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    เศรษฐกิจชะลอ-สงครามยืดเยื้อ ทีทีบี หั่นคาดการณ์GDP โต 1% สวนทางมาตรการรัฐ

    อย่างไรก็ตามศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังค้างสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยในกรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปราว 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากความขัดแย้ง คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดไตรมาส 2 และ 3 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงบ้างในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.7% ในปี 2569

    สำหรับในกรณีที่แย่กว่า (Worse Case) หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป 6-12 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6.6% และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง

    ทั้งนี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี มองว่า 3 ปรากฎการณ์เชิง นโยบายที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยปรากฎการณ์แรก ความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง (US Tariff and Trade Policy Uncertainty) โดยสหรัฐฯ ภายใต้การทำงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เร่งกระบวนการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 เกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม

    เพื่อให้สามารถบังคับใช้ภาษีศุลกากรใหม่ได้ทันก่อนที่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรจากประเทศผู้ค้าทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดการบังคับใช้เร็วกว่าคาด โดยเดิมมาตรา 122 จะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (CIT) วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และให้ระงับการบังคับใช้มาตรการภาษี Global Tariff)

    ส่วนกระบวนการสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจรวมถึงไทย เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มความเสี่ยงแก่ภาคการผลิต และส่งออกของไทยมากขึ้น เนื่องจากการสอบสวนรอบนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การต่อต้านการทุ่มตลาดแบบ รายสินค้า หรือ Anti-dumping แต่เป็นการมุ่งเป้าในระดับ นโยบายของประเทศซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเข้าข่ายบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนการผลิต การกดค่าจ้าง หรือ การให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

    ปรากฎการณ์ที่สอง นโยบายการเงินคาดว่าจะยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย (Monetary Policy Dilemma) ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation สูงขึ้นอย่างมีนัย แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อ แตกต่างจากวิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2564

    เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานาน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมาย และ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลทำให้ความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) มีน้อยกว่าในช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงการเปิดเมืองและเศรษฐกิจฟื้นหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด

    ปรากฎการณ์ที่สาม ความท้าทายระหว่างความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น กับการรักษาเสถียรภาพการคลังระยะยาว (Fiscal Policy Trade-off) จากข้อจำกัดด้านภาระทางการคลังของไทย เนื่องจากไทยขาดดุลการคลังมานานตลอดหลายสิบปี และมีแนวโน้มขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นในระยะหลัง จากการจัดเก็บรายได้รัฐลดลง

    สวนทางกับข้อจำกัดในการปรับลดงบประมาณด้านรายจ่าย โดยหนี้สาธารณะของไทย เดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 66.4% ของจีดีพี ทำให้เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุเพดานเร็วกว่าที่ประเมินไว้ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ประเมินว่า การกู้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจอีก 4 แสนล้านบาท จะยังไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบเพดาน 70% ต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2569-2570 หากบริหารจัดการภาระหนี้อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพการคลังในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลกำลังพิจารณากลไกการดึงงบประมาณปี 2569 ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในกรอบระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย. 2569) และมาตรการระยะปานกลาง-ยาว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่า เม็ดเงินจากภาครัฐจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 ได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

    อ่านข่าว:

    หวั่นตกขบวน ไทยเร่งเจรจา FTA หลัง EU เดินสายปิดดีลทั่วโลก

    Crafts Bangkok “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต่อยอดหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลก

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก “ฟรีวีซา 60 วัน” กลับไปใช้เกณฑ์เดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F1wLbWF_yspnUsBk3YUAu

  • นายกฯเยือนฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมหารือปธน.มาครง เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกสานสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสครบ170ปี

    นายกฯเยือนฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมหารือปธน.มาครง เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกสานสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสครบ170ปี

    20 พฤษภาคม 2569, 16:10น.

              นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม 2569  นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนในครั้งนี้พบหารือกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่

              1. ระดับผู้นำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (working dinner) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน พลังงาน คมนาคม การทหาร และอากาศยาน

              2. องค์การระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือที่ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปลายปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

               3. ภาคเอกชนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับคณะนักธุรกิจฝรั่งเศสภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมทั้งพบปะภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้เข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

               4. ทีมประเทศไทย ภาคเอกชนไทย และชุมชนไทยในฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความเห็นในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งพบปะชุมชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฝรั่งเศส รวมถึงภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ไทยในระดับสากล

    #นายกเยือนฝรั่งเศส

    Cr:เพจรัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rLwnU0cJzKitbiH9YGGX1

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Cmvb9KrhtGjkVUgrTabc2

  • จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทย ปี 69 โต 1.5%-2.5%

    จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทย ปี 69 โต 1.5%-2.5%

    Key Highlights :

    จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทย ปี 69 โต 1.5%-2.5%

    • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8%YoY สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน ตามกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ของโลก ทั้งนี้ สภาพัฒน์คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.5%-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งรวมผลของมาตรการภาครัฐในการรับมือวิกฤตพลังงานแล้ว
    • Krungthai COMPASS ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายในระยะข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญในตะวันออกกลางเสียหายและใช้เวลาฟื้นฟู กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่มาตรการภาครัฐที่จะทยอยออกมาจะเป็นปัจจัยช่วยบรรเทาผลกระทบ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ทั่วถึงทุกภาคส่วนหรือ “K-Shaped Economy” โดยภาคการผลิตและครัวเรือนบางกลุ่มยังมีความเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่อาจจะรุนแรงและชัดเจนมากขึ้นในระยะข้างหน้า

    จีดีพีไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 2.8%YoY ขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อน จากการส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตดี

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1/69 ขยายตัว 2.8%YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัว 0.7%QoQSA โดยมีแรง ขับเคลื่อนที่สำคัญจาก

    • การส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องที่ 15.5%YoY เร่งตัวจาก 8.7% ในไตรมาสก่อนหน้า และขยายตัวต่อเนื่อง 8 ไตรมาสติดต่อกัน อานิสงส์จากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ตามกระแสโลก ส่งผลให้สินค้ากลุ่ม Tech (สัดส่วน 26.5% ต่อมูลค่าการส่งออกไทยในปี 68) ขยายตัวกว่า 45%YoY ในเดือน มี.ค. 69 และขยายตัวติดต่อกัน 12 ไตรมาส ขณะที่ สินค้ากลุ่ม Non-Tech (ซึ่งมีสัดส่วน 69.7%) เติบโตเพียง 6.3%YoY
    • การลงทุนรวมเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 10.1%YoY โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือที่ขยายตัว 11.5%YoY สอดคล้องกับทิศทางการการนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 9.4%YoY แต่ชะลอลงจากไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของการก่อสร้างของรัฐบาล และสอดคล้องกับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้ที่อยู่ที่ 15.1%YoY ซึ่งต่ำกว่าไตรมาสก่อน
    • การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2%YoY ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.3%YoY ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนที่เพิ่มขึ้น 3.5%YoY จากการใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ และไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนที่ขยายตัว 6.8%YoY จากปัจจัยชั่วคราวที่มีการเร่งจดทะเบียนรถตามมาตรการ EV 3.0 ที่ภาครัฐขยายเวลาสิ้นสุดโครงการจาก ธ.ค. 68 เป็น ม.ค. 69

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/69 ขยายตัวที่ 0.7% QoQSA ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 1.9% QoQSA โดยมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

    การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือขยายตัว 4.8%QoQSA เร่งตัวจากไตรมาสก่อนและขยายตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดกัน ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรอุตสาหกรรม สอดคล้องกับเงินลงทุนเปิดหรือขยายกิจการในไตรมาสนี้ที่สูงถึง 1.5 แสนล้านบาท ขยายตัวถึง 18 เท่า จากช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 0.4%QoQSA ชะลอลงจาก 1.4% QoQSA ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอลงของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทน

    การส่งออกบริการ ขยายตัว 3.7%QoQSA ชะลอลงจาก 5.3% QoQSA ในไตรมาสก่อนหน้า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้นักท่องเที่ยวมีข้อจำกัดในการเดินทางมาไทยมากขึ้น ทั้งราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นและการยกเลิกเที่ยวบิน

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) โดยมีปัจจัยเสี่ยงระยะข้างหน้า 1) ความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2) ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3) ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและคุณภาพสินเชื่อ SME ด้อยลง และ 4) ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง อย่างไรก็ดี สศช. มองว่าเศรษฐกิจมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภาคเอกชน 2) แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ รวมทั้ง พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบของภาครัฐและ 3) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก

    Implication:

    • Krungthai COMPASS ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจไทยใน 1Q69 จะขยายตัวสูงกว่าที่คาดที่ 2.8%YoY สูงสุดในรอบ 3 ไตรมาส แต่แนวโน้มระยะข้างหน้ายังมีความท้าทาย เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางที่สำคัญ ได้รับความเสียหายและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ความกังวลต่อ physical damage กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยดังกล่าวทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจระยะข้างหน้าอาจเผชิญความเสี่ยงกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
    • ทั้งนี้ มาตรการภาครัฐจะเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่เข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ ในระยะข้างหน้า ทั้งมาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด (Targeted Policy) และมาตรการการลงทุนด้าน Energy transition นอกจากนี้ ต้องติดตามการลงทุนที่จะเกิดขึ้นจริงของภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญ หลังล่าสุดมียอดขอรับการลงทุนจาก BOI ใน 1Q69 สูงถึง 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าจากปีก่อน หนุนโดยแรงขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีดิจิทัล AI
    • อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ทั่วถึงทุกภาคส่วน หรือ “K-Shaped Economy” ส่วนหนึ่งสะท้อนจากการส่งออกที่แม้จะขยายตัวสูง 17.6%YoY ใน 1Q69 จากสินค้ากลุ่ม Tech เป็นสำคัญ แต่จีดีพีภาคการผลิตกลับขยายตัวเพียง 0.9%YoY และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังทรงตัวในระดับต่ำ บ่งชี้ว่าการส่งออกไม่ได้กระจายการเติบโตไปยังภาคการผลิตในประเทศอย่างเต็มที่ ซึ่งจะกลายเป็นอีกความเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า หากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้า (Supply Chain Disruption) โน้มรุนแรงขึ้น อีกทั้งสินค้ากลุ่ม Tech เสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุดจาก ธปท. ที่ชี้ว่าภาคธุรกิจกังวลด้านต้นทุนสูงกว่าช่วงรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่มีความกังวลต่อคำสั่งซื้อล่วงหน้ามากที่สุดนับตั้งแต่ Covid ทั้งนี้ ประเทศไทยควรเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงานสู่พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รวมถึงลงทุนเพื่อยกระดับ Productivity และในอุตสาหกรรมศักยภาพแห่งอนาคตที่มีส่วนสำคัญในการสร้างงานและสร้างรายได้ในประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieowl5zgxbcq5y9ws9rsw1eetaqpmn7v&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01S7T2xHCp_vX21xOpU9uI

  • จีนลุยกวาดล้างอาชญากรรม จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    จีนลุยกวาดล้างอาชญากรรม จับผู้หลบหนีไปต่างประเทศกว่า 880 ราย

    วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

    20 พฤษภาคม 2569 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนได้จับกุมผู้หลบหนีในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหลบหนีไปต่างประเทศมากกว่า 880 ราย โดยในจำนวนนี้รวมถึงผู้หลบหนีที่อยู่ในหมายแดงขององค์การตำรวจสากล (Interpol) 38 ราย

    วันพุธ (20 พ.ค.) ฮว่าเลี่ยปิง ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจของกระทรวงฯ เปิดเผยว่าการจับกุมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2025 จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2026 ภายใต้ “ปฏิบัติการล่าสุนัขจิ้งจอก” (Fox Hunt) ซึ่งเป็นปฏิบัติการเฉพาะกิจของจีนที่มุ่งปราบปรามผู้หลบหนีคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจไปยังต่างประเทศ 

    ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนสามารถคลี่คลายคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศ 1.28 แสนคดี และสามารถกู้คืนทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3.75 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.8 แสนล้านบาท)

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถคลี่คลายคดีกว่า 1,600 คดี และทลายเครือข่ายธนาคารใต้ดินข้ามภูมิภาคมากกว่า 100 เครือข่าย ในการปราบปรามการใช้บริษัทนอกอาณาเขตและธนาคารใต้ดิน เพื่อเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายออกนอกประเทศ

    กระทรวงฯ ยังได้เผยแพร่คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจตัวอย่าง 20 คดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งครอบคลุมความผิดในด้านต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการปลอมแปลงสกุลเงิน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/965850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bYCx2arUmUoh6KH3IzT4I

  • “ศุภจี” ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    “ศุภจี” ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    “ศุภจี” ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง  เผย “กระทรวงพาณิชย์” ลมใต้ปีกช่วยเต็มที่ เตรียมแจกคูปองลดค่าครองชีพ 100 บาท 4 มิ.ย. นี้

    วันที่ 20 พ.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณี ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของฝ่ายค้านที่ให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้งานรัฐบาลสะดุดหรือไม่ ว่า ไม่มีความกังวล เราตั้งใจทำอะไร เรารู้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพายุเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเห็นว่า GDP ของประเทศดูดี แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว GDP ถูกประมาณการไว้อยู่ที่ 0.3% รัฐบาลพยายามทำกิจกรรมทุกอย่าง อย่าง Quick big win ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แม้จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็ช่วยผลักดันเต็มที่ ทำให้ GDP ขยับตัวขึ้นมา 2.5% ในไตรมาสที่ 4 เป็นเหมือนลมใต้ปีก พอมาที่เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นว่าการส่งออกดีมาก เป็นประวัติการณ์ ดังนั้น ไตรมาสที่ 1 ที่เกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มาที่เดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เต็มรูปแบบ ทุกอย่าง ยังเหมือนลมส่งมา GDP ยังขึ้นอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือไม่ได้ทำอะไรต่อ จะหมุนกลับมา ไม่สามารถพยุงกลับขึ้นมาได้เหมือนเดิม

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานคือ ทำก่อนที่จะเกิด เพราะหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ จึงพยายามต้องป้องกันตัดตอนไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น

    นางศุภจี ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทย ว่า ถือว่ากระแสตอบรับดี กระทรวงพาณิชย์ มีการสำรวจความพึงพอใจอยู่ตลอด ซึ่งการทำงานเป็นลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกกรม ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะความตั้งใจที่ทำโครงการนี้ มาจากวิกฤตน้ำมัน และกระทบค่าครองชีพของประชาชน จึงหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาถูก เข้าถึงได้ เป็นทางเลือกให้กับประชาชน

    ทั้งนี้ วันที่ 4 มิถุนายน จะมีคูปองให้กับคนซื้อของ สามารถนำไปลดราคาได้ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C02QqlYZq0hSBBpoeoqrz

  • ‘ขัตติยา’ หนุนรัฐบาล ’พุ่งเป้า’  นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

    ‘ขัตติยา’ หนุนรัฐบาล ’พุ่งเป้า’ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

    เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ “ขัตติยา” แม่ทัพใหญ่ “ธนาคารกสิกรไทย” เปิดข้อเสนอหลังพบนายกฯ ร่วมเอกชน ชี้ “ภาครัฐ-เอกชน” ต้องผนึกกำลังขับเคลื่อน-ฟื้นเศรษฐกิจไทย ต้องเลือกโฟกัส ไม่หว่านแห เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นอนาคตประเทศ เตือนเศรษฐกิจระยะข้างหน้าเสี่ยงขึ้น เตือนธุรกิจประชาชนตั้งรับ และระวังอย่า “ก่อหนี้” หากยังไม่มีความจำเป็น

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังเข้าพบนายกรัฐมนตรีร่วมกับภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาว่า

    สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการหารือร่วมกับรัฐบาลครั้งนี้ คือรัฐบาลมีความตั้งใจอย่างมากในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน  

    โดยข้อเสนอที่ภาคเอกชนมีการนำเสนอไว้ มองว่าแนวทางที่ดี เพราะจะช่วยผลักดันให้ข้อเสนอถูกนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีข้อเสนอของภาคเอกชนราว 15-18 เรื่องที่ถูกเสนอโดยเอกชนและภาครัฐมองว่าจะต้องขับเคลื่อนและเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า

    • ชู4Tฟื้นเศรษฐกิจแทน “หว่านแห”

    โดยอยู่บนหลักแนวคิด “4T” ได้แก่ Targeted, Transition, Transform และ Together ที่รัฐบาลต้องการนำไปใช้เป็นแนวทางหลักในการทำงานของทุกคณะ เพราะมองว่าการดำเนินนโยบายแบบ “หว่านแห” ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป และต้องมองไปข้างหน้า ดังนั้นจำเป็นต้องเลือกโฟกัสในเรื่องที่ชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากภาคเอกชนทั้งหมด มองว่าควรถูกรวบรวมผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเห็นในทิศทางเดียวกัน เพราะหากต่างฝ่ายต่างเสนอก็อาจทำให้การขับเคลื่อนไม่มีประสิทธิภาพ 

    สำหรับสิ่งสำคัญคือต้องเชื่อมโยงกับนโยบายหลักของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ “reinvent Thailand” หรือการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน เช่น กลุ่มการแพทย์ รถยนต์ การท่องเที่ยว อาหาร และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ เมื่อมีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องทุ่มทรัพยากรและพลังไปในทิศทางเดียวกัน โดยหน่วยงานอย่างสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฯลฯ ต้องยกระดับการจัดการภายในอุตสาหกรรมเหล่านั้น ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ การพัฒนาทักษะแรงงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ 

    รวมถึงการพิจารณามาตรการภาษีเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักร ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ (BOI) ต้องปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ถูกเลือกด้วย

    • ลุยโฟกัสปล่อยกู้ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    ส่วนภาคธนาคาร เมื่อกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน สถาบันการเงินก็จะสามารถวางทิศทางการปล่อยสินเชื่อได้ชัดขึ้นเช่นกัน

    โดยจะมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านั้นก่อน และทุกฝ่ายควรถูกวัดผลร่วมกันว่าได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ของวงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจเป็นพิเศษ

    “ประเด็นสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกฝ่าย “เห็นตรงกัน” ก่อนว่าจะโฟกัสอุตสาหกรรมใด โฟกัสอะไรเพื่อขับเคลื่อนประเทศซึ่ง Targeted เป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพราะทุกฝ่ายต้องตกลงให้ชัดก่อนว่าจะเลือกเป้าหมายอะไร และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงค่อยตั้งคณะทำงานย่อยระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

    ในมุม “ขัตติยา” มองว่าแม้พื้นฐานแล้วทุกอุตสาหกรรมยังต้องได้รับการดูแล แต่หากจะเลือกโฟกัสเป็นพิเศษ ยังเชื่อมั่นในกลุ่มธุรกิจอาหาร Food and Beverage อุตสาหกรรมยานยนต์ และภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 
    รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อการจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดคนจากทั่วโลกผ่านคอนเสิร์ต งานระดับโลก และกิจกรรมขนาดใหญ่ต่าง ๆ เข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจุดแข็งที่ไทยโดดเด่นอยู่แล้ว มาสู่การสร้างพลังขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

    หน้าที่ของสถาบันการเงินคือการทำหน้าที่เป็น Financial Enabler หรือผู้สนับสนุนด้านเงินทุน แต่คำถามสำคัญคือผู้ประกอบการมีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับโลกแล้วหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานธุรกิจควบคู่กันไป

    อย่างไรก็ตาม หลังจากหารือครั้งนี้ระหว่างภาครัฐและเอกชนเรียบร้อยแล้ว มองว่าทุกสมาคมน่าจะกลับไปประชุมภายในองค์กรของตัวเองเพื่อหารือถึงแนวทางดำเนินงานต่อไป ทั้งสมาคมธนาคาร สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม รวมถึงระดับ กกร.ที่รวมทั้ง 3 หน่วยงาน ก่อนจะกลับมาสรุปและเสนอแนวทางต่อรัฐบาลอีกครั้งในอนาคต

    • เตือนตั้งรับ ‘อย่าก่อหนี้’หากยังไม่จำเป็น

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ มองว่าไตรมาสแรกของปีนี้ยังไม่เห็นผลกระทบจากสงครามชัดเจนมากนัก แต่ไตรมาส 2 อาจเริ่มเห็นสัญญาณบางส่วนเข้ามา และครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยอดขายที่อาจชะลอลง จึงอยากให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวรับมืออย่างระมัดระวัง

    และอยากเตือนผู้บริโภค หากเป็นหนี้ที่ยังไม่จำเป็น โดยเฉพาะการกู้เพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ควรชะลอไว้ก่อน แม้ในฐานะธนาคารจะยินดีหากมีลูกค้ามากู้ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้มองว่าผู้บริโภคควรระมัดระวังเรื่องภาระหนี้ ขณะที่การกู้เพื่อการลงทุน เช่น เปิดโรงงานหรือซื้อวัตถุดิบเพื่อสร้างผลตอบแทนในอนาคต ยังถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

    “เศรษฐกิจระยะข้างหน้าจะมีความท้าทายมากขึ้น เพราะนอกจากปัญหาเรื่องมาตรการภาษีและสงครามการค้าที่เดิมก็ยังไม่จบแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามเข้ามาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันสถานการณ์อาจยังไม่ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก แต่ก็ถือเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

    สำหรับ ภาพอนาคตของประเทศไทย เชื่อว่าประเทศไทยมีความพร้อมในหลายด้านอยู่แล้ว โดยก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม ธนาคารกสิกรไทยได้เดินทางพบนักลงทุน (โรดโชว์) หลายประเทศ ทั้ง อังกฤษ สหรัฐ ฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเชื่อมั่น “ศักยภาพ” ของไทย และรับรู้ถึงแผนการพัฒนาของไทยแล้ว 

    แต่สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลมากที่สุดคือ “เสถียรภาพทางการเมือง” เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ มักสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ จึงอยากเห็นรัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินนโยบายมีเสถียรภาพและต่อเนื่องมากขึ้น ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1234985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25bItDZ7WcgHnaHqWZdw8A

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัว..อัตราเร่ง “ขึ้นดอกเบี้ย”.!?

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัว..อัตราเร่ง “ขึ้นดอกเบี้ย”.!?

    สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/69 ออกมาอย่างเป็นทางการ โดยตัวเลขระบุว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้ตลาดทุน แต่ยังเติบโตสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ และสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่ง คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมาก (ประมินไว้ที่ 1.7%)

    จากตัวเลขดังกล่าวกำลังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อนโยบายการเงิน รวมถึงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศของญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    จากตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 มีปัจจัยขับเคลื่อน 3 ส่วนหลัก เริ่มจาก “การบริโภคภาคเอกชน” มีสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไตรมาส 1/69 มีการขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ดีกว่าที่คาดไว้ 0.1% ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการอุดหนุนค่าสาธารณูปโภคและพลังงานจากทางภาครัฐ ประกอบกับผลสำเร็จของการเจรจาค่าจ้างประจำปีที่ทำให้อัตราค่าจ้างที่แท้จริง ขยับตัวสูงขึ้นจนเริ่มแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ประชาชนเริ่มกลับมามีกำลังซื้ออีกครั้ง

    ส่วน “ภาคการส่งออก” ฟื้นตัวขึ้นชัดเจนจากการค้ากับประเทศจีนและ “ภาคการลงทุนของภาคเอกชน” แม้ภาพรวมชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.3% แต่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยังเดินหน้าลงทุนระบบ AI และโครงสร้างดิจิทัล เนื่องจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงทั่วโลก

    อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ออกมาดีมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ เพราะผลลัพธ์จาก GDP ที่แข็งแกร่ง กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยเปิดทางให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถอ้างความชอบธรรมในการเดินหน้าปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ภาวะปกติ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเริ่มออกมาคาดการณ์ว่าเราอาจได้เห็นการ “ขึ้นดอกเบี้ย” เร็วขึ้น และอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภาย มิ.ย.-ก.ค.69 โดยไม่ต้องรอตัวเลขรอบถัดไป เพราะเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นและแกร่งพอที่จะรับมือกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

    ทว่าสิ่งที่น่าแปลกใจ คือ หลังจากตัวเลขนี้ประกาศออกมา ค่าเงินเยนกลับไม่ได้แข็งค่าขึ้นตาม แต่กลับอ่อนค่าลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลปัจจัยระยะยาว

    ปัจจัยเสี่ยงใหญ่สุดเวลานี้ คือ ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามอิหร่าน แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1/69 จะออกมาดี แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนในช่วงก่อนสงคราม เมื่อสงครามปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ ผลกระทบจึงเริ่มส่งผ่านมายังห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว “ญี่ปุ่น” ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด กำลังเผชิญหน้ากับต้นทุนสูงอีกครั้ง นอกจากนี้ อุตสาหกรรมในประเทศเริ่มขาดแคลนสาร “แนฟทา” สารตั้งต้นสำคัญในการผลิต ทำให้เกิดความกังวลว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการผลิตไตรมาสถัดไปอาจหดตัวลง

    มิติทางการเมือง นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเข้าช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนกับการรักษาเสถียรภาพการคลัง ก่อนหน้านี้ “ทาคาอิจิ” มีแนวคิดสนับสนุนการอัดฉีดงบประมาณและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่การเปลี่ยนท่าทีไปมาเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุนสร้างความไม่แน่นอนให้แก่นักลงทุน

    ทำให้รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแผนการคลัง จากเดิมเน้นแจกเงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว หันมาเน้นการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแทน เช่น การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับเม็ดเงินลงทุน AI ของภาคเอกชน กลยุทธ์นี้น่าจะเป็นทางออกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าระยะยาว

    “เศรษฐกิจญี่ปุ่น” ห้วงเวลานี้ เปรียบดั่งรถยนต์ที่เครื่องยนต์หลักเริ่มสตาร์ทติดและมีแรงส่งจากนวัตกรรมยุคใหม่อย่าง AI รวมถึงการฟื้นตัวของค่าจ้างภายในประเทศ แต่ขณะเดียวกันรถคันนี้กำลังเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามรอบด้าน ทั้งจากแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น และวิกฤตพลังงานโลกที่ยังไม่นิ่ง หลังจากนี้ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าการตัดสินใจของ BOJ และรัฐบาลของทาคาอิจิ จะนำพาประเทศฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์และรักษาโมเมนตัมการเติบโตนี้ไว้อย่างไร..!?

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/833095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iTg7jiRTkv9Pzk1Aez4JI

  • สพพ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมสาธารณกุศล ในวาระครบรอบ 21 ปี

    สพพ. จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และกิจกรรมสาธารณกุศล ในวาระครบรอบ 21 ปี

    เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบปีที่ 21 ณ อาคารซันทาวเวอร์ส เอ ชั้น 14 โดยได้รับเกียรติจาก นายธีรัชย์ อัตนวานิช ประธานกรรมการในคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (คพพ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คพพ. และนายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา คพพ. อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมีพันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพพ. และ นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ ร่วมให้การต้อนรับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มาร่วมแสดงความยินดี

    ในการนี้ คณะผู้บริหารและแขกผู้มีเกียรติได้เข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมทั้งร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนสวัสดิการภายใน สพพ. เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์และการกุศล ตามเจตนารมณ์ขององค์กรที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1020659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yI3l9rqbjjgvVWLyaWsMi

  • นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด”  หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

    นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด” หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

    นายกโมดีขอความร่วมมือชาวอินเดีย “รัดเข็มขัด” หวังพยุงเศรษฐกิจ ลดขาดดุล และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

    นายกรัฐมนตรี Narendra Modi ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอินเดียร่วมกันประหยัดและลดการใช้จ่ายที่กระทบต่อเงินตราต่างประเทศของประเทศ ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลง และแรงกดดันด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างการปราศรัยในการชุมนุมของพรรค BJP ที่เมืองไฮเดอราบาด นายกรัฐมนตรีโมดีระบุว่า อินเดียจำเป็นต้อง “กลับมาใช้วิธีคิดแบบช่วงโควิด-19” เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในช่วงวิกฤติ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการซื้อทองคำ งดการเดินทางต่างประเทศที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Work from Home มากขึ้น ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และหันมาใช้ขนส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดภาระการนำเข้าและช่วยรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดีย

    วิกฤติตะวันออกกลางกดดันเศรษฐกิจอินเดีย

    คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความกังวลของรัฐบาลอินเดียต่อสถานการณ์ด้านพลังงานโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลกเผชิญภาวะติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพล่าสุดจากอิหร่าน

    อินเดียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤติครั้งนี้ เนื่องจากต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 88–90% ของความต้องการใช้ภายในประเทศ และยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติอีกจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    แม้อินเดียจะยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงประมาณ 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ข้อมูลจากสื่อ BBC ระบุว่า ทุนสำรองดังกล่าวลดลงแล้วประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น สะท้อนแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าพลังงานและทองคำ รวมถึงภาวะเงินทุนต่างชาติไหลออก

    นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายมองว่า อินเดียอาจยังไม่เผชิญวิกฤติรุนแรงเช่นวิกฤติเศรษฐกิจปี 1991 แต่สถานการณ์ปัจจุบันกำลังสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้งในด้านการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลงบประมาณ และแนวโน้มค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

    อินเดียขอความร่วมมือประชาชนลดการใช้พลังงาน

    รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญอย่างมากกับการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตภายในประเทศ

    เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติพลังงานดังกล่าว นายกรัฐมนตรีโมดีจึงเสนอให้ประชาชนลดการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล หันมาใช้รถไฟฟ้า ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน การเดินทางร่วมกัน (carpooling) และส่งเสริม
    การขนส่งสินค้าทางรางแทนการขนส่งทางถนน เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงนำเข้า

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีโมดียังขอให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานต่าง ๆ กลับมาใช้รูปแบบการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) และการประชุมออนไลน์เหมือนในช่วงโควิด-19 เพื่อลดการเดินทางและประหยัดเชื้อเพลิง โดยระบุว่า อินเดียเคยปรับตัวกับวิธีดังกล่าวได้มาแล้วในอดีต และควรกลับมาใช้ในช่วงวิกฤติอีกครั้ง

    แม้รัฐบาลอินเดียพยายามตรึงราคาน้ำมันภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมาเพื่อบรรเทาภาระประชาชน แต่แรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันโลกที่สูงขึ้นเริ่มทำให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานแบกรับภาระไม่ไหว ล่าสุด อินเดียได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นครั้งแรกในรอบ ปี โดยราคาน้ำมันในกรุงนิวเดลีปรับขึ้นประมาณ 3% เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อินเดียอาจเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนทางการคลังเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    รัฐบาลอินเดียเร่งลดการนำเข้าทองคำและการใช้เงินตราต่างประเทศ

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีโมดีให้ความสำคัญ คือ การลดการนำเข้าสินค้าที่ใช้เงินตราต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ทองคำ” ซึ่งอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุด
    ของโลก

    นายกรัฐมนตรีโมดีเรียกร้องให้ประชาชน “งดซื้อทองคำเป็นเวลา ปี” เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อดุลการค้าและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เนื่องจากทองคำเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และความต้องการซื้อทองคำในอินเดียมักเพิ่มขึ้นสูงในช่วงเทศกาลและฤดูแต่งงาน

    รัฐบาลอินเดียยังได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองคำและเงินเป็น 15% เพื่อชะลอการนำเข้าและลดการไหลออกของเงินดอลลาร์สหรัฐ

    นอกจากทองคำแล้ว นายกรัฐมนตรีโมดียังขอให้ประชาชนลดการเดินทางต่างประเทศ 
    งดการท่องเที่ยวหรือจัดงานแต่งงานในต่างประเทศในช่วง ปีข้างหน้า เพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศและช่วยรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี

    รัฐบาลยังส่งเสริมแนวคิด “Swadeshi” หรือการพึ่งพาสินค้าภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนการเกษตรธรรมชาติ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และลดการบริโภคน้ำมันพืชนำเข้า เพื่อช่วยลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มเติม

    ฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน

    แม้มาตรการและคำขอความร่วมมือของนายกรัฐมนตรีโมดีจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ Amit Shah ที่ระบุว่าเป็น “แนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพึ่งพาตนเองของอินเดีย” แต่ฝ่ายค้านกลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

    พรรค Congress ระบุว่า รัฐบาลขาดการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและกำลังผลักภาระของวิกฤติไปให้ประชาชน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า การใช้มาตรการเชิงสังคมหรือการขอ
    ความร่วมมือจากประชาชน อาจช่วยลดแรงกดดันได้เพียงระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนการปรับตัวตามกลไกเศรษฐกิจโลกได้ทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไป ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอินเดียในวงกว้าง ทั้งด้านเงินเฟ้อ ค่าเงิน การลงทุน และกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลอินเดียในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพเศรษฐกิจ การควบคุมเงินเฟ้อ และการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน

    ข้อคิดเห็นของ สคต. ณ กรุงนิวเดลี

    1. หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและส่งผลให้ราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รัฐบาลอินเดียอาจออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดการใช้เงินตราต่างประเทศและควบคุม
    การขาดดุลการค้า อาทิ การจำกัดการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย การปรับเพิ่มภาษีนำเข้า หรือการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอัญมณี ทองคำ และสินค้านำเข้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวมายังตลาดอินเดีย รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่พึ่งพาตลาดผู้บริโภคระดับกลางและระดับบนของอินเดีย 

    2. ในระดับมหภาค วิกฤติราคาพลังงานและการอ่อนค่าของเงินรูปีอาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียในระยะต่อไป โดยหากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ผู้บริโภคอินเดียลดการใช้จ่ายสินค้านำเข้าและหันไปบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าท้องถิ่น นอกจากนี้ ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลงยังอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอินเดียในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอาหาร และสินค้าระดับพรีเมียมที่พึ่งพากำลังซื้อของชนชั้นกลางอินเดียเป็นสำคัญ

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    https://www.hindustantimes.com/india-news/why-pm-modi-asked-indians-to-avoid-buying-gold-for-a-year-wfh-not-use-petrol-diesel-101778469931511.html

    https://www.bbc.com/news/articles/c775v7dlndyo

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/whbwygliqisuxpjjj53j81mx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xV51QF4fjxNPpUNjF2wJd