Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กบน. เคาะแล้ว ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หวังพยุงเศรษฐกิจ

    กบน. เคาะแล้ว ดีเซลลดทุกปั๊ม 2.14 บาท หวังพยุงเศรษฐกิจ

    เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยมีมติเห็นชอบให้ปรับ ลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในประวัติศาสตร์  โดยใช้สูตรอ้างอิงราคาตลาดกลางสิงคโปร์รูปแบบใหม่ ส่งผลให้ราคาขายปลีก ณ สถานีบริการน้ำมันปรับลดลง 2.14 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

    ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

    ·     น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร

    ·     น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 43.40 บาทต่อลิตร

     นอกจากนี้ กบน. ยังเห็นชอบให้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาตลาดโลกเมื่อวันที่ 2 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 293 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ก่อนปรับลดลงเหลือประมาณ 255 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีการปรับลดเงินชดเชยดีเซล B7 ลง 3.54 บาทต่อลิตร (จากเดิม 18.54 บาทต่อลิตร เหลือ 15.00 บาทต่อลิตร) และดีเซล B20 ลดลง 3.06 บาทต่อลิตร (จากเดิม 20.09 บาทต่อลิตร เหลือ 17.03 บาทต่อลิตร) ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายน้อยลง 288.44 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,533.05 ล้านบาท เป็นมีรายจ่าย 1,244.61 ล้านบาท การลดการชดเชยอัตราเงินชดเชยในครั้งนี้ เพื่อรักษาสมดุลและสร้างเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป

    ในส่วนของประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 พบว่าภาพรวมยังคงน่ากังวล โดยมีสถานะติดลบรวมกว่า 57,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 20,254 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,508 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-diesel-prices-station&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17hsFtgqd9yV0lQlJLnA8F

  • C

    C

    ในวันที่ ค่าเล่าเรียนต่างประเทศ พุ่งต่อเนื่องแตะหลักหลายสิบล้านบาทต่อครอบครัว ธนาคาร CIMB THAI เดินหน้าสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ปกครอง ด้วยแนวคิด “วางแผนการศึกษาด้วยการลงทุนผ่านตราสารหนี้” ที่ช่วยเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กลายเป็น “กระแสเงินสดที่วางแผนได้”

    CIMB THAI ออกแบบแผนเรียนฟรี ด้วยตราสารหนี้ ลดภาระค่าใชจ่ายหลักล้าน สร้างอนาคตลูกอย่างมั่นใจ ผู้เชี่ยวชาญชี้จุดเด่นเรียนต่อสหรัฐฯ และสวิตฯ

    ล่าสุด ธนาคารจัดสัมมนา “Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ” เจาะลึกทั้ง ปลายทางการศึกษา และ วิธีวางแผนทางการเงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายหลักล้าน พร้อมปูทางสู่อนาคตที่มั่นคงให้บุตรหลาน

    ‘การศึกษา – การลงทุน’ ต้องเดินไปด้วยกัน

    ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การศึกษาและการลงทุน สองสิ่งนี้ต้องเดินไปด้วยกัน การบริหารเงินอย่างชาญฉลาด จะตอบโจทย์การศึกษาลูกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีม Wealth CIMB THAI ขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมเดินทางไปกับลูกค้าเริ่มต้นด้วยการจัดงานสัมมนาให้ความรู้ ‘Overseas Education x Financial Solution เปิดเส้นทางสู่การศึกษาต่อต่างประเทศอย่างมั่นใจ’ เพราะคำถามที่ผู้ปกครองหลายคนมีตรงกันคือ ส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศที่ไหนดี เช่น สหรัฐหรือสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเตรียมเงินอย่างไรให้เพียงพอ ธนาคารจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามาให้ความรู้ ผสานกับผู้เชี่ยวชาญ CIMB THAI แนะเตรียมความพร้อมต้นทุนค่าการศึกษาด้วยการวางเงินลงทุนให้ตรงจุด ผลตอบแทนที่งอกเงยสามารถครอบคลุมค่าเล่าเรียนตลอดเส้นทาง และเมื่อลูกหลานเรียบจบ เงินต้นอยู่ครบ เรียกได้ว่า ออกแบบแผนเรียนฟรีได้ ถ้าใช้ตราสารหนี้

    เปิดตัวเลขจริง: เรียนอินเตอร์แตะ 20 ล้านบาท

    สูตรคิดใหม่ : เปลี่ยนเงินก้อน สร้างกระแสเงินสด – เรียนฟรีได้ ถ้าวางเงินถูกจุด

    เอกวิทย์ เมธีเจริญวงศ์ Coverage & Channel, Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า การลงทุนด้านการศึกษาให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว ทว่า ค่าเทอม High School (อินเตอร์ในไทย) เฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 6 ปี ส่วนการศึกษาต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ เฉลี่ยค่าเทอมประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อปี โดยมีระยะเวลาการเรียน 4 ปี รวมทั้งเส้นทางตลอด 10 ปี ประมาณ 20 ล้านบาทและมีแนวโน้ม ‘เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง’

    CIMB THAI เสนอสูตรคิดใหม่ เปลี่ยนจากเก็บเงินก้อนเพื่อจ่ายค่าเรียน เป็นการวางเงินให้ถูกจุดเพื่อสร้างรายได้แทน ซึ่งทางเลือกที่น่าสนใจคือพันธบัตรและหุ้นกู้ เพราะความเสี่ยงต่ำ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ชัดเจน เหมาะวางแผนค่าใช้จ่ายที่ต้องการเงินสดที่แน่นอน

    ตัวอย่างจริง ของการแผนการศึกษา 10 ปี ที่ต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท หากวางแผนการใช้เงินจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้หลักสิบล้านบาท และรักษาเงินเงินต้น หรือเทียบเท่ากับการเรียนฟรี กรณี ฝากเงิน ได้ดอกเบี้ย 1% ต้องใช้เงินต้น 200 ล้านบาท เพื่อสร้าง 2 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าหากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 2.6% จะใช้เงินต้นลดลงมาที่ 77 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3-4% จะใช้เงินต้นลดลงมาเหลือ 50-67 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนในระดับเดียวกัน และยังคงได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ลูกหลานเรียนจบเรามีเงินต้นอยู่ครบ สะท้อนให้เห็นว่าแค่เปลี่ยนที่วางเงิน ก็ช่วยลดเงินต้นลงอย่างมีนัยสำคัญ”

    โดยสรุป CIMB THAI แนะนำใช้ ‘ดอกเบี้ย’ เป็นตัวจ่ายค่าเรียน และยัง ‘รักษาเงินต้นครบ’ เมื่อลูกจบการศึกษา ครอบครัวยังมี wealth ต่อเนื่อง นี่คือการเปลี่ยน ‘ค่าใช้จ่าย’ เป็น ‘กลยุทธ์การเงินระยะยาว’

    นอกจากตราสารหนี้ในประเทศ การลงทุนหุ้นกู้ต่างประเทศ (Offshore Bonds) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ในประเทศ CIMB THAI เชื่อมต่อโอกาสการลงทุน ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ทั้ง หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก มาพร้อมกับ Ecosystem ครบวงจร อาทิ บริการแลกเปลี่ยนตราเงินต่างประเทศ (FX Services) อัตราพิเศษ, Investment Advisory เฉพาะบุคคล รวมถึง ‘CIMBweBOND Club’ สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้ โดย 1 ในกิจกรรมที่สนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเยาวชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น CIMBweBOND Concert ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงความสามารถและสร้างผลงานเพื่อใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ลูกค้าสนใจใช้ผลิตภัณฑ์และบริการ ธุรกิจบริหาร Treasury & Markets ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ติดต่อได้ที่ 02 670 4649

    สวิตเซอร์แลนด์ ระบบนิเวศของความสำเร็จ

    อภิชาติ อัสสกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Swiss School Consultants เปิดเผยว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก อยากให้มองการศึกษาในมุมใหม่ โดยไม่ยึดติดกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เส้นทางการศึกษาเดิมที่เราคุ้นเคยมี 2 ระบบ ระบบสหรัฐ ระบบอังกฤษ อยากให้มองยุทธศาสตร์การศึกษาที่เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงระดับโลก อาทิ ศึกษาต่อในสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีระบบนิเวศของความสำเร็จ ไม่เคยมีสงคราม-รัฐประหาร ที่ตั้งองค์กรระดับโลก ผลิตผู้นำต่อเนื่องมานานถึง 150 ปี รถไม่ติด มีเวลาโฟกัสการเรียนเต็มที่ กิจกรรมนอกห้องเรียนดีกว่าอ่านจากตำราหลายเท่า โรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ออกแบบมาให้มีความหลากหลายอย่างตั้งใจ จำกัดจำนวนนักเรียนแต่ละสัญชาติไม่ให้เกิน 10% นักเรียน 100 สัญชาติใช้ชีวิตร่วมกันเป็นพลเมืองโลกอย่างแท้จริง เมื่อประกอบเข้ากับทักษะ 3-4 ภาษา และมิติทางความคิดจะยิ่งเพิ่มศักยภาพนักเรียนขึ้นอีก 20% ดังนั้น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นมากกว่าการเรียนแต่เป็นโรดแมป 10 ปี กลยุทธ์ของชีวิต เริ่มตั้งแต่อายุ 13-14 ปีสมองเปิดรับภาษาใหม่ๆ อายุ 15-16 ปี พัฒนาความรู้ และ 17-18 ปี เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในสหรัฐ และอังกฤษ

    สหรัฐอเมริกา หลากหลาย ยืดหยุ่น เน้นเรียนในห้องและนอกห้อง

    นภกานต์ วรรธนะกุล ที่ปรึกษาด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ Athena Consulting เปิดเผยว่า นักเรียนไทยยังมีแนวโน้มเลือกศึกษาต่อในสหรัฐ จุดเด่นสำคัญของระบบการคือความหลากหลายของหลักสูตร และความยืดหยุ่นที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นหาความสนใจของตัวเองก่อนตัดสินใจเลือกสาขา อีกทั้งมหาวิทยาลัยในสหรัฐแข็งแกร่งในหลายสาขา เช่น Engineering, Business, Humanities, Science, Design และ Music พร้อมรูปแบบการเรียนรู้ที่เน้นทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อทดลอง ค้นหา ต่อยอดความสนใจทางวิชาการที่หลากหลายในช่วงแรก ก่อนกำหนดสาขาที่ต้องการศึกษาอย่างจริงจัง อีกทั้งมีโอกาสเข้าร่วม study abroad programs ไปเรียนต่างประเทศ เพื่อเปิดมุมมองและค้นหาความสนใจของตนเองในบริบทที่หลากหลาย

    การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในสหรัฐ ซับซ้อนและแข่งขันสูง พิจารณาผลการเรียนควบคู่ประเมินผู้สมัครแบบรอบด้าน กิจกรรมนอกห้องเรียน ความแตกต่าง การมีส่วนร่วม สำคัญคือการมี passion และความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความต่อเนื่องของบทบาทที่ทำ ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ช่วงต้นของมัธยมศึกษา ดังนั้นผู้สมัครจำเป็นต้องเตรียม Portfolio ที่สะท้อนตัวตนและพัฒนาการอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

    กระบวนการสมัคร Essays ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ใช้ถ่ายทอดตัวตนของผู้สมัคร โดยเฉพาะคุณค่าที่ผู้สมัครยึดถือ และ วิธีคิด (mindset) ซึ่งเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มากกว่าข้อมูลเชิงผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว โดยแต่ละมหาวิทยาลัยมักมีโจทย์และความคาดหวังที่แตกต่างกัน ผู้สมัครจึงต้องเตรียมงานเขียนให้สอดคล้องกับแต่ละแห่งอย่างเฉพาะเจาะจง จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายและควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

    ชญานิษฐ์ เศรษฐบุตร ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ยกตัวอย่าง Stanford ผู้สมัครกว่า 50,000 คนต่อปี แต่รับเพียง 3,000 คน เริ่มจากดู GPA และ SAT ว่าผ่านเกณฑ์ไหม ก่อนจะดูตัวตนของผู้สมัคร ว่าใช้เวลาไปกับอะไร มี นักเรียนไทยคนนหนึ่งสนใจด้านการเงิน เห็นปัญหาคนไทยขาดความรู้เรื่องการลงทุน จึงจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ และต่อยอดทำคอนเทนต์ YouTube ร่วมกับสถาบันการเงิน รวมถึงขยายไปยังโรงเรียนต่างจังหวัด ต่อยอดด้วยการเขียนหนังสือสอนการออมเงินสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัย Stanford ชอบมากเพราะเห็นทั้ง passion และความตั้งใจช่วยสังคม

    แต่ละมหาวิทยาลัยมีเกณฑ์และ “คาแรกเตอร์” ของนักเรียนที่มองหาแตกต่างกัน

    • Princeton เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
    • MIT มองหานักเรียนที่โดดเด่นด้านวิทย์-คณิตในระดับสูง เช่น ผู้แข่งขันระดับ International Olympiad
    • Harvard ให้ความสำคัญกับผู้นำในอนาคต (future leaders) เช่น นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้นำระดับประเทศ
    • Stanford มองหานักคิดเชิงนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (startup mindset)
    • Yale ให้ความสำคัญกับชุมชน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และการมีส่วนร่วมในสังคม
    • University of Chicago เด่นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน และธุรกิจ มีนักวิชาการระดับรางวัลโนเบลจำนวนมาก
    • Northwestern และ Duke มีชื่อเสียงด้านชีวิตในมหาวิทยาลัยและบรรยากาศแคมปัส รวมถึงกีฬา เช่น บาสเกตบอล
    • Johns Hopkins มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการแพทย์
    • Columbia (Journalism) โดดเด่นด้านวารสารศาสตร์
    • UPenn (Wharton) เป็นที่รู้จักอย่างมากด้านธุรกิจและการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6gjvnu7z6cr9hgyabhcis5opum&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29qvASK0_Ur7NPO0xDDvwu

  • รีวิวฉบับจัดเต็ม: หนีงานมากินไข่! บุก “โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์

    รีวิวฉบับจัดเต็ม: หนีงานมากินไข่! บุก “โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/69EGM1K1YJoL&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sAD8gFlA7wHa4DE0f4NaA

  • หวังอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง 

    หวังอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนเข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง 

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน

    หวัง ซึ่งเป็นกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2025 ซึ่งช่วยชี้นำทิศทางการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    หวังกล่าวว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นสหายที่ดีและเพื่อนเก่าของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นประจักษ์พยานการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน รวมถึงการสร้างความทันสมัยแบบจีน อีกทั้งทรงทุ่มเทความพยายามและมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จีนยินดีทำงานร่วมกับไทยโดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน สานต่อมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

    กรมสมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่าฝ่ายไทยซาบซึ้งในการสนับสนุนจากฝ่ายจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น เสริมแกร่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป

    (แฟ้มภาพซินหัว : หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 8 เม.ย. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41823&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-Pv5HNyM5Q-oHlRb3wd30

  • ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รัฐบาลจึงเตรียมเร่งดำเนินการโอนงบประมาณปี 2569 เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรมาใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมออกมาตรการเยียวยา และหารือภาคเอกชนเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับโครงสร้างงบประมาณให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ควบคู่กับการใช้จ่ายภายใต้วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

    ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้สะดวก โปร่งใส เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าผลักดันไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้ทันสมัย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้านโยบาย ‘เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก’ สร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะที่ภาคการเกษตร รัฐบาลจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เกษตรแม่นยำ’ ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

    ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าปริมาณ พร้อมยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    ในมิติการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเชิงรุก สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ พร้อมผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ไทย-กัมพูชา และทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับความมั่นคงชายแดน

    ขณะเดียวกัน ยังเตรียมดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและโอกาสศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านนโยบาย “เรียนฟรีมีงานทำ” ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ด้านสาธารณสุข รัฐบาลจะยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว พร้อมปฏิรูประบบประกันสังคมให้ทันสมัย โปร่งใส และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม รองรับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง รองรับสังคมสูงวัย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รัฐบาลจะนำ Big Data และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพยากรณ์อากาศ พัฒนาระบบเตือนภัย และผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ในส่วนของการบริหารภาครัฐ รัฐบาลเตรียมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และยกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทุ่มเททุกศักยภาพเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง และขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยสามารถตั้งตัวได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในเวทีโ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pm-anutin-policy-9apr2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2pNebn8iIeaM766eJO9r

  • แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ”อนุทิน”

    แถลงนโยบายรัฐบาล9-10เม.ย. เก็งข้อสอบ รอหวดยับ”อนุทิน”

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรี  ตบเท้าเข้าห้องประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อกรำศึกแถลงนโยบายรัฐบาล “ปกสีน้ำเงิน” ต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่จะเริ่มต้นขึ้นเช้าวันที่ 9 เมษายน และสิ้นสุดลงช่วงก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน รวมเวลาการประชุมตลอด 2 วัน 9-10 เมษายน อยู่ที่ 32 ชั่วโมงครึ่ง โดยพรรคร่วมฝ่ายค้านได้เวลามากสุดคือ 14.30 ชั่วโมง

    ดูจากกรอบเวลาเห็นได้ชัดว่า เวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาล ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่ สส.ฝ่ายค้าน ที่จะลุกขึ้นอภิปราย ชำแหละ นโยบายรัฐบาลแต่ละด้าน ตามที่ สส.แต่ละคนเตรียมประเด็นอภิปรายไว้

    รอบนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านหลักก็คือ พรรคประชาชน โดยมีแนวร่วมคือ ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม-ไทยภักดี ส่วนพรรคไทรวมพลัง แม้จะไม่ได้อยู่ในสมการตั้งรัฐบาล แต่ตอนโหวตนายกฯ สส.พรรคไทรวมพลัง 6 เสียงก็ไปร่วมโหวตอนุทินเป็นนายกฯ

    ก่อนลั่นระฆัง เปิดประชุม พรรคประชาชน โหมโรงสร้างกระแสให้คนติดตามการอภิปราย ด้วยการฉายหนังตัวอย่างเรียกน้ำย่อย ทำนองว่างานนี้ “จัดหนัก-ใส่เต็มเหนี่ยว-หวดไม่ยั้ง” ผ่านข้อมูลและลีลาการอภิปรายของ สส.พรรคประชาชน ที่มีทั้งรุ่นใหญ่-รุ่นใหม่ร่วม 20 คน ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละนโยบายรัฐบาล ภายใต้คอนเซปต์ “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” มีการโหมโรงผ่านเพจพรรคอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า

    “ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น…

    รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน?

    แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า พอแล้ว… ไม่ไหวแล้ว

    พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทินที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้”

    ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้ไม่ใช่พรรคหลักในปีกฝ่ายค้านเหมือนในอดีต และมี สส.แค่ 21 คน ทำให้ได้เวลาอภิปรายแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาที คาดกันว่าตัวหลักอย่าง กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลียวไพโรจน์ จะลุกขึ้นอภิปรายแน่ ส่วนจะมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ลุกขึ้นอภิปรายด้วยหรือไม่ รอติดตาม

    ด้าน พรรคกล้าธรรม โดยการนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ตกขบวน ไม่ได้ร่วมรัฐบาลอนุทิน น่าจับตาเช่นกันว่า จะแสดงบทบาทฝ่ายค้านในสภาฯ เต็มที่หรือไม่ หรือจะแทงกั๊ก สั่งให้ สส.อภิปรายแค่แตะๆ ทำพอเป็นพิธี เน้นการให้ข้อเสนอแนะเป็นหลัก ไม่ต้องหวดไม่ต้องวิพากษ์ เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการเมืองกับอนุทินและภูมิใจไทยเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการปรับเพื่อไทยออกจากรัฐบาล จะได้ดึงกล้าธรรมเข้าไปเสียบแทน

     เบื้องต้น “อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และแกนนำพรรคกล้าธรรม” บอกไว้ว่า มี สส.กล้าธรรมลงชื่อขออภิปรายร่วม 20 คน โดยจะเน้นอภิปรายแบบตรวจสอบ และทวงถามนโยบายต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงว่าสิ่งที่รับปากกับประชาชนจะทำตามสัญญาหรือไม่ เป็นต้น แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัสจะลุกขึ้นนำทัพการอภิปรายด้วยหรือไม่

    ขณะที่การอภิปรายของ สส.รัฐบาล คงเป็นไปลักษณะการเติมเต็ม-อภิปรายลงรายละเอียด ในเชิงให้คำแนะนำรัฐบาลว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเพิ่มเติม เช่น นโยบายด้านสาธารณสุข ก็อาจอภิปรายเสนอแนะทางแก้ปัญหาบุคลากรทางการแพทย์งานล้นมือ และบางสาขาขาดแคลน ควรทำอย่างไร ตลอดจนให้ข้อแนะนำว่า วิธีปฏิบัติตามนโยบายที่เขียนไว้ต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จ รวมถึงคงมีการเชียร์รัฐบาลกลางเวทีแถลงนโยบายให้เห็น

    ส่วน ฝั่งสภาสูง-สมาชิกวุฒิสภา คาดว่าฝั่ง สว.เสียงข้างมาก กลุ่ม สว.สีน้ำเงินคงอภิปรายไปแนวทางเดียวกับ สส.รัฐบาล แต่อาจมี สว.บางส่วนที่เรียกตัวเองว่า สว.อิสระ ก็คงอภิปรายในเชิงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลบางเรื่อง เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง การทวงถามเรื่องคดีฮั้ว สว. เป็นต้น 

    มีการเก็งข้อสอบทางการเมืองไว้ว่า การอภิปรายแมตช์นี้ ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายหนัก คงไม่พ้นเรื่อง วิกฤตน้ำมัน-พลังงาน ยิ่งในตัวเอกสารนโยบายรัฐบาลเขียนเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไว้ด้วย ส่งผลกระทบต่อเรื่องน้ำมัน-พลังงานของประเทศ ก็ยิ่งเปิดทางให้อภิปรายได้เต็มที่ ที่ก็คงมีให้เห็นแน่กับการ อภิปรายตำหนิ-วิพากษ์วิจารณ์-สับยับ-กะซวก เพื่อทุบไปที่ตัวนายกฯ อนุทินกลางห้องประชุม ทำนองว่า บริหารงานสถานการณ์วิกฤตน้ำมันล้มเหลว ตัดสินใจช้า บอกข้อมูลประชาชนไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น เรื่องการกักตุนน้ำมันที่ตอนแรกบอกไม่มี แต่ต่อมาก็มาแถลงข่าวยอมรับว่ามีขบวนการกักตุนน้ำมันไว้เก็งกำไร เป็นต้น

    ซึ่งนอกจากอนุทินแล้ว คาดว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะอดีต ผอ.ศบก. ก็คงโดนอภิปรายพาดพิงถึงเช่นกัน ส่วนจะอภิปรายแตะไปที่ ธุรกิจน้ำมันของกลุ่มตระกูลรัชกิจประการในกลุ่มพีทีจีฯ หรือไม่ โปรดติดตาม แต่เชื่อว่าหากมีการอภิปรายพาดพิงประเด็นนี้ สส.ภูมิใจไทยคงลุกขึ้นประท้วงตัดเกม รวมถึงก็คงมี สส.ภูมิใจไทยบางส่วนอาจลุกขึ้นอภิปรายปกป้องอนุทินกลางห้องประชุมด้วย เพื่อตัดเกมให้อนุทินมีเวลาตั้งหลัก หากโดนอภิปรายหนัก จะได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ

    ส่วนประเด็นอื่นๆ ที่คงมีการอภิปรายกัน เก็งไว้ว่าน่าจะมี เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมการแก้ ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5-ประเด็นปัญหาสินค้าราคาแพง ค่าครองชีพสูง ประชาชนเดือดร้อนหนัก-การอภิปรายถามท่าทีรัฐบาลต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลประชามติ หลังไม่มีการเขียนเรื่องนี้ไว้ในเอกสารนโยบาย โดยหากมีการอภิปรายถึง ก็คาดว่านายกฯ คงแจงว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี-การอภิปรายถามความชัดเจนเรื่องนโยบายต่างประเทศ และความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การยกเลิก MOU 2544 ไทย-กัมพูชา-อภิปรายนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อุกอาจถึงขั้นลอบยิง สส.พรรคร่วมรัฐบาลจากพรรคประชาชาติ เป็นต้น          หลังการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น รัฐบาลอนุทินจะมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ

     ส่วนอนาคตรัฐนาวารัฐบาลอนุทินต่อจากนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน จะอยู่ครบเทอม 4 ปีหรือไม่ ของแบบนี้ต้องรอดูกันยาวๆ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/977337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U2tOTZZDNMQLug-swDGhD

  • “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.อธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

    “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง จี้ศาล รธน.อธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด

    “ไชยันต์” รับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยกโมเดลอังกฤษก็ใช้ จี้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายคำวินิจฉัยให้ชัด สกัดข่าวลือ-สร้างสันติภาพ

    วันที่ 8 เมษายน 2569 นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยระหว่างการร่วมเสวนาวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถึงความคืบหน้าคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ตนได้รับเชิญจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ไปเป็นพยานในคดีดังกล่าว ซึ่งได้ให้การไปแล้วบางส่วนและอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

    นายไชยันต์ระบุว่า ตามหลักการสากล เช่น ในประเทศอังกฤษ มีการใช้บาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งมานานแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ไทยก็ใช้หลักการเดียวกัน ส่วนข้อกังวลเรื่องการสืบย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนนั้น ในอังกฤษสามารถทำได้จริงแต่ทำได้ยากมาก และจะดำเนินการเฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยอย่างรุนแรงเท่านั้น เช่น เคยมีเหตุตรวจสอบพบชาวต่างชาติลักลอบลงคะแนน ซึ่งกระบวนการตรวจสอบมีความซับซ้อนและรัดกุมสูง

    นอกจากนี้ นายไชยันต์ยังได้เสนอแนะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญท่ามกลางความขัดแย้งในสังคม โดยย้ำว่าศาลควรมีการอธิบายที่มาที่ไปของคำตัดสินให้มากขึ้นด้วยภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย เพื่อสกัดกั้นข่าวลือหรือกระแสวิจารณ์เรื่องที่มาของตุลาการ โดยมองว่าที่มาของตุลาการไม่สำคัญเท่ากับจิตวิญญาณและความโปร่งใสในการตีความเมื่อเข้ามารับหน้าที่แล้ว พร้อมเสนอให้มีการแปลคำวินิจฉัยเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมโลก และลดการโจมตีศาลจากต่างประเทศ

    “ศาลรัฐธรรมนูญอย่าทำตัวเหมือนศาลปกติ ต้องทำให้กว้างขวางและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการวินิจฉัยคดีที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการได้สัดส่วน ระหว่างการปกป้องสถาบันกษัตริย์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งปัญหานี้จะยังคงอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนานจนกว่าระบอบการปกครองจะลงหลักปักฐานมั่นคง ศาลจึงต้องเร่งทำความเข้าใจเพื่อรักษาสันติภาพภายในประเทศ และรองรับการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อาจมีความก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต” นายไชยันต์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925538&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yyIWdawtKcXK-yQped-2o

  • มูลนิธิเมล็ดฝัน รับจัดลานนิทานสัญจร ขนหนังสือเด็กนับร้อยเล่มไปปลูกเมล็ดฝันในตัวเด็ก ๆ ทั่วไทย

    มูลนิธิเมล็ดฝัน รับจัดลานนิทานสัญจร ขนหนังสือเด็กนับร้อยเล่มไปปลูกเมล็ดฝันในตัวเด็ก ๆ ทั่วไทย

    หากใครกำลังมองหาการจัดงานนิทานให้กับเด็ก ๆ ‘มูลนิธิเมล็ดฝัน’ เป็นหนึ่งองค์กรที่มุ่งมั่นจะทำสิ่งนั้น

    มูลนิธิเมล็ดฝัน คือองค์กรเพื่อสังคมที่ทำงานด้านการศึกษาเด็ก โดยเน้นสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก อย่างพ่อแม่ ญาติ ๆ ครู นักวิชาการ หรือคนอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้พวกเขาเหล่านี้เห็นถึงความสำคัญและสนุกที่จะทำกิจกรรมเพื่อเด็ก เกิดเป็นเมล็ดพันธุ์อยู่ในตัวเองที่พร้อมจะส่งต่อความสุขและความสนุกให้เด็ก ๆ ต่อไป

    เป้าหมายนี้มาจากเหล่าผู้ก่อตั้งที่เชื่อว่าการสอนว่าผู้ใหญ่ต้องทำกิจกรรมเพื่อเด็กอย่างไร ไม่มีทางได้ผลเท่าทำให้เขา ‘รู้สึก’ สนุกและอยากทำด้วยตัวเอง จะเป็นการสร้างฐานที่แข็งแรงไว้ในตัวพวกเขา

    ‘นิทาน’ เป็นจุดเด่นและเครื่องมือที่มูลนิธิเมล็ดฝันใช้ทำงานมาตลอด 13 ปี โดยเฉพาะนิทานจากแดนปลาดิบที่พวกเขาถือเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสนิยมนิทานญี่ปุ่นในไทย จนถึงทุกวันนี้นิทานญี่ปุ่นได้รับการแปลและวางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย มูลนิธิเมล็ดฝันทั้งสอนอบรมทำนิทาน พาคนไปเรียนทำนิทานไกลถึงญี่ปุ่น ไปจนถึงจัดลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กมากกว่า 200 – 300 เล่ม ไปหาเด็ก ๆ ทั่วประเทศไทย

    งานส่วนหลังนี้เองที่เป็นเหตุผลให้เราขอทำความรู้จักและฟังเรื่องราวการเดินทางตลอด 13 ปีของกิ๊บ-อลิสสา อุปศรี และ คุมิ มัทสุโอะ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน ระหว่างที่พวกเขากำลังพักและเตรียมเดินทางไปจัดลานนิทานครั้งต่อไป 

    ภาพการจัดลานนิทานที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย

    การพบกันของคนญี่ปุ่นและคนไทย 

    “เราตกใจมากตอนที่รู้ว่ามีเด็กไม่เคยเห็นหนังสือนิทานมาก่อน ที่ญี่ปุ่นเราไม่ได้ให้ความสนใจนิทานมากนัก เพราะเราเจอมันอยู่ทุกที่ ที่บ้านก็มี ห้องสมุดโรงเรียนก็มี ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มี หนังสือนิทาน เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่ายมาก ๆ”

    ถอยหลังกลับไป 20 ปีที่แล้ว ในวันที่คุมิยังเป็นนักศึกษาและมีโอกาสเดินทางมาเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านชาวม้งแห่งหนึ่งในจังหวัดพะเยา ที่ที่ทำให้คุมิได้สัมผัสความเป็นจริงบนโลกใบนี้ที่ว่า ยังมีเด็กที่ไม่เคยแม้แต่ได้เห็นนิทานหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา ทั้งที่เด็กญี่ปุ่นแบบเธอเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

    การค้นพบนี้เองเป็นแรงให้คุมิอยากลุกมาทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยแก้ปัญหา หลังเรียนจบ เธอจึงตัดสินใจทำงานที่มูลนิธิสิกขาเอเซีย องค์กรส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก การทำงานนี้ทำให้เธอได้เจอกิ๊บ และ หมวย-ดุจฤดี อึ้งทรงธรรม เพื่อนร่วมอุดมการณ์

    ทั้ง 3 คนมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้เด็กไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาจึงตัดสินใจลาออก แล้วมาก่อตั้งมูลนิธิของตัวเองในปี 2013

    “เราเชื่อว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่เองต่างมีเมล็ดฝันในตัวเอง และรอวันที่เมล็ดฝันนั้นจะเติบโตเป็นจริง มูลนิธิเราจึงมีหน้าที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เมล็ดฝันนั้นได้เติบโต” กิ๊บเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อมูลนิธิ 

    เมล็ดฝันในตัวกิ๊บงอกเงยจากการได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น 

    “เราเติบโตในชุมชนแออัด คนส่วนใหญ่เรียนจบ ม.3 ก็ออกไปทำงานแล้ว แต่เราตัดสินใจที่จะเรียนต่อจนจบปริญญาตรี เพราะตอนอยู่ ป.2 – 3 เราได้อ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น เช่น โต๊ะโตะจัง, เด็กหญิงอีดะ อ่านแล้วสนุกมาก โลกในหนังสือกับโลกที่เราอยู่ไม่เหมือนกันเลย เราเลยฝันว่าอยากเรียนสูง ๆ จะได้มีโอกาสไปดูของจริงที่ญี่ปุ่น”

    เพื่อให้ฝันเป็นจริง กิ๊บตัดสินใจทำงานส่งตัวเองเรียน จนในที่สุดเธอก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ที่ที่เธอได้ความรู้กลับมาช่วยเด็ก ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับเธอ

    ทำงานเพื่อเด็กโดยสร้างกำลังใจให้ผู้ใหญ่

    การสร้างมูลนิธิก็เหมือนการสร้างธุรกิจ ต้องสำรวจก่อนว่าปัจจุบันมีมูลนิธิที่ทำงานด้านใดบ้างเพื่อหาความแตกต่าง สิ่งที่ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝันพบ คือมีมูลนิธิเด็กจำนวนมาก หลายแห่งทำงานคล้ายกัน คือเน้นแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและให้เด็ก ๆ เข้าถึงระบบการศึกษา ส่วนรูปแบบความช่วยเหลือจำนวนมากมาในลักษณะให้ทุนทรัพย์หรือสิ่งของ 

    เมื่อทำมูลนิธิของตัวเอง พวกเขาจึงหันมาเน้นการทำงานกับผู้ใหญ่ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กแทน

    “เราอยากทำให้ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็กสนุกที่จะทำงานกับเด็ก เราเลยชวนเขามาเรียนรู้ตั้งแต่การปรับทัศนคติ ไอเดียทำกิจกรรมเพื่อเด็กที่ตัวผู้ใหญ่เองต้องเห็นก่อนว่ามันสนุก เพื่อที่จะอยากเอาไปเล่นกับเด็ก ๆ ต่อ” 

    คุมิเน้นย้ำความสำคัญที่การทำงานปรับความคิดผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ก็เหมือนเด็ก ถ้าถูกบังคับย่อมไม่อยากทำ กิจกรรมที่ออกมาจะเป็นการฝืนใจทำ พวกเขาจึงตั้งหมุดหมายการทำงานว่า ต้องชวนผู้ใหญ่ที่สนใจมาติดตั้งทัศนคติใหม่ให้สนุกและเห็นคุณค่าของการทำกิจกรรมเพื่อเด็ก คุณค่าที่ว่าคือการเห็นเด็ก ๆ เติบโตอย่างดี ซึ่งหลักการจัดอบรมจะผสมศาสตร์การดูแลเด็กของญี่ปุ่นไปด้วย ตามความถนัดของกิ๊บและคุมิ

    “คนญี่ปุ่นมีแนวคิดว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาด้วยตัวเองได้ อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะจัดสิ่งแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง อายุเด็กต้องเริ่มตั้งแต่ทารก เพราะทารกก็มีตัวตนของเขาแล้ว เขาอาจจะสื่อสารไม่ได้ แต่การส่งเสียงหรือขยับตัวนั้นบอกได้ ผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตเพื่อตอบสนองเขาได้ด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโต นี่เป็นจุดเด่นของการศึกษาเด็กปฐมวัยของญี่ปุ่น” คุมิขยายวิธีเลี้ยงเด็กของคนญี่ปุ่นให้เราเห็นภาพมากขึ้น

    แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมไทยก็ทำให้เธอชอบจนพยายามเอามาผสมเป็นแนวทางการดูแลเด็กผสมไทย-ญี่ปุ่น 

    “ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับความอาวุโส สร้างช่องว่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ แต่ที่ไทยไม่มีการแบ่งลำดับชัดเจน เด็กและผู้ใหญ่จึงใกล้ชิดง่าย ส่งผลต่อการเติบโตของเด็ก ๆ เราชอบสิ่งนี้ จึงพยายามนำมาผสมกับวิธีดูแลเด็กของญี่ปุ่น”

    ขึ้นชื่อว่ากิจกรรมเพื่อเด็ก มักจะต้องมีราคาแพง ผู้ใหญ่หลายคนเลยไม่อยากทำ กิ๊บและคุมิจึงพยายามจัดอบรมและนำเสนอกิจกรรมที่ใช้ต้นทุนน้อย แม้กระทั่งเอาของมารีไซเคิลให้เด็กเล่นยังได้ เพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่เงิน แต่คือการที่เด็กได้มีโอกาสเลือกและออกแบบการเล่นด้วยตัวเอง ซึ่งจะได้ผลและมีประสิทธิภาพมากกว่าให้เด็ก ๆ เล่นของเล่นราคาแพง

    “กิ๊บเคยทำงานดูแลเด็กที่ญี่ปุ่น เรารู้ว่าที่นั่นมีงบสำหรับทำกิจกรรมเพื่อเด็ก ๆ แต่บ้านเรางบนี้อาจจะยังไม่มาก เราเลยพยายามสื่อสารว่า การทำกิจกรรมเพื่อเด็กเงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่เป็นผลลัพธ์ที่อยากให้เด็กได้ เช่น เอาของรีไซเคิลมาทำของเล่นที่เด็กจะได้ลองหยิบจับ ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก

    “ช่วงแรก ๆ ที่เราจัดอบรม ยังไม่ค่อยมีใครทำสิ่งนี้ ด้วยบริบทสังคมเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เราเลยเป็นเจ้าแรก ๆ ที่ทำ ไปอบรมให้ครูในหลายโรงเรียน สร้าง Mindset ใหม่ว่า ไม่จำเป็นต้องมีเงินเท่านั้นถึงจะทำกิจกรรมเพื่อเด็กได้”

    ลานนิทานเคลื่อนที่

    ช่วงแรก ๆ ที่ก่อตั้งมูลนิธิเมล็ดฝัน นอกจากการจัดอบรมทำกิจกรรมเพื่อเด็กยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก ยังเป็นยุคที่นิทานต่างประเทศยังคงไม่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน แต่กิ๊บที่ชีวิตเปลี่ยนไปเพราะได้การอ่านวรรณกรรมญี่ปุ่น และคุมิที่โตมากับนิทานญี่ปุ่น รู้ว่าเนื้อหาและวิธีการเล่าส่วนใหญ่มีประโยชน์ถ้าเด็ก ๆ ได้อ่าน พวกเขาพยายามหาซื้อนิทานญี่ปุ่นและนิทานอื่น ๆ มาสะสมไว้ในคลัง เพื่อเอาไปจัดกิจกรรมอ่านนิทานกับเด็ก ๆ ที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เด็กไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือนิทาน

    อาจเพราะความโชคดีหรือเพราะมีคนเห็นความตั้งใจดีของพวกเขา จึงมีผู้ใหญ่ใจดีสนับสนุนด้วยการส่งนิทานมาให้มากมาย หรือมีสำนักพิมพ์ที่เห็นความต้องการนี้ ตัดสินใจเอานิทานญี่ปุ่นมาแปลเผยแพร่มากขึ้น

    “ตั้งแต่เปิดมาวันแรกจนถึงตอนนี้ เราคิดว่าหนึ่งในจุดเด่นของมูลนิธิเมล็ดฝัน คือมีหนังสือภาพญี่ปุ่นเยอะ มีผู้ใหญ่หลายคนมาเห็นหนังสือภาพของเราสนใจจนเอาไปแปลหรือสนับสนุนให้มีการแปลหนังสือภาพเยอะ ๆ เหมือนเรามีส่วนให้ผู้ใหญ่ได้เจอหนังสือภาพ ได้เห็นความสวยงามของมัน เป็นศิลปะที่เหมาะกับเด็กที่เพิ่งเกิดมาดูโลกได้ไม่นาน แต่เขาใช้สิ่งนี้ซึมซับทำความสวยงามของชีวิต และทำความรู้จักโลกที่เขาอาศัยอยู่ได้” 

    สำหรับกิ๊บ นิทานเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้เด็ก ๆ เข้าใจโลก ทั้งช่วยติดตั้งทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต นิทานของมูลนิธิเมล็ดฝันจึงไม่ได้มีเนื้อหาที่มุ่งเน้นการสอนสั่ง แต่พาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักโลกในแง่มุมต่าง ๆ 

    กิ๊บยกตัวอย่างเรื่องความสัมพันธ์มนุษย์ ให้เด็กเข้าใจสิ่งนี้ได้ทั้งจากการอ่านนิทานที่มีเนื้อหานี้หรือระหว่างที่อ่าน หากเด็ก ๆ อ่านกับผู้ใหญ่ เขาก็จะใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน

    “เราว่านิทานมีส่วนส่งเสริมให้เด็กเข้าใจความสวยงามและธรรมชาติของชีวิต มันทำให้เขาเห็นความนุ่มนวลอ่อนโยน ได้ปรับสายตาการมองโลกก่อนโตไปเป็นผู้ใหญ่” 

    การขนหนังสือไปจัดลานนิทานแต่ละครั้ง กิ๊บบอกว่าเป็นงานใหญ่ บางทีต้องใช้เวลาหลายวันในการคัดเลือกหนังสือ ส่วนใหญ่พวกเขาพยายามเลือกให้เนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็นที่อยากพูด

    “เรามีทั้งหนังสือนิทานภาพ นิทานทั่วไป และหนังสือประเภทอื่น ๆ บางทียังมีหนังสือภาพที่เล่าเรื่องสงครามเลย มีหลายคนถามว่าเอาหนังสือแบบนี้มาวางจะเหมาะสมไหม หรือเด็กจะหยิบหรือเปล่า เราคิดว่าใจความสำคัญคือให้เด็กเป็นคนเลือกเอง เรามีหน้าที่คัดกรองและเลือกเรื่องที่คิดว่าเป็นประโยชน์ถ้าเขาได้รับรู้”

    กิ๊บขยายต่อว่า หนังสือเด็กที่มูลนิธิเมล็ดฝันสะสมไว้จะพูดถึงทุกด้านที่มนุษย์ควรรู้ หรือถ้าเปรียบกับช่วงอายุ ก็มีหนังสือที่เหมาะตั้งแต่คนอายุ 0 ขวบไปจนถึง 100 ปี นี่จึงทำให้ลานนิทานของเมล็ดฝันไม่ได้เหมาะแค่เด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็มาใช้บริการได้

    “มีหลายคนถามว่าจะอ่านนิทานกับเด็กได้อย่างไร ใช้น้ำเสียงแบบไหน เราพยายามสื่อสารว่าใช้วิธีไหนก็ได้ที่ถนัด เพราะวิธีเล่านิทานมีเป็นร้อยวิธี สิ่งสำคัญคือต้องให้เด็กเป็นคนเลือก ตั้งแต่เลือกนิทานที่เขาอยากอ่าน ไปจนถึงว่าเขาอยากอ่านคนเดียวหรืออ่านกับผู้ใหญ่ เราต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่ากิจกรรมอ่านหนังสือคือการถูกบังคับ ไม่งั้นต่อไปเด็ก ๆ จะเกิดความรู้สึกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือ” คุมิเสริมต่อเรื่องวิธีอ่านนิทานกับเด็ก

    การเลือกนิทานว่ายากแล้ว การจัดก็ถือว่าเป็นงานหิน จากการพูดคุยกับกิ๊บและคุมิทำให้เรารู้ว่ามันมีหลักการจัดนิทานให้เด็ก โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นหนังสือที่ 2 สาวภูมิใจนำเสนอ เป็นชั้นที่ทำจากกระดาษลูกฟูกแบบหนา พวกเธอศึกษาต้นแบบชั้นหนังสือของอาจารย์จากประเทศญี่ปุ่นที่ได้เรียนมา

    ก่อนจะได้เห็นชั้นที่พวกเขาจะโชว์ให้ดู เราคิดไปก่อนว่าต้องเป็นชั้นที่มีดีไซน์แปลก ๆ แหวกแนว แต่จริง ๆ เหมือนชั้นหนังสือทั่วไปที่มีจุดเด่นอยู่ที่การวางหนังสือที่ต้องหันหน้าปกออก ไม่ใช่สันหนังสือแบบที่เราคุ้นชินกัน พวกเธอให้เหตุผลว่าสิ่งที่ดึงดูดเด็กเล็กมากที่สุดคือภาพ การที่เขาได้เห็นภาพปกชัด ๆ แม้จะไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในเกี่ยวกับอะไร แต่ก็มากพอให้เขาลองหยิบมาอ่าน เพิ่มโอกาสได้ท่องโลกใบใหม่ 

    เวลาไปจัดลานนิทาน หรือนิทรรศการหนังสือภาพ ทางมูลนิธิจะนำชั้นหนังสือที่ทำเองมากกว่า 20 – 30 ชั้น เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอที่หนังสือจะวางโชว์ปกให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้เด็กเห็นความน่าสนใจของโลกแห่งนิทาน และเลือกหยิบอ่านได้ตามใจชอบ

    “หลักการมีไม่เยอะหรอก จริง ๆ หัวใจสำคัญคืออย่าทำให้คนร่วมกิจกรรมรู้สึกว่าโดนบังคับ” คุมิยังคงย้ำเรื่องการถูกบังคับ 

    “เด็กเล็ก ๆ เขายังไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอ่านนิทาน เราอยากให้เขามีประสบการณ์ลองก่อนสักครั้ง ให้เขาได้ทำความรู้จักนิทานด้วยตัวเอง ได้เห็นความเป็นไปได้ของนิทานที่มีมากมาย ไม่ใช่โดนบังคับให้มานั่งฟังคนอ่านนิทาน เราไม่อยากให้เด็ก ๆ เจอประสบการณ์นี้ตั้งแต่แรกแล้วรู้สึกว่านิทานไม่สนุกติดตัวไปจนโต” 

    กิจกรรมอ่านนิทานเป็นสิ่งที่มูลนิธิเมล็ดฝันทำมาตลอด แต่ช่วง 2 – 3 ปีหลังพวกเขาขยับเป็นมาทำลานนิทานสัญจร พานิทานและหนังสือเด็กหลายร้อยเล่มไปหาเด็ก ๆ ทั่วไทย ตามปณิธานแรกของคูมิที่อยากให้เด็กทุกคนเข้าถึงนิทาน 

    ซึ่งการทำกิจกรรมนี้ ทั้งคู่บอกว่ามาจากความสมัครใจ หากมีใครหรือหน่วยงานที่สนใจจัดลานหนังสือนิทานให้เด็ก สามารถติดต่อได้ที่เพจมูลนิธิ ทางมูลนิธิจะปรึกษาและวางแผนร่วมกันในการจัดงาน นอกจากจัดงานให้เด็กในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ผู้ที่แจ้งความประสงค์สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายของมูลนิธิเพื่อนำไปซื้อนิทานและเป็นค่าดำเนินงานต่อไปได้

    หลักการจัดชั้นหนังสือสำหรับเด็กเล็กทำที่บ้านได้ด้วย เป็นกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเด็ก คุมิเล่าวิธีการว่า ให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองเตรียมชั้นหนังสือให้เด็ก ๆ สัก 1 ชั้น ไม่ต้องใหญ่มาก ขอแค่ให้เด็กนำหนังสือของตัวเองมาวางได้ ทุกสัปดาห์ก็ชวนเขามาจัดชั้นหนังสือของตัวเอง ให้เขาเลือกว่าสัปดาห์นี้อยากวางเล่มไหน วิธีนี้จะช่วยให้เด็กได้ลองออกแบบ มีอิสระในการเลือกหนังสือที่อยากอ่าน ซึ่งจะเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเขา แถมยังเพิ่มความสนุกในการอ่านอีกด้วย

    กิ๊บบอกว่ามีพ่อแม่หลายคนที่เอาวิธีนี้ไปใช้แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่าลูก ๆ มีปฏิกิริยาอย่างไร เด็กบางคนเรียนรู้ที่จะเก็บของเล่นของตัวเองจากการจัดชั้นหนังสือ เพราะเขาเรียนรู้ว่าต้องรับผิดชอบดูแลข้าวของตัวเอง 

    คนทำงานแข็งแรง

    นับเป็นเวลา 13 ปีที่มูลนิธิเมล็ดฝันก่อตั้งมา เป้าหมายยังคงเหมือนเดิมคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเติบโตของเด็ก ๆ ช่วยให้เมล็ดฝันในตัวงอกเงย ตอนนี้พวกเขาขยายขอบเขตการทำงาน 3 ด้าน ด้านแรกยังคงเป็นการจัดอบรมให้ผู้ใหญ่ที่สนใจอยากทำกิจกรรมเพื่อเด็ก สอง โครงการเผยแพร่นิทานหรือลานนิทานสัญจร และสาม โครงการแลกเปลี่ยนการศึกษากับญี่ปุ่น เพราะทั้งคู่คิดว่าการจัดอบรมอาจไม่เพียงพอ จึงอยากพาทุกคนไปเรียนรู้ในสถานที่จริง

    โครงการกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้าง พวกเขาวางแผนทริปแรกพาคนไปประมาณ 10 – 15 คน ไปเรียนรู้หลักการดูแลเด็กปฐมวัยที่ญี่ปุ่น เช่น วิธีจัดห้องสมุดการศึกษาปฐมวัย วิธีดูแลเด็ก การทำกิจกรรมสำหรับเด็ก พร้อมกับได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในศูนย์เด็กเล็ก 

    “กลุ่มเป้าหมายแรก ๆ ของเราจะเป็นคนทำงานด้านเด็กหรือพ่อแม่ที่ทำโฮมสคูล แต่ต้องบอกก่อนว่าเราอาจทำได้แค่จัดโปรแกรม ประสานงาน แต่ค่าใช้จ่ายต้องให้ผู้ร่วมโครงการจัดการ” เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ยังคงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนทำมูลนิธิ แม้จะทำมูลนิธิมาหลักสิบปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่คุมิและกิ๊บยอมรับว่าการจัดการเงินยังเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องเรียนรู้เรื่อย ๆ 

    ปัจจุบันทุนในการทำงานมาจากการบริจาคจากคนที่อยากสนับสนุนงานมูลนิธิ การขายชั้นหนังสือเด็ก และทุนที่ได้จากองค์กรต่าง ๆ ทำให้นอกจากทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเล็ก พวกเขาก็อยากหาวิธีให้มูลนิธิดำเนินงานต่อไปได้ อยู่ได้อย่างแข็งแรง

    ก่อนจะจากลากัน เราถามคำถามสุดท้ายในฐานะที่ทั้งคู่ทำงานกับนิทานมานาน มีแพลนจะทำนิทานของตัวเองหรือไม่ พวกเขาส่ายหน้าทันที กิ๊บเป็นคนให้คำตอบ 

    “มีคนถามเยอะเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ทำนิทานเอง พวกเราคิดว่าตัวเองยังไม่เหมาะกับการเป็นนักเขียน เหมาะกับการเป็นผู้สื่อสารถ่ายทอดนิทานให้คนอื่นมากกว่า เพราะมีนักเขียนที่เก่ง ๆ เชี่ยวชาญหลายท่านอยู่แล้ว”

    Facebook : มูลนิธิเมล็ดฝัน タイ公益法人『マレットファン(夢のたね)』

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/malet-fan/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2brmo7XwGtbVH2XF1vSLKk

  • เหมือนสางแค้น! ‘อรรถกร’ อดีต รมว.ท่องเที่ยวฯ ซัดนโยบายรัฐบาลยับ

    เหมือนสางแค้น! ‘อรรถกร’ อดีต รมว.ท่องเที่ยวฯ ซัดนโยบายรัฐบาลยับ

    ‘อรรถกร’ ซัดนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’ ยับ ชี้คำแถลงไร้ความตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ จี้ทวงทุกสัญญาหาเสียง ตั้งแต่ค่าไฟ คนละครึ่ง วีซ่าฟรี ถึงเศรษฐกิจทรุด ลั่น ‘กล้าธรรม’ ไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดต่อประชาชน

    09 เม.ย. 2569- นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ว่า รู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันและไม่แน่นอนเพียงใด แต่อย่างไรก็ดีก็น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยท่านนายกอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

    “ผมขอพูดตรงๆ ว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย ขอโทษครับ ที่ดวงไม่ดี พอกำลังแบ่งตำแหน่งปุ๊บก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง” นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านและความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน อาทิเช่น การที่เราในฐานะคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่ทราบเลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปถึงไหน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ จากปกติต้องเดิน 10 ก้าว ผมจะพยายามลดการเดินลงให้เหลือ 9 ก้าว หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน และต้องเด็ดขาดในยามวิกฤต

    “เมื่อมาดูนโยบายต่างๆ อย่างแรกคือ ครม. มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคณะท่านประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก ผมก็เข้าใจ แต่ก็เป็นห่วงหนึ่งท่านที่ตอนนี้ได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว ใช่ครับ ผมกล่าวถึงท่านรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่นเอง เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจุดเพื่อเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านมืออาชีพของผมค่อยๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาต่างๆ ที่ประกาศตอนช่วงหาเสียง ผมชื่นชอบท่านรองนายกนะครับ ดังนั้นก็ขอให้ท่านนายกมอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกจะไม่ลืมท่านศุภจี” นายอรรถกร กล่าว

    อีกหนึ่งนโยบายเรื่องคนละครึ่งพลัส โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ผมก็ไม่ได้ขัดข้องเลย ถ้าไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัส พลัส ก็ได้ จาก 2,000 เป็น 4,000 ก็หวังด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว

    “อีกคำมั่นสัญญาที่ผมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงานครับท่านประธาน แต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายท่านนายกจากภูมิใจไทยก็คือ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะปรับสูงขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ ทำไม ทำไมมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้ ฝ่ายค้านอย่างผมก็คงต้องติดตามและทวงถามรัฐบาลเรื่องนี้ต่อไป”นายอรรถกร กล่าว

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ในส่วนของนโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว เป็นนโยบายใหม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า จากข้อมูลสถิติยอดจดทะเบียนมอเตอร์ไซค์สูงสุดในโลกกว่า 22 ล้านคัน ถ้าครึ่งหนึ่งตื่นตัวต่อนโยบายของท่าน เราจะมีมอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นในระบบอีก 11 ล้านคัน ตนเป็นห่วงมอเตอร์ไซค์เดิมจำนวนมหาศาล เราจะจัดการมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร และในอนาคตแบตเตอรี่ที่มันจะต้องเสื่อมและถูกทิ้งจะจัดการอย่างไร ที่น่าสนใจคือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคงจะรวย รวยจนไม่มีกี่เกินเงินด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของท่าน ผมไม่ได้ค้านหัวชนฝา ถ้าท่านจะดำเนินนโยบายนี้ ก็ขอให้คิดให้รอบคอบและเดินไปให้สุด ไม่ทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ เหมือนนโยบายสีเขียวในอดีตที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ สำหรับนโยบายทหารอาสาและพยาบาลอาสา นายอรรถกร มองว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเป็นภาระผูกพันระยะยาวหลายปี จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร หรือ อกม. ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาภาคเกษตรที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ในด้านความมั่นคง นายอรรถกรกล่าวถึงนโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU ที่รัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียง โดยย้ำว่าจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการเมื่อใด

    นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโต 3% ภายใน 4 ปี นายอรรถกรกล่าวว่า แม้จะเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำได้ แต่สถานการณ์จริงดูเป็นเรื่องยาก เพราะหลายหน่วยงานทั้ง กกร. สภาพัฒน์ KKP SCB CIC IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น อีกประเด็น คือ นโยบายทบทวนการตรวจลงตราเข้าเมือง หรือ Free Visa นายอรรถกร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีคนก่อนอย่างเร่งด่วน ในการทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศได้รับสิทธิพำนักในไทยถึง 60+30 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นมีค่าเฉลี่ยการพำนักเพียง 6-10 วัน และนักท่องเที่ยวระยะไกลเฉลี่ยไม่เกิน 22 วัน ระยะเวลาที่อนุญาตในปัจจุบันอาจยาวเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้ามาพำนักอาศัยและแย่งงานแรงงานไทย จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการทบทวนเรื่องนี้

    นายอรรถกร กล่าวว่า ในประเด็นการบริหารภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนว่าดัชนีดังกล่าวในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน คำแถลงของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าจะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางจากผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงให้ทุกกลุ่มอาชีพ แต่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านพลังงาน กลับได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว

    “ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา พร้อมย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ตนและ สส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน. ยอมรับว่ามีบางส่วนที่รัฐบาลพยายามใส่นโยบายหาเสียงลงในคำแถลง แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นจะทำได้จริงหรือไม่ ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ และจะเป็นประชาชนฐานรากจริงหรือไม่” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/977612/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hSmAnuMdTkisdkq7BySCZ

  • น้ำมันแพงพ่นพิษสงกรานต์ 69 คนไทยเน้นเฝ้าบ้าน-หวั่นบรรยากาศซบเซา

    น้ำมันแพงพ่นพิษสงกรานต์ 69 คนไทยเน้นเฝ้าบ้าน-หวั่นบรรยากาศซบเซา

    วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่อน้ำมันแพง… สาดน้ำไม่ออก? ส่องเทรนด์สงกรานต์ปี 69

    เทศกาลสงกรานต์ที่เคยเป็น “นาทีทอง” ของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในปี 2569 ข้อมูลล่าสุดจาก นอร์ทแบงค็อกโพล เผยให้เห็นภาพสะท้อนที่น่ากังวลว่า “ราคาน้ำมัน” ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความสนุกของเทศกาลลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
     

    1. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป: “Home-cation” มาแรงกว่าการเดินทาง

    จากเดิมที่สงกรานต์คือช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนย้ายประชากรครั้งใหญ่ แต่ในปีนี้ กลุ่มตัวอย่างถึง ร้อยละ 39.4 เลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้าน และไม่มีแผนเดินทาง ซึ่งสูงกว่ากลุ่มที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา (ร้อยละ 20.4) เกือบเท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่า “ต้นทุนการเดินทาง” ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้คนเลือกที่จะประหยัดงบประมาณและหลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

    2. มิติการท่องเที่ยว: สั้นลง ใกล้ขึ้น และรัดเข็มขัด

    สำหรับผู้ที่ยังยืนยันจะเดินทาง การปรับตัวคือทางออกหลัก:

    ระยะเวลาสั้นลง: คนส่วนใหญ่เลือกเดินทางเพียง 2-3 วัน (ร้อยละ 21.5) หรือแบบไปเช้า-เย็นกลับ (ร้อยละ 20.4)

    การปรับเปลี่ยนแผน: มีการยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางสูงถึงร้อยละ 26.1 และเลือกสถานที่เที่ยวที่ใกล้บ้านมากขึ้นเพื่อลดระยะทาง

    ยานพาหนะ: แม้รถยนต์ส่วนตัวยังเป็นทางเลือกหลัก (ร้อยละ 44.7) แต่เริ่มเห็นสัญญาณการ “หารค่าใช้จ่าย” หรือเดินทางร่วมกันมากขึ้น เพื่อสู้กับราคาน้ำมันที่แบกรับไม่ไหว

    3. คาดการณ์บรรยากาศ: ความเงียบเหงาที่ปกคลุม

    ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่กระเป๋าตังค์ส่วนตัว แต่ลามไปถึงภาพรวมของเทศกาล ประชาชนเกือบครึ่งประเทศ (ร้อยละ 49.7) คาดว่าบรรยากาศสงกรานต์ปีนี้จะ “เงียบลง” และมีถึงร้อยละ 74.6 ที่ระบุชัดเจนว่าวิกฤตราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเทศกาลในระดับมาก
     

    4. เสียงสะท้อนถึงรัฐบาล: มาตรการเยียวยาคือความหวัง

    ความต้องการของภาคประชาชนที่มีต่อรัฐบาลมีความชัดเจนและเร่งด่วน โดย 3 อันดับแรกคือ:

    ควบคุม/ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (ร้อยละ 78.2): ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา

    ลดค่าครองชีพพื้นฐาน (ร้อยละ 51.8): เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และก๊าซหุงต้ม

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ร้อยละ 37.7): เช่น โครงการช่วยจ่ายหรือคูปองส่วนลด เพื่อดึงกำลังซื้อให้กลับมาในระบบอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/740691&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dcnEqxPxExP6H9uMyPQt7