Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ แบ่งงาน ‘7 รองนายกฯ’

    นายกฯ แบ่งงาน ‘7 รองนายกฯ’

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีประจำสำนักปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

    1.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกฯ ในกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

    2.ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข พร้อมมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ

    คือ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

    3.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงการคลังกระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาม (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) นอกจากนี้ มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ คือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

    4.สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงการต่างประเทศ และมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการ คือสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

    5.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารบริหาชการแทนนายกรัฐมมครี ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

    6.ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงามราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา) รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการปกครอง กรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ รวมถึงการกำกับดูแลและลงนามในเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ คือ การขอพระราชทานอภัยโทษ และการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย

    7.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสังและปฏิบัติราชการ คือ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง และกำกับดูแลองค์การมหาชน คือ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

    8.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

    9.นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ในสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชบ),องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแทนนายกรัฐมนตรี

    10.ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนทนายกรัฐมนตรี ในสำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมถึงมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน คือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

    11.สุขสมรวย วันหนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    มอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ โดยขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า โดยก่อนหน้านั้นมีสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย มารอพบอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pm-anutin-pipat-8apr2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pn_F0gshpoShb2cu_RalO

  • แฉแผนแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ สวมรอยพนักงานไอที แทรกซึมบริษัท Tech ทั่วโลก

    แฉแผนแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ สวมรอยพนักงานไอที แทรกซึมบริษัท Tech ทั่วโลก

    วงการเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหม่ หลังมีการตรวจพบการแพร่ระบาดของเครือข่ายแฮกเกอร์และแรงงานไอทีจากเกาหลีเหนือที่ใช้วิธีการสวมรอยตัวตนเพื่อแทรกซึมเข้าสู่บริษัทชั้นนำและโปรเจกต์ซอฟต์แวร์ระดับโลก สร้างความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยและระบบการเงินอย่างมหาศาล

    รายงานล่าสุดระบุถึงความตึงเครียดในกระบวนการสรรหาบุคลากรของบริษัท Tech ในโลกตะวันตก ซึ่งปัจจุบันต้องยกระดับความเข้มงวดถึงขั้นสูงสุด

    คลิปวิดีโอการสัมภาษณ์งานทางไกลที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ได้เผยให้เห็นวินาทีชีวิต เมื่อผู้สัมภาษณ์ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ The Political Litmus Test โดยการบีบให้ผู้สมัครงานสบถถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้สมัครไม่ได้แฝงตัวมาจากรัฐเผด็จการ 

    ผลปรากฏว่าผู้สมัครที่มีพิรุธแสดงอาการประหม่าอย่างรุนแรงและยุติการสัมภาษณ์ทันที สะท้อนให้เห็นว่ามีแรงงานทาสไซเบอร์จำนวนมากกำลังแฝงตัวอยู่ในตลาดแรงงานไอทีปัจจุบัน

    ย้อนรอยความเสียหาย กรณีศึกษาการไฮแจ็ก Axios

    กรณีการจารกรรมล่าสุดที่สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่านักพัฒนา คือการเข้าควบคุมโปรเจกต์ Axios ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ Open Source พื้นฐานที่สำคัญของอินเทอร์เน็ต โดยแฮกเกอร์ไม่ได้ใช้ช่องโหว่ทางเทคนิคในตอนแรก แต่เริ่มจากการสร้างตัวตนปลอมเป็นบริษัทไอทีที่ดูน่าเชื่อถือ

    Jason Saayman ผู้ดูแลโปรเจกต์ Axios เปิดเผยว่า เขาถูกแฮกเกอร์ที่สวมรอยเป็นเพื่อนร่วมวิชาชีพเข้ามาตีสนิทและสร้างปฏิสัมพันธ์นานกว่า 2 สัปดาห์ ผ่านพื้นที่ทำงานจำลองใน Slack จนเกิดความไว้วางใจ ก่อนจะถูกล่อลวงให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ระหว่างการประชุมออนไลน์ แผนการที่แยบยลนี้ส่งผลให้แฮกเกอร์สามารถยึดสิทธิ์การควบคุมระบบ และฝังรหัสอันตรายลงในซอฟต์แวร์ที่มีผู้ใช้งานนับล้านเครื่องทั่วโลกได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยวิเคราะห์ว่า นี่คือยุคแห่งการ Social Hacking ที่น่ากลัวที่สุด เพราะแฮกเกอร์ไม่ได้โจมตีที่ Firewall ของคอมพิวเตอร์ แต่โจมตีที่ความเชื่อใจของมนุษย์

    ในปี 2025 เพียงปีเดียว เกาหลีเหนือถูกระบุว่าสามารถจารกรรมคริปโทเคอร์เรนซีไปได้สูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านปฏิบัติการในลักษณะนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ทำผ่านกองทัพแฮกเกอร์ที่ทำงานอยู่ใต้ดินในต่างประเทศ 

    ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนมาตรการรับคนเข้าทำงานและการรักษาความปลอดภัยสู่ระบบ Zero Trust หรือการไม่ให้ความไว้วางใจใครในทันที แม้จะมีโปรไฟล์ที่ดูดีเพียงใดก็ตาม

    อ้างอิง: techcrunch, techcrunch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/north-korea-it-imposter-axios-hack-cybersecurity&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JN1PA1LNVpaJygPb7BkXm

  • รัฐบาลประกาศนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

    รัฐบาลประกาศนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง


    นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ยืนยันการบริหารประเทศบนหลักการ 3 ประการ พร้อมประกาศ 23 นโยบายสำคัญ ครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และการปฏิรูประบบราชการ

    รัฐสภาไทย มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เพื่อพิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

    นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยระบุว่ารัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    1. พิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    3. ยึดมั่นหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและบริหารราชการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก พร้อมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “ควิกบิ๊กวิน” และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงใน ภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงสวนทางกับความต้องการ ส่งผลให้ราคาพลังงานและเชื้อเพลิงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สามารถคาดหมายได้ว่าสถานการณ์จะสิ้นสุดเมื่อใด

    นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง พร้อมพลิกวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย และเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ในด้านการเงินการคลัง รัฐบาลจะเร่งจัดทำ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 พร้อมปรับลดรายจ่ายหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาประเทศ

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ซึ่งอาจบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศ รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงกติกาโลกและความไม่แน่นอนของอำนาจโลก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และนำความสุขและความมั่นคงกลับสู่ประชาชน

    สำหรับ นโยบายสำคัญของรัฐบาล แบ่งเป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจ
    2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง
    3. ด้านสังคม
    4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม
    5. ด้านการบริหารภาครัฐและปฏิรูปกฎหมาย

    ทั้ง 5 ด้านประกอบด้วย 23 นโยบาย ที่ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนาประเทศ อาทิ การสร้างโอกาสและงานให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ การเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก การพัฒนาเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยว การเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน การพัฒนาระบบการศึกษาและสาธารณสุข การบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ การลดก๊าซเรือนกระจก การปฏิรูประบบราชการ และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวช่วงท้ายว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในวันนี้และอนาคตเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากประเทศหยุดนิ่งจะยิ่งถดถอย รัฐบาลพร้อมใช้ทุกกำลังและทรัพยากรที่มีเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน พร้อมนำพาประเทศสู่ ความมั่นคง เศรษฐกิจแข่งขันได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้โลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41818&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LniUhhRRGNjOo3seqio2H

  • สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    AOT เปิดประตูรับสงกรานต์ 2569 ยกระดับสุวรรณภูมิสู่ World Class Hub คาดผู้โดยสารทะลุ 3.7 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวสะพัด

    บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ประกาศความพร้อมเต็มรูปแบบในการรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการบริการ “World Class Hospitality” ผ่านท่าอากาศยานหลักทั้ง 6 แห่ง 

    โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่จะเป็นเซ็นเตอร์สำคัญในการเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมตัวเลขการเติบโตของเที่ยวบินภายในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
     

    สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    ส่องตัวเลขเศรษฐกิจและการบิน: ในประเทศโตกระฉูด

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ปริมาณจราจรทางอากาศระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก

    “ในปีนี้เราคาดการณ์ผู้โดยสารรวมประมาณ 3.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.3% โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตลาดในประเทศที่มีผู้โดยสารสูงถึง 1.44 ล้านคน เติบโตขึ้น 9.3% และเที่ยวบินภายในประเทศเพิ่มขึ้น 4.5% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง” นางสาวปวีณา ระบุ

    นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและบริการไร้รอยต่อ
    AOT ได้วางมาตรการรองรับในทุกมิติ โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีการเตรียมพร้อมระบบเช็กอินอัตโนมัติ (CUSS) ระบบโหลดสัมภาระ (CUBD) และการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Biometric) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการเดินทาง

    “AOT ได้เตรียมการรองรับในทุกมิติ ทั้งการประสาน ตม. เพิ่มกำลังพล และจัดเตรียมล่ามแปลภาษาถึง 5 ภาษา ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย จีน และภาษาอื่นๆ เพื่อให้กระบวนการผู้โดยสารสะดวก รวดเร็ว ราบรื่น ปลอดภัย และไร้รอยต่อ” นางสาวปวีณา กล่าวเสริม

    สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    นอกจากนี้ ยังมีการมอบสิทธิพิเศษ “จอดรถฟรี” เพื่อเป็นของขวัญสงกรานต์:

    สุวรรณภูมิ: ลานจอดรถระยะยาวโซน C (11 – 15 เม.ย.) พร้อม Shuttle Bus 24 ชม.

    ดอนเมือง: อาคารคลังสินค้า 4 (11 – 15 เม.ย.)

    ภูเก็ต: อาคาร X-Terminal (10 – 15 เม.ย.)

    หาดใหญ่: บริเวณสนามฟุตบอล (12 – 16 เม.ย.)

    สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    สรุปสถิติประมาณการจราจรทางอากาศ (ระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน 2569) 

    จำนวนผู้โดยสารรวม: 3.7 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 2.3%)

    ผู้โดยสารภายในประเทศ: ประมาณ 1.44 ล้านคน (เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 9.3%)

    ผู้โดยสารระหว่างประเทศ: ประมาณ 2.26 ล้านคน (ลดลง 2.2% จากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง)

    จำนวนเที่ยวบินรวม: 23,070 เที่ยวบิน (เพิ่มขึ้น 2.6%)

    เที่ยวบินภายในประเทศ: ประมาณ 10,918 เที่ยวบิน (เพิ่มขึ้น 4.5%)

    เที่ยวบินระหว่างประเทศ: ประมาณ 12,152 เที่ยวบิน (เพิ่มขึ้น 0.9%)

    สุวรรณภูมิพร้อมรับสงกรานต์ 69 คาดผู้โดยสาร 3.7 ล้าน หนุนเศรษฐกิจโต

    มุ่งสู่จุดหมายแห่งการบริการระดับโลก

    เป้าหมายของ AOT ไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อให้อุตสาหกรรมการบินไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

    “เรามุ่งยกระดับสู่การเป็นจุดหมายแห่งการบริการระดับโลกที่ผู้โดยสารสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยมาตรฐาน World Class Hospitality และเร็วๆ นี้ AOT จะเสริมศักยภาพการให้บริการผ่านการปรับปรุงทุก touchpoint เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้โดยสารต่อไป” นางสาวปวีณา กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ AOT แนะนำให้ผู้โดยสารเช็กสถานะเที่ยวบินผ่านแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT และเผื่อเวลาเดินทางล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อการเดินทางที่ราบรื่นที่สุดในวันขึ้นปีใหม่ไทย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Aa6QFRngCeOZcbBuG7hCB

  • “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ 

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป 

    ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ

    1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

    1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

    1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

    1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

    1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

    2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

    2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

    2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

    3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

    3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

    3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

    3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

    3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

    4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

    4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

    4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

    5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

    5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

    5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

    5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

    5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

    7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

    9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

    9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

    9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

    9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

    10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

    10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม

    13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

    13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

    14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

    14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

    14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

    14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

    15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

    15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

    15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

    17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

    18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

    18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

    19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    20) ราชการทันใจ

    21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

    22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

    22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

    22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

    23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

     “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

    โดยสามารถอ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/492947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KJHN–AAVp6lg6ZLhoMru

  • ศุภจี ตั้งทีมเศรษฐกิจ-การค้า ดันไทยสู้เวทีโลก

    ศุภจี ตั้งทีมเศรษฐกิจ-การค้า ดันไทยสู้เวทีโลก

    รองนายกรัฐมนตรี ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ เตรียมเดินหน้าจัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการค้า พร้อมเสริมทัพคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives: TTR) เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และรับมือความท้าทายบนเวทีการค้าโลกที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และอดีตนักการทูตระดับสูง เพื่อทาบทามเข้าร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายภาคส่วน เพื่อยกระดับการกำหนดนโยบายให้มีความรอบด้านและตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

    การหารือดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และเตรียมความพร้อมรับมือกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกและภูมิรัฐศาสตร์การค้ากำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

    นอกจากนี้ ยังมีการวางกรอบนโยบายเชิงรุกในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ผ่านการยกระดับบทบาทของคณะตัวแทนการค้าไทยให้มีความคล่องตัวและเชื่อมโยงกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ระหว่างการทาบทามเข้าร่วมทีมที่ปรึกษา ประกอบด้วยบุคลากรชั้นนำจากหลากหลายสาขา อาทิ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหาร ธนาคารกรุงเทพ, ปิติ ศรีแสงนาม จาก ASEAN Foundation, ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย จาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึง ยรรยง ไทยเจริญ จาก SCB Economic Intelligence Center และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศอีกหลายราย

    ขณะเดียวกัน ยังมีการทาบทามอดีตเอกอัครราชทูตและผู้แทนการค้าไทย เพื่อเข้าร่วมเป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (TTR) ได้แก่ นงนุช เพ็ชรรัตน์, ชุตินทร คงศักดิ์ และ วีระพงษ์ ประภา

    การจัดตั้งทีมที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทยในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการทำงานเชิงรุกของรัฐบาล ที่มุ่งใช้ “องค์ความรู้–เครือข่าย–ประสบการณ์” จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเชิงนโยบาย และเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/moc-suphajee-trade-team&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o47eRIyZdxqAbmIBnKrOs

  • “ธนาคารโลก” เตือน! ภูมิรัฐศาสตร์ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจเอเชียปี 2566-2569 เหลือ 4.2%

    “ธนาคารโลก” เตือน! ภูมิรัฐศาสตร์ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจเอเชียปี 2566-2569 เหลือ 4.2%

    “ธนาคารโลก” เตือน! ภูมิรัฐศาสตร์ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจเอเชียปี 2566-2569 เหลือ 4.2%

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ธนาคารโลก ได้เผยแพร่ รายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and the Pacific: EAP) ระบุว่า วิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทวีความรุนแรงของผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจในภูมิภาคปี 2026 ชะลอตัวลง โดยคาดว่า จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.2 จากเดิมที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2025

    สำหรับ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2025 ลงมาเหลือร้อยละ 4.2 ในปี 2026 และร้อยละ 4.3 ในปี 2027 โดยเป็นผลจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การเติบโตของภาคการส่งออกหดตัวลง

    ส่วนอัตราการเติบโตของ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคคาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2027 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเริ่มคลี่คลายและความไม่แน่นอนที่ลดลง

    คาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังคงเติบโตได้ดีกว่าหลายส่วนของโลก แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม การที่จะรักษาระดับการเติบโตได้นั้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเผชิญหน้าในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง และคว้าโอกาสจากยุคดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างงานมากขึ้น

    ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามระดับการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม และความยืดหยุ่นของนโยบายเศรษฐกิจ หากความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ก็อาจส่งผลให้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและการเติบโตของภูมิภาคหดตัวลง โดยหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงร้อยละ 50 อาจทำให้รายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคลดลงได้ถึงร้อยละ 3-4 ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้โดยไม่เป็นการสร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป

    อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถือว่ามีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม แต่อุปสรรคความท้าทายในปัจจุบันอาจทำให้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของผลิตภาพ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมต่อประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยรักษาการจ้างงานในวันนี้ ขณะที่การกลับมาดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เคยหยุดชะงักอีกครั้งคือปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตในอนาคตได้

    รายงานยังระบุว่าการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถือเป็นจุดที่มีสัญญาณเชิงบวกในปี 2025 โดยเฉพาะในมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม นอกจากนี้ AI ยังมีศักยภาพในการช่วยยกระดับผลิตภาพ แต่อย่างไรก็ดี การนำ AI มาใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและทักษะแรงงาน ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 13-17 ของบริษัทย่อยของบริษัทข้ามชาติในจีนและไทยเท่านั้นที่มีการใช้ AI ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงหนึ่งในสามของประเทศอุตสาหกรรม

    รายงานยังชี้ให้เห็นว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเร่งให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเติบโตเร็วขึ้นและสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม มาตรการสนับสนุนแบบมุ่งเป้าในบางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะดังที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ มาเลเซีย และล่าสุดในเวียดนาม ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้ยกระดับรากฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสถาบันกำกับดูแล ไปพร้อมๆ กับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน

    ในทางกลับกัน มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจในบางประเทศยังมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่มากนัก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและมาตรการคุ้มครองทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการ

    #ธนาคารโลก #เศรษฐกิจเอเชีย #ภูมิรัฐศาสตร์ #EAPUpdate #AIในเอเชีย #การเติบโตเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจโลก #ไทย #จีน #มาเลเซีย #เวียดนาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FaxY1pLFo-JgBupbA3BRL

  • “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล สู้เวทีโลก

    “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล สู้เวทีโลก

    โฆษกรัฐบาล เผย รองนายกฯ “ศุภจี” ดึงคนเก่งเตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาล แข่งขันในเวทีโลก

    วันที่ 9 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต

    พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดร.ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรและเกษตรแปรรูป

    รวมถึงนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r8Zh-_hg6lJyoA4Mf2bv6

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนมีนาคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    08 เมษายน 2569 13:25

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    11

    รายงานเศรษฐกิจ มีนาคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jzf1aqrawqoko9yaxsptnetx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35nEOSTzulmkiytg-JC502

  • ‘ศุภจี’ เปิดชื่อกูรูเศรษฐกิจที่เตรียมทาบนั่งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า!

    ‘ศุภจี’ เปิดชื่อกูรูเศรษฐกิจที่เตรียมทาบนั่งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า!

    ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    09 เม.ย.2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต พร้อมกันนี้ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    รวมถึงนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/977541/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39XEp–yTkSfokI9eWJ59P