Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    มุ่งศึกษา 3 เทคโนโลยียุทธศาสตร์ ครอบคลุม Future Food –Health Tech – Green Innovation พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ ถอดรหัสโมเดลต้นแบบจาก เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และ สิงคโปร์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ
    ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ประกาศผนึกพลังขับเคลื่อนโครงการ “การพัฒนาย่านนวัตกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผ่านการเรียนรู้โมเดลระดับโลก” ดึงศักยภาพด้านงานวิจัยโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุนและองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศภายใต้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่สมบูรณ์แบบครบวงจร เสริมด้วยองค์ความรู้ระดับสากลจากพันธมิตรองค์กรชั้นนำใน 3 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และ สิงคโปร์ เปิดฉากทัศน์ใหม่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ การพัฒนาโครงการร่วม และการเชื่อมโยงตลาดและแหล่งทุนระดับภูมิภาคและระดับโลก มุ่งศึกษา 3 เทคโนโลยียุทธศาสตร์ ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) สุขภาพ(Health Tech) และ สิ่งแวดล้อม (Green Innovation) ตั้งเป้าเปลี่ยนงานวิจัยเชิงลึก
    สู่การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการผนึกกำลังของภาคการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรนานาชาติ ที่จะต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึกสู่การใช้งานจริงและสร้างการเติบโตได้ในเชิงพาณิชย์
    อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการศึกษาช่องว่างและปัจจัยความสำเร็จจาก 3 ประเทศต้นแบบ ได้แก่

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    *เมืองอุเทรกต์ เนเธอร์แลนด์ – ต้นแบบการพัฒนาย่านนวัตกรรมที่เน้นความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของชุมชน
    *เมืองกลาสโกลว์ สหราชอาณาจักร –
    โดดเด่นด้านการบูรณาการมหาวิทยาลัยเข้ากับโลกธุรกิจ เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่ตลาด
    *สิงคโปร์ – นโยบายที่ยืดหยุ่นและการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงระดับโลก

    โดยจะมีการจัดทำWhitepaper ข้อเสนอเชิงนโยบายและทิศทางระยะยาว เพื่อเป็นกรอบสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยอย่างเป็นระบบ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทย
     
    ถอดรหัสงานวิจัยในรั้วมหาวิทยาลัย
    สู่การใช้งานโลกธุรกิจจริง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ภายใต้ความร่วมมือนี้
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    จะทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยเชิงลึก
    ไปสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจและสังคม จุฬาฯ มุ่งเน้นการออกแบบ
    “ระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ” ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงผู้คน องค์กร และนวัตกรรมเข้าด้วยกันภายใต้กลไกการมีส่วนร่วมแบบจตุภาคี (Quadruple Helix)
     
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ
    ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การออกแบบและการสร้างสรรค์พื้นที่นั้น
    ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเชิงกายภาพของเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการออกแบบระบบนิเวศของความร่วมมือที่เชื่อมโยงผู้คน องค์กร
    และแนวคิดใหม่ๆเข้าด้วยกัน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายบทบาทมหาวิทยาลัย
    จากแหล่งความรู้สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในบริบทจริง ที่สามารถทดลอง ปรับปรุง และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและระดับภูมิภาค”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ด้านรองศาสตราจารย์ ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าโครงการ “การพัฒนาย่านนวัตกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผ่านการเรียนรู้โมเดลระดับโลก” กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของโครงการความร่วมมือว่า “ในฐานะผู้นำด้านการศึกษาวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดบทเรียนจากกรณีศึกษาระดับโลกมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย
    เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่สตาร์ทอัพไทย โดยเฉพาะในด้านอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สุขภาพ  (Health Tech) และสิ่งแวดล้อม (Green Innovation) โดยข้อมูลจากการศึกษาจะถูกสังเคราะห์เป็น
    พิมพ์เขียวนโยบาย (Policy Whitepaper) และ Roadmap ระยะ 10 ปี เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืน”
     
    ยกระดับระบบนิเวศสตาร์อัพ
    ปักหมุดจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดการลงทุนและบุคลากรทักษะสูงทั่วโลก

    คุณศศิธร วรัญญูวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป ทรู ดิจิทัล พาร์ค
    กล่าวว่า “ในฐานะพันธมิตรหลัก ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมนำความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “One
    Roof, All Possibilities” มาเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศภายใต้โครงการความร่วมมือนี้ ควบคู่กับการยกระดับพื้นที่ศูนย์กลางสู่พื้นที่แห่งการทดลอง (Living Lab) เพื่อขับเคลื่อนโมเดลย่านนวัตกรรม (Innovation District) อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งวางรากฐานให้สตาร์ทอัพไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการวิจัยสู่การเข้าถึงตลาดในเชิงพาณิชย์ได้จริง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดการลงทุนและบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก
    ผ่านเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
     
    ความร่วมมือในครั้งนี้ สอดคล้องกับความตั้งใจของ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ในปี 2026 ที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น  ปักหมุดเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของงานและกิจกรรมด้านเทคโนโลยีให้กับองค์กรชั้นนำของโลก ด้วยคอนเซ็ปต์ “HELLO: Connecting for New Possibilities” ตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ
    ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านนวัตกรรมดิจิทัล เพียบพร้อมด้วยระบบนิเวศสตาร์ทอัพครบวงจร เชื่อมโยงทั้งสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ
    บริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ กว่า 6,000 ราย เพื่อหลอมรวมองค์ความรู้
    สร้างแหล่งชุมชนสตาร์อัพและผู้ประกอบการเทคที่เข้มแข็ง
    และเสริมสร้างการเติบโตให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและขยายธุรกิจได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/740709&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y94YZOEe—bEc6G4XZmQ

  • หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    วันนี้, 12:12น.

              สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน หวัง ซึ่งเป็นกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2025 ซึ่งช่วยชี้นำทิศทางการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

             หวังกล่าวว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นสหายที่ดีและเพื่อนเก่าของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นประจักษ์พยานการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน รวมถึงการสร้างความทันสมัยแบบจีน อีกทั้งทรงทุ่มเทความพยายามและมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

              จีนยินดีทำงานร่วมกับไทยโดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน สานต่อมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

              กรมสมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่า ฝ่ายไทยซาบซึ้งในการสนับสนุนจากฝ่ายจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น เสริมแกร่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป

    #จีนไทย

    #กระชับมิตรภาพ

    #50ปีไทยจีน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160610&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_r3DeWktU251U1glT9eQd

  • สัมมนาสานฝัน ปั้นดาวเยาวชนสู่ระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น | เดลินิวส์

    สัมมนาสานฝัน ปั้นดาวเยาวชนสู่ระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร อธิบดี ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่อยู่ในความดูแลของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

    โดยมี นายธวัช นกแสง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางนิธิมณี ศังขมณี ยงเกียรติกานต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจเลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางสาว
    บุรณิมา คูนิอาจ ผู้อำ นวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางอิง ภาสกรนที ประธานผู้พิพากษาสมทบ คณะกรรมการบริหาร ผู้พิพากษาสมทบ นักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เข้าร่วมงาน โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีนางเบญจวรรณ สิทธิสาท เป็นหัวหน้าโครงการฯ

    การสัมมนาครั้งนี้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรนักบริหารโอกาสการเรียนรู้เพื่อความยุติธรรม Module1: อ่านเด็ก อ่านระบบ อ่านความเป็นไปได้ สู่การสานฝันให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาแบบยืดหยุ่นไม่จำเป็นต้องเรียนในสถานศึกษาเท่านั้นและสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและเหมาะสม โดยที่เด็ก และเยาวชนมีงานทำ มีรายได้ ได้รับการศึกษาและนำกระบวนการศึกษาเรียนรู้จากการทำงานมาเทียบเป็นหน่วยกิตได้ เมื่อสอบผ่านจะได้รับใบประกาศนียบัตรตามช่วงชั้นเรียน นำไปต่อยอดขั้นสูงต่อไป สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตสู่สังคมดีและเข้มแข็ง ที่โรงแรม ทีเค พาเลช แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5766889/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zeCRhZdG-jjPwjjfO2Jcq

  • พิสิษฐ์เสนอหั่นสภา! เลิกปาร์ตี้ลิสต์-ลดจำนวน สว. ประหยัดงบ 150 ล้าน/ปี

    พิสิษฐ์เสนอหั่นสภา! เลิกปาร์ตี้ลิสต์-ลดจำนวน สว. ประหยัดงบ 150 ล้าน/ปี

    วันนี้ (9 เม.ย.2569) ที่ประชุมรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล เริ่มต้นด้วยการชื่นชมหลักการสำคัญของนโยบายที่เน้นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์เห็นว่ารายละเอียดในเล่มคำแถลงนโยบาย ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและเติมเต็มในหลายมิติ

    ประเด็นแรกคือการเสนอแนะในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายพิสิษฐ์เสนอให้ลดจำนวน สส. และ สว.เพื่อลดภาระทางการเงินการคลังของประเทศ โดยเสนอให้ยกเลิก สส. แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน ให้เหลือเพียง สส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และลดจำนวน สว.จาก 200 คน ให้เหลือเพียง 150 คน

    นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อคำนวณจากเงินเดือนและค่าตอบแทนผู้ช่วยเฉลี่ยเดือนละ 250,000 บาท หรือปีละ 3,000,000 บาท/คน หากสามารถลดจำนวนสมาชิกสภาลงได้รวม 150 คน จะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ 150 ล้านบาท

    ในด้านสังคมและการศึกษา นายพิสิษฐ์ ฝากไปยัง รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อปลูกฝังความตระหนักรู้ต่อสถาบันหลักของชาติ

    นายพิสิษฐ์ อ้างถึงความรู้สึก “หดหู่ใจ” ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ที่เห็นอดีตผู้สมัครแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางรายร้องเพลงชาติไม่เป็น โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากขาดความเข้าใจในพื้นฐานความเป็นชาติ

    นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ ยังอภิปรายถึงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว โดยเห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค แต่เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระบบรางในภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังขาดระบบรถไฟที่ทั่วถึง

    พร้อมทั้งกล่าวพาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่เคยครองใจคนใต้ แต่กลับไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้ รมว.คมนาคม รับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกระจายความเจริญ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวภาคใต้

    อ่านข่าวอื่น :

    “อนุทิน” ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ “สุดซอย”

    ยุโรปประสานเสียง! รุมจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน “ผิดมหันต์-ยอมรับไม่ได้”

    ดีเอสไอ มีมติรับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504481&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQU1sKJ_Zo6mDS9-1g5Wq

  • จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา เผยเด็กส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วงจบ ม.3 ชี้ที่ผ่านมาถึงมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ครูจำต้องเก็บส่วนต่างเพิ่ม

    กลายเป็นประเด็นถกเถียง เมื่อสภาผู้บริโภค เปิดข้อมูลว่า มีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าเทอม เมื่อจบการศึกษาจึงไม่ได้ใบประกาศนียบัตรเพื่อไปสมัครเรียนหรือทำงานต่อ สิ่งนี้เป็นประเด็นที่ถูกซ่อนอยู่ในสังคมไทย เนื่องจากปัจจุบันมีบางโรงเรียนต้องเก็บค่าใช้จ่ายของนักเรียนเพิ่ม ถือเป็นส่วนต่างที่เพิ่มมาจากการให้เงินอุดหนุนรายหัวของรัฐบาล ที่น่าตกใจคือ เด็กที่หลุดจากระบบและมีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วง ม.3

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ปัญหาโรงเรียนกับใบจบการศึกษา (ปพ.) เนื่องจากนักเรียนค้างชำระเงินค่าเทอมยังมีอยู่ต่อเนื่อง แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวปฏิบัติชัดเจนว่าห้ามดำเนินการ แต่อยากย้ำว่าปัญหาการเงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ควรให้เด็กรับผลกระทบ จนเสียโอกาสเรียนต่อหรือทำงาน

    กรณีปัญหาเด็กนักเรียนไม่ได้รับใบประกาศนียบัตรหรือใบแสดงผลการเรียน (ปพ.) เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระเงินกับทางโรงเรียน ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น

    สิ่งที่ทำให้โรงเรียนต้องเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่ม มีดังนี้ 

    • ค่าสาธารณูปโภค: เช่น ค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจากการติดเครื่องปรับอากาศในห้องเรียน

    • บุคลากรพิเศษ: การจ้างครูต่างชาติในโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือครูวิชาเฉพาะทาง

    • เทคโนโลยี: อุปกรณ์ไอทีและคอมพิวเตอร์ที่งบรัฐจัดสรรให้ล่าช้าหรือไม่เพียงพอ

    • ค่าใช้จ่ายแฝง: เช่น ค่าพาหนะเดินทางของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวรายได้น้อย

    ย้ำโรงเรียนไม่มีสิทธิ์กักตัวเด็ก “เรื่องผู้ใหญ่ อย่าทำร้ายเด็ก”

    กระทรวงศึกษาธิการมีบันทึกแจ้งแนวปฏิบัติชัดเจนว่า โรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็ก เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ

    “หากเด็กจบ ม.3 แล้วไม่ได้วุฒิ เขาจะไปสมัครงานหรือเรียนต่อไม่ได้ กลายเป็นวงจรที่ทำให้เขาไม่มีรายได้มาใช้หนี้คืนโรงเรียน ปัญหานี้ต้องแยกให้ออกว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่กับโรงเรียน เด็กไม่ควรได้รับผลกระทบ”

    สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่บางโรงเรียนนำมาใช้คือ การมอบใบจบฉบับสำเนาให้เด็กไปใช้สมัครงานหรือเรียนต่อก่อน แล้วเก็บฉบับจริงไว้จนกว่าจะมีการชำระครบถ้วน ซึ่งถือเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้เด็กไม่เสียโอกาส

    แนะระบบดูแลรายบุคคล-ระดมทุนสังคมช่วย

    โรงเรียนที่มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ตั้งแต่ต้นทาง มีแนวทางดังนี้

    1. ตรวจสอบสถานะการเงินตั้งแต่เริ่มค้างชำระ เช่น ช่วง ม.1 และรีบคุยกับผู้ปกครองเพื่อหาทางผ่อนปรน

    2. ทุนทางสังคม ใช้คอนเนกชันจากสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครอง หรือภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อจัดหาทุนการศึกษามาโปะยอดค้างชำระให้เด็กที่ยากจนจริง

    3. การผ่อนชำระ แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เพื่อไม่ให้เป็นเงินก้อนใหญ่เกินกำลังของผู้ปกครองในช่วงจบการศึกษา

    ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

    เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    • ขยายงบรายหัว: ปรับปรุงหมวดเงินอุดหนุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นในปัจจุบัน เช่น ค่าไฟ และค่าพาหนะ

    • กองทุนระดับจังหวัด: จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเคสเด็กยากจนที่ค้างชำระแบบรายกรณี

    • นวัตกรรมประหยัดพลังงาน รัฐควรสนับสนุนโครงการเช่น Solar Cell ในโรงเรียนเพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นบ่อยกับนักเรียนชั้น ม.3 ที่ต้องการวุฒิไปทำงานหรือศึกษาต่อสายอาชีพ หากโรงเรียนกักใบจบไว้ จะส่งผลให้เด็กได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่าวุฒิที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2925758&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2alNsw2xnyy8VtqGt7U1KP

  • เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด”

    สภาผู้บริโภคจี้ อย. เร่งอุดช่องโหว่ น้ำมะพร้าวปลอม คุมเข้มออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” ออกมาตรฐานเฉพาะทั้งระบบผลิต – ความปลอดภัย พร้อมสั่งล้งเรียกคืนสินค้ามีปัญหาโดยด่วน ก่อนกระทบผู้บริโภคในวงกว้าง

    จากกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมล้งผลิต น้ำมะพร้าวปลอม ในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 แห่ง พบมีการนำน้ำเปล่ามาผสมสารแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวจริง โดยสถานประกอบการทั้งสองแห่งไม่ผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งคุมมาตรฐานน้ำมะพร้าวบรรจุขวด พร้อมสั่งเรียกคืนสินค้าด่วน

    ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายจากการบริโภค น้ำมะพร้าวปลอม ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะถูกกระจายไปในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในวงกว้าง และกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าเกษตรแปรรูปของไทย

    สภาผู้บริโภค จึงเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งกำหนดมาตรการทางกฎหมาย หรือออกประกาศกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท โดยเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน รวมถึงวางมาตรการป้องกันการปลอมปนในห่วงโซ่การผลิตและการจำหน่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า คุ้มครองผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ อย. เร่งสั่งการให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ น้ำมะพร้าวปลอม ที่มีปัญหาโดยเร็ว พร้อมประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ ขยายผลการตรวจสอบแหล่งผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่มีความเสี่ยงหลุดรอดสู่ตลาด

    ภก.ภาณุโชติ ระบุเพิ่มเติมว่า การผลิตอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่เพียงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลที่จำเป็น และเสี่ยงต่ออันตรายจากการบริโภคสินค้า

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแลปัญหา น้ำมะพร้าวปลอม ในกระบวนการผลิต เสนอต่อ อย. แล้ว โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การควบคุมแหล่งรวบรวมวัตถุดิบหรือ “ล้ง” การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน และการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับน้ำมะพร้าวบรรจุขวด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/fake-coconut-water/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BIEzO70qy613dE3vi3btf

  • ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยริวโคขุ (Ryukoku University) สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของญี่ปุ่น ได้นิมนต์พระธรรมทูตไทย 2 รูป เข้าดำรงตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนในรายวิชา “Samatha-Vipassana in Buddhism and Modern Mindfulness” ในภาคเรียนที่ 1 โดยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 70 คน นับเป็นความร่วมมือด้านวิชาการที่สะท้อนความสนใจต่อการศึกษาพุทธศาสนาในบริบทสมัยใหม่

    พระธรรมทูตที่ได้รับนิมนต์ ได้แก่ พระครูปลัดสุเนตร ฉฬภิญโญ (เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ) และพระมหาพงศ์ศักดิ์ ฐานิโย, Ph.D. (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโทชิหงิ) ซึ่งรับผิดชอบการเรียนการสอนรวม 15 ครั้ง ตลอดภาคการศึกษา เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีเกี่ยวกับหลักสมาธิในพระพุทธศาสนา และภาคปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกสมาธิภายในชั้นเรียน ควบคู่กับการมอบหมายให้ฝึกปฏิบัติต่อเนื่องและบันทึกผลในรูปแบบ Meditation Diary (บันทึกการฝึกสมาธิ) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจในชีวิตประจำวัน

    สำหรับ มหาวิทยาลัยริวโคขุ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2182 (ค.ศ. 1639) ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีการจัดการเรียนการสอนใน 10 คณะ และมีนักศึกษามากกว่า 20,000 คน การบรรจุรายวิชาด้านสมาธิในครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มของสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้านจิตใจควบคู่กับวิชาการสมัยใหม่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศาสนาในระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140531&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xgmsp0IpX5DU-2iAp0kQV

  • เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า เพื่อทาบทามให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives: TTR) 

    ความสำคัญของตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ถือเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ในการเจรจาระดับรัฐมนตรี กับหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การการค้าระหว่างประเทศ โดยประธานผู้แทนการค้าไทย มีฐานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี

    สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามนั้นจะเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า และภาคธุรกิจชั้นนำ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมโปรไฟล์การทำงานของผู้ทรงวุฒิทั้งหมด 12 คน ดังนี้

    วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญในภาครัฐไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ และการวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น การกระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่เมืองรอง การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ศึกษาต่อปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Williams College ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังเรียนจบ ได้เริ่มทำงานด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และเริ่มมีบทบาทในวงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจ

    ประสบการณ์ทำงาน: ในช่วงปี 2540–2550 ได้ทำงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นที่ปรึกษา/กรรมการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง มีบทบาทเชื่อมโยงภาควิชาการกับภาครัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา

    หลังจากนั้นปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ทว่าได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 – กรกฎาคม 2562 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่มา : FB เพจ กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมหภาคที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในภาครัฐและภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์องค์กรและการสื่อสารเชิงนโยบาย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of London ประเทศ สหราชอาณาจักร และสำเร็จปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน: เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นจากงานด้านเศรษฐกิจมหภาคใน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนก้าวสู่บทบาทด้านนโยบายในภาครัฐ โดยเคยดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ที่มา : FB Piti Srisangnam

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นในเวทีวิชาการและนโยบายของไทย โดยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษาใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านศูนย์อาเซียนศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านการศึกษาภูมิภาคของประเทศ

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก University of Nottingham ประเทศ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกและการค้า

    ประสบการณ์ทำงาน: มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการควบคู่กับการให้คำปรึกษานโยบาย โดยมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

    ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยนายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายของไทย ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้กับภาคธุรกิจและสังคม

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science ประเทศ สหราชอาณาจักร และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Oxford

    ประสบการณ์ทำงาน: ครอบคลุมทั้งภาคการเงินและภาคนโยบาย โดยเคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก่อนจะย้ายสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ที่มา : ธนาคารไทยพาณิชย์

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญดร.ยรรยง ไทยเจริญเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

    ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนที่มีบทบาทโดดเด่นในแวดวงวิชาการและนโยบายสาธารณะของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของจีนและเอเชีย

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจาก Harvard Law School ประเทศ สหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกด้านกฎหมายจาก Stanford University

    ประสบการณ์ทำงาน: มีบทบาทในการศึกษาวิจัยและให้ความเห็นต่อประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมุมมองเชิงลึก จึงเป็นหนึ่งในนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านกฎหมายกับบริบทเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการลงทุนและตลาดทุนที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และตลาดการเงิน เพื่อให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่นักลงทุนและองค์กร

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในงานวิเคราะห์การลงทุนและกลยุทธ์ตลาดทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

    ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตข้าราชการระดับสูงด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายส่งออกและการขยายตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้านการบริหารและการค้าระหว่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สุดท้ายเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นายภูษิต จึงเป็นหนึ่งในผู้บริหารภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยและการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

    อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นผู้บริหารที่มีบทบาทโดดเด่นในทั้งภาครัฐและภาคนวัตกรรมการเกษตรของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบัน K Agro Innovate Institute เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่มูลค่าสูง

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการค้าระหว่างประเทศของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ภายหลังได้ก้าวสู่บทบาทด้านนวัตกรรม โดยเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาและผลักดันสถาบัน K Agro Innovate Institute ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา AgriTech ของไทย ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นอดีตนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในเวทียุโรป โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท: Master of Arts (M.A.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเฟลตเชอร์ (The Fletcher School of Law and Diplomacy) มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการทูตของกระทรวงการต่างประเทศทั้งในส่วนกลางและการประจำการในต่างประเทศในหลายตำแหน่ง มีบทบาทในการดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

    ฐานะเอกอัครราชทูตมีบทบาทสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ ออสเตรีย และ เยอรมนี ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดยุโรป และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี

    นายชุตินทร คงศักดิ์ ที่มา:เพจกระทรวงการต่างประเทศ

    นายชุตินทร คงศักดิ์ เป็นนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท Master of Philosophy (M.Phil.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร

    ประสบการณ์ทำงาน: เขาเติบโตในสายงานการทูต เคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต สิงคโปร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ซึ่งถือว่าเป็นนักการทูตที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และขยายโอกาสความร่วมมือกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง

    วีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป

    นายวีระพงษ์ ประภา

    นายวีระพงษ์ ประภานายวีระพงษ์ ประภาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของไทย โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยประจำ สหภาพยุโรป มีหน้าที่หลักในการเจรจาและผลักดันความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) -ปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

    ประสบการณ์ทำงาน: นายวีระพงษ์เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KkIPQkp8a4DSmoqc4yUXh

  • “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ 

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป 

    ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ

    1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

    1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

    1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

    1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

    1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

    2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

    2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

    2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

    3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

    3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

    3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

    3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

    3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

    4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

    4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

    4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

    5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

    5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

    5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

    5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

    5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

    7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

    9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

    9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

    9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

    9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

    10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

    10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม

    13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

    13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

    14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

    14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

    14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

    14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

    15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

    15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

    15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

    17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

    18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

    18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

    19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    20) ราชการทันใจ

    21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

    22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

    22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

    22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

    23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

     “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

    โดยสามารถอ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/492947&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ncOnkQfWkjLo2S9Krfs-n

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    วันที่ 9 เมษายน 2569  เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน 

    โดยมีข้อความระบุว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/957725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15UIMHKzDLOh2vIFFora6t