Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • g

    g

    เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาการเดินทางเพื่อเติมพลังชีวิต gettgo จึงร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ, Ascend Travel , บริษัทรถเช่า ทรู ลีสซิ่ง , gettgo และ Sanook.com เปิดตัวแคมเปญ “Journey of Longevity” ชวนคนเมืองออกเดินทางใกล้กรุง ผ่านเส้นทางท่องเที่ยว 7 จังหวัดภาคกลาง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน

    gettgo ร่วม ททท. ดันเทรนด์ Longevity Travel ชวน Gen Y เที่ยวใกล้กรุง ฟื้นพลังชีวิต

    แคมเปญนี้มุ่งเน้นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y อายุ 28-43 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การพักผ่อน และ Work-Life Balance มากขึ้น พร้อมนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแนว Longevity Travel ที่ผสานธรรมชาติ วิถีชุมชน และกิจกรรมเพื่อสุขภาพใน 7 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และอ่างทอง

    โดยแนวคิด “Journey of Longevity” ถูกออกแบบเพื่อให้การเดินทางไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านประสบการณ์ Well-Taste อาหารสุขภาพ, Well-Stay ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ, Well-Sight วิถีชุมชน และ Wellness Activities เพื่อช่วยให้คนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบได้ออกเดินทางใกล้กรุงเติมพลังชีวิต และกลับมาใช้ชีวิตอย่างสมดุลอีกครั้ง

    “การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยว แต่คือการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพักผ่อน เติมพลัง และสร้างสมดุลให้กับชีวิต” นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด กล่าว พร้อมระบุว่า gettgo สนับสนุนแนวคิด Journey of Longevity เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกายและใจ พร้อมนำประกันภัยมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เพื่อช่วยดูแลความเสี่ยงและสร้างความอุ่นใจในทุกทริป

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืน โดย gettgo ร่วมสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวผ่านโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์การเดินทางใกล้กรุงและทริประยะสั้น โดยมอบส่วนลด 20% สำหรับประกันรถยนต์ระยะสั้น 30 / 90 / 180 วัน จากวิริยะประกันภัย เพื่อตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นแบบ Longevity Travel เพียงใช้โค้ด PRTAT20 และ นอกเหนือจากนี้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆจากแคมเปญได้โดยตรงผ่าน Website www.journeyoflongevity.com ระยะเวลาแคมเปญตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน – 15 มิถุนายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://tat.gettgo.com/motor/monthly

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6rksynjbilusa5s8h0n1eo9fkv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ErQDmnbFwHKs2jYuHLU3f

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

    รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

    “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงฯ มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง เที่ยวได้ 365 วัน ดันสายมู-เมืองรอง พร้อมเล็งปรับโครงสร้างบูรณาการร่วมกระทรวงวัฒนธรรม และหนุนตั้ง “กระทรวงกีฬา” ย้ำหน่วยงานรัฐประหยัดงบ สั่งเบรกศึกษาดูงานต่างประเทศ

    รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย “ขับเคลื่อนท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง”

    เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ

    นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    เล็งบูรณาการวัฒนธรรม – หนุนตั้ง “กระทรวงกีฬา”

    ประเด็นสำคัญในการมอบนโยบายครั้งนี้ คือการเตรียมความพร้อมปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ

    นอกจากนี้ ยังสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” อย่างเป็นเอกเทศ เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ

    ยกระดับท่องเที่ยว เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”

    ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ไปสู่การสร้าง “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยมีทิศทางสำคัญ ดังนี้

    • เที่ยวได้ 365 วัน ปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven)
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเฉพาะทาง ดันการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness)
    • กระจายรายได้สู่ฐานราก กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ
    • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    ชู 4 เสาหลักพัฒนากีฬาไทย

    สำหรับการกีฬา การจัดการแข่งขันทั้งระดับชาติและนานาชาติต้องได้มาตรฐานสากลและคุ้มค่า โดยมุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านกรอบการพัฒนา 4 เสาหลัก ได้แก่

    1. Sport Health ส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
    2. Sport Wealth ผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้
    3. Sport Pride ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ
    4. Sport Future นำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬาเพื่อรองรับอนาคต

    ย้ำเอกภาพ สั่งเบรกดูงาน ตปท. ประหยัดงบรัฐ

    ในช่วงท้าย นายสุรศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายว่า ต้องเกิดจาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงาน โดยมุ่งสู่การเป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล คล่องตัว โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

    พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด เช่น มาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือ Work from Anywhere รวมไปถึงการศึกษาดูงานต่างประเทศ โดยสั่งการให้ “งดหรือชะลอ” ไว้ก่อน เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2925763&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WfwBv2K2-7U628e77svm7

  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจปีนี้ไม่ขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภค | TOPNEWS

    การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจปีนี้ไม่ขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภค | TOPNEWS

    วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวรวิทย์ แจ้งจินต์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจเกิดความแห้งแล้งอันอาจกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
    การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจได้ว่าในส่วนของน้ำดิบมีเพียงพอในการผลิตน้ำประปา ที่จะรองรับในอนาคตเพราะเราเป็นหนึ่งในพื้นที่อำเภอศรีราชาเป็นหนึ่งใน
    พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ของการเจริญเติบโตของพื้นที่ เพื่อสร้างเสถียรภาพในการผลิตน้ำประปา และสามารถส่งจ่ายให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตอบสนองความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน

    ทางการประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มีการเตรียมแผนงานที่สอดคล้องกับมาตรการรองรับฤดูแล้งฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำฯ เพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างทันต่อสถานการณ์ มาตรการด้านการผลิตและจ่ายน้ำ บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ บริหารกำลังคนและการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานให้เพียงพอและพร้อมต่อการใช้งาน
    ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรายงานสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังวางแผนการช่วยเหลือประชาชน เตรียมพร้อมกำลังคน รถยนต์บรรทุกน้ำเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

    โดย จำนวนผู้ใช้น้ำการประปาส่วนภูมิภาคสาขาศรีราชา ทั้งหมด 52,888 ราย ปริมาณน้ำผลิต 60,000 ลบ.ม. ต่อวันและรับน้ำดิบจำนวน 100,000 ลบ.ม. และปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ่อยที่สุดที่พบเจอก็คือเกี่ยวกับน้ำที่หยุดไหลหรือน้ำไหลช้า
    เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันจึงทำให้น้ำไหลแรงและไหลเบาตามเวลาบางพื้นที่อยู่ติดวิวเขาจึงจะต้องใช้เครื่องมิเตอร์ ติดตั้งเพื่อดูแรงดันของน้ำหากวันไหนน้ำไม่มีแรงดันแสดงว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นน่าจะมีการรั่วไหล ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งพนักงานลงไปตรวจสอบและแก้ไขทันทีหากพื้นที่ด้านล่างน้ำจะไหลตามปกติ
    อยากฝากถึงประชาชนพี่น้องชาวอำเภอศรีราชาช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและ ขอให้มั่นใจได้ว่าทางประปาศรีราชามีน้ำเพียงพออย่างแน่นอน

    ภาพ/ข่าว จารุ สุขศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1541924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MRtxFh7qLlTDQNGYmfocC

  • ธอส.ปล่อย 4 สินเชื่อซ่อมบ้าน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% อัดเงินหนุนเศรษฐกิจ

    ธอส.ปล่อย 4 สินเชื่อซ่อมบ้าน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% อัดเงินหนุนเศรษฐกิจ

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ พร้อมหนุนคนไทยยกระดับคุณภาพชีวิต เปิด 4 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุงที่อยู่อาศัย รวมถึงซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำสุดเพียง 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดนาน 40 ปี และเปิดให้ยื่นขอกู้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำสำหรับการซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคลทั่วไป ขณะเดียวกันยังเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับสินเชื่อที่เปิดให้บริการครั้งนี้ ประกอบด้วย

    1. สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus

    สำหรับลูกค้าเดิมที่ต้องการต่อเติม ซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินกู้รวมสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.00% ต่อปี และวงเงิน 200,000 บาทถัดไป ดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี กู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี

    2. สินเชื่อบ้านเติมเต็ม

    สำหรับผู้ที่ต้องการต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย คิดดอกเบี้ยปีแรก 2.60% ต่อปี ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 3.65% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ปรับตามประเภทลูกค้า โดยลูกค้าสวัสดิการอยู่ที่ MRR-1.00% ลูกค้ารายย่อย MRR-0.50% และกรณีสินเชื่อเพื่ออุปกรณ์อยู่ที่ MRR ปัจจุบัน MRR ของ ธอส.อยู่ที่ 6.145% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 300 บาท

    3. สินเชื่อพร้อมใช้

    สำหรับลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าเดิมที่ต้องการซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน โดยสามารถนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อมีการชำระเงินต้นคืน คิดดอกเบี้ย 3 ปีแรกที่ MRR-2.345% หรือเทียบเท่า 3.80% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดที่ MRR ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 500 บาท

    4. สินเชื่อบ้านเพิ่มสุข

    สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อนำไปชำระหนี้ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คิดดอกเบี้ย 5 ปีแรกที่ MRR-1.545% หรือเทียบเท่า 4.60% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปคิดที่ MRR ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 600 บาท

    ธอส. ระบุว่า สินเชื่อชุดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นในวงเงินไม่สูงมาก แต่มีต้นทุนต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nxZ-M5EuBocXbFoteUbKB

  • หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569 ปรับขึ้น 4.93 จุด หรือ 0.33 % อยู่ที่ 1,489.96 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,481.63 ล้านบาท 

    หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งออกข้าง เนื่องจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยล่าสุดอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้มีความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้ Sentiment เริ่มแผ่วลง อย่างไรก็ตาม มองว่ามีโอกาสที่สถานการณ์สงครามจะไม่บานปลาย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาในวันเสาร์นี้

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ยังคงมีปัจจัยบวกหนุนตลาดจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้

    คาดว่าหลังจากนั้นจะมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นออกมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่ม Domestic Consumption ได้

    พร้อมทั้งประเมินกรอบแนวรับ 1,475 จุด และแนวต้าน 1,500 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228920&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y2mZhJZDJ5S5I6j52QYrP

  • “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน | TOPNEWS

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน | TOPNEWS

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    • เผยแพร่ : 09/04/2026 17:16

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    9 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หลังจากประเมินสงครามตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชน เช่น มาตรการเร่งด่วน 30 วัน ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การขออนุมัติงบประมาณเพื่อเบิกจ่าย โดยจะมีบางเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. นี้ หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ พ.ร.ก.โอนเงินงบประมาณจากปีก่อน ซึ่งไม่ได้เบิกจ่ายตามกำหนดวงเงิน 84,00 ล้านบาท และเสนอ พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน ที่ขณะนี้ติดลบ 5 หมื่นล้านบาท และขยายเพดานเงินกู้ของกองทุนฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังจะเสนอ ครม.ออกมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบกลางวงเงิน 1,300 ล้านบาท เติมเงินช่วยเหลือชั่วคราว 100 บาท คาดว่าเงินจะเข้าบัตรสวัสดิการฯ เร็วที่สุดภายในวันที่ 13 เมษายนนี้ เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนภาคการขนส่ง จะช่วยเหลือรถบรรทุกประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน

    asxacaw

    นานาชาติรุมประณามอิสราเอล

    อุตรดิตถ์ แต่งชุดนักรบเปิดงานเทิดพระเกียรติวีรชนคนกล้า และบูชาเถ้าอัฐิพระยาพิชัยดาบหัก ยิ่งใหญ่อลังการ

    ชุมแสงมีชีวิต! ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ เปิดงาน ‘รวมพลคนศิลปะ’ ณ ตลาด 100 ปี

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ บุกเซ็นทรัล! ให้กำลังใจชายไทยคัดเลือกทหารปี 69

    นราธิวาสปล่อยแถวรณรงค์สงกรานต์ 2569 คุมเข้มถนนสายหลัก ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุ-สูญเสีย

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    ตำรวจทางหลวงตั้งจุดบริการ แจกอาหาร-เครื่องดื่ม คลายเหนื่อยผู้เดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1542171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uxHj2Cx4NZoHEkZzmltOP

  • รองนายกฯ ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    รองนายกฯ ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต

    พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่

    • วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    • ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta
    • ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    • ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
    • ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา
    • ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
    • ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
    • อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    รวมถึงนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    สำหรับกรณีของ วีระพงษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับเข้าร่วมทีมนี้ ได้มีการปรึกษาหารือกับอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งมืออาชีพที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศได้ โดยเฉพาะเรื่องการเดินหน้าทำงาน เพื่อปิดดีล EU FTA ในเวลานี้ ซึ่งวีระพงษ์ เคยทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-economic-trade-advisory-team/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32EKAwsVTZ5PHlijDgA4PN

  • “นักวิชาการ” ชี้ “สงครามอิหร่าน”กดเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% ลุ้นไม่ยืดเยื้อ

    “นักวิชาการ” ชี้ “สงครามอิหร่าน”กดเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% ลุ้นไม่ยืดเยื้อ

    ม.หอการค้าไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ยังน่าห่วง หลังสภาพัฒน์หั่นจีดีพีเหลือ 0.2-1.4% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวเริ่มสำลักพิษเศรษฐกิจโลก สั่งลดเป้าต่างชาติเหลือ 32-33 ล้านคน ด้าน “ธนวรรธน์” ระบุต้องรอความชัดเจนเดือน มิ.ย. เพื่อปรับประมาณการรอบใหม่ หลังรอประเมินผลกระทบจากแบงก์ชาติและคลังในช่วงปลาย พ.ค. นี้

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒน์ ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้  2% เหลือ 0.2-1.4% รับสถานการณ์ในตะวันออกกลางตรึงเครียด  ว่า  หากใช้ค่าเฉลี่ยแบบระมัดระวัง เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้เพียง  0.8% ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง

    โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท

    ระเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

    โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณ เรือสินค้าชะลอการขนส่ง บางส่วนแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    โดยมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ จากเดิม 36-38 ล้านคน เหลือประมาณ 32-33 ล้านคน หรือหายไปราว 5 ล้านคน ซึ่งการปรับลดดังกล่าวสะท้อนภาพรวมว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณซบเซา ซึ่งนอกจากจะกระทบภาคการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อ ภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  เบื้องต้นยังคงประเมินผลกระทบในกรอบ 1-3 เดือนแรก เพื่อรอติดตามทิศทางสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่แนวโน้ม อัตราเงินเฟ้อปีนี้ยังคงคาดไว้ที่ประมาณ 3% บวกลบเล็กน้อย แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนเม.ย .และปลายเดือนพ.ค. จะเริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง ซึ่งจะช่วยสะท้อนผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจไทยได้ครบถ้วนมากขึ้น

    โดยทางม.หอการค้าไทยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาทบทวนและ ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนมิ.ย. เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความชัดเจนมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19mDQMZCl2trOCMOn5K3tw

  • “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า ระดมกูรูนักเศรษฐศาสตร์-อดีตทูตร่วมเสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก : อินโฟเควสท์

    “ศุภจี” เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า ระดมกูรูนักเศรษฐศาสตร์-อดีตทูตร่วมเสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก : อินโฟเควสท์

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ (BBL) นายปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta, นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นายยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย, นายอาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา, นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน), นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป, นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05Ff0rIHnFCFs4itQsvgqp

  • เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า เพื่อทาบทามให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives: TTR) 

    ความสำคัญของตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ถือเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ในการเจรจาระดับรัฐมนตรี กับหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การการค้าระหว่างประเทศ โดยประธานผู้แทนการค้าไทย มีฐานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี

    สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามนั้นจะเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า และภาคธุรกิจชั้นนำ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมโปรไฟล์การทำงานของผู้ทรงวุฒิทั้งหมด 12 คน ดังนี้

    วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญในภาครัฐไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ และการวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น การกระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่เมืองรอง การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ศึกษาต่อปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Williams College ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังเรียนจบ ได้เริ่มทำงานด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และเริ่มมีบทบาทในวงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจ

    ประสบการณ์ทำงาน: ในช่วงปี 2540–2550 ได้ทำงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นที่ปรึกษา/กรรมการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง มีบทบาทเชื่อมโยงภาควิชาการกับภาครัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา

    หลังจากนั้นปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ทว่าได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 – กรกฎาคม 2562 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่มา : FB เพจ กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมหภาคที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในภาครัฐและภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์องค์กรและการสื่อสารเชิงนโยบาย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of London ประเทศ สหราชอาณาจักร และสำเร็จปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน: เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นจากงานด้านเศรษฐกิจมหภาคใน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนก้าวสู่บทบาทด้านนโยบายในภาครัฐ โดยเคยดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ที่มา : FB Piti Srisangnam

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นในเวทีวิชาการและนโยบายของไทย โดยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษาใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านศูนย์อาเซียนศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านการศึกษาภูมิภาคของประเทศ

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก University of Nottingham ประเทศ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกและการค้า

    ประสบการณ์ทำงาน: มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการควบคู่กับการให้คำปรึกษานโยบาย โดยมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

    ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยนายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายของไทย ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้กับภาคธุรกิจและสังคม

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science ประเทศ สหราชอาณาจักร และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Oxford

    ประสบการณ์ทำงาน: ครอบคลุมทั้งภาคการเงินและภาคนโยบาย โดยเคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก่อนจะย้ายสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ที่มา : ธนาคารไทยพาณิชย์

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญดร.ยรรยง ไทยเจริญเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

    ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนที่มีบทบาทโดดเด่นในแวดวงวิชาการและนโยบายสาธารณะของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของจีนและเอเชีย

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจาก Harvard Law School ประเทศ สหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกด้านกฎหมายจาก Stanford University

    ประสบการณ์ทำงาน: มีบทบาทในการศึกษาวิจัยและให้ความเห็นต่อประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมุมมองเชิงลึก จึงเป็นหนึ่งในนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านกฎหมายกับบริบทเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการลงทุนและตลาดทุนที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และตลาดการเงิน เพื่อให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่นักลงทุนและองค์กร

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในงานวิเคราะห์การลงทุนและกลยุทธ์ตลาดทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

    ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตข้าราชการระดับสูงด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายส่งออกและการขยายตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้านการบริหารและการค้าระหว่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สุดท้ายเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นายภูษิต จึงเป็นหนึ่งในผู้บริหารภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยและการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

    อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นผู้บริหารที่มีบทบาทโดดเด่นในทั้งภาครัฐและภาคนวัตกรรมการเกษตรของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบัน K Agro Innovate Institute เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่มูลค่าสูง

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการค้าระหว่างประเทศของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ภายหลังได้ก้าวสู่บทบาทด้านนวัตกรรม โดยเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาและผลักดันสถาบัน K Agro Innovate Institute ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา AgriTech ของไทย ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นอดีตนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในเวทียุโรป โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท: Master of Arts (M.A.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเฟลตเชอร์ (The Fletcher School of Law and Diplomacy) มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการทูตของกระทรวงการต่างประเทศทั้งในส่วนกลางและการประจำการในต่างประเทศในหลายตำแหน่ง มีบทบาทในการดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

    ฐานะเอกอัครราชทูตมีบทบาทสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ ออสเตรีย และ เยอรมนี ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดยุโรป และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี

    นายชุตินทร คงศักดิ์ ที่มา:เพจกระทรวงการต่างประเทศ

    นายชุตินทร คงศักดิ์ เป็นนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท Master of Philosophy (M.Phil.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร

    ประสบการณ์ทำงาน: เขาเติบโตในสายงานการทูต เคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต สิงคโปร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ซึ่งถือว่าเป็นนักการทูตที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และขยายโอกาสความร่วมมือกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง

    วีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป

    นายวีระพงษ์ ประภา

    นายวีระพงษ์ ประภานายวีระพงษ์ ประภาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของไทย โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยประจำ สหภาพยุโรป มีหน้าที่หลักในการเจรจาและผลักดันความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) -ปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

    ประสบการณ์ทำงาน: นายวีระพงษ์เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KkIPQkp8a4DSmoqc4yUXh