Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘สรรพสามิตภาคที่ 3’ แจ้งเอาผิด ‘ปั๊มโคราช’ ขายน้ำมันหนีภาษี โดนปรับหนักกว่า 2.5 ล้านบาท | เดลินิวส์

    ‘สรรพสามิตภาคที่ 3’ แจ้งเอาผิด ‘ปั๊มโคราช’ ขายน้ำมันหนีภาษี โดนปรับหนักกว่า 2.5 ล้านบาท | เดลินิวส์

    จากกรณี เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 69 นายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผอ.สนง.สรรพสามิตภาคที่ 3 สั่งการให้ นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผอ.ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 (หัวหน้าชุดเฉพาะกิจในการกำกับดูแลและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3) บูรณาการร่วมกับ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา และ สาขาสีคิ้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต้องสงสัยในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีสถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ กม.47-48 ขาเข้านครราชสีมา ต.กลางดง อ.ปากช่อง มีน้ำมันดีเซลปริมาณ 24,000 ลิตร ที่ไม่สามารถระบุที่มาของน้ำมันชนิดนี้ได้ จึงได้เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งให้กลุ่มวิเคราะห์สินค้าและของกลาง กรมสรรพสามิต เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอน โดย กลุ่มวิเคราะห์สินค้าและของกลาง ตรวจสอบยืนยันว่าเป็นน้ำมันดีเซลตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เป็นน้ำมันที่ไม่ได้เสียภาษี ไม่มีเอกสารยืนยันการได้มาของน้ำมันและการเสียภาษีสรรพสามิต

    เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นายไชยรัตน์ ชื่นใจฉ่ำ ผอ.ส่วนตรวจสอบ ป้องกันและปราบปรามสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3 (หัวหน้าชุดเฉพาะกิจในการกำกับดูแลและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงของสำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 3) บูรณาการร่วมกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่นครราชสีมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำความผิดคดี มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษี พร้อมกับดำเนินการเปรียบเทียบปรับ โดยค่าปรับรวมกับค่าภาษีสรรพสามิตและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,507,080 บาท

    ภายหลัง นายไชยรัตน์ เปิดเผยว่า การดำเนินคดีดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต และนายณธัชพงศ์ เผ่าผาง ผอ.สนง.สรรพสามิตภาคที่ 3 ที่เน้นย้ำให้เร่งรัดการปราบปรามการลักลอบหลีกเลี่ยงภาษีในทุกมิติเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อปราบปรามการทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐและเสริมความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5762203/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rziZGcGmdqkdZUGmP0tbE

  • โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    “กำไรบจ.” เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาสแรกปี 69 “บล.บัวหลวง” ชี้ไตรมาส 1/69 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแรงหนุนหลัก “กลุ่มพลังงาน” ตามทิศทางราคาน้ำมันพุ่ง “บล.ทิสโก้” มองอานิสงส์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้มีโอกาสบันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมัน “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” ยกกลุ่ม “พลังงาน-โรงกลั่น” เชื่อหนุนภาพรวมตลาดดีกว่าคาด

    โบรกคาด ‘กำไรบจ.’ เติบโต 5% ไตรมาส 1/69 อานิสงส์แรงหนุน ‘พลังงาน-อิเล็กฯ-ไอที’  

    นายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่า กำไรสุทธิรวมยังมีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดจะลดลงประมาณ 4% YoY แต่เพิ่มขึ้นราว 5% QoQ สะท้อนการทยอยฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่นในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้าน Data Center และ AI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ DELTA ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT เช่น TRUE และ ADVANC ยังคงมีการเติบโตจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ด้านกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่น ได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยว อย่าง CENTEL และ MINT มีแนวโน้มฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้านำโดย GULF ยังคงมีความแข็งแกร่งของรายได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับ แนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเริ่มคลี่คลายและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง แต่ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังคงอยู่ในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทานที่ยังมีอยู่ ส่งผลให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังมีโอกาสสร้างกำไรได้ดีต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง

    ขณะเดียวกัน ตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับนโยบายภาครัฐมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะประกาศในช่วงวันที่ 9-10 เมษายน ทั้งการลดค่าครองชีพ การแจกเงิน และการเร่งอนุมัติการลงทุนผ่าน BOI Fast Pass

    ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและนโยบายรัฐ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และสื่อสาร ซึ่งเหมาะสำหรับการจัดเป็นพอร์ตหลักจากแรงหนุนของเงินลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้หุ้นที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนและรักษาอัตรากำไรได้ดี เช่น CPALL และ CPN รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง MINT ที่เข้าสู่ช่วงไซซีซั่นในยุโรป

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางอ่อนตัวลงเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยคาดภาพรวมกำไรตลาดจะลดลงในระดับตัวเลขหลักเดียวแม้จะยังไม่รุนแรงเกิน 10% ขณะที่เทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามีโอกาสทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย

    ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารถือเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มสะท้อนภาพกำไรที่อ่อนตัว โดยเบื้องต้นพบว่า กำไรลดลงมากกว่า 10% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาพรวมตลาด เมื่อพิจารณาทั้งตลาด คาดว่าการปรับตัวลดลงจะอยู่ในระดับจำกัด ไม่ได้รุนแรงเท่ากลุ่มธนาคารในส่วนของกลุ่มพลังงาน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทในกลุ่มจะได้รับอานิสงส์จากกำไรสต็อกน้ำมันทันทีเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้น

    สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2 ปี 2569 มองว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากจะเริ่มเห็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศผ่านราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น

    โดยประเมินหากสถานการณ์คลี่คลายได้ภายในเดือนเม.ย. และยังไม่มีผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับจำกัดราว 0.2%-0.3% ซึ่งอาจทำให้ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.8% เหลือประมาณ 1.5-1.6% หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปเกินไตรมาส 2 ปี 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น และจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปีนี้

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กลาวว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีทิศทางเติบโตในเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มพลังงานที่กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง

    โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตของกำไรมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงต่อบริษัทในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่ได้รับอานิสงส์ทั้งจากกำไรสต็อกน้ำมัน และค่าการกลั่น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ ประเมินปัจจัยจากกลุ่มพลังงานเพียงกลุ่มเดียว อาจมีส่วนช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมเพิ่มขึ้นในระดับหลายหมื่นล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ภาพรวมตลาดในไตรมาสแรกออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด

    แม้ในปัจจุบันหลายกลุ่มอุตสาหกรรมยังไม่มีตัวเลขคาดการณ์ที่ครบถ้วน ซึ่งมีเพียงกลุ่มธนาคารออกมาเพียงกลุ่มเดียว แต่ด้วยแรงหนุนจากภาคพลังงานที่มีน้ำหนักสูงในตลาด ทำให้ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยคาดว่า มีโอกาสออกมาแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228878&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00HCVd0GgzOfOmRSu0FeJr

  • ตามไปดู 2 ชุมชมปลายด้ามขวาน แหล่งเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ตามไปดู 2 ชุมชมปลายด้ามขวาน แหล่งเรียนรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาและปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบของภัยสงคราม การน้อมนำหลักการทรงงานและหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน บนพื้นฐานของแนวทางที่สร้างความสมดุล เพียงพอ และมีภูมิป้องกันตนเอง ช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤต เป็นทางรอดให้เกษตรกร ครัวเรือนยากจน และชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกและ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชียอีกด้วย

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในการนำ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปปรับใช้จริง สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มีพันธกิจสำคัญส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นขั้นตอน “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” โดยการพัฒนานี้ ครอบคลุมทั้งในด้านน้ำ ดิน อาชีพ รายได้ ความเข้มแข็งชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ 22 จังหวัดทั่วไทย

    และในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่จะมาถึงในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ จึงได้คัดเลือกตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่น้อมนำแนวพระราชดำริ ครอบคลุมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืนไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถพัฒนาสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จำนวน 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9

    ทั้งนี้ เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน 2 ใน 10 หมู่บ้าน ที่ตั้งอยู่ใน “ปลายด้ามขวาน” หรือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย นั่นคือ บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และ บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยทั้ง 2 หมู่บ้านนี้ มีแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่พิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ทำกิน ปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค พัฒนาคุณภาพดิน ทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ครัวเรือน ชุมชนมีความพร้อมที่จะพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ สามารถขยายการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน

    คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

    คุณกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในพื้นที่ 2 หมู่บ้านต้นแบบ ณ ปลายด้ามขวานของไทยว่า

    “ความสำคัญของทั้งสองพื้นที่ เนื่องจากเป็นชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม ที่เมื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี สามารถเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสถาบันปิดทองหลังพระฯ พร้อมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ควบคู่ไปกับการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา”

    “โดยการขับเคลื่อนในครั้งนี้ ได้ใช้พื้นที่ต้นแบบบูรณาการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ทั้ง 10 แห่ง ที่น้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และขยายผลนำไปใช้แนวทางการพัฒนาชุมชนในพื้นที่อื่นๆ สนองพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ราษฎรและนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน”

    “เพราะหมู่บ้านเหล่านี้คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ ร่วมกับความร่วมมือจากภาครัฐและภาคีเครือข่าย ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือ การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาที่ยั่งยืนชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริไปสู่ทั่วประเทศ ด้วยความรู้ การพัฒนาศักยภาพชุมชน การสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนสามารถออกแบบและจัดการปัญหาของตนเองอย่างเหมาะสม และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเพื่อฝ่าทุกวิกฤตไปด้วยกัน”

    “บ้านโคกยามู” ต้นแบบชุมชนแก้ปัญหาด้วย “ศาสตร์พระราชา” เพิ่มที่ทำกิน ทำเกษตรปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

    “ดินที่ไหนไม่ดีนั้น ไม่ค่อยเป็นห่วง เพราะดินนั้นพัฒนาขึ้นมาได้โดยไม่ยากนัก ดินจะเค็ม จะเปรี้ยว จะจืด อะไรก็ตาม สามารถที่จะทำให้ดีขึ้นได้ภายในไม่กี่ปี โดยใช้เทคนิคแบบโบราณๆ ไม่ใช่สมัยใหม่ แบบโบราณๆ คือ ใช้ปุ๋ยหมักหรือใช้ตะกอนที่ลงมาตามลำห้วย โดยที่ได้ทำเป็นอ่างเก็บน้ำมาพัฒนาดินและรักษาดินไม่ให้ไหลลงไป ไม่เกิดการสึกหรอหรือ erosion ไป อันนี้เป็นวิธีที่ง่าย… เพราะความจริงการพัฒนาที่ดินนั้น คำนี้หมายความว่าทำให้ดินดีขึ้น ไม่ใช่ว่าดินเดี๋ยวนี้เป็นอะไร แต่ว่าพัฒนาให้ดีขึ้น ซึ่งทำได้แน่นอน…”

    (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่องการประยุกต์เทคโนโลยีการถ่ายภาพทางอากาศและดาวเทียมในลุ่มน้ำทางเหนือของไทย ณ โรงแรมรินคำ จังหวัดเชียงใหม่ วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ.2523)

    จากพระราชดำรัสของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานไว้เพื่อให้ประชาชนชาวไทยนำไปปรับใช้แก้ปัญหาดินเพื่อทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้น้อมนำมาปรับใช้จริงและเห้นผลอย่างชัดเจนแล้วในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ปลายด้ามขวานไทย อย่าง บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส

    วันอัซวันย์ วาโต๊ะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

    โดย กูเซ็ง ลอเช็ง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านโคกยามู ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาที่บ้านโคกยามูต้องเผชิญ และคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้ว่า

    “ก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู เกิดน้ำท่วม น้ำแล้ง มาต่อเนื่องหลายปี สภาพดินเป็นดินเปรี้ยว ปนเปื้อนสารเคมี ไม่สามารถทำการเกษตรที่เหมาะสม พึ่งพารายได้ทางเดียวจากการปลูกปาล์มน้ำมัน แม้มีการขยายไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ก็ขาดตลาดรองรับ ขาดที่ดินทำกิน แรงงานในชุมชนก็ต้องจากบ้านออกไปรับจ้างนอกพื้นที่”

    “ทั้งผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ ต่างอยากแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จึงได้น้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ในเรื่องการปรับปรุงดินโดยเฉพาะดินเปรี้ยวไว้ รวมถึงการลดปัญหาสารเคมีปนเปื้อน โดยเราได้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มาเป้ฯที่ปรึกษาและร่วมกับชาวชุมชนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตนี้อย่างเป็นระบบ”

    “เริ่มจากแก้ปัญหาสภาพดินเปรี้ยว ลดสารเคมีในดิน ปรับปรุงน้ำที่มีสารเคมีปนเปื้อน จัดสรรที่ดินทำกินให้กับครัวเรือนในพื้นที่ป่าสงวน โคกไม้เรือสนับสนุนให้เกิดการทำเกษตรปลอดภัย ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานกระจูดสร้างรายได้ให้กับสตรีและคนชรา”

    “โดยการพัฒนานี้เป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนเป็นตัวกำหนด หน่วยงานที่ร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เข้าไปร่วมกระตุ้น และส่งเสริมการทำงานในทุกมิติ ผลที่ได้นอกจากสร้างอาชีพของครัวเรือนแล้ว ยังเกิดความรักสามัคคีในชุมชน และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ จำนวน 66.1 ไร่ ในลักษณะแปลงรวมที่ถูกกฎหมาย มีอาชีพการเกษตรตามแนวเกษตรปลอดภัย อาทิ แตงโม เกษตรผสมผสาน พืชผักสวนครัว”

    อย่างไรก็ดี ในมิติอาชีพการเกษตร คุณภาพดินเพื่อการเกษตรดีขึ้นจากค่าดิน pH 3 ที่มีความเป็นกรดสูง เปลี่ยนเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกแตงโมตามแนวเกษตรปลอดภัยสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง จาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2563 เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2568 ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมเกือบ 10 ล้านบาท ช่วงปี 2560-2567

    นอกจากนั้น งานหัตถกรรมด้านการสานกระจูดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ระหว่างปี 2562-2566 สามารถทำรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้าน โดยเป็นรายได้ของกลุ่มสตรีและคนชราที่เดิมไม่ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพประจำ มีการจัดตั้ง กลุ่มกับกองทุนเพื่ออาชีพ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนจักสานกระจูด กองทุนหมุนเวียนปัจจัยการผลิต (เพื่อเกษตรปลอดภัย) และโรงเรียนเกษตรกร

    ส่วนในมิติสังคม คนรุ่นใหม่ในชุมชน ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรีเพิ่มขึ้น จาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567 คนในชุมชนมีอัตราการป่วยลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64 จากการลดสารเคมีที่ใช้ทำการเกษตร มีการออกไปทำงานนอกชุมชนลดลง

    ในวันนี้ การพัฒนาบ้านโคกยามู ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขวิกฤตการว่างงาน การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร สร้างโอกาสให้แรงงานกลับคืนถิ่นได้มีอาชีพที่มั่นคง สร้างพืชเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ พืชสมุนไพร เห็ดนางฟ้า ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ สนับสนุนความรู้ในใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรแบบง่ายเพื่อช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เพื่อเป็น “แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” หรือ Social Lab จากการแก้ปัญหาของชุมชนเอง ให้กับชุมชนอื่นได้

    “บ้านจำปูน” แหล่งเรียนรู้การเพิ่มผลผลิตด้วยการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวิธี สร้างคนรุ่นใหม่ ลาขาดจากความยากจน

    มาถึงอีกหนึ่งชุมชนต้นแบบ100 ปีชาตกาล วันพระบรมราชสมภพ “บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา” หมู่บ้านต้นแบบของการเพิ่มผลผลิตด้วยการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวิธี และหมู่บ้านนี้ยังให้ความสำคัญกับการ “สร้างคน” เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ “คนรุ่นใหม่” เป็นพลังในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันอัซวันย์ วาโต๊ะมะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 บ้านจำปูน ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้บอกเล่าให้ฟังถึงการพลิกทุกปัญหาเป็นโอกาสในการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดที่เขารักว่า

    “ด้วยความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ ทำให้บ้านจำปูนเกิดปัญหาทางสังคมและความขัดแย้งในชุมชนอย่างแรง รายได้หลักที่เกิดจากพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ยางพาราที่ราคาในท้องตลาด ไม่แน่นอน ขณะที่ผลผลิตข้าวพันธ์พื้นเมือง เช่น จันต๊ะ กับกูนิง เพื่อบริโภคในครัวเรือนมีเพียง 220 กิโลกรัมต่อไร่ อาศัยน้ำจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว น้ำเพื่อการบริโภคก็ขาดแคลน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ตามมาด้วยแรงงานออกนอกพื้นที่เพื่อไปหางานทำในจังหวัดอื่น และประเทศมาเลเซีย”

    “ความขัดแย้งในชุมชนเกิดจากเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวปล่อยให้วัวออกหากินตามธรรมชาติ เข้าไปทำลายผลิตของเพื่อนบ้าน การเลี้ยงวัวที่ขาดความรู้ ทำให้เกิดวัวบาดเจ็บล้มตายจากคนที่ไม่พอใจคนเลี้ยงที่ไม่ควบคุมวัวกับโรคในวัวจำนวนมาก สุขภาพคนในชุมชนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม ร้อยละ 38.66 เจ็บป่วยด้วยโรค อาทิ เบาหวาน ความดัน และภาวะทุพโภชนาการในเด็กวัย 0-5 ปี และปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกสุขอนามัยของชุมชน จากการกำจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกวิธี”

    “เมื่อทุกภาคส่วนในชุมชนมาพูดคุยกันและเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ เราจึงอยากหาทางออกร่วมกัน และเราต่างรำลึกถึงแนวพระราชดำริในการพัฒนาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ ประกอบกับมี สถาบันปิดทองหลังพระฯ เข้ามาช่วยให้คำแนะนำแนวทางการแห้ปัญหาที่เหมาะสม ชุมชนจึงเริ่มด้วยการสร้างคน และ ปลุกคน คัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้แนวพระราชดำริ ในพื้นที่ต้นแบบ ดอยตุง และภูพาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ”

    “จากนั้น ได้วางแนวทางการพัฒนาพื้นที่จากปัญหาสำคัญที่สุดคือเรื่องน้ำ ที่ทำแบบ Quick Win ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำ เข้าพื้นที่เกษตรแปลงรวม 22.5 ไร่ เสร็จภายใน 15 วัน วางโครงสร้างหลักของน้ำ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาที่ดินขุดสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ ขยายแนวท่อส่งน้ำบาดาล ปรับปรุงระบบน้ำประปาหมู่บ้าน ฯลฯ”

    “ส่วนปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวที่ไม่เป็นระบบ มีการใช้มาตรการทางสังคม และการประชาคมเพื่อออกกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าโคขุน พร้อมกับการพัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่ เพื่อรองรับการเลี้ยงสัตว์ และส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาการปลูกข้าวพันธ์พื้นเมือง เปลี่ยนพืชในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมีปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูงกว่าการปลูกข้าวเฉลี่ย 75,544 บาทต่อไร่”

    “และยังมีการต่อยอดองค์ความรู้จากฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่บ้านจำปูนเพื่อเป็นแหล่งจ้างงาน แหล่งเรียนรู้ ด้านการเกษตรผสมผสาน เป็นการนำบทเรียนจากฟาร์มตัวอย่างมาใช้ในระดับครัวเรือนและชุมชน”

    “โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ เราสามารถแก้วิกฤตการขาดแคลนน้ำ ทำให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อทำการเกษตร เพิ่มผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง จาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่ ยกระดับคุณภาพการเลี้ยงวัวเป็นแบบขังคอกหรือโคขุน ช่วยสร้างมูลค่าการจำหน่ายสะสมรวมกว่า 1 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2568”

    “นอกจากความมั่นคงจากน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน เกิดความสามัคคี ทำให้ทำงานร่วมกันได้ สุขภาพของคนในชุมชนก็ดีขึ้น อัตราการเจ็บป่วยลดลงจากร้อยละ 38.66 เหลือเพียงร้อยละ 15.41 ปัญหายาเสพติดลดลง ผู้เสพลดจากร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 5 และไม่มีคนค้ายาอีกเลย”

    ในวันนี้ บ้านจำปูนยังคงกระดับผลผลิตการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยคั้นน้าให้ได้ 10 ตันต่อไร่ เพื่อพัฒนาไปสู่การแปรรูปเป็นน้ำอ้อยพาสเจอร์ไรส์ การผลิตถ่านไบโอชา เพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้ง ส่งเสริมให้ปลูกข้าวด้วยเทคนิคใหม่แบบ “เปียกสลับแห้ง” พัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การทำน้ำหยด การตรวจวัดระดับน้ำในนา เพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของน้ำ

    และเพื่อเป็น“แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ” มีการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งเยาวชนและผู้สูงอายุช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จากผลของการแก้ปัญหาของพื้นที่ให้ได้เพิ่มมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 คน สร้างระบบธรรมาภิบาลเพื่อการบริหารจัดการของกลุ่มอาชีพในชุมชน นำไปสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้แบบครบวงจร ทั้งการจัดการ ดิน น้ำ ป่า เพื่อขยายสู่พื้นที่อื่นต่อไป

    เรียนรู้จากการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลายพื้นที่ทั่วไทย

    เรียนรู้จาก 2 หมู่บ้านต้นแบบการพัฒนายั่งยืน เทิดพระเกียรติ 100 ปีชาตกาล

    ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม

    Post Views: 284

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/08/pidthong-yala-narathiwat-2-village-model/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35g7pT5HbkEKVkI8su9yOZ

  • รีวิวห้องหลบร้อน กรุงเทพฯ ในเดือนที่สุดพีค

    รีวิวห้องหลบร้อน กรุงเทพฯ ในเดือนที่สุดพีค

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/nyPZjkJveBMw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lvPwR2OIbGwag3GCDUDZJ

  • คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

    คริส ไม่จบ! ไล่บี้เลิกบำนาญ สส. ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

    ‘คริส โปตระนันทน์’ ไม่จบ !ไล่บี้เลิก ‘บำนาญ สส.’ ลั่น 3 สส.พรรคเศรษฐกิจขอไม่รับสิทธินี้  จ่อเปิด 1,200 รายชื่อสมาชิกรัฐสภากินบำนาญให้ประชาชนเลี้ยงจนตาย 

    เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า เนื่องจากสาเหตุที่เกิดการกระทบกระทั่งกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอภิปรายของตนในรัฐสภาว่า สส.บางคนเป็น สส.เพียงสมัยเดียว เป็น 6 เดือน ทำให้บางคนเป็นสามล้อถูกหวย หลายคนอิงแอบพรรคเข้ามา สุดท้ายคนเหล่านี้จะได้เงินเดือนกว่า  2.4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเงินจากภาษีประชาชนที่นำมาเลี้ยงไปจนตาย บางคนอายุ 60 ปีขึ้นไป ก็จะได้ราวๆ 4-5 ล้านบาท ถ้าเป็นคนอายุ 30 ปี ซึ่ง สส.บางพรรคมีคนอายุน้อย เป็น สส.เพียงสมัยเดียวก็จะได้เงินเหล่านี้ไปจนสิ้นลมหายใจ  หรือราวๆ 30 ปี  คิดเป็นเงินไม่รู้เท่าไร อาจจะ 9-10 ล้านบาท ดังนั้นพรรคเศรษฐกิจจึงขอให้มีการยกเลิกบำนาญ สส. เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งมาจากงบประมาณของรัฐปีละ 400 กว่าล้านบาท 

    “ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง แล้วปรากฏว่ามีชาวโซเชียลตั้งคำถามว่าแล้วคริส ก็ได้บำนาญเหมือนกัน คริส และ สส.พรรคเศรษฐกิจก็เป็นสามล้อถูกหวยหรือเปล่า เพราะสุดท้ายจะได้บำนาญแบบเดียวกัน ดังนั้นวันนี้ผมและ สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คน ขอประกาศให้กับประชาชนฟังว่า ไม่ว่ารอบหน้าจะได้เป็น สส.หรือไม่ จะสอบตกหรือเปล่า พวกเราจะไม่ไปยื่นของรับสิทธิบำนาญกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาอย่างแน่นอน” นายคริสกล่าว

    นายคริส กล่าว ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้มีผู้ได้รับสิทธิบำนาญ 1,200 คน จากที่มีโอกาสอยู่ 3,000 คน ซึ่งบางคนมีความลำบากเราเข้าใจ แต่บางคนไม่ได้มีความลำบากเลย แต่กลับมายื่นรับรายได้ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้เขาเลี้ยงจนกว่าจะตาย ดังนั้นเราจะยื่นขอรายชื่อเหล่านี้จากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ว่ามีใครบ้าง 
     

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2egoeJ2fGnuFbaef3wVPug

  • กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    กล้าธรรม เดินหน้าผลักดัน 3 ร่างกม.สำคัญแก้โครงสร้างประเทศ ปฏิรูปศึกษา-ที่ดิน-อาสาเกษตร : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมเตรียมเดินหน้าผลักดันนโยบายตามที่ได้หาเสียงและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยได้ยื่นร่างกฎหมายสำคัญต่อสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 ฉบับที่เป็นผลจากการรับฟังปัญหาจากภาคการศึกษาและภาคเกษตรโดยตรง และตั้งเป้าแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว ประกอบด้วย

    1. ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
    2. ร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองที่ดินเกษตรกรรม มุ่งแก้ปัญหาการถือครองที่ดิน ส.ป.ก. และลดอุปสรรคให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้สะดวกและเป็นธรรมมากขึ้น
    3. ร่างพ.ร.บ.อาสาเกษตร เพื่อยกระดับบทบาทและดูแลอาสาสมัครภาคการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในพื้นที่ แต่ยังขาดการสนับสนุนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม แม้จะเป็นภาคส่วนที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583800&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rQBTccF0CR-oJrozPm5Ml

  • TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    TikTok ผนึก ททท. ดัน LIVE ขับเคลื่อนวัฒนธรรม-เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

    วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

    TikTok แพลตฟอร์มแห่งการค้นพบระดับโลก และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สานต่อความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยให้เป็น Soft Power สำคัญเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับ “สงกรานต์ปี 2569” ผ่าน TikTok LIVE มุ่งสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทยดิจิทัลไร้พรมแดน ชูการไลฟ์เป็นเครื่องมือหลักมัดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ๆ ทั่วโลก สานต่อความสำเร็จจากงาน “Wonder Thai Festival” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สร้างยอด Engagement สูงกว่าแคมเปญอื่นถึง 24%

    ดันวัฒนธรรมไทยเป็น “แม่เหล็ก” สะพานเชื่อมการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    ความสำเร็จของแคมเปญ Wonder Thai Festival เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจำลองบรรยากาศ “งานวัด” มาไว้บนหน้าจอสมาร์ทโฟน สร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงถึง 24% จำนวนครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ในแคมเปญมีมากกว่าแคมเปญประเภทอื่นถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่า “วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นไทย” คือแนวคอนเทนต์ระดับแม่เหล็กที่ทรงพลัง สามารถดึงดูดใจผู้ใช้งาน TikTok กว่า 50 ล้านรายได้เป็นอย่างดี ผ่านการพัฒนาฟีเจอร์ Virtual Gifts และ User Interface (UI) ของ TikTok LIVE ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อเข้ากับบรรยากาศและเทศกาลไทยโดยเฉพาะ ทำให้การสืบสานประเพณีไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

    ความสำเร็จดังกล่าวยังตอกย้ำการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ TikTok LIVE ในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมีจำนวน LIVE Creator สูงถึง 11.4 ล้านราย (เติบโตขึ้น 117%) มียอดการชมไลฟ์รวมกว่า 8 พันล้านวิวต่อเดือน (เติบโตขึ้น 38%) สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของชุมชนผู้ใช้งานและความพร้อมของอีโคซิสเต็มส์ในการเป็นช่องทางหลักเพื่อส่งต่อวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    TikTok สนับสนุนยุทธศาสตร์ “Value over Volume” ของ ททท. ผ่าน “Sub-Culture Economy” เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ (Value over Volume) โดยอาศัยศักยภาพของ TikTok ในฐานะแพลตฟอร์มระดับโลกที่รวมทุกความสนใจ เพื่อเข้าถึงกลุ่ม Sub-Culture ที่มีกำลังซื้อสูงและมีปฏิสัมพันธ์ที่เหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสายกิน (Foodies), สายอาร์ตและงานดีไซน์ (Art & Design) หรือกลุ่มผู้หลงใหลในวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Seekers)

    โดย TikTok ได้จับมือกับเหล่า TikTok LIVE Creator ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงถ่ายทอดคอนเทนต์ที่มากกว่าแค่บรรยากาศงานเทศกาล แต่เป็นการนำเสนอ “ประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่” และ “อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยที่โดดเด่น” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากยอดวิวสู่การตัดสินใจเดินทางจริงของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีคุณค่า

    เปิดตัว 3 แคมเปญใหม่รับสงกรานต์ ดันครีเอเตอร์สร้าง Festive Moment ระดับโลกบน TikTok LIVE

    เพื่อให้สงกรานต์ปี 2569 เป็นเทศกาลของไทยที่ผู้คนเข้าถึงได้ทุกโมเมนต์ TikTok และ ททท. ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ 3 กิจกรรมไฮไลท์ที่จะเปลี่ยนหน้าจอให้เป็นเวทีสืบสานและส่งต่อวัฒนธรรมระดับโลก ดังนี้

    1. สาด LIVE สาด Love: ยกกลิ่นอายวัฒนธรรมสงกรานต์ทั่วไทย เช่น ก่อเจดีย์ทราย, ปักตุงปีใหม่เมือง และ รถถีบกางจ้อง มาไว้บนหน้าจอ TikTok LIVE เปิดให้เหล่าครีเอเตอร์สร้างไลฟ์สร้างสีสันของตัวเองในธีมสงกรานต์ชวนเหล่าแฟน ๆ ผู้ติดตามส่งของขวัญคอลเลกชันพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ 11 – 17 เมษายน 2569

    2. LIVE ชุ่ม PK ฉ่ำ: แข่งเล่นสงกรานต์ไลฟ์ชนจอระหว่างครีจเอเตอร์ไทยและครีเตอร์ในต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ประเพณีสงกรานต์ออกสู่สายตาชาวโลกผ่าน TikTok LIVE ด้วยการนําเสนอ ของขวัญ LIVE ในธีมสงกรานต์ เช่น ขันนํ้า ปืนฉีดนํ้า ปะแป้ง และของขวัญต่าง ๆ อีกมากมายให้ผู้มีส่วนร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์รูปแบบใหม่บนจอโทรศัพท์ พร้อมกับเหล่าครีเอเตอร์แนวหน้า ที่จะมาแสดงความสามารถ ร้อง เต้น ในชุดพื้นเมืองไทย ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    3. ดาวเด่นเล่นสงกรานต์: ไลน์อัพพาเหรดสงกรานต์ผ่านช่อง TikTokLIVE-TH นําเสนอคอนเทนต์หลากลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยและสงกรานต์ โดยผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมโดยการส่งไอคอนไลค์ธีมสงกรานต์ให้กําลังใจครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ดี ๆ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน 2569

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy SEA, TikTok กล่าวว่า TikTok มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่ระดับสากล ผ่านความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มที่เป็น Global Community เราไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เรามีชุมชนครีเอเตอร์ที่ทรงพลังหลายล้านราย พร้อมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการส่งต่อเรื่องราววัฒนธรรมไทยให้มีชีวิตชีวาบนโลกดิจิทัล การร่วมมือกับ ททท. อย่างต่อเนื่องผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมของ TikTok LIVE เป็นการเปิดประตูให้คนได้เห็นมนต์เสน่ห์ของไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเนื้อหาที่จริงใจจากครีเอเตอร์จะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นความสนใจในเทศกาลและวัฒนธรรมไทย สามารถต่อยอดเป็นการช่วยตัดสินใจท่องเที่ยวไทยทั้งในช่วงเทศกาลและหลังเทศกาล ตอกย้ำบทบาทแพลตฟอร์มที่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ททท. ปรับตัวให้ทันกับเทรนด์โลกออนไลน์ที่มองหาความจริงใจและประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง การยกระดับ Soft Power ไทยสู่ระดับสากลต้องอาศัยเครื่องมือที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด โดย TikTok LIVE ตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในยุคนี้ได้อย่างทรงพลังที่สุด เราจับมือกับ TikTok ต่อเนื่อง เพราะเห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในแคมเปญสงกรานต์ในครั้งนี้ ททท.ยังได้สนับสนุนแพคเกจท่องเที่ยวไทยให้แก่ครีเอเตอร์ที่ชนะจากการไลฟ์ร่วมสนุกบน TikTok เพื่อจูงใจและสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกับ TikTok LIVE Creator ในเทศกาลต่าง ๆ จึงได้ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ประเพณีไทยให้สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ชมอยากมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่ช่วงสงกรานต์ แต่เป็นในทุกเทศกาลตลอดทั้งปี

    ปักหมุดไฮไลท์สำคัญความร่วมมือกับ TikTok LIVE x ททท. ที่ห้ามพลาด!

    ห้ามพลาด! ในวันที่ 10 เมษายน 2569 เตรียมพบกับกองทัพ Top TikTok LIVE Creators แถวหน้าของเมืองไทย ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษระดับเซเลบริตี้ที่จะมารวมตัวกันในงาน “เสน่ห์ไทย” ที่จัดขึ้นโดย ททท. พาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านสายตาครีเตอร์คนรุ่นใหม่ พร้อมพาไปสัมผัสบรรยากาศงาน รวมถึง “เสน่ห์อาร์ต By Songkran Festival” ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านคาแรกเตอร์ดีไซน์สุดสร้างสรรค์ที่กระจายอยู่ทั่วงาน อาทิ Mamuang, 2CHOEY, POORBOY, TOMATO TWINS และ CRY BABY โดยแต่ละจุดมีเรื่องราวและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน สะท้อนความเป็นไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น พร้อมเสริมด้วยไฮไลท์กิจกรรมภายในโซน ไม่ว่าจะเป็นจุดถ่ายภาพ Art Installation ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ กิจกรรมพบปะศิลปินตัวจริง รวมถึงเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ในสไตล์ของตัวเอง พร้อมถ่ายทอดสดให้ชมกันผ่านหน้าจอ TikTok LIVE เท่านั้น ผู้ใช้งานสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลได้ง่าย ๆ เพียงค้นหา Songkran2026 แลAmazingThailand บน TikTok

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/957581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xABwlbBzEtj3-vcsVCb0f

  • นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ  “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

    นายกฯ อนุทิน ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “พิพัฒน์” คุม คมนาคม – ดีอี – อีอีซี ส่วน “เอกนิติ” ดู คลัง – พลังงาน ด้าน “ยศชนัน” คุมทุกกระทรวงโควตาเพื่อไทย 

    วันที่ 8 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 

    1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 

     2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

     3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

     4. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

     5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

    6. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง ทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ ดังนี้ การขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ขณะที่ ในส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 1. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) 2.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 3.นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ 4.นางสุขสมรวย วันทนียกุล กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14V7uhBLY1Y6j8RY3mi_pY

  • วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” | TOPNEWS

    วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” | TOPNEWS

    วธ. บูรณาการ 30 หน่วยงาน กำหนดแนวทางจัดงานสงกรานต์ ปี 69 ภายใต้ธีม “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” เน้นย้ำเผยแพร่คุณค่าสาระอัตลักษณ์สงกรานต์ไทย มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมผลักดันให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

    ว่า เพื่อให้กิจกรรมประเพณีสงกรานต์หมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นไปด้วยความงดงามและเหมาะสม รวมถึงป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล

    กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จึงได้จัดการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานสงกรานต์ พุทธศักราช ๒๕๖๙

    ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรมการท่องเที่ยว กรมการศาสนา กรมศิลปากร

    สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมควบคุมโรค กรมทรัพยากรน้ำ กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง

    กรมสารนิเทศ กรมอุตุนิยมวิทยา การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว (กทม.) สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

    มูลนิธิเมาไม่ขับ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวม ๓๐ หน่วยงาน

    ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอเชิญชวนแต่งชุดไทย ชุดผ้าไทย ชุดผ้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น เที่ยวงานประเพณีสงกรานต์

    ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand”

    เพื่อร่วมถ่ายทอดความงดงามของวัฒนธรรมไทย และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่

    กำหนดจัดงานทั่วไทย 5 เมืองอัตลักษณ์ : เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช

    13 เมืองน่าเที่ยว : บุรีรัมย์ อุทัยธานี นครราชสีมา นครสวรรค์ สุรินทร์ น่าน หนองคาย เชียงราย พัทลุง ภูเก็ต ลพบุรี สงขลา กาญจนบุรี

    5 จุดหมายหลักในกรุงเทพมหานคร : ถนนข้าวสาร เดอะพรอมานาด เทอมินอล 21 พระราม 3 เทอมินอล 21 อโศก เซ็นทรัลปิ่นเกล้า

    รวมถึงจัดประเพณีสงกรานต์ ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ 50 วัด 50 เขต ตลอดจนร่วมกับสภาวัฒนธรรมไทยในสหรัฐอเมริกา แห่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ณ NOVA REGIONAL PARK, Virginia

    ด้าน นางสาวซาบีดา กล่าวต่อว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีแนวคิดที่จะส่งเสริมคุณค่าของประเพณีสงกรานต์

    พัฒนาสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าสาระ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ในแต่ละจังหวัด

    แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยเพื่อสร้างจุดขายในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จึงมีการสนับสนุนและยกระดับการจัดประเพณีสงกรานต์ในจังหวัดหรือเมืองที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวสูง

    สุดท้ายนี้ นางสาวซาบีดา ฝากถึงพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวว่าประเพณีสงกรานต์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยที่มีความหมายมากกว่าการเล่นน้ำ

    แต่เป็นเทศกาลแห่งความรัก ความกตัญญู และความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งควรค่าแก่การส่งต่อไปสู่สายตาชาวโลก

    “… สงกรานต์ไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดให้คนรุ่นหลัง เราต้องการให้สงกรานต์เป็นเทศกาลที่ทุกคนต้องมาเยือน อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต …”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1541480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw299ax9PTmFqq-1qPfEvyNw

  • นายกฯ  เซ็นแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – 4 รมต.ประจำสำนักนายกฯ 

    นายกฯ  เซ็นแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – 4 รมต.ประจำสำนักนายกฯ 


    นายกฯ ลงนามคำสั่ง 82/2569 แบ่งงาน  รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ  “พิพัฒน์” คุมคมนาคม ดีอี – “เอกนิติ” ดูแลคลัง พลังงาน “ศุภจี” ดูพาณิชย์ อุตสาหกรรม วัฒนธรรม ท่องเที่ยว “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาพท.

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เพื่อมอบหมายอำนาจหน้าที่ในการกำกับบริหารราชการ และปฏิบัติราชการแทนในหน่วยงานต่าง ๆ ให้แก่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดการแบ่งงานที่สำคัญดังนี้

    1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงสาธารณสุข, รวมถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สทช.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

    3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, สำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

    4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ กำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ดูแลด้านเศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรม ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว), กระทรวงวัฒนธรรม, กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านกฎหมายและระบบราชการ เช่น สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา, กำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กำกับดูแลด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง, สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 รายชื่อ ประกอบด้วย 

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี สั่งและปฏิบัติราชการแทนในกรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ดูแลองค์การมหาชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รับผิดชอบสำนักงบประมาณ (บางส่วน), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานด้านดิจิทัล/ไซเบอร์ ได้แก่ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สกมช.)

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล ดูแลสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irkT9XCiYGqcsOcVzygBl