Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เช็กเลย ‘ทักษะที่คนทำงานด้านความยั่งยืน-สิ่งแวดล้อม’ พึงมี เพื่อตอบโจทย์ภาครัฐและตลาดแรงงาน ตามประกาศล่าสุดของ กระทรวง อว.  | SDG Move

    เช็กเลย ‘ทักษะที่คนทำงานด้านความยั่งยืน-สิ่งแวดล้อม’ พึงมี เพื่อตอบโจทย์ภาครัฐและตลาดแรงงาน ตามประกาศล่าสุดของ กระทรวง อว.  | SDG Move

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยแพร่ประกาศกำหนด “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และกลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2569  เพื่อเป็นแนวทางแก่สถาบันการศึกษาในการจัดทำหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และการฝึกอบรม ให้สามารถสร้างกำลังคนที่สอดคล้องความต้องการของภาครัฐและตลาดแรงงานตามบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง

    ประกาศข้างต้น แบ่งกลุ่มสาขาของทักษะเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

    กลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต (future food) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและสร้างสรรค์อาหาร (food innovator)
    • นักกำหนดอาหาร (dietitian)
    • นักโภชนาการเพื่อการออกแบบนวัตกรรมอาหาร (nutrinovator)

    กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (environment and sustainability) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาความยั่งยืน (sustainability development specialist) 
    • ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint specialist)

    กลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (digital and artificial intelligence) ประกอบด้วยอาชีพ ดังนี้

    • นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • วิศวกรข้อมูลขนาดใหญ่ (big data engineer) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • วิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence engineer) ระดับแรกเข้าและระดับเชี่ยววชาญ
    • ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence specialist) 

    สำหรับ กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) พบว่าทักษะที่พึงประสงค์เน้นไปที่การพัฒนาคนและองค์กรให้สามารถวิเคราะห์ ตรวจสอบ และติดตามแนวโน้มประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance) หรือ ESG อย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นให้มีความสามารถในการประมวลผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ข้อเสนอแนะ กำหนดกลยุทธ์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

    ทั้งนี้ หากพิจารณาทักษะทึ่พึงประสงค์ของ 2 อาชีพที่ระบุภายใต้สาขานี้ พบว่าทักษะและสมรรถนะทางเทคนิค ที่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ควรมี ทั้งสิ้น 3 ทักษะ ได้แก่ 

    • ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล เช่น สามารถเข้าใจและประเมินผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร และประเมินความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้
    • ทักษาะด้านการเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร เช่น สามารถนำเสนอองค์ความรู้หรือเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้เพื่อดำเนินการตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร
    • ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ เช่น สามารถพัฒนาโครงการด้านความยั่งยืนที่เหมาะสมกับองค์กร

    ส่วนทักษะและสมรรถนะทางเทคนิค ที่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ควรมี ทั้งสิ้น 3 ทักษะ ได้แก่

    • ทักษะด้านการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล เช่น สามารถเข้าใจการดำเนินงานขององค์กร และเงื่อนไขทาง อุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    • ทักษาะด้านการเสนอแนวทางดำเนินการเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน เช่น สามารถให้ข้อคิดเห็นต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร ดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการเสนอนโยบายและ ออกแบบกลยุทธ์ ข้อกำหนด แนวปฏิบัติ หรือวิธีการจัดการ การปล่อยคาร์บอน ให้เป็นไปตามมาตรฐาน กฎหมาย หรือ ข้อบังคับ
    • ทักษะด้านการบริหารจัดการโครงการ เช่น สามารถคำนวณต้นทุนและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อย คาร์บอนขององค์กร รวมถึงสามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่า ในตลาดการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market)

    นอกจากนี้ ทั้งสองอาชีพยังต้องมีทักษะและสมรรถนะทั่วไป เช่น สามารถคิดอย่างเป็นระบบ สามารถคิดเชิงวิพากษ์โดยใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ได้ รวมถึงสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความเป็นผู้นำ

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    – มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากหลากวิธี และ ‘ระบบอาหาร’ ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำให้โลกร้อนมากขึ้น
    – บริโภคผักนำเข้ายังยั่งยืนกว่าเนื้อสัตว์ผลิตในท้องถิ่น เพราะการขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์ 
    – การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำฟาร์มทั่วโลก คุกคามความพยายามลดโลกร้อนตามความตกลงปารีส 
    – Carbon Footprint มหาศาลจากการขุด Bitcoin ทั่วโลก นำมาสู่การยกเลิกการชำระเงินซื้อ Tesla ด้วย Bitcoin 
    – SDG Updates | Plant-Based Diet กุญแจสำคัญเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลก 
    – SDG Updates | การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเยอรมนี และการถอดบทเรียนเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (EP.13) 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
    – (4.4) เพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่เกี่ยวข้องจำเป็น รวมถึงทักษะทางด้านเทคนิคและอาชีพสำหรับการจ้างงาน การมีงานที่มีคุณค่า และการเป็นผู้ประกอบการ ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (4.7) สร้างหลักประกันว่าผู้เรียนทุกคนได้รับความรู้และทักษะที่จาเป็นสำหรับส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึง การศึกษาสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการมีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคระหว่างเพศ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความสงบสุขและการไม่ใช้ความรุนแรง การเป็นพลเมืองของโลก และความชื่นชมในความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการที่วัฒนธรรมมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า

    แหล่งที่มา : ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษาฯ “ทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคนในกลุ่มสาขาอาหารแห่งอนาคต กลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน และกลุ่มสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. 2569” (ราชกิจจานุเบกษา)

    • Knowledge Communication | สนใจประเด็นสันติภาพ ความมั่นคงมนุษย์ เเละสิ่งเเวดล้อมทางทะเล ใช้ชีวิตโดยเชื่อในสมดุลมากกว่าความสมบูรณ์เเบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/04/10/sustainability-skill-esg/amp/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35dypT__Kya2QjjX7K98j4

  • ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

    ประสบการณ์ลูกค้าสู่ความไว้วางใจ ทรูคว้าอันดับ 1 เครือข่ายมือถือการันตีจาก nPerf

    พิสูจน์คุณภาพที่ลูกค้าใช้งานจริง ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    ท่ามกลางการใช้งานดิจิทัลที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำคุณภาพเครือข่ายที่ลูกค้าไว้วางใจ และเป็นสัญญาณที่มีความหมาย คว้าอันดับ 1 ด้านคุณภาพเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ประจำปี 2025 จาก nPerf สถาบันทดสอบประสิทธิภาพเครือข่ายระดับโลกจากฝรั่งเศส ซึ่งวัดผลจากประสบการณ์ใช้งานจริงของผู้ใช้งานในทุกมิติ โดยทรูมูฟ เอช อันดับ 1 เครือข่ายมือถือ 10 ปีต่อเนื่อง ด้วยคะแนนรวม 85,644 nPoints พร้อมดีแทค คะแนนมาแรงโดดเด่นประสบการณ์ใช้งานแพลตฟอร์ม ขณะที่ทรูออนไลน์ เน็ตบ้านไฟเบอร์ ครองอันดับ 1 บรอดแบนด์ 6 ปีซ้อน ด้วยคะแนน 142,668 nPoints พร้อมความเร็วดาวน์โหลดสูงสุด 332.45 Mb/s และอัปโหลดสูงสุด 270.28 Mb/s พร้อมทั้งสตรีมมิ่งสูงสุดที่ 85.60% สะท้อนศักยภาพเครือข่ายที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “รางวัลจาก nPerf ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดอันดับคุณภาพเครือข่าย แต่สะท้อนถึง ‘ประสบการณ์ใช้งานจริงของลูกค้า’ ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาโครงข่ายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการรวมโครงข่ายทรูและดีแทคภายใต้โครงการ One Network ซึ่งเป็นการรวมโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้เราสามารถยกระดับเครือข่าย 5G และ 4G Power Up ความเร็ว แรง ความครอบคลุม และคุณภาพการใช้งานในทุกมิติเพื่อลูกค้าทรูและดีแทค จนนำไปสู่การเป็นเครือข่ายคุณภาพที่ลูกค้าใช้งานจริงดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป สะท้อนผ่านผลการจัดอันดับของสถาบันระดับโลกอย่าง nPerf ที่ทรูครองอันดับ 1 อย่างต่อเนื่อง พร้อมได้รับรางวัล Best Mobile Network Performance 2025 โดยเฉพาะด้านความเร็วอัปโหลดที่สูงที่สุด รองรับการเติบโตของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย เมื่อผสานกับจุดแข็งของดีแทคด้านคุณภาพการใช้งานจริง ทั้งการท่องเว็บและการสตรีมมิ่งจากมือถือ รวมทั้งศักยภาพของ TrueOnline ในฐานะเน็ตบ้านไฟเบอร์บรอดแบนด์อันดับ 1 ยิ่งเสริมให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดทุกการเชื่อมต่อดิจิทัลอย่างแท้จริง”

    คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของเครือข่ายมือถือ และ 6 ปีของบรอดแบนด์ ความสำเร็จของทรูไม่ได้สะท้อนเพียงคุณภาพโครงข่ายที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องจาก nPerf แต่คือความตั้งใจในการเป็นสัญญาณที่เชื่อมต่ออย่างมีความหมาย สร้างความสุขที่มีคุณค่าต่อชีวิตผู้คน เพราะสำหรับเราการเชื่อมต่อไม่ใช่มุ่งแค่เรื่องสัญญาณของความเร็วและแรง แต่คือการเชื่อมทุกความสัมพันธ์และโอกาสเข้าด้วยกันอย่างมีความสุขของทุกคนอย่างไร้รอยต่อ

    ทรูมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศได้รับประสบการณ์ที่แรงขึ้น ลื่นขึ้น และเข้าถึงได้ทุกที่ รองรับทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ทั้งการทำงาน การเรียนรู้ และความบันเทิง รางวัลจาก nPerf จึงเป็นมากกว่าการยืนยันด้านเทคโนโลยี แต่คือสัญญาณของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามอบให้ทรูมาโดยตลอด และเราจะยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้ทุกความไว้ใจเชื่อมถึงกันทั่วประเทศไทย”

    นายเรอโนด์ เกราเดค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร nPerf กล่าวว่า “ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา True สร้างความสำเร็จอย่างโดดเด่นจากการคว้ารางวัลเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทย และ TrueOnline ยังครองอันดับ 1 ด้านบรอดแบนด์ หรือ อินเทอร์เน็ตบ้านต่อเนื่อง 6 ปี รางวัล nPerf ถือเป็นหนึ่งในการรับรองมาตรฐานที่ท้าทายที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากวัดผลจากหลายปัจจัยรวมถึงประสบการณ์ใช้งานจริงของลูกค้า เราประทับใจอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของความเร็วเครือข่ายถึง 4 เท่าในรอบ 10 ปี”

    สรุปผลรายงาน nPerf Barometer 2025: ประสิทธิภาพโมบายล์อินเทอร์เน็ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    True Move H – อันดับ 1 Best Mobile Network Performance 2025 จาก nPerf

    ▪️คะแนนรวมสูงสุด: 85,644 nPoints อันดับ 1 ของประเทศ
    ▪️Download Speed: 77.16 Mb/s (72% ของผู้ใช้ได้ระดับ Excellent)
    ▪️Upload Speed: 24.24 Mb/s สูงสุดในอุตสาหกรรม
    ▪️Latency: 29.55 ms อยู่ในระดับ Excellent
    ▪️5G: คะแนนรวม 104,255 nPoints และ Upload Speed สูงสุด 47.98 Mb/s
    ▪️การเติบโต: +2.2% สูงสุดในอุตสาหกรรม

    dtac คะแนนรวม: 77,478 nPoints – โดดเด่นมาแรงด้วยจุดเด่นด้านประสบการณ์การใช้งาน

    ▪️Browsing Performance: 67.03% อันดับ 1
    ▪️YouTube Streaming: 80.06% อันดับ 1
    ▪️5G: อันดับ 1 ด้าน Streaming และ Browsing
    ▪️การเติบโต: +1.4%

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่นสามารถบริหารจัดการเครือข่ายขนาดใหญ่ทั้ง 2 แบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย True Move H โดดเด่นด้านความเร็วและ 5G ขณะที่ dtac โดดเด่นด้านประสบการณ์ใช้งานจริง ทั้งการท่องเว็บและการสตรีมมิ่ง

    TrueOnline ครองอันดับ 1 อินเทอร์เน็ตบ้านที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป

    TrueOnline ครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 142,668 nPoints

    ▪️ความเร็วดาวน์โหลด: 332.45 Mb/s
    ▪️ความเร็วอัปโหลด: 270.28 Mb/s
    ▪️Browsing: 76.13%
    ▪️YouTube Streaming: 85.60%
    ▪️Latency: 12.49 ms

    ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตบ้านของ ทรูออนไลน์ สะท้อนมาตรฐานโครงข่ายบรอดแบนด์ที่รองรับการใช้งานทุกรูปแบบอย่างเท้จริง การแชร์คอนเทนต์ และการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นตามมาด้วยคะแนน 141,456 nPoints

    ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งเครือข่ายมือถือและบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมและเท่าเทียมทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาโครงข่ายให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งด้านคอนเทนต์ดิจิทัล บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI และภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโต พร้อมผสานศักยภาพเครือข่ายเข้ากับนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและครบวงจร รองรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเสริมบทบาทของไทยในการแข่งขันระดับโลก ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การดึงดูดการลงทุน และการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/472449&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vesLf-4dXBw3HvTwJrVbq

  • “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บ้านเมือง

    “ลามิน่า” ฟิล์มกรองแสงที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นสูงสุด – บ้านเมือง

    “ลามิน่าฟิล์ม” ประกาศศักดาเบอร์ 1 ครองแชมป์ Thailand’s Most Admired Brand รางวัลแบรนด์ฟิล์มฟิล์มชนิดพิเศษ เช่น ฟิล์มนิรภัยภายนอกอาคาร และฟิล์มเพื่อสัตว์เลี้ยง. ลา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/auto/472499&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LVUeZdyqRWUkZHvnKWUMi

  • เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

    พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

    เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

    คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

    จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

    จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

    สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

    สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

    สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

    มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

    ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

    เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

    ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

    พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

    แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

    ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

    เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

    มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

    สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

    สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

    ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

    ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

    ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

    ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

    ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

    ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

    เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

    สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-governor-songkran-safety-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-a4zaJjsFmLto6AXURw3h

  • ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    ทรูเร่งอัปเครือข่าย 5G รับพฤติกรรมใหม่ อยู่บ้าน-เที่ยวใกล้มากขึ้น

    เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 รอบนี้อาจไม่เหมือนทุกปีที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการลดทริปไกล หันเที่ยวใกล้บ้าน หรือใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น 

    ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการเครือข่ายอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เริ่มปรับกลยุทธ์รองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการกระจายสัญญาณให้ครอบคลุมมากขึ้น แทนการโฟกัสเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวหลักเหมือนในอดีต

    s__81035708_0

    จาก “เที่ยวไกล” สู่ “กระจายตัว”

    ข้อมูลจากทรูสะท้อนว่า เทศกาลปีนี้ผู้ใช้งานไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะเมืองท่องเที่ยว แต่กระจายไปหลายพื้นที่มากขึ้น เช่น

    • ถนนสายหลัก และจุดพักรถ
    • สถานีน้ำมัน และจุดชาร์จ EV
    • ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ในเมือง
    • การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เพิ่มขึ้น

    โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ คาดว่าคนจำนวนหนึ่งจะเลือก “อยู่เมือง” มากขึ้น ทั้งเดินห้าง ดูหนัง หรือทำกิจกรรมในร่มแทนการเดินทางไกล :contentReference[oaicite:1]{index=1}

    5 จุดสำคัญที่เครือข่ายต้องรองรับหนัก

    ทรูระบุว่าได้เตรียมขยายโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่หลักทั่วประเทศ ได้แก่

    • แหล่งท่องเที่ยว และวัด
    • จุดเล่นน้ำสงกรานต์
    • สนามบิน สถานีขนส่ง และรถไฟ
    • ถนนสายหลักระหว่างจังหวัด
    • จุดพักรถ สถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

    สะท้อนว่าการใช้งานดิจิทัลไม่ได้ลดลง แต่ “ย้ายที่” และ “กระจายตัว” มากขึ้น

    s__81035751_0

    ใช้ AI มาช่วยจัดการโหลดแบบเรียลไทม์

    หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้คือระบบ AI บริหารเครือข่ายระดับ Autonomous Network ซึ่งสามารถสิ่งต่างๆ คือ

    • คาดการณ์การใช้งานล่วงหน้า
    • กระจายโหลดในพื้นที่คนหนาแน่น
    • ลดสัญญาณรบกวนแบบอัตโนมัติ
    • ปรับค่าระบบแบบเรียลไทม์

    รวมถึงการเสริมโครงข่ายภาคสนาม เช่น รถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) และเสาสัญญาณชั่วคราวในพื้นที่อีเวนต์ขนาดใหญ่

    s__81035764_0

    กรุงเทพฯ ยังเป็นจุดใช้งานหลัก

    แม้คนบางส่วนจะออกต่างจังหวัด แต่จุดเล่นน้ำหลักในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น เช่น

    • ถนนข้าวสาร
    • สีลม
    • สยามสแควร์
    • งานเทศกาลดนตรี เช่น S2O และ SIAM Songkran

    ภาพรวมปี 2569 ชัดเจนว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ได้ลดลง แต่มีความ “ยืดหยุ่น” มากขึ้น ทั้งคนที่เดินทางและคนที่อยู่บ้าน และนี่คือเหตุผลที่ผู้ให้บริการต้องปรับเกม จากการ “อัดสัญญาณจุดใหญ่” ไปสู่การ “กระจายคุณภาพเครือข่ายทั่วประเทศ” ให้รองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ของผู้ใช้งานยุคนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1623610/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UOfkE5GO-e-SMW6WUFKFe

  • เศรษฐกิจไทยติดหล่มโครงสร้าง เหตุระบบการเงินไม่รองรับนวัตกรรม SCB EIC แนะเร่งปฏิรูปผ่าน 4 เสาหลัก : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทยติดหล่มโครงสร้าง เหตุระบบการเงินไม่รองรับนวัตกรรม SCB EIC แนะเร่งปฏิรูปผ่าน 4 เสาหลัก : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังติดกับดักการเติบโตเชิงโครงสร้าง อัตราการขยายตัวอ่อนแรงลงต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพาปริมาณ ไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ ที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน “นวัตกรรม” คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้น แต่ระบบการพัฒนานวัตกรรมของไทยยังมีจุดอ่อนหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ประเทศมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ และยกศักยภาพการเติบโตได้จริง

    SCB EIC มองว่า “ระบบนวัตกรรมของไทย” ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง สะท้อนผ่าน

    • อันดับนวัตกรรมของไทยในดัชนี Global Innovation Index ที่ลดลงต่อเนื่อง 3 ปี สู่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศปี 2025 เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยกำลังสูญเสียความสามารถด้านนวัตกรรม เทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
    • สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทยยังต่ำกว่า 2% ต่อ GDP ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางของประเทศ
    • จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง โดยลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน (ข้อมูลปี 66) สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่อ่อนแอลงต่อเนื่อง
    • จำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรต่อประชากร 1 ล้านคนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับ (ข้อมูลปี 67) และจำนวนสิทธิบัตรที่ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ

    โดยข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่คือ “ระบบนวัตกรรมของไทย” ที่ยังไม่เอื้อต่อการแปลงศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาให้เป็นมูลค่าเศรษฐกิจจริง

    *ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม

    ขณะเดียวกัน ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน” คือกุญแจสำคัญ ทั้งนี้ ธุรกิจที่พัฒนานวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัป มีศักยภาพเติบโตสูง แต่มักจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เนื่องจากขาดหลักประกันเงินกู้ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้

    ปัจจุบัน การจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยยังมีช่องว่างเชิงโครงสร้าง จากทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ฝั่งอุปทานเงินทุน สถาบันการเงินยังขาดมาตรฐานสากลในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) และยังคงยึดหลักประกันทางกายภาพเป็นหลัก ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงไม่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจนวัตกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูงด้านกระแสรายได้และเทคโนโลยี

    ส่วนฝั่งอุปสงค์เงินทุน ธุรกิจไทยที่พร้อมลงทุนในนวัตกรรมใหม่ และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ยังมีไม่มาก สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างและขยายธุรกิจฐานนวัตกรรม ช่องว่างดังกล่าวนี้สะท้อนชัดผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในไทย ซึ่ง ณ มิ.ย. 68 มีสัดส่วนเพียง 0.07% ของสินทรัพย์ค้ำประกันทั้งหมด

    ทั้งนี้ บทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่า “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน” เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเงินทุนสู่ธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในฝั่งอุปทานเงินทุน เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ใช้กลไกค้ำประกันความเสี่ยงร่วมกัน โดยรัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยงราว 50-90% ของยอดคงเหลือหลังลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ช่วยลดภาระความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากลน่าเชื่อถือ และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เงินทุน สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจกล้าลงทุนพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น กลไกแบ่งปันความเสี่ยงจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมอุปทานเงินทุนกับอุปสงค์นวัตกรรม ให้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

    ในโลกข้างหน้า เศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” มากขึ้น ประเทศที่ออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เงินทุนและนวัตกรรมเดินหน้าไปพร้อมกันได้ จะเป็นประเทศที่สามารถยกระดับศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน

    *ออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม

    ดังนั้น ไทยต้องออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริง จำเป็นต้องออกแบบและปรับกลไกระบบการเงินให้รองรับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการทำให้ระบบการเงิน “กล้าให้เงินทุน” และภาคธุรกิจ “กล้าลงทุน” ในจังหวะเดียวกัน

    SCB EIC มองว่า การออกแบบระบบการเงินนวัตกรรมของไทยต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์เงินทุน ผ่านเสาหลักสำคัญ 4 ด้าน ที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่

    1. การปรับระบบการเงินให้รองรับ IP เป็นหลักประกัน และลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพแบบเดิม : ระบบการเงินจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากปัจจุบัน จากการพิจารณาสินเชื่อโดยอาศัยมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนวัตกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต การเปิดทางให้ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถมีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งทุน จะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงขยายผลเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและผู้เล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินทุนในรูปแบบทุนไปจนถึงสินเชื่อเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละระยะ

    เสาหลักที่ 1 นี้ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ WIPO ร่วมกันพัฒนาแนวทางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้ได้จริงในบริบทของนวัตกรรมไทย ขณะที่สถาบันการเงินสามารถเริ่มทดลองนำกรอบการพิจารณาสินเชื่อดังกล่าวนี้ไปใช้กับธุรกิจนวัตกรรมบางกลุ่มที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน

    2. การพัฒนากลไกแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกันระหว่าง ภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ : เนื่องจากความเสี่ยงสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนวัตกรรม (IP Financing) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการร่วมรับความเสี่ยงผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเปิดพื้นที่ทดลองการปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันภายใต้ Regulatory Sandbox

    นอกจากนี้ การสนับสนุน IP Financing ควรถูกออกแบบให้ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ การพิจารณาสินเชื่อบนข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพธุรกิจจริง ไปจนถึงการมีกลไกรองรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ เช่น หน่วยงานหรือกองทุนที่สามารถรับโอนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรมภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    สำหรับเสาหลักที่ 2 กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลไกค้ำประกันร่วมรับความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวงจรความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญผ่านการสร้างภูมิทัศน์ภาคการเงิน (Financial Landscape) ควบคู่กับการวางกรอบกำกับดูแลความเสี่ยงที่เอื้อต่อการทดลองปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรม สนับสนุนให้ภาคการเงินมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรม

    3. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้งานได้จริง : การลดความไม่แน่นอนของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน SCB EIC เห็นว่าควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางในลักษณะ Center of Excellence ด้าน Innovation Financing เพื่อทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และกลไกรับรองผู้ประเมิน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการประเมินความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้ทุน และเอื้อให้การตัดสินใจสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    เสาหลักที่ 3 นี้จำเป็นต้องอาศัยกรมทรัพย์สินทางปัญญา สกสว. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยร่วมวางระบบฐานข้อมูลกลางด้านมูลค่าหลักประกัน IP และการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกัน ทดลองใช้ และพัฒนาต่อยอดไปสู่มาตรฐานกลางที่ใช้งานได้จริง

    4. การสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรม ที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง : เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากภาคธุรกิจยังไม่เห็นโอกาสในการสร้างรายได้จากนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่สามารถขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    โดยในเสาหลักที่ 4 นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหรือการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการจัดตั้งกลไก Co-funding ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจในโครงการนวัตกรรม โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายผล ก่อนขยายไปสู่ SMEs แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างกระแสรายได้ที่ชัดเจนให้กับทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว

    อย่างไรก็ดี ทั้ง 4 เสาหลักนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น กระทรวงการคลัง, กรมทรัพย์สินทางปัญญา, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย โดยร่วมมือกับองค์กรสากล World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนี้ จึงจะทำให้ระบบการเงินไทยทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างเงินทุน นวัตกรรม และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้สำเร็จ

    *แนะเร่งปฎิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรม

    ท้ายที่สุด การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐในฐานะผู้ออกแบบระบบและร่วมแบ่งปันความเสี่ยง ภาคการเงินในฐานะผู้พัฒนาเครื่องมือและกรอบประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และภาคธุรกิจในฐานะผู้สร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดจริง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีความพยายามเชื่อมโยงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังจำเป็นต้องถูกยกระดับให้เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

    ดังนั้น หากไทยไม่เร่งปฏิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรมในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคจะยิ่งขยาย และอาจกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ในทางกลับกัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมจะไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตเชิงคุณภาพ ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ดี ในโลกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

    “การปรับตัวที่ล่าช้าอาจทำให้ไทยไม่เพียงพลาดโอกาส แต่เสี่ยงที่จะตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว” บทวิเคราะห์ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34kD63_3qq9Vr_hzEo4g-N

  • เศรษฐกิจไทยใกล้ 0% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจโตต่ำ

    เศรษฐกิจไทยใกล้ 0% หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน เงินเฟ้อสูงเศรษฐกิจโตต่ำ

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะมีความพยายามเจรจา แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะด้านพลังงานที่กลายเป็นชนวนสำคัญของ “Oil Shock” และต่อเนื่องเป็น “Supply Shock” ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่เดิมก็เติบโตในระดับต่ำอยู่แล้ว

    คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ในภาวะที่ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีข้อจำกัด เครื่องมือใดจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัวลงไปมากกว่านี้ และจะสามารถรักษาการเติบโตให้อยู่ในแดนบวกได้หรือไม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินในรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจาก 1.9% เหลือเพียง 1.2% จากผลกระทบภายนอกที่รุนแรงกว่าคาด โดยเฉพาะปัจจัยด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

    “วิกฤต 3F” กดเศรษฐกิจ

    บุรินทร์ระบุว่า วิกฤตปัจจุบันสามารถอธิบายผ่าน “3F Crisis” ได้แก่

    • Food (อาหาร) – ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบด้านพลังงาน ทำให้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เริ่มลดการเพาะปลูก เพราะต้นทุนสูงและปุ๋ยไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปัญหาด้านอาหารจะเริ่มเห็นชัดในอีก 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ไทยเองก็พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจำนวนมาก โดยประมาณ 30% มาจากตะวันออกกลาง
    • Flight (การเดินทาง/ท่องเที่ยว) – การเปลี่ยนเส้นทางบินและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มหายไป 1–2 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่ม Long-haul จากยุโรป ส่งผลให้ช่วง Low Season ไตรมาส 2 อาจลดลง 9–10% และหากราคาน้ำมันเครื่องบินสูงขึ้น จะยิ่งกระทบค่าตั๋วโดยสาร
    • Freight (ค่าขนส่ง) – ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า รวมถึงค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกไปตะวันออกกลาง

     บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    “เราปรับ GDP จาก 1.9% ลงมาเหลือ 1.2% บนสมมติฐานว่าสถานการณ์จบใน 1 เดือน ถ้าวิกฤตลากยาวกว่านั้น มีโอกาสเห็นตัวเลขโต 0 จุดกว่าเปอร์เซ็นต์ หรือไม่โตเลยทั้งปี 1.2% ที่เห็นตอนนี้ ถือเป็น baseline ไม่ใช่กรณีเลวร้ายที่สุด”

    พลังงานแพง กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่บุรินทร์ชี้ให้เห็น คือ “ต้นทุนพลังงาน” ที่กำลังกลายเป็นตัวแปรหลักของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณ 6–7% ของ GDP เมื่อราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ค่าเงินบาทอ่อนตัว ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้นตาม

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในอดีตถูก “บิดเบือน” จากนโยบายตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานในประเทศต่ำกว่าความเป็นจริง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและระบบขนส่งไม่ได้เร่งปรับตัวหรือเพิ่มประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน จึงเกิดแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ในระยะถัดไป ภาคเศรษฐกิจไทยจึงอาจต้องเผชิญการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งในมิติของการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น การพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ และการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งจะเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว”

    ขณะเดียวกัน ปัญหาพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติกที่เป็นฐานสำคัญของการผลิตในประเทศ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อาหาร ไปจนถึงภาคก่อสร้างและ Data Center ซึ่งบุรินทร์เตือนว่า หากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบทดแทนได้ทัน อาจนำไปสู่การหยุดชะงักของการผลิตในหลายอุตสาหกรรม และกระทบเป็นลูกโซ่ในระบบเศรษฐกิจ

    นโยบายการเงิน “ติดข้อจำกัด”

    ในด้านนโยบายการเงิน บุรินทร์อธิบายว่า แม้เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจากระดับเดิมที่คาดไว้เพียง 0.4% เป็นประมาณ 3.4% แต่ลักษณะของเงินเฟ้อในครั้งนี้เป็น “Cost-push” ที่มาจากราคาพลังงานและปัจจัยภายนอก ไม่ใช่การบริโภคภายในประเทศที่ร้อนแรง ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยตามหลักเศรษฐศาสตร์จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด

    ในทางกลับกัน นโยบายที่มีความเป็นไปได้มากกว่าคือการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้กลับถูกจำกัดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะพฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ทำให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่เงินไม่ได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างที่ควรจะเป็น

    นอกจากนี้ ยังเกิดภาวะสภาพคล่องล้นระบบแต่ไม่เกิดการลงทุน โดยเงินจำนวนมากไหลกลับไปอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลแทนการลงทุนในภาคธุรกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นที่ยังอ่อนแอของภาคเอกชน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    “ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นตัวพลิกเศรษฐกิจได้ หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”

    นโยบายการคลัง “พื้นที่จำกัด”

    ในขณะที่นโยบายการเงินมีข้อจำกัด นโยบายการคลังก็เผชิญแรงกดดันไม่ต่างกัน โดยระดับหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้ 70% ของ GDP ซึ่งเป็นกรอบสำคัญที่รัฐบาลต้องระมัดระวัง เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิต

    บุรินทร์ชี้ว่า แม้การกู้เงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตจะสามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่ “กู้หรือไม่กู้” หากแต่เป็น “กู้ไปทำอะไร” หากเงินกู้ถูกนำไปใช้ในโครงการที่สร้างศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือการยกระดับผลิตภาพ ก็จะช่วยให้หนี้มีความยั่งยืน

    “แต่หากเป็นการใช้จ่ายแบบกระตุ้นระยะสั้นหรือประชานิยมโดยไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ก็จะกลายเป็นภาระหนี้ที่บั่นทอนเสถียรภาพในระยะยาว”

    อีกประเด็นสำคัญคือ มาตรการช่วยเหลือควรเป็นแบบ “เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” โดยเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง แทนการแจกแบบทั่วถึง ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรของรัฐกระจายไปยังกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการ “เพิ่มรายได้” ผ่านการขยายฐานภาษี และ “ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น” ควบคู่กันไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการบริหารหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

    บทเรียน: ลดพึ่งพานำเข้า-สร้างความยืดหยุ่น

    วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า เศรษฐกิจไทยยังมี “จุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง” หลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าทั้งพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในประเทศผันผวนตามสถานการณ์โลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    บุรินทร์มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ เช่น การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์จากทรัพยากรชีวมวลที่มีอยู่จำนวนมาก เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารในระยะยาว

    ในมิติของพลังงาน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาพลังงานฟอสซิลที่ผันผวน

    ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้น แต่เป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ที่จะชี้ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวเพื่อสร้างความยืดหยุ่น และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qZmk7yevcJkkx2BhTl3cE

  • ไทยเบฟ ผนึกกำลัง สำนักงาน กปร. ดัน “เศรษฐกิจฐานราก” ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน

    ไทยเบฟ ผนึกกำลัง สำนักงาน กปร. ดัน “เศรษฐกิจฐานราก” ชูหลักเศรษฐกิจพอเพียงยกระดับชุมชน

    บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ขอความร่วมมือและความอนุเคราะห์จาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ “โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเบฟมุ่งมั่นพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้กับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดตั้ง บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด) ดำเนินงานในระดับประเทศและในทุกจังหวัด และในปีนี้ไทยเบฟได้ขยายการดำเนินงานเพื่อชุมชนผ่านการริเริ่ม “โครงการด้วยจงรักและภักดี” สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช 2569-2570

    โดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติมาร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. และไทยเบฟ ผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร และ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมในงาน

    นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้นับเป็นมิติสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กปร. และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และผลสำเร็จจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการสนับสนุนข้อมูลให้แก่พื้นที่ที่มีการดำเนินการของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยสำนักงาน กปร. พร้อมสนับสนุนการให้ความรู้ และการอบรมเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน กปร. ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการนำองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปขยายผล เพื่อเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ ให้เกิดความต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไทยเบฟ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ โดยมุ่งหมายเพื่อ

    “สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” ไทยเบฟได้ดำเนิน โครงการด้วยจงรักและภักดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ผ่านการจัดตั้ง บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด เพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 928 บริษัท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้าและการบริการ รวมถึงบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น การผสานความร่วมมือกับ สำนักงาน กปร. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อน้อมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในทุกภูมิภาคของประเทศ มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ ตามภูมิสังคมอย่างเหมาะสมครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    โดยไทยเบฟ มุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากในระดับอำเภอให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ ร่วมผลักดันศักยภาพชุมชนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการ สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2925970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nzCxmSGEXoPCNdy8_bikT

  • เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    เจษฎ์ ชี้ทางรอดรัฐบาล ปราบโกงคือหัวใจ แนะน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง ฝ่าวิกฤตชาติ

    วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.36 น.

    เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาล พร้อมจับตาการแถลงนโยบาย 5 ด้าน โดยเน้นย้ำว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดและนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งได้แท้จริง คือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด โดยระบุถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ว่า การแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นหลายฝ่ายพอจะมองเห็นทิศทางอยู่แล้ว แต่โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งวางโครงสร้างคือ การแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืน

    ​ทั้งนี้ นายเจษฎ์ ยังเสนอให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาเป็นเข็มทิศในการฝ่าวิกฤต แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาขุดดินกินหญ้า หรือต้องไปปลูกพืชปลูกผักกันทุกคน แต่มันคือการใช้ความพอเพียงในการดูแลกันและกัน ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนตระหนักและจัดวางให้ได้

    เจษฎ์ โทณะวนิก

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจ นั่นคือการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะ สนิมที่เกิดแต่เนื้อใน ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ รัฐบาลก็ไม่อาจไปรอด รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ล้ม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน หรือถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น 

    นายเจษฎ์ ยังกล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถทำตามนโยบายปราบปรามการทุจริตได้สำเร็จ 1 เรื่องจะส่งผลดีเป็นโดมิโนไปยังด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง โดยจะทำให้คนการเมืองต้องทำงานอย่างจริงจังและซื่อสัตย์สุจริต เมื่อปัญหาการโกงกินถูกขจัด ความแตกแยกในสังคมและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะลดลง เนื่องจากข้ออ้างหลักที่มักใช้โจมตีกันคือเรื่องทุจริต ซึ่งจะนำไปสู่ความสมานฉันท์ของคนในชาติ ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดคุย หาทางออกร่วมกันได้ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างยั่งยืนต่อไป

    เจษฎ์ โทณะวนิก

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LuRV1ptNwPPoowDUuTkEP

  • SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ปิดช่องว่างนวัตกรรมไทย : “ระบบการเงินนวัตกรรม” คือ กุญแจยกระดับการเติบโตและความสามารถแข่งขันของประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – หลังวิกฤต COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เกิน 3% เช่นเดิม และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่แสดงให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ทั้งการลงทุนอยู่ในระดับต่ำ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน รวมถึงแผลเป็นทางเศรษฐกิจหลังวิกฤต COVID-19 ที่เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนสูงใกล้ 90% ของ GDP รายได้แรงงานที่เติบโตช้า และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนมากที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว

    ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชียที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในบริบทที่ภาครัฐเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้น พื้นที่นโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมมีจำกัด

    ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนไปนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงในระยะข้างหน้า และไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต้นทุนต่ำ และการแข่งขันด้านปริมาณได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพการเติบโตใหม่สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่เน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน ซึ่ง “นวัตกรรม” คือเครื่องยนต์สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

    “ระบบนวัตกรรมไทย” ยังไม่สามารถแปลงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

    การพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมของไทยและการขยายผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้าน สะท้อนจาก

    • อันดับของไทยในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) โดย World Intellectual Property Organization (WIPO) ที่ปรับลดลงเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2025 ไทยร่วงลง 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 45 จาก 139 ประเทศ ขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค เช่น เวียดนาม สามารถพัฒนานวัตกรรมได้ต่อเนื่องและแซงไทยขึ้นมาได้ในปีเดียวกัน (รูปที่ 1)
    • สัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 92% ของ GDP ในปี 2025 (คาดการณ์โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ) ต่ำกว่าเป้าหมายระยะกลางปี 2023-2027 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ 2% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิก
      ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ 2.7% มาก การพัฒนานวัตกรรมไทยที่ล่าช้าสะท้อนปัญหาเชิงระบบ ทั้งโครงสร้างสถาบันที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยของภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจในการต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ รวมถึงนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนที่ยังไม่ชัดเจนและขาดความต่อเนื่อง
    • จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยเริ่มชะลอตัว จำนวนแบบเทียบเท่าทำงานเต็มเวลา (Full-Time Equivalent : FTE) ในปี 2023 ลดลงเหลือเพียง 23 คนต่อประชากร 10,000 คน ต่ำสุดตั้งแต่ปี 2018 ทำให้ศักยภาพในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และพัฒนานวัตกรรมเชิงลึกมีข้อจำกัดมากขึ้น
    • การนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจไทยยังมีน้อย แม้ปริมาณงานวิจัยนวัตกรรมของไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนของผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดทำมีเพียง 2% ของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั้งหมด (ข้อมูลปี 2024) ส่งผลให้โครงการวิจัยนวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่มความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ การยื่นขอสิทธิบัตรในไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 13 ฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับเกาหลีใต้ที่สูงถึง 3.7 พันฉบับต่อประชากร 1 ล้านคน โดยไทยมีสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันเพียง 1,852 ฉบับ ขณะที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 1 ล้านฉบับ (ข้อมูลปี 2024) สะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “จำนวนงานวิจัย” กับ “นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงในไทย” (รูปที่ 2)

    ปัญหาที่แท้จริงของการพัฒนานวัตกรรมไทยจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยหรือไอเดียนวัตกรรม แต่คือการขาดกลไกที่สามารถแปลงงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันระบบนวัตกรรมของไทยยังขาด “ตัวเชื่อมระบบนวัตกรรม” ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่จากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบทางการตลาด และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริงในที่สุด

    ระบบการเงินยังไม่รองรับนวัตกรรม : “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงภาครัฐ-ภาคการเงิน” คือกุญแจสำคัญ

    SCB EIC มองว่า ตัวเชื่อมสำคัญของระบบนวัตกรรมไทยที่ยังขาดประสิทธิภาพคือ “ระบบการเงินนวัตกรรม” เนื่องจากกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ยังไม่ทำงาน โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุน เครื่องมือแบ่งปันความเสี่ยงจากภาครัฐ และระบบสินเชื่อที่ยังประเมินความเสี่ยงจากมูลค่าหลักประกันทางกายภาพ มากกว่าศักยภาพการสร้างรายได้ของนวัตกรรม ส่งผลให้ธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปจำนวนมาก ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงแต่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ แม้จะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ในระยะยาว

    บทเรียนจากประเทศผู้นำนวัตกรรมพบว่า แค่ผลิตงานวิจัยอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบนิเวศที่ดีรองรับด้วย ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านนวัตกรรมไม่ได้โดดเด่นแค่การสร้างงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีระบบนิเวศที่ช่วยให้นวัตกรรมสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีปัจจัยความสำเร็จ 3 ประการ คือ

    1. โครงสร้างพื้นฐานด้านความรู้และบุคลากร มีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ในสัดส่วนสูง
      และมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ
    2. ตลาดแข่งขันได้และกฎระเบียบเอื้อต่อนวัตกรรม มีตลาดที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ของผู้ผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้สัญญาที่มีประสิทธิภาพ เช่น สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ สัญญาความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา และสัญญาการถ่ายโอนเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดสิทธิและผลประโยชน์ของคู่สัญญาอย่างชัดเจน ช่วยลดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนพัฒนานวัตกรรม
    3. ระบบการเงินที่รองรับธุรกิจนวัตกรรม เนื่องจากธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนไม่แน่นอน และมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible assets) ในสัดส่วนสูง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) ซอฟต์แวร์ และข้อมูล หากภาคการเงินยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมและประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลทางการเงินในอดีตหรือประวัติสินเชื่อเป็นหลัก ธุรกิจเหล่านี้จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จำกัด ประเทศผู้นำนวัตกรรมจึงพัฒนากลไกทางการเงินที่หลากหลายและยืดหยุ่น มีทางเลือกการระดมทุนทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน กลไกค้ำประกันหรือแบ่งปันความเสี่ยง และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน เพื่อให้ระบบการเงินมีบทบาทสนับสนุนนวัตกรรมได้จริง

    World Intellectual Property Organization (WIPO) ประเมินว่าในช่วงปี 1995-2024 การลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนของ 27 กลุ่มประเทศหลักของโลกเติบโตสะสมกว่า 143% ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์มีตัวตน (Tangible assets) ขยายตัวสะสมเพียง 32% สอดคล้องกับโครงสร้างมูลค่ากิจการของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสูงถึงราว 90% ของมูลค่ากิจการทั้งหมด

    ตัวเลขนี้สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ภาคการเงินในหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลให้สินทรัพย์เชิงนวัตกรรมและองค์ความรู้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อการเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเต็มที่

    การยกระดับบทบาทของภาคการเงินให้สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงจึงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย แม้ที่ผ่านมา จะมีความพยายามสนับสนุนนวัตกรรมผ่านเครื่องมือทางการเงินในหลายมิติ ทั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีเพื่อการวิจัยและพัฒนาภายใต้โครงการของ BOI แต่เครื่องมือเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังมีบทบาทจำกัดอยู่ในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และยังไม่สามารถเชื่อมต่อไปสู่การขยายผลเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้

    ระบบการเงินไทยยังไม่ขับเคลื่อนนวัตกรรม

    สำหรับประเทศไทย บทบาทของภาคการเงินในการจัดสรรเงินทุนให้แก่ธุรกิจนวัตกรรมยังมีข้อจำกัดทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์ ส่งผลให้นวัตกรรมจำนวนมากไม่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ

    ข้อจำกัดฝั่งอุปทานเงินทุน ประกอบด้วย

    1. การขาดมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP) โดยธรรมชาติของ IP มีมูลค่าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้การประเมินมูลค่าทำได้ยาก ประกอบกับไทยยังขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ แนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และตลาดรองสำหรับซื้อขาย IP ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังไม่กล้ารับ IP เป็นหลักประกันในการให้สินเชื่อ
    2. การยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิม สถาบันการเงินยังคงประเมินความเสี่ยงธุรกิจจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ธุรกิจนวัตกรรมระยะเริ่มต้น ซึ่งมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็น IP ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อภายใต้กรอบการประเมินนี้ได้
    3. ความเสี่ยงด้านกระแสรายได้และเกณฑ์การกำกับดูแลความเสี่ยงเครดิต ธุรกิจนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาและทดสอบสินค้าก่อนเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ทำให้กระแสรายได้มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงินหรือผู้ให้ทุนจึงมักประเมินโอกาสผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน มาตรฐานการกำกับดูแลความเสี่ยงยังกำหนดให้มูลค่าหลักประกันต้องสามารถบังคับขายได้ ซึ่ง IP ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องบังคับขายทอดตลาดเมื่อธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ทำให้สถาบันการเงิน
      มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจนวัตกรรม

    ข้อจำกัดฝั่งอุปสงค์เงินทุน

    ธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ยังมีจำนวนจำกัด แม้จะมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่การนำไปใช้จริงในภาคธุรกิจยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทายในระยะสั้นและการรักษาสภาพคล่อง มากกว่าการลงทุนในนวัตกรรมที่มีความ
    ไม่แน่นอนสูง ขณะเดียวกัน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐยังมุ่งเน้นการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มากกว่าการส่งเสริมการนำ IP ไปใช้ต่อยอดและขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้อุปสงค์เงินทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ

    ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนผ่านสัดส่วนการขอสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันของไทย ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.07% ของมูลค่าหลักประกันทั้งหมด (ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ มิ.ย. 2025) ดังนั้น หากภาคการเงินสามารถเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจนวัตกรรมและเปิดรับ IP เป็นหลักประกันที่มีมูลค่าในตัวได้ ควบคู่กับบทบาทของภาครัฐในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้มีความน่าเชื่อถือ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเปิดทางให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนต่างประเทศชี้ “กลไกแบ่งปันความเสี่ยงรัฐ-ภาคการเงิน” คือหัวใจของการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรม

    SCB EIC สังเคราะห์บทเรียนจากต่างประเทศ พบว่า ปัจจัยความสำเร็จสำคัญของการเชื่อมโยงภาคการเงินกับระบบนวัตกรรม ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างระบบการเงินที่ยืดหยุ่น การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย รวมถึงการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างชัดเจน

    ประเทศในเอเชียที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมมากกว่าไทย เช่น เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งติดอันดับ 4, 5 และ 34 ของโลกด้านนวัตกรรมในปี 2025 ตามลำดับ ได้พัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และระบบการเงินอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษ โดยออกแบบเครื่องมือทางการเงินให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและช่วงการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมในแต่ละระยะ เพื่อสนับสนุนการขยายผลเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

    สิงคโปร์ : สร้างระบบนิเวศทางการเงิน รัฐร่วมแบกรับความเสี่ยงให้ IP ใช้เป็นทุนได้จริง

    สิงคโปร์จัดตั้งโครงการ Intellectual Property Financing Scheme (IPFS) ตั้งแต่ปี 2014 เพื่อพัฒนากลไกครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ไปจนถึงการปล่อยสินเชื่อ โดยหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของรัฐทำหน้าที่ประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมแบ่งปันความเสี่ยงผ่านการค้ำประกันและรับภาระความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงสุดถึง 80% ของมูลค่าความเสียหาย ช่วยลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้การปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เกิดขึ้นได้จริง

    นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจดทะเบียนและการประเมินมูลค่า IP ควบคู่กับยุทธศาสตร์ Singapore Intellectual Property Strategy 2030 เพื่อผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการใช้ IP เชิงพาณิชย์ของเอเชีย ในปัจจุบันสิงคโปร์ดำเนินโครงการ Enterprise Financing Scheme – Venture Debt Loan โดยภาครัฐร่วมแบ่งปันความเสี่ยงกับสถาบันการเงินในสัดส่วน 50–70% ของยอดหนี้ที่ผิดนัด ขึ้นกับอายุของบริษัท เพื่อสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่ขาดหลักประกันแบบดั้งเดิม

    เกาหลีใต้ : รัฐเป็นผู้นำรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรก

    เกาหลีใต้เริ่มพัฒนาระบบการเงินเพื่อหนุนนวัตกรรมตั้งแต่ปี 2006 โดยมี Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) เป็นกลไกหลักในการประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีผ่าน Technology Rating System (TRS)
    ซึ่งเป็นระบบวัดระดับความก้าวหน้าของนวัตกรรมในเกาหลีที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ โดยจัดอันดับตั้งแต่ AAA ถึง D ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึง SMEs และสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีที่ได้รับอันดับ TRS ตั้งแต่ B ขึ้นไปจะสามารถขอหนังสือค้ำประกันเพื่อนำไปใช้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ โดยภาครัฐรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้มากกว่า 90% ของยอดความเสียหาย

    จุดเด่นสำคัญของเกาหลีใต้ คือการติดตามผลหลังการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องโดย Korean Intellectual Property Office (KIPO) และการพัฒนาตลาดรองสำหรับ IP ในกรณีที่ธุรกิจผิดนัดชำระหนี้ กองทุนรับซื้อ IP ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลังสามารถเข้าซื้อ IP เพื่อนำเงินมาชดเชยความเสียหายให้ธนาคารได้ กรณีศึกษานี้สะท้อนว่า การที่รัฐพร้อมรับความเสี่ยงเป็นลำดับแรกในทุกขั้นตอน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการเงินในการสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

    มาเลเซีย : เรียนรู้จากโครงการนำร่อง สู่การปรับระบบให้เป็นรูปธรรม

    มาเลเซียเริ่มโครงการสินเชื่อนำร่อง โดยใช้ IP เป็นหลักประกันตั้งแต่ปี 2013 โดยร่วมมือกับ WIPO ในการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินอุดหนุนและการแบ่งปันความเสี่ยง ต่อมารัฐได้เพิ่มบทบาทการค้ำประกันความเสียหายจากการผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 80% เพื่อจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อนวัตกรรมมากขึ้น

    อย่างไรก็ดี ในระยะแรก มาเลเซียเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนการประเมินมูลค่า IP การขาดตลาดรอง และประสบการณ์ของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจนวัตกรรม ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับบทบาทไปสู่การสนับสนุนเชิงปฏิบัติผ่านโครงการนำร่องที่ใช้กรณีจริงของภาคธุรกิจ โดยสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา เช่น Malaysian Industrial Development Finance Berhad (MIDF) ได้นำพอร์ต IP ของภาคธุรกิจมาประเมินมูลค่าและออกแบบโครงสร้างสินเชื่อ เพื่อยกระดับระบบการเงินนวัตกรรมให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    จากกรณีศึกษาต่างประเทศ แม้แต่ละประเทศจะมีแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) ที่แตกต่างกัน แต่มีองค์ประกอบร่วมของความสำเร็จที่ชัดเจน โดยเฉพาะการมีกลไกแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและภาคการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ นอกจากนี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จยังต้องมีการกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรฐานการประเมินมูลค่าที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการนำ IP ไปใช้เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    ในบริบทที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” มากขึ้น ภาคการเงินที่ยังยึดติดกับหลักประกันแบบดั้งเดิมจึงมีแนวโน้มกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ และการแปลงนวัตกรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    ไทยต้องออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม

    การผลักดันให้นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริง จำเป็นต้องยกระดับบทบาทของระบบการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงการจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติม แต่คือการปรับโครงสร้างและกลไกของระบบการเงินให้สามารถรองรับลักษณะเฉพาะของธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงและมีรูปแบบการสร้างมูลค่าที่แตกต่างจากธุรกิจดั้งเดิม

    SCB EIC มองว่าการออกแบบระบบการเงินนวัตกรรมของไทยต้องดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งฝั่งอุปทานและอุปสงค์เงินทุน ผ่านเสาหลักสำคัญ 4 ด้านที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ได้แก่

    เสาหลักที่ 1 การปรับระบบการเงินให้รองรับ IP เป็นหลักประกัน และลดการยึดติดหลักประกันทางกายภาพแบบเดิม

    ระบบการเงินจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดจากปัจจุบัน จากการพิจารณาสินเชื่อโดยอาศัยมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่การประเมินศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนวัตกรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพการเติบโตในอนาคต การเปิดทางให้ทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถมีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งทุน จะช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนวัตกรรมในช่วงเริ่มต้นและช่วงขยายผลเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินและผู้เล่นที่หลากหลาย ตั้งแต่เงินทุนในรูปแบบทุนไปจนถึงสินเชื่อเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับวงจรการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละระยะ

    เสาหลักที่ 1 นี้ สามารถเริ่มต้นได้ผ่านความร่วมมือของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ WIPO ร่วมกันพัฒนาแนวทางและมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่ใช้ได้จริงในบริบทของนวัตกรรมไทย ขณะที่สถาบันการเงินสามารถเริ่มทดลองนำกรอบการพิจารณาสินเชื่อดังกล่าวนี้ไปใช้กับธุรกิจนวัตกรรมบางกลุ่มที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ชัดเจน

    เสาหลักที่ 2 การพัฒนากลไกแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคการเงินอย่างเป็นระบบ

    เนื่องจากความเสี่ยงสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจนวัตกรรม
    (IP Financing) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทในการร่วมรับความเสี่ยงผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ การสนับสนุนต้นทุนการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา หรือการเปิดพื้นที่ทดลองการปล่อยสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นหลักประกันภายใต้ Regulatory Sandbox

    นอกจากนี้ การสนับสนุน IP Financing ควรถูกออกแบบให้ครบวงจร ตั้งแต่การประเมินมูลค่า IP ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ การพิจารณาสินเชื่อบนข้อมูลที่สะท้อนศักยภาพธุรกิจจริง ไปจนถึงการมีกลไกรองรับกรณีผิดนัดชำระหนี้ เช่น หน่วยงานหรือกองทุนที่สามารถรับโอนและบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อนวัตกรรมภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    สำหรับเสาหลักที่ 2 กระทรวงการคลังจะมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกลไกค้ำประกันร่วมรับความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อนวัตกรรมที่เหมาะสมกับวงจรความเสี่ยง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญผ่านการสร้างภูมิทัศน์
    ภาคการเงิน (Financial Landscape) ควบคู่กับการวางกรอบกำกับดูแลความเสี่ยงที่เอื้อต่อการทดลองปล่อยสินเชื่อ
    เพื่อนวัตกรรม สนับสนุนให้ภาคการเงินมีพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาแนวทางการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศนวัตกรรม

    เสาหลักที่ 3 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้งานได้จริง

    การลดความไม่แน่นอนของข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจนวัตกรรมอย่างยั่งยืน SCB EIC เห็นว่าควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหรือแพลตฟอร์มกลางในลักษณะ Center of Excellence ด้าน Innovation Financing
    เพื่อทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการประเมินมูลค่า IP และกลไกรับรองผู้ประเมิน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การเชื่อมโยง
    และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนในรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดต้นทุนการประเมิน
    ความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ผู้ให้ทุน และเอื้อให้การตัดสินใจสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

    เสาหลักที่ 3 นี้จำเป็นต้องอาศัยกรมทรัพย์สินทางปัญญา สกสว. กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยร่วมวางระบบฐานข้อมูลกลางด้านมูลค่าหลักประกัน IP และการใช้ประโยชน์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ สามารถใช้เป็นฐานอ้างอิงร่วมกัน ทดลองใช้ และพัฒนาต่อยอดไปสู่มาตรฐานกลางที่ใช้งานได้จริง

    เสาหลักที่ 4 การสร้างแรงจูงใจด้านอุปสงค์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้จริง

    เนื่องจากมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากภาคธุรกิจยังไม่เห็นโอกาส
    ในการสร้างรายได้จากนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่สามารถขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
    ในเสาหลักที่ 4 นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีหรือการวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการจัดตั้งกลไก Co-funding
    ที่ภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจในโครงการนวัตกรรม โดยอาจเริ่มจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการขยายผล
    ก่อนขยายไปสู่ SMEs แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างกระแสรายได้ที่ชัดเจนให้กับทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ภาคธุรกิจเห็นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว (รูปที่ 4)

    ทั้งสี่เสาหลักจำเป็นต้องขับเคลื่อนโดย Stakeholders หลักที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เพื่อให้ระบบการเงินสามารถ
    ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม”
    ระหว่างนวัตกรรม เงินทุน และการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

    รูปที่ 4 : สี่เสาหลักการออกแบบ “ระบบการเงินนวัตกรรม” ของไทยที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกัน

    ท้ายที่สุด การพัฒนา “ระบบการเงินนวัตกรรม” เป็นการปรับโครงสร้างเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐในฐานะผู้ออกแบบระบบและร่วมแบ่งปันความเสี่ยง ภาคการเงินในฐานะผู้พัฒนาเครื่องมือและกรอบประเมินความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และภาคธุรกิจในฐานะผู้สร้างอุปสงค์และขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดจริง แม้ในช่วงปีที่ผ่านมา จะเริ่มมีความพยายามเชื่อมโยงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น แต่ความพยายามดังกล่าวยังจำเป็นต้องถูกยกระดับให้เชื่อมโยงกันเป็น “ระบบนิเวศนวัตกรรม” อย่างแท้จริง

    หากไทยไม่เร่งปฏิรูประบบการเงินให้รองรับนวัตกรรมในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ช่องว่างด้านผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคจะยิ่งขยาย และอาจกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ในทางกลับกัน หากไทยสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างต่อเนื่อง และเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ระบบการเงินเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมจะไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตเชิงคุณภาพ ช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ดี ในโลกเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตน การปรับตัวที่ล่าช้าอาจทำให้ไทย
    ไม่เพียง “พลาดโอกาส” แต่เสี่ยงที่จะ “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/10/632854/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ss2SPbLKpLI-X_yaOq_O5