Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นายสุรศักดิ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย “ขับเคลื่อนท่องเที่ยว – กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง”

    “นายสุรศักดิ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย “ขับเคลื่อนท่องเที่ยว – กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง”

    “นายสุรศักดิ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย “ขับเคลื่อนท่องเที่ยว – กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง” 

    วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยขอให้ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ

    ในด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีฯ ระบุว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในด้านการกีฬา โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันระดับชาติ ระดับนาชาติ ต้องจัดให้ได้มาตรฐานสากลและคุ้มค่า ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนในชาติทุกช่วงวัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางกรอบการพัฒนาไว้บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพของประชาชน (Sport Health) การผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ (Sport Wealth) การยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ (Sport Pride) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา (Sport Future) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

    “ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายจะเกิดขึ้นได้จาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงานในสังกัด โดยต้องร่วมกันขับเคลื่อนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมทั้งยึดหลักความโปร่งใส มองการณ์ไกล และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป”

    รมว.สุรศักดิ์ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เรื่องการประหยัดพลังงานให้เป็นรูปธรรม เช่น มาตรการ Work from Home  หรือ Work from Anywhere รวมถึงการไปศึกษาดูงานต่างประเทศโดยให้งดหรือชะลอไว้ก่อน เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็นจริงๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fCnwIQ8vejvLDZC7RJcxF

  • “สุรินทร์” ข้องใจ เครื่องบินรบสหรัฐฯ ลงจอดกระบี่ จวกปล่อยชาวอิสราเอลปักหลักเมืองท่องเที่ยว

    “สุรินทร์” ข้องใจ เครื่องบินรบสหรัฐฯ ลงจอดกระบี่ จวกปล่อยชาวอิสราเอลปักหลักเมืองท่องเที่ยว

    “สุรินทร์” จี้ รัฐบาลเคลียร์ปมเครื่องบินรบลงจอดกระบี่แถมปล่อยชาวอิสราเอลปักหลักเมืองท่องเที่ยว ซ้ำคอร์รัปชันพุ่ง ยาเสพติดลามหนัก ย้ำ ต้องกล้าปรับวิธีคิดไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ

    เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม อภิปรายถึงประเด็นความมั่นคงของประเทศ สถานการณ์คอร์รัปชัน ยาเสพติด และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจน

    พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนกำลังเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีที่มีเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ลงจอดที่ จ.กระบี่ จนทำให้ประชาชนจำนวนมากตกใจ และเกิดข้อสงสัยว่าไทยกำลังจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามหรือไม่

    “นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก รัฐบาลต้องแถลงให้ประชาชนทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และไทยจะวางจุดยืนอย่างไร เพราะเรื่องนี้กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ทั้งเส้นทางขนส่งน้ำมันและปุ๋ยที่ต้องผ่านช่องแคบสำคัญ ไทยต้องวางตัวเป็นกลางให้ชัด” พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าว

    นอกจากนี้ พล.ต.ต.สุรินทร์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีชาวอิสราเอลจำนวนมากเข้าไปพักอาศัยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน เกาะสมุย และเกาะพะงัน รัฐบาลควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม และป้องกันผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

    ไทยเผชิญวิกฤตความโปร่งใส

    ในประเด็นคอร์รัปชัน พล.ต.ต.สุรินทร์ ระบุว่า ไทยกำลังเผชิญวิกฤตภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสอย่างหนัก โดยชี้ว่าดัชนีคอร์รัปชันของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง จากเดิมเคยอยู่ในอันดับที่น่าพอใจ แต่ปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ลำดับท้าย ๆ ของอาเซียน

    “วันนี้ไทยอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน ชนะเพียงไม่กี่ประเทศ นี่คือศักดิ์ศรีของประเทศที่กำลังถอยหลัง รัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่าเงินทอนในกระทรวง ทบวง กรม ยังเป็นปัญหาใหญ่ เงินที่รั่วไหลปีหนึ่งเป็นหมื่นล้านบาท นายกฯ ต้องทำให้เห็นว่าจะจัดการอย่างไร” พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าว

    สำหรับปัญหายาเสพติด พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลยังเป็นแนวทางเดิมที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง พร้อมเสนอให้รัฐบาล “คิดใหม่ ทำใหม่” ด้วยการแยกผู้เสพออกจากชุมชน จัดตั้งพื้นที่บำบัด ฟื้นฟู และฝึกอาชีพอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ผู้เสพกลับไปสร้างปัญหาในสังคมซ้ำอีก

    “ทุกครั้งที่ปัญหาหนักขึ้น ก็แค่เรียกประชุมสัมมนาแล้วเรื่องก็เงียบหายไป รัฐบาลต้องกล้าปรับวิธีคิดใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อแบบนี้” พล.ต.ต.สุรินทร์ ระบุ

    ย้ำคดียิง สส. ต้องสืบให้ชัด

    ส่วนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะพูดถึงแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แต่สถานการณ์ในพื้นที่ยังน่าเป็นห่วง พร้อมหยิบยกกรณี นายกมลศักดิ์ วิวาโมะ สส. ของพรรค ที่ถูกยิงเมื่อไม่นานนี้ ว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐต้องเร่งคลี่คลาย

    “กรณี สส. ของเราถูกยิง เป็นเรื่องที่สังคมจับตา รัฐต้องเร่งสืบสวนให้ชัดว่าเกี่ยวข้องกับอะไร อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหาย ประชาชนจะยิ่งหมดศรัทธา ถ้าขนาด สส. ยังไม่ปลอดภัย แล้วประชาชนจะอยู่กันอย่างไร” พล.ต.ต.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926016&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lD11dWdm5D6AVw_jUEkOO

  • แอโรบิคในสวน พฤติกรรมสุขภาพที่กำลังขยับเศรษฐกิจ

    แอโรบิคในสวน พฤติกรรมสุขภาพที่กำลังขยับเศรษฐกิจ

    ภาพผู้คนเต้นแอโรบิคอย่างคึกคักเคียงข้างผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือเวทีคนดังอย่างมิสแกรนด์ ช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือเช้าวันหยุดที่ดารา อินฟลูเอนเซอร์ พร้อมใจกันออกวิ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมือ ไม่เพียงสะท้อนกระแสรักสุขภาพของสังคมเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงเศรษฐกิจของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มมองการดูแลสุขภาพเป็น ‘การลงทุนระยะยาว’ และเลือกใช้จ่ายอย่างมีแผนมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของเคทีซีที่มองสุขภาพเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์หลักของคนยุคใหม่

    10 เม.ย. 2569 – ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมพลศึกษา ระบุว่าในช่วงปี 2566 คนไทยที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มคนเมืองมีอัตราการออกกำลังกายสูงกว่าพื้นที่อื่น ขณะที่รายงาน Physical Activity Profile 2024 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า แม้คนไทยยังมีผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอราว 28–30% แต่แนวโน้มการหันมาออกกำลังกายแบบไม่เป็นทางการ เช่น การวิ่ง แอโรบิค และโยคะกลางแจ้ง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปรากฏการณ์แอโรบิคในสวนสะท้อนพฤติกรรมสำคัญ 2 ประการ ประการแรกคือ ผู้บริโภคต้องการกิจกรรมที่ “เริ่มง่าย–ต้นทุนต่ำ” ไม่ผูกมัด และเข้ากับชีวิตจริง ประการที่สองคือ แม้จะลดค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ แต่กลับ ยินดีลงทุนกับอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า เสื้อผ้า หรืออุปกรณ์เสริมด้านสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายหมวดใหม่ที่เติบโตตามเทรนด์สุขภาพ

    ในเชิงเศรษฐกิจ หมวดสินค้าและบริการด้านกีฬาและสุขภาพกำลังขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็น lifestyle category ของคนทำงานเมือง โดยผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ราคาถูกที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ใช้งาน นี่คือเหตุผลที่การวางแผนการใช้จ่ายเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น

    เคทีซีมองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน การใช้บัตรเครดิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือชำระเงิน แต่เป็นเครื่องมือช่วยบริหารการเงินให้สอดรับกับพฤติกรรมสุขภาพยุคใหม่ ตั้งแต่การเลือกซื้ออุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน การใช้สิทธิพิเศษเพื่อให้ได้ราคาที่คุ้มค่า ไปจนถึงการกระจายภาระค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคสามารถลงทุนกับสุขภาพได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดด้วยภาระทางการเงิน

    ขณะเดียวกัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในสวนยังตอกย้ำบทบาทของ “คอมมูนิตี้” ในการสร้างแรงจูงใจ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการใช้จ่ายและความผูกพันกับแบรนด์ เคทีซีจึงต่อยอดแนวคิดนี้ผ่าน KTC Sports Community โดยเฉพาะคอมมูนิตี้นักวิ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้ที่มีไลฟ์สไตล์กีฬาเดียวกัน ให้สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างวินัย และเติบโตไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิด KTC Wellness: The Journey to Well-being เส้นทางของชีวิตที่ดี…เริ่มต้นได้ทุกวัน

    เมื่อมองให้ลึกขึ้น กระแสแอโรบิคในสวนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพ แต่คือภาพสะท้อนของผู้บริโภคไทยที่กำลังปรับสมดุลชีวิตใหม่ เลือกใช้ทรัพยากรสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมบริหารการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ในวันที่สุขภาพและการเงินเดินไปพร้อมกัน บทบาทของเครื่องมือทางการเงินที่เข้าใจไลฟ์สไตล์จึงยิ่งสำคัญ และเมื่อพูดถึงกีฬา สุขภาพ และการใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด — นึกถึงกีฬา นึกถึงเคทีซี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/978412/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPtrTYqSXnJ0efgA64JFD

  • รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 เม.ย. 2569

    | 9 view

    เมื่อวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการถาวรบิมสเทค (BIMSTEC Permanent Working Committee: BPWC) ครั้งที่ 9 ณ กรุงธากา บังกลาเทศ โดยมีนาย S.M. Mahbubul Alam, Director General (SAARC & BIMSTEC and Public Diplomacy) เป็นประธานการประชุมฯ ในฐานะที่บังกลาเทศเป็นประธานกรอบความร่วมมือบิมสเทคในวาระปัจจุบัน

    ที่ประชุมฯ ทบทวนความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะผู้ทรงคุณวุฒิว่าด้วยการกำหนดทิศทางของบิมสเทคในอนาคต (Eminent Persons’ Group: EPG) และแนวทางการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ ค.ศ. 2030 (BIMSTEC Bangkok Vision 2030) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งยังหารือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของการก่อตั้งบิมสเทค ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2570 โดยจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ตลอดปี อีกทั้งเห็นพ้องในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการบิมสเทค ผ่านการพิจารณาวาระที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร อาทิ งบประมาณเงินเดือนและเงินช่วยเหลือสนับสนุนของสำนักเลขาธิการฯ การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพของสำนักเลขาธิการฯ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ หารือการส่งเสริมความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก ควบคู่กับการติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์และกลไกความร่วมมือต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ddg-prangtip-9th-bimstec-pwc-dhaka-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13jNZEGnuMD8xMkd3dCTUk

  • “ประเสริฐ” กางแผนปฏิรูปศึกษาไทย ดัน พ.ร.บ.ใหม่-ซูเปอร์บอร์ด ดึงเอกชนแก้ปมตกงาน

    “ประเสริฐ” กางแผนปฏิรูปศึกษาไทย ดัน พ.ร.บ.ใหม่-ซูเปอร์บอร์ด ดึงเอกชนแก้ปมตกงาน

    “ประเสริฐ” กางแผนปฏิรูปศึกษาไทย ดัน พ.ร.บ.ใหม่-ซูเปอร์บอร์ด ดึงเอกชนแก้ปมตกงาน

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศวิสัยทัศน์ปฏิรูปทุนมนุษย์ครั้งใหญ่ในสภาฯ เร่งเข็น พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ให้จบในรัฐบาลนี้ ชูโมเดลซูเปอร์บอร์ดเชื่อมตลาดแรงงานสู่ห้องเรียน พร้อมประกาศรื้อสูตรจัดสรรงบฯ ช่วยโรงเรียนขนาดเล็ก และนำเทคโนโลยี AI มาใช้ลดงานเอกสารเพื่อคืนครูให้เด็ก ย้ำโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งกายและใจ

    กาง 5 แผนยุทธศาสตร์ พลิกโฉมการศึกษาไทย

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาถึงทิศทางการทำงานที่เน้นการลงทุนกับคนเป็นหัวใจสำคัญ โดยสรุปประเด็นปัญหาจากการรับฟังสมาชิกสภาฯ แบ่งเป็น 5 ด้านหลัก ตั้งแต่ 1.ความเหลื่อมล้ำของงบประมาณ 2.หลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ 3.บุคลากร -ภาระงานครู 4.กฎหมายที่ล้าสมัย และ 5.ความปลอดภัยในสถานศึกษา

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    เดินหน้า พ.ร.บ.การศึกษา และซูเปอร์บอร์ด

    ภารกิจลำดับแรกคือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ทันสมัย โดยเป้าหมายสำคัญคือการผลิตคนที่ตลาดแรงงานต้องการจริง ผ่านการตั้ง “ซูเปอร์บอร์ด” ที่ดึงภาคเอกชนและกระทรวงที่เกี่ยวข้องมาออกแบบหลักสูตรร่วมกัน เพื่อผลิตบุคลากรทักษะสูงกว่า 1 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า พร้อมระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่รับรองประสบการณ์จริงเป็นวุฒิการศึกษา

    นายประเสริฐ กล่าวว่า จะเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นภายในรัฐบาลนี้ ถือเป็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจเพื่อก่อให้เกิดผลของการเปลี่ยนแปลงให้มีผลในเร็ววันได้อย่างมั่นคง

    “สิ่งที่เป็นห่วงก็คือวันเวลาที่เสียไป ซึ่งนอกจากเด็กจะขาดโอกาส ความล่าช้าทางนโยบาย เรื่องขององค์ความรู้ต่างๆในเรื่องการเรียนการสอน เด็กก็ดี ครูก็ดี ควรได้รับหลักสูตรที่สามารถตอบโลกในยุคปัจจุบันได้  ถือเป็นเรื่องสําคัญแต่เรายังติดอยู่กับโครงสร้างทางการศึกษาที่ยังมีความล้าสมัย นั่นเป็นเหตุผลที่กฎหมายฉบับนี้มีความสําคัญที่ต้องเดินหน้าต่อไป”

    ส่วนการตั้ง “ซูเปอร์บอร์ด” หรือ “Human Capital Super Board “จะมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และจะมีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอว. กระทรวงพม. และภาคเอกชน มานั่งทํางาน บนโต๊ะเดียวกัน เพื่อให้สัญญาณจากตลาดแรงงานส่งถึงห้องเรียนได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะพยายามจัดตั้งให้อย่างเร็วที่สุด เพราะบอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดที่มีความสําคัญในอนาคต ในการกําหนดทิศทางหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง
     

    คืนเวลาครูสู่ห้องเรียนด้วย AI

    นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งลดภาระงานนอกเหนือจากการสอนของครูอย่างเป็นระบบ โดยเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” ร่วมกับท้องถิ่นเพื่อจัดการอาหารกลางวันแทนการให้ครูไปจ่ายตลาดเอง รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ลดขั้นตอนงานเอกสารและงานพัสดุ เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับเด็กนักเรียนอย่างเต็มที่ภายใต้หลักการกระจายอำนาจ ไม่สั่งการแบบครอบจักรวาลจากส่วนกลาง

    คืนเวลาครูสู่ห้องเรียนด้วย AI

    รื้อสูตรจัดสรรงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนเล็ก

    ส่วนกรณีความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กได้งบอุดหนุนน้อยแต่ต้นทุนคงที่สูงจะถูกแก้ไขด้วยการปรับสูตรคำนวณใหม่ให้สะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ โดยจะมีการกำหนดเพดานงบขั้นต่ำสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และยืนยันนโยบายไม่บังคับควบรวมโรงเรียนแบบเหมารวม เพื่อกระจายคุณภาพการศึกษาให้ทั่วถึงภายใต้เป้าหมาย “เรียนฟรี มีจริง”

    รื้อสูตรจัดสรรงบประมาณ ลดความเหลื่อมล้ำโรงเรียนเล็ก

    ยกระดับความปลอดภัยนักเรียนแบบครบวงจร

    ประเด็นสุดท้ายที่เน้นย้ำคือความปลอดภัยในโรงเรียน ซึ่งจะดูแลทั้งระบบสุขภาพจิตนักเรียนโดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และความปลอดภัยของอาคารสถานที่ผ่านการดึงนักศึกษาอาชีวะเข้าไปตรวจสอบซ่อมแซมระบบไฟฟ้าเชิงรุก นอกจากนี้จะมีการตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพนักเรียน” ให้เป็นกลไกถาวรที่เด็กสามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656317&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dKmuj_4wIPOWs1khplRHy

  • ราคาน้ำมันไทยล่าสุดเทียบอาเซียนแพงแค่ไหน ตัวเลขกลั่นล้นเกินขายเฉียด 20 ล้านลิตรแล้ว | เดลินิวส์

    ราคาน้ำมันไทยล่าสุดเทียบอาเซียนแพงแค่ไหน ตัวเลขกลั่นล้นเกินขายเฉียด 20 ล้านลิตรแล้ว | เดลินิวส์

    กระทรวงพลังงาน ได้รายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569

    1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

    – ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย

    โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งาน ตามปกติราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปีนี้

    2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

    – ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน 

    – การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร หรือกลั่นเกินกว่าจำหน่ายประมาณ 18.49 ล้านลิตรแล้ว

    3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    – อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

    – เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 49.67-86.02 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคา น้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55.27-117.72 บาทต่อลิตร

    – ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5770222/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OZxW3FgLgDiP-2DH7bLlY

  • “ศุภจี-อ.เชน” รับวาระประชาชนจาก สว.นรเศรษฐ์ จ่อชงครม.ใหม่

    “ศุภจี-อ.เชน” รับวาระประชาชนจาก สว.นรเศรษฐ์ จ่อชงครม.ใหม่

    “ศุภจี-อ.เชน” รับวาระประชาชนจาก สว.นรเศรษฐ์ จ่อชงครม.ใหม่

    สว.นรเศรษฐ์ ยื่นวาระประชาชนถึงรัฐบาลใหม่ พลิกแนวคิดฟังเสียงสังคมแก้เหลื่อมล้ำ-คอร์รัปชัน-ปัญหาโครงสร้าง ด้าน “ศุภจี-อ.เชน“ รับหนังสือ ขอศึกษารายละเอียด

    10 เม.ย.เวลา 14.27 น. ที่อาคารรัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ได้ยื่นหนังสือ วาระนโยบายจากภาคประชาชน โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นตัวแทนของรัฐบาล รับหนังสือ

    นายนรเศรษฐ์ เผยว่า ตนในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ร่วมกับหลายๆ องค์กรภาคประชาชน ในการออกนโยบาย ปกติประชาชนจะได้ฟังนโยบายภาครัฐ จากพรรคการเมือง จากรัฐบาลที่เป็นคนกำหนดนโยบายต่างๆ แต่ครั้งนี้พยายามจะกลับหัวการออกนโยบาย ให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการที่เป็นคนธรรมดา ที่ประสบปัญหา ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาและนำเสนอในเชิงนโยบาย ให้กับฝ่ายบริหาร หลังจากการจัดงาน 12 วงเสวนาใน 12 วัน ตกผลึกออกมาเป็นข้อเสนอแก้วิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชั่น ปัญหาโครงสร้างทางการเมือง ออกเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ตนได้รับความกรุณาจาก นางศุภจี และนายยศชนัน ที่เป็นเหมือนตัวแทนฝังรัฐบาลชุดใหม่ ของนายอนุทิน รับหนังสือข้อเสนอจากภาคประชาชน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ส่งมอบต่อกับคณะรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริหารส่วนต่างๆ ในการใช้บริหาร แก้ปัญหาให้กับประชาชน

    นางศุภจี ระบุว่า ข้อเสนอถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดนโยบาย ต้องสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน ตนได้มีโอกาสรับและเปิดดู แต่ต้องไปขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ในเรื่องของโครงสร้างการเมือง การดูแลการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และกฎระเบียบ น่าจะเป็นประโยชน์ที่จะนำมาเอาเป็นนโยบาย และตอบโจทย์ได้ ไม่ใช่แค่ตน หรืออาจารย์เชน ที่ทำได้ทุกเรื่อง มีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี กระทรวง ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกัน จะขอรับมอบและส่งต่อให้กับรัฐมนตรี เอาเสียงของภาคประชาชนมาพิจารณาว่า จะคัดกรองเอาอะไรเข้ามาเสริม ให้เป็นประโยชน์สูงสุด

    นายยศชนัน กล่าวว่า วาระที่ 8 เกี่ยวกับการศึกษากับทุนมนุษย์ ถ้าอยู่ในขอบข่ายที่เราดูแลรับผิดชอบ เป็นเสียงของประชาชนเวลาเราดำเนินเกี่ยวกับนโยบาย ในวันนี้ที่เราพูดไป ต้องดูว่าตอบโจทย์ครบหรือยัง เป็นสิ่งที่ดี เราลงพื้นที่เราฟังเสียงจาก สส. หสังสือเล่มนี้ เป็นอีกหนึ่งเสียงที่มีการทำเวิร์กช็อปมาพอสมควร จะส่งให้รัฐบาลและรองนายกฯ ที่รับผิดชอบในด้านต่างๆ

    นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาให้ประชาชน ตนเชื่อว่าไม่ใช่ภาระหน้าที่ ที่ใครคนใดคนหนึ่งทำได้โดยคนเดียว ต้องหวังพึ่งคณะรัฐบาลชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับข้อเสนอของภาคประชาชน นี่คือสัญลักษณ์ในเชิงที่ว่า รัฐบาลก็พิจารณาข้อเสนอของประชาชน เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการนำเสนอนโยบายให้กับฝ่ายบริหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740781&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aHZb–ONOf-vOChb-xuSp

  • คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดกิจกรรมสัมมนาบุคลากรประจำปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจัดกิจกรรมสัมมนาบุคลากรประจำปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122514/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw161oH2pRkbEQKeJxdwLbfj

  • ผวฯ สุรินทร์ เป็นประธาน เปิดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2569 สพม.สุรินทร์

    ผวฯ สุรินทร์ เป็นประธาน เปิดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2569 สพม.สุรินทร์

    ผวฯ สุรินทร์ เป็นประธาน เปิดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2569 สพม.สุรินทร์


    10/04/2569 | 5 |

    วันที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ จัดกิจกรรม “สืบสานประเพณีรดน้ำสงกรานต์เบิกบานวิถีไทย (สงกรานต์วิถีไทย ใจหนึ่งเดียว สพม.สุรินทร์)” โดยมี นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธี

    ในการนี้ นายชวลิต เจนเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการกลุ่ม/หน่วย บุคลากรในสังกัด และผู้บริหารสถานศึกษา ร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย ตลอดจนส่งเสริมความสามัคคี และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด

    ทั้งนี้ กิจกรรมจัดขึ้น ณ บริเวณโดมอเนกประสงค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น เรียบง่าย และสะท้อนถึงวิถีไทยได้อย่างงดงาม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/493464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DUPP-qleGGMYStMfMaLRd

  • NT ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงานหนุนภาครัฐทั่วประเทศใช้ e-Office ยกระดับบริหารราชการ

    NT ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงานหนุนภาครัฐทั่วประเทศใช้ e-Office ยกระดับบริหารราชการ

    ไอที

    NT ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงานหนุนภาครัฐทั่วประเทศใช้ e-Office ยกระดับบริหารราชการ

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ร่วมฝ่าวิกฤตพลังงานหนุนภาครัฐทั่วประเทศใช้ e-Office ยกระดับบริหารราชการ

    NT ชี้วิกฤตพลังงานกระตุ้นหน่วยงานรัฐทั่วประเทศปรับใช้ระบบ e-Office บริหารงานราชการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดการเดินทาง ประหยัดทรัพยากร เผยความต้องการใช้งานต่อเนื่อง โดย NT เร่งขยายระบบในส่วนภูมิภาคหลายจังหวัด

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานมีแนวโน้มส่งผลกระทบระยะยาว ประกอบกับนโยบายรัฐบาลได้ส่งเสริมบุคลากรภาครัฐทำงานจากภายนอกสำนักงาน ทั้งการทำงานจากบ้าน (Work From Home) หรือทำงานจากทุกที่ (Work From Anywhere) เพื่อลดการเดินทางและประหยัดพลังงานโดยไม่กระทบต่อการทำงาน จึงนับเป็นโอกาสที่หน่วยงานภาครัฐในทุกระดับทั่วประเทศจะเร่งดำเนินการพัฒนาการบริหารงานด้วยระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ผ่านระบบ e-Office ซึ่งเป็นซอฟท์แวร์ระบบบริหารจัดการสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์เพื่องานภาครัฐครบวงจร ภายใต้แพลตฟอร์มคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC (Government Data Center and Cloud Service) รองรับขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบการลงทะเบียน งานสารบรรณ การตรวจสอบเอกสาร การลงนามดิจิทัล การจัดการประชุม การจัดเก็บไฟล์ และคลังข้อมูล ฯลฯ ช่วยขับเคลื่อนการบริหารราชการได้รวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นระบบจากการรับ–ส่งเอกสารไปจนถึงการสั่งการผ่านระบบดิจิทัล  

    “ในภาวะที่ประเทศต้องการประหยัดพลังงาน หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ระบบ e-Office โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อทำงานและรับ-ส่งเอกสารในระบบอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการทำงานจากที่บ้าน WFH และการทำงานจากภายนอกองค์กร WFA ในส่วนงานที่ไม่กระทบประชาชน รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการบริการงานที่รวดเร็ว ลดการใช้กระดาษ ซึ่งช่วยให้ภาครัฐประหยัดทั้งเวลา ทรัพยากร และพลังงานของประเทศในภาพรวม อีกทั้งจุดเด่นที่ระบบ e-Office เชื่อมโยงระบบรับ-ส่งหนังสือราชการระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ ยังให้ความสะดวกในการบริหารราชการท้องถิ่นหรือส่วนภูมิภาคที่ต้องการสั่งการหรือการประสานงานข้ามพื้นที่ เปลี่ยนการเดินทางเพื่อนำส่งเอกสารเป็นการส่งเอกสารผ่านระบบซึ่งลดการใช้เวลาและพลังงานได้อย่างมาก”

    พันเอก สรรพชัยย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบบริหารจัดการสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ e-Office เป็นแพลตฟอร์มสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง NT ได้ให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2567 ตามนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีบริการบนโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC ให้สามารถยกระดับงานราชการสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างมั่นคง และรองรับการพัฒนาประเทศได้ในทุกสถานการณ์   

    ปัจจุบันการใช้งานระบบ e-Office ของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการบริหารราชการที่ยืดหยุ่นคล่องตัวและการตอบสนองนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาล จากตัวเลขหน่วยงานระดับกระทรวงและกรม

    ใช้งานระบบ e-Office จำนวน 160 แห่ง หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้งานแล้วกว่า 5,700 แห่ง รวมถึงการขับเคลื่อนการใช้งาน e-Office อย่างทั่วถึงในระดับสำนักงานจังหวัด ซึ่งส่งผลเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพการบริหารราชการมากขึ้น อาทิ จังหวัดพิจิตร นครราชสีมา ปทุมธานี พัทลุง ชุมพร และ สิงห์บุรี ฯลฯ  โดย NT อยู่ระหว่างขยายการติดตั้งระบบ e-Office ให้กับหน่วยงานท้องถิ่น ทั้งในส่วนของ อบจ. อบต. เทศบาล และสำนักงานจังหวัด ให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบงานเอกสารแบบเดิม ไปสู่การระบบงานเอกสารแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานภาครัฐ และการประหยัดพลังงานของประเทศในระยะยาว  หน่วยงานที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https:// www.eoffice.go.th

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472459&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j9c5FQjU1BmEwcE5YuVu1