Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) ชี้แจงแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านพลังงาน โดยยืนยันเดินหน้าตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้หลักการดูแลผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวน

    ดร. สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย ปัจจัยที่เห็นชัดคือ “ต้นทุนบรรจุภัณฑ์” จากภาวะเม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาถุงและกระสอบที่ใช้บรรจุน้ำตาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40

    ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ยังพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้น สร้างผลกระทบตั้งแต่การขนส่งสินค้าไปยังคลัง ไปจนถึงการกระจายไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกระบวนการผลิตและจัดจำหน่าย

    โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทรายได้พยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และการควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ แต่ด้วยสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานโลกที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์หลายรายทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกดดันด้านต้นทุนในรอบนี้ได้ 

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง “ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายได้ทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด พร้อมพยายามบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นด้วยตนเอง เพื่อชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคโดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพยังคงอยู่ในระดับสูง ดังนั้น จึงมีมติร่วมกันในการตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายต่อเนื่องตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเวลาที่ผลกระทบต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน”

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มต้นทุนที่ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายปัจจัย จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของระบบโดยรวม ทั้งในด้านการผลิต การบริหารสภาพคล่อง และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นการเตรียมปรับราคาขายปลีกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จึงเป็นแนวทางในการดูแลเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว เพื่อให้ทุกภาคส่วนในระบบ ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร สามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างมั่นคง”

    ดร. สมชาย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและกำลังการผลิตน้ำตาลทรายรวมอยู่ที่ประมาณ 11.8 ล้านตันต่อปี โดยมีปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ราว 2.35 ล้านตันต่อปี ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นการบริโภคทางตรง หรือ การจำหน่ายปลีกสำหรับภาคครัวเรือน ในปริมาณประมาณ 450,000 ตัน นอกนั้นเป็นการบริโภคทางอ้อม หรือการจำหน่ายในภาคอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา ซึ่งในการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาครั้งนี้ อุตสาหกรรมได้ประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเลือกที่จะปรับขึ้นเฉพาะในส่วนของ “ราคาขายปลีก” เท่านั้น ขณะที่ราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมจะยังไม่มีการปรับในรอบนี้ แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ  ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจโดยรวม

    น้ำตาลทราย อั้นไม่ไหว! จ่อขยับราคา พ.ค. นี้ เซ่นต้นทุนพลาสติก-น้ำมันพุ่ง

    “การพิจารณาปรับราคาในครั้งนี้ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อทุกภาคส่วน ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาต้นทุนของโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความต่อเนื่องของทั้งระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย การปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เป็นแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคเกษตรและภาคการผลิตของประเทศ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางและพร้อมที่จะปรับตัวตามกลไกตลาดให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเกษตรกร จะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างมั่นคง” ดร. สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hYQ0xaY70Y5CAqgJDM5Dx

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/04/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 09/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/140357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l4iJz_e_ul2igpc1rWX9s

  • “อามินทร์” เสนอรัฐยกเครื่องสภาที่ปรึกษาชายแดนใต้ ดันเป็นกลไกหลักสร้างสันติสุข-ฟื้นเศรษฐกิจ-ยกระดับการศึกษา ควบคู่ชงโมเดลอุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ช่วยคนเปราะบางลดค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม

    “อามินทร์” เสนอรัฐยกเครื่องสภาที่ปรึกษาชายแดนใต้ ดันเป็นกลไกหลักสร้างสันติสุข-ฟื้นเศรษฐกิจ-ยกระดับการศึกษา ควบคู่ชงโมเดลอุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ช่วยคนเปราะบางลดค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม

    การเมือง

    “อามินทร์” เสนอรัฐยกเครื่องสภาที่ปรึกษาชายแดนใต้ ดันเป็นกลไกหลักสร้างสันติสุข-ฟื้นเศรษฐกิจ-ยกระดับการศึกษา ควบคู่ชงโมเดลอุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ช่วยคนเปราะบางลดค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 19.30 น.ในการประชุมรัฐสภา แถลงนโยบายของรัฐบาล นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ได้อภิปรายในประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือกำลังเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับประชาชนอย่างแท้จริง

    นายอามินทร์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ตามแนวพระราชดำริ โดยตนขอเสนอให้รัฐบาลยกระดับสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นกลไกกลางในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสภาดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สะท้อนเสียงของประชาชนโดยตรง ทั้งผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม และขอให้เชื่อมบทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ เข้ากับกระบวนการพูดคุยสันติสุข เพื่อให้เสียงของประชาชนในพื้นที่ไม่ถูกตัดออกจากโต๊ะเจรจา และให้สภาฯ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการรับเรื่องร้องเรียน ติดตามความเป็นธรรม รวมถึงประเมินผลกระทบจากการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่

    “ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ไม่ได้มีแค่เรื่องความมั่นคง แต่ยังรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นรากของความเปราะบางทางสังคม จึงเสนอให้ใช้สภาที่ปรึกษาฯ เป็นเวทีรวมพลังภาคธุรกิจ เพื่อออกแบบเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชน”นายอามินทร์ กล่าว

    นอกจากนี้ นายอามินทร์ ยังเสนอให้การแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ โดยใช้พลังของชุมชนและศาสนาเข้ามามีส่วนร่วม มากกว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ด้านการศึกษา ต้องไม่ทำลายอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ แต่ควรต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม โดยเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่มีส่วนร่วมกำหนดหลักสูตรที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน

    “หากรัฐบาลต้องการให้นโยบายการแก้ปัญหาชายแดนใต้เกิดผลจริง ต้องเริ่มจากการฟังเสียงคนในพื้นที่อย่างจริงใจ และไม่มีเวทีใดเหมาะสมไปกว่าสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” นายอามินทร์ กล่าว

    ทั้งนี้ นายอามินทร์ ยังหยิบยกประเด็นราคาน้ำมันและค่าครองชีพของประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางอุดหนุนน้ำมันแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) สำหรับกลุ่มเปราะบาง ตามโมเดลของประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่า มาเลเซียกำหนดให้ประชาชนที่เข้าเกณฑ์สามารถซื้อน้ำมันในราคาพิเศษประมาณ 16 บาทต่อลิตร และกำหนดโควตาการใช้ต่อเดือน ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่อกำหนดสิทธิการเติมน้ำมันให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น 100-200 ลิตรต่อเดือน

    “หากรัฐบาลจะใช้มาตรการลักษณะนี้ ต้องสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ทั้งวงเงินอุดหนุนพลังงานที่ใช้ในแต่ละปี ผู้ได้รับประโยชน์ และงบประมาณที่จะประหยัดได้ หากเปลี่ยนมาใช้ระบบช่วยเหลือแบบตรงกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า การปรับนโยบายดังกล่าวไม่ใช่การตัดสิทธิ แต่เป็นการทำให้ความช่วยเหลือเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/472311&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YmrNVfjLuV0CpuW_OpP8f

  • รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง | TOPNEWS

    รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง | TOPNEWS

    รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ กรุงปักกิ่ง
    .
    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 เม.ย.2569) หวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน
    .
    หวาง กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2568 ซึ่งช่วยชี้นำทิศทางการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    .
    หวาง กล่าวว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นสหายที่ดีและเพื่อนเก่าของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นประจักษ์พยานการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน รวมถึงการสร้างความทันสมัยแบบจีน อีกทั้งทรงทุ่มเทความพยายามและมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
    .
    จีน ยินดีทำงานร่วมกับไทย โดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน สานต่อมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ
    .
    กรมสมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่า ฝ่ายไทยซาบซึ้งในการสนับสนุนจากฝ่ายจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น ยกระดับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ, ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1542269&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ufPzOW8KPEoa_KH5xEkaH

  • เปิดโฉม 12 กูรู ซูเปอร์ทีม “ศุภจี” ตั้ง TTR กอบกู้เศรษฐกิจไทย

    เปิดโฉม 12 กูรู ซูเปอร์ทีม “ศุภจี” ตั้ง TTR กอบกู้เศรษฐกิจไทย

    เปิดโฉม 12 กูรู ซูเปอร์ทีม

    เปิดโฉม 12 กูรู ซูเปอร์ทีม “ศุภจี” ตั้ง TTR กอบกู้เศรษฐกิจไทย

    9 เม.ย. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จัดตั้งคณะตัวแทนการค้าไทย (TTR) โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า และอดีตนักการทูต มีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นในการกำหนดนโยบายการค้าเชิงรุก เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    คณะทำงานจะมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต
     

    คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่
    1. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
    2. ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
    3. ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta 
    4. นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 
    5. ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6. ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา 
    7. ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
    8. นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ 
    9. นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป 
    10. นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 
    11. นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี 
    12. นายวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป 

     
    ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์

    นายกอบศักดิ์  ภูตระกูล

     ดร. ปิติ ศรีแสงนาม

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์

    นายชุตินทร คงศักดิ์

    นายวีระพงษ์ ประภา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/615688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZT4-VehdyjMvivnO1Vcz9

  • ส่อง 14 หุ้นเด่น ได้ประโยชน์จากนโยบาย ครม. “อนุทิน 2” แถลงต่อสภา

    ส่อง 14 หุ้นเด่น ได้ประโยชน์จากนโยบาย ครม. “อนุทิน 2” แถลงต่อสภา

    การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจที่มีการวางรากฐานครอบคลุมทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการปรับโครงสร้างในระยะยาว 

    วิเคราะห์เจาะลึกถึง 5 เสาหลักทางเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในมุมมองของนักวิเคราะห์

    5 เสาหลัก พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน

    นโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำเสนอ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีหัวใจสำคัญดังนี้

    1. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียม: มุ่งเน้นการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี โดยมีโครงการไฮไลท์อย่าง “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นการบริโภคควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแห่งอนาคตสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างมั่นคง
    2. การปรับโครงสร้างเพื่อพ้นกับดักรายได้ปานกลาง: เน้นการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล และปรับระบบการส่งเสริมการลงทุนให้สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก
    3. การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก: ภายใต้แนวคิด “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก” โดยมี “ทีมประเทศไทย” เป็นหัวหอกในการผลักดันสนค้าและบริการไทยสู่สากล
    4. เกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture): เปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ “เกษตรแม่นยำ” โดยนำ Big Data และ AI มาใช้บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
    5. การท่องเที่ยวเชิงมูลค่า: ยกระดับไทยสู่การเป็น Destination Thailand ที่ท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน โดยเปลี่ยนจุดเน้นจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวไปสู่การสร้างมูลค่าสูง
     

    ตัวแปรเสริม การลดราคาน้ำมันและการรักษาแรงซื้อ

    นอกเหนือจากนโยบายหลักแล้ว มาตรการเร่งด่วนในการลดภาระค่าครองชีพ เช่น การที่ กบน. ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2.14 บาท (มีผล 9 เมษายน 2569) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยชะลอเงินเฟ้อและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงสั้น

    วิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรม “ผู้ชนะ” จากนโยบายและมาตรการรัฐ

    บล.เอเซีย พลัส ประเมินกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง ดังนี้

    • กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลดราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลัก (30-40%) ช่วยหนุนกำไรขั้นต้น (Margin) ให้ฟื้นตัว หุ้นเด่นที่น่าจับตา ได้แก่ AAV, BA, THAI และ SJWD
    • กลุ่มค้าปลีก-ส่ง และห้างสรรพสินค้า: รับผลดีจากต้นทุนการกระจายสินค้าที่ต่ำลงและอานิสงส์จากมาตรการพยุงกำลังซื้อ หุ้นแนะนำคือ CPALL, CPAXT และ CPN
    • กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว: สอดรับกับนโยบาย Destination Thailand และต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลง หุ้นเด่นคือ ERW และ MINT
    • กลุ่มเกษตรและอาหาร: ได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุนเครื่องจักรกลการเกษตรและการขนส่งวัตถุดิบ หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ CPF, CBG และ ICHI
    • กลุ่มเช่าซื้อ: การอุดหนุนกลุ่มเปราะบางตามนโยบายรัฐ จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาในระบบและเพิ่มความสามารถในการชำระค่างวดรถหรือค่าเช่าซื้อที่ค้างอยู่ หุ้นเด่นคือ MTC และ TIDLOR

    นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นการผสมผสานระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการลดภาระค่าใช้จ่ายและเติมเงินในกระเป๋าประชาชน กับการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเกษตร, หากสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ตามเป้าหมาย จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในหลายอุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S3G-TEcDIpPNHfKzlTvXz

  • ‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

    ‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

    ‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

    ‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงในการประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ว่า ยอมรับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและซับซ้อน จนส่งผลให้โลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมเงินเฟ้อสูง

    รัฐบาลจึงจะเร่งผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เปลี่ยนไทยจากผู้รับผลกระทบเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกในมิติใหม่ ผ่านการเตรียมพร้อม 3 มิติ

    พลังงานสะอาดคือทางรอด ไม่ใช่น้ำมันราคาถูก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การเตรียมพร้อมด้านแรก คือ วิกฤตพลังงาน ยอมรับว่า “ยุคน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป” อย่างน้อยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ดังนี้

    • ส่งเสริมพลังงานชีวมวล เร่งการผลิต E20 จากอ้อย และ B10, B20 จากมันสำปะหลัง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและยกระดับรายได้ให้เกษตรกรไทย
    • นโยบายเปิดโอกาสให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดค่าไฟและสามารถ “ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐ” เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งรายได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    • หนุนภาคธุรกิจด้วย Direct PPA เปิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงเพื่อลดต้นทุนพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

    AI และเทคโนโลยี  เครื่องมือสร้างรายได้ของ “คนตัวเล็ก”

    ต่อมา คือ เทคโนโลยี และ AI โดยท่ามกลางความกังวลเรื่อง AI แย่งงาน รัฐบาลย้ำยุทธศาสตร์ “AI for All” โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วย SMEs และพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เช่น

    • การใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อเพื่อวางแผนสต็อกสินค้าอย่างแม่นยำ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
    • การสนับสนุนเครื่องมือดิจิทัลช่วยการตลาดและการขายออนไลน์อย่างเท่าเทียม
    • หลักสูตรเรียน AI ฟรี เพื่อยกระดับทักษะคนไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

    ‘เอกนิติ’ โชว์กึ๋นกลางสภา ประกาศพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างเศรษฐกิจใหม่

    ชูจุดแข็ง “ความมั่นคงอาหารและยา” เป็นฐานการผลิตโลก

    สุดท้าย คือ ความมั่นคงทางอาหารและยารักษาโรค ซึ่งมองว่าวิกฤตครั้งนี้จะเปลี่ยนมิติความมั่งคั่งของโลกไปสู่ “ความมั่นคง” ในด้านอาหารและยา ประเทศไทยจึงต้องคว้าโอกาสในการเป็น ฐานการผลิตอาหารและยาสมุนไพรระดับโลก โดยต่อยอดจากความสำเร็จของสมุนไพรไทยอย่าง “ฟ้าทะลายโจร” ในช่วงโควิด เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศในระยะยาว

    ผนึกเอกชน-ดึงเม็ดเงินลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท

    จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปีที่ผ่านมาที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ยืนยันว่าจะเร่ง ปลดล็อกกฎระเบียบและใบอนุญาต ที่ล่าช้า เพื่อเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสุขภาพ

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันโครงการ “Skill Bridge” เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติสู่แรงงานไทย ช่วยยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น โดยข้อมูลไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% และเอกชนขยายตัว 8% สะท้อนถึงสัญญาณบวกของการฟื้นตัว

    “เราต้องไม่เพียงแค่ช่วยให้คนพ้นวิกฤต แต่ต้องปฏิรูปประเทศให้คนไทยเก่งขึ้น มีรายได้สูงขึ้น และกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งหลังวิกฤตผ่านพ้นไป” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R_4YNAZKt92fUC_JxpQQe

  • นายกฯ แถลงนโยบายกู้วิกฤตพลังงาน ฟื้นเศรษฐกิจ-“หมอวรงค์” จี้ลากตัวไอ้โม่งปล้นน้ำมัน | TOPNEWS

    นายกฯ แถลงนโยบายกู้วิกฤตพลังงาน ฟื้นเศรษฐกิจ-“หมอวรงค์” จี้ลากตัวไอ้โม่งปล้นน้ำมัน | TOPNEWS

    นายกฯ แถลงนโยบายกู้วิกฤตพลังงาน ฟื้นเศรษฐกิจ-“หมอวรงค์” จี้ลากตัวไอ้โม่งปล้นน้ำมัน

    • เผยแพร่ : 09/04/2026 19:38

    นายกฯ แถลงนโยบายกู้วิกฤตพลังงาน ฟื้นเศรษฐกิจ-“หมอวรงค์” จี้ลากตัวไอ้โม่งปล้นน้ำมันชาติ ขู่ถ้าไม่แยแสระวังรัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอม-“สาทิตย์” จวกรบ.กุมอำนาจกลางวิกฤต

    #topnewstv #อนุทินชาญวีรกูล #น้ำมันดีเซล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1542384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22lMjXONF30MLQggXAeqo8

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน จากความกังวลสงครามตะวันออกกลางกระทบราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพ

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน จากความกังวลสงครามตะวันออกกลางกระทบราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพ

    วันนี้, 19:12น.

              ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค เดือนมี.ค. 69 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 โดยเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

              ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2

             ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

              รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมี.ค. นี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เนื่องจากการปรับขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 69 ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยราคาน้ำมันขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร

               อย่างไรก็ตาม เห็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยจากสถิติจากที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเก็บข้อมูล พบว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงได้ต่อเนื่อง คือ 1. น้ำมัน ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หรือภาวะโรคภัย และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง เรื่องการประท้วงนอกสภาฯ

             สะท้อนว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากดัชนีทางการเมืองเป็นเพียงตัวเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่าน ๆ มา ถือว่าเป็นมิติบวกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีภาพที่ประชาชนมองว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังทำงานแม้ว่าจะมีกระแสวิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ทั้งนี้ การที่รัฐบาลยังทำงาน และภาพของมุมมองของผู้บริโภคที่มองว่าการเมืองนิ่ง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินมาตรการของรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้ชัดเจนและสามารถทำได้อย่างเต็มที่

             มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น

    1. สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%

    2. สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%

    3. สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ

             รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง โดยจะขอรอดูสถานการณ์และตัวเลขก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69

              บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง การค้าขายไม่ค่อยคึกคัก แต่สัญญาณของการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังไม่เห็นภาพในเชิงลบ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานในการเติบโตมากกว่า 1% ได้ โดยการส่งออกมองว่า 1-3% ยังมีความเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ยังไม่ชัด จากการสอบถามภาคการขนส่งทางเรือระบุว่าตอนนี้เรือว่างพอสมควร ดังนั้น การส่งออกชะลอลงแน่นอน แต่ข้อดีคือภาษีสหรัฐฯ เราเหลือ 15% ดังนั้น บรรยากาศของโลกไม่ถูกกดดันจากสงครามการค้า แต่สงครามจริงกดดันเรื่องราคาน้ำมัน ถ้าการเจรจาต่อรองหยุดยิงทำได้เร็ว ก็จะเห็นแนวโน้มเห็นภาพของส่งออกที่ชัดขึ้น

    #ดัชนีผู้บริโภค

    Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M1iCnqk62Ym8rVf64cer6

  • ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    ‘นายกฯ’ แถลงนโยบายยึดมั่นสถาบัน-นิติธรรม

    อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะยึดหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม พร้อมบริหารราชการด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ รัฐบาลจึงเตรียมเร่งดำเนินการโอนงบประมาณปี 2569 เพื่อให้สามารถนำทรัพยากรมาใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมออกมาตรการเยียวยา และหารือภาคเอกชนเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก ลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับโครงสร้างงบประมาณให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาประเทศอย่างแท้จริง ควบคู่กับการใช้จ่ายภายใต้วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

    ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนแบบครบวงจร สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนการอนุญาตต่างๆ ให้สะดวก โปร่งใส เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าผลักดันไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดทุนให้ทันสมัย เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลจะเดินหน้านโยบาย ‘เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก’ สร้างพันธมิตรทางการค้าใหม่ ขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ขณะที่ภาคการเกษตร รัฐบาลจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เกษตรแม่นยำ’ ใช้เทคโนโลยี AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

    ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลก เน้นการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าปริมาณ พร้อมยกระดับความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    ในมิติการต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเชิงรุก สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับทุกขั้วอำนาจ พร้อมผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MoU 2544 ไทย-กัมพูชา และทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า เพื่อสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมยกระดับความมั่นคงชายแดน

    ขณะเดียวกัน ยังเตรียมดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา เปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและโอกาสศึกษาต่อ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลและปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ ผ่านนโยบาย “เรียนฟรีมีงานทำ” ปรับระบบการศึกษาให้สอดคล้องตลาดแรงงานในอนาคต พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ด้านสาธารณสุข รัฐบาลจะยกระดับระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ทุกที่อย่างรวดเร็ว พร้อมปฏิรูประบบประกันสังคมให้ทันสมัย โปร่งใส และครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม รองรับรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งสร้างสังคมเข้มแข็ง รองรับสังคมสูงวัย พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนทุกช่วงวัย และส่งเสริมเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Silver Economy) ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ รัฐบาลจะนำ Big Data และ AI มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำและพยากรณ์อากาศ พัฒนาระบบเตือนภัย และผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ในส่วนของการบริหารภาครัฐ รัฐบาลเตรียมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และยกระดับการให้บริการประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารประเทศโดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทุ่มเททุกศักยภาพเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้อง และขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนไทยสามารถตั้งตัวได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในเวทีโ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pm-anutin-policy-9apr2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2pNebn8iIeaM766eJO9r