Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธรรมนัส” อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอคนไทยมีความสุข แม้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ธรรมนัส” อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอคนไทยมีความสุข แม้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ร.อ.ธรรมนัส”ส่งสุขสงกรานต์ 2569 ถึงคนไทยทั้งประเทศ ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ประชาชนยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง ขอให้กำลังใจทุกคนสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวอวยพรเนื่องในเทศกาล สงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลของคนไทย เป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่ การกลับไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีอันดีงามที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และความปลอดภัย

    พรรคกล้าธรรม
    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.)

    โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกคนถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ปราศจากอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างมีความหมาย

    ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพ ที่ยังส่งผลกระทบชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนักขึ้นในชีวิตประจำวัน

    “แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/273057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SUyiEsY5x85pPFck8PzKb

  • กระหึ่มแซนด์เฮิร์สต์! นายร้อยไทยสุดเจ๋ง คว้าดาบเกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก | เดลินิวส์

    กระหึ่มแซนด์เฮิร์สต์! นายร้อยไทยสุดเจ๋ง คว้าดาบเกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย. แฟนเพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team” ได้เผยแพร่ข่าวน่ายินดี โดยระบุว่า “กองทัพบกชื่นชม “นักเรียนนายร้อย รวิชญ์” รับรางวัลผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยม International Sword จากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์ สร้างความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทย”

    ​เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล ตัวแทนกองทัพบกไทย ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิร์สต์ สหราชอาณาจักร (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล International Sword ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่มีผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2026

    ​พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสวนสนามจบการศึกษาของนักเรียนนายร้อย (Sovereign’s Parade) โดยมี พลเอกหญิง Dame Sharon Nesmith รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักร (Vice-Chief of the Defence Staff) เป็นผู้แทนพระองค์ตรวจแถวสวนสนามและมอบรางวัลเกียรติยศ ดาบยาวทหารราบกองทัพบกอังกฤษ (International Sword) พร้อมจารึกนามและคำสดุดีลงบนดาบ เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล จากประเทศไทย ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปทั่วโลก

    ​นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 60 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ รุ่นที่ 71 สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติที่ดีตลอดการฝึกอบรมระยะเวลา 44 สัปดาห์ โดยสามารถทำคะแนนได้สูงกว่าทั้งนักเรียนนายร้อยอังกฤษและนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่เข้ารับการศึกษาในรุ่นเดียวกัน

    ​การได้รับรางวัล International Sword ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่งของกองทัพบกไทย และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพด้านทักษะทางทหารและเจตจำนงที่มุ่งมั่นของนักเรียนนายร้อยไทยที่ปรากฏในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง..

    ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776012/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tukw2n7zKWJG0ZKDWvHvY

  • กยศ.ลุยหักเงินเดือนลูกหนี้เพิ่ม 1.2 แสนคน จี้นายจ้างส่งข้อมูลก่อนสงกรานต์ | เดลินิวส์

    กยศ.ลุยหักเงินเดือนลูกหนี้เพิ่ม 1.2 แสนคน จี้นายจ้างส่งข้อมูลก่อนสงกรานต์ | เดลินิวส์

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง 

    นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน 

    ทั้งนี้ กยศ. ได้ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และได้จัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” 

    กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776456/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S9tCdi3RViaEUpfE2fqWI

  • ‘หมออ๋อง’ ชี้ ‘ครูจวง’ ช่วยงานรมช.ศึกษาฯ ต่างจาก ‘งูเห่า’ เหตุไม่เคยทรยศพรรค | เดลินิวส์

    ‘หมออ๋อง’ ชี้ ‘ครูจวง’ ช่วยงานรมช.ศึกษาฯ ต่างจาก ‘งูเห่า’ เหตุไม่เคยทรยศพรรค | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีตสส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Padipat Ong” ถึงกรณีที่นายปารมี ไวจงเจริญ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไปช่วยงานนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “เรื่องการแยกย้ายกันของคนในพรรคการเมือง เป็นเรื่องปกติสามัญ ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มีพบ มีจาก แต่ผมยืนยันว่ากรณีของครูจวง ต่างกับงูเห่ามากครับ เธอไม่ได้โหวตสวน ทรยศอะไรในตอนที่เธอมีอำนาจ เลือกตั้งจบ ก็แยกย้าย

    เรื่องความเหมาะสมในการต้องลาออกก่อน ก็เป็นเรื่องสำคัญของคนในพรรค โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง การมีภาพออกก่อนที่จะลาออกหรือแจ้งพรรค ก็ต้องถูกวิจารณ์ได้ตามสมควร ผมสนับสนุนทุกท่านให้เข้าสู่การเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลง พรรคใดก็ได้ ตั้งพรรคใหม่ก็ได้ จึงอยากสื่อสารกับทุกท่านครับ.”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776141/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hJeCBhSS1j4lmSyVm3Tht

  • “วีระพงษ์” ลาออกจาก พรรคปชป. แล้ว! นั่งผู้แทนการค้าฯ เต็มตัว

    “วีระพงษ์” ลาออกจาก พรรคปชป. แล้ว! นั่งผู้แทนการค้าฯ เต็มตัว

    “วีระพงษ์” ลาออกจาก พรรคปชป. แล้ว! นั่งผู้แทนการค้าฯ เต็มตัว

    “วีระพงษ์” ร่อนหนังสือชี้แจง ระบุ “ลาออก” จากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อนั่งตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเต็มตัว

    ล่าสุด! นายวีระพงษ์ ประภา ลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว วันนี้ (12 เมษายน 2569) โดยระบุในสื่อโซเชียลมีเดีย ระบุว่า

    สวัสดีครับ ทุกท่าน 

    วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะเรียนว่า ผมได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความจริง กระบวนการทั้งหมดตรงไปตรงมากับทุกฝ่าย แต่เนื่องจากที่ปรากฏในสื่อ มีการตีความคาดเดาไปมากมาย ผมจึงอยากจะขอเรียนชี้แจ้งข้อเท็จจริง ดังนี้ครับ 

    ข้อแรก เหตุผลที่ผมลาออก เพราะผมได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยรับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป งานนี้ผมทำมาตั้งแต่เป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว และอยากจะทำต่อเนื่องให้สำเร็จ เพราะผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับคนไทยได้มาก การเจรจานี้ดำเนินการมาหลายรัฐบาล ความต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากครับ

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้แทนการค้าไทยขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส และตรงไปตรงมาครับ 

    ข้อสอง แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน ผมเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมประทับใจและเห็นตรงกับความคิดของท่านอภิสิทธิ์ที่อยากจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการเจรจาการค้าที่ทันโลก เที่ยงธรรม และเกิดผลจริง ผมยึดถืออุดมการณ์นี้มาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

    ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ผมได้ให้สัญญาไว้ว่าจะร่วมผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไปทำให้สัญญากลายเป็นความจริง ผมจึงตัดสินใจรับทำงานนี้ และวันนี้ไปในฐานะคนทำงาน ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองใด 

    สำหรับผู้ที่สนับสนุนผมในบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมยังยืนยันว่า ผมยังเป็นอาร์ทคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ 

    ข้อสาม เรื่องกระบวนการซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันเป็นพิเศษ ผมขอเรียนว่า เมื่อผมได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการจากท่านศุภจี ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคได้รีบเรียนหารือกับท่านอภิสิทธิ์โดยไม่รอช้า ถึงการตอบรับและกระบวนการภายในพรรค โดยมีการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและเป็นการเคารพในหน้าที่บทบาทของทุกฝ่าย ผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างรักษากติกามารยาททางการเมือง โดยมีผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักยึดที่สำคัญครับ

    สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา วิสัยทัศน์ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของท่านเป็นสิ่งที่ผมยึดเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ ผมขอบคุณกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนทุกท่านที่ให้พลังใจกับผมมาโดยตลอดครับ

    ในวันนี้ แม้ผมจะไม่ได้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ผมหวังว่าทุกท่านจะร่วมเดินทางกับผมต่อไป เพราะบทบาทไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับการพาประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นนี้ครับ

    ทั้งนี้  นายวีระพงษ์ ประภา (อาร์ท) เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2527 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของนายกำพล และนางวาทินี ประภา นักธุรกิจชาวไทย ปัจจุบันอายุ 41 ปี

    ประวัติการศึกษาและการทำงาน

    • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  โรงเรียนเบิร์นไซด์ (Burnside High School) ประเทศนิวซีแลนด์
    • ระดับปริญญาตรี  สำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้านการบัญชี ธุรกิจระหว่างประเทศ และกฎหมายพาณิชย์ จากมหาวิทยาลัยวิกตอเรียแห่งเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์
    • ระดับปริญญาโท  สำเร็จการศึกษาปริญญาโท 2 ปริญญา ได้แก่ ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) และด้านบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร

    วีระพงษ์เริ่มชีวิตการทำงานในตำแหน่งผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินที่ เอินส์ท แอนด์ ยัง (Ernst & Young – EY) สาขาประเทศนิวซีแลนด์และกรุงลอนดอน

    ประสบการณ์ภาคประชาสังคมและนโยบายสาธารณะ
    เขามีประสบการณ์ทำงานในองค์กรระหว่างประเทศด้านความยั่งยืนและการค้าระหว่างประเทศมากกว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้

    • ผู้จัดการด้านการสื่อสารสาธารณะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
    • ที่ปรึกษานโยบายอาวุโส องค์การออกซแฟม (Oxfam) ทั้งในสาขาประเทศไทยและเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2557-2565)
    • ผู้จัดการอาวุโสด้านธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่ กองทุนเพื่อเสรีภาพ (Freedom Fund) กรุงลอนดอน (พ.ศ. 2565-2567) เพื่อขับเคลื่อนการยุติการค้ามนุษย์

    บทบาททางการเมืองและงานภาครัฐ
    เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ในรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร วีระพงษ์ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย โดยมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนการเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    ต่อมาในเดือนเมษายน 2569 ได้รับการทาบทามจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เข้าร่วมทีมที่ปรึกษาเพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาการค้า

    ชีวิตส่วนตัว
    วีระพงษ์จดทะเบียนสมรสกับ นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ซึ่งถือเป็นคู่สมรสเพศเดียวกัน (LGBTQ) คู่แรกในกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงของไทย ภายหลังจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740880&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q45NVru3RQHEjeSCPOXzT

  • ‘ณวัฒน์’ เปิดศึก ‘ศุภจี’ จิกแรงโทนเสียงเหมือนครูสังคม จี้ปรับด่วนฟังแล้วขัดใจ | เดลินิวส์

    ‘ณวัฒน์’ เปิดศึก ‘ศุภจี’ จิกแรงโทนเสียงเหมือนครูสังคม จี้ปรับด่วนฟังแล้วขัดใจ | เดลินิวส์

    วงการรัฐมนตรีหนาวๆ ร้อนๆ อีกแล้วเมื่อ “ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ออกมาโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์วิธีการสื่อสารของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ แบบตรงไปตรงมา จนกลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าไปทั้งโซเชียล

    โดย “บอสณวัฒน์” ได้โพสต์ระบุเนื้อหาใจความว่า “อยากให้คุณศุภจีเปลี่ยนวิธีการสื่อสารการพูดและโทนเสียง ตอนนี้เหมือนครูสังคม”

    พร้อมทิ้งบอมบ์คอมเมนต์เพิ่มเติมใต้โพสต์ว่า “ใช้โทนเสียงการพูดไม่เหมือนระดับคนปกติสื่อสาร ไม่เหมือนนักบริหารนักธุรกิจ แต่เหมือนมาปาฐกถาวิสัยทัศน์และให้โอวาทเปิดงานยังไงไม่รู้ทุกครั้งที่ฟัง และไม่อยากให้ประดิษฐ์น้ำเสียงมากเกินไป”

    งานนี้คอมเมนต์ชาวเน็ตแตกออกเป็นสองฝ่ายทันทีโดยฝั่งที่เห็นด้วยกับบอสณวัฒน์ระบุว่า “ไม่มีอะไรดูขัดตาเท่ากิริยาที่แสร้งดัด” ขณะที่ฝั่งกองเชียร์รองนายกฯ หญิงคนเก่งก็ออกมาโต้กลับนิ่มๆ ว่า โทนเสียงนุ่มนวลฟังสบายหูแบบนี้แหละที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ พร้อมจิกกลับว่า “คนที่ไม่ชอบน่าจะเป็นคนที่ชอบพูดแบบตะโกนตามตลาดสดเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า” และบางส่วนยังแซวว่าฟังแล้วนึกถึงเสียงประกาศตามห้างดังในอดีต บอกเลยว่าคอมเมนต์เดือดสะเทือนทั้งโซเชียลเลยทีเดียว

    ขอบคุณภาพจาก:ณวัฒน์ อิสรไกรศีล – Mr.Nawat Itsaragrisil

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776280/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xhW5i9dRmSydm3ukqiRkV

  • ปวิณฟาดแรงด้อมส้มคลั่งด่า”ครูจวง”  ไล่ถีบลงจากหอคอย

    ปวิณฟาดแรงด้อมส้มคลั่งด่า”ครูจวง” ไล่ถีบลงจากหอคอย

    “ปวิณ” ออกโรงฟาดไม่ยั้ง หลังเห็นดราม่า “อาจารย์จวง” ย้ายไปช่วยงาน รมช.เพื่อไทย จนถูกด้อมส้มรุมด่าว่า “งูเห่า” งานนี้เจ้าตัวลั่น รังเกียจพฤติกรรมจิกด่าแบบโง่ๆ พร้อมไล่ส่งพวกคลั่งให้ตกหอคอยไปเลย!

    เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลทันที เมื่อ ปวิณ ชัชวาลย์พงศ์พันธุ์ นักวิชาการชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์กรณีดราม่าที่ “ครูจวง” ปารมี ไวจงเจริญ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ตัดสินใจไปช่วยงาน อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคเพื่อไทย จนถูกมวลชนบางส่วนของพรรคประชาชน (พรรคส้ม) รุมโจมตีอย่างหนัก

    ปวิณ ระบุว่า “ขอเขียนอีกทีเรื่องอาจารย์จวง ที่ย้ายออกจากพรรคส้มไปช่วยงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ จากพรรคเพื่อไทย

    ที่ดิฉันเห็น มีทั้งสมาชิกเก่า สมาชิกใหม่ และด้อมที่คลั่ง ออกมาด่าอาจารย์จวงอย่างเสียๆ หายๆ ด่าเป็นงูเห่าบ้าง ด่าว่าเห็นแก่เงินบ้าง คนพวกนี้ต่างหากที่จะทำให้พรรคประชาชนเสียชื่อ

    อาจารย์จวงไม่ได้เป็น สส. แล้ว และในสมัยที่แล้วเขาก็ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่มีใครปฏิเสธเลยว่า อาจารย์จวงมีความรู้ด้านการปฏิรูปการศึกษา และต้องการทำเรื่องนี้จริงๆ ดิฉันเคยสัมภาษณ์อาจารย์จวงมาแล้วที่ช่อง Pavin

    คือแทนที่พรรคประชาชนจะปล่อยให้คุณอาจารย์จวงไปทำงานเพื่อประเทศชาติ กลับมาตั้งวงจิกด่า นี่มันเป็นอะไรของพรรคประชาชนที่ดิฉันรังเกียจมาก อีพวกที่ด่านี่แหละตัวดี แม่งนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ควรจะเลิกทำอะไรโง่ๆ แบบนี้สักที

    อีคนพวกที่ว่านี้แม่งไม่ต้องลงจากหอคอยงาช้างนะคะ ถีบแม่งตกหอคอยไปเลยค่ะ!”

    ปวิณ #อาจารย์จวง #พรรคประชาชน #เพื่อไทย #ปฏิรูปการศึกษา #การเมืองไทย #งูเห่า #ครูจวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/141300&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aJPawOIsHH0ZcFomyb_ai

  • สนาม 2 โซนภาคเหนือ สร้างปรากฏการณ์ความคึกคัก!

    สนาม 2 โซนภาคเหนือ สร้างปรากฏการณ์ความคึกคัก!

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2921956&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fFalzdiv67Gk62ZvddIfO

  • กองทัพบกชื่นชม “นักเรียนนายร้อย รวิชญ์” รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด จากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์

    กองทัพบกชื่นชม “นักเรียนนายร้อย รวิชญ์” รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด จากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์

    กองทัพบกชื่นชม “นักเรียนนายร้อย รวิชญ์” รับรางวัลผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยม International Sword จากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์ สร้างความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทย

    เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล ตัวแทนกองทัพบกไทย ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิร์สต์ สหราชอาณาจักร (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล International Sword ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุด สำหรับนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่มีผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2026

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสวนสนามจบการศึกษาของนักเรียนนายร้อย (Sovereign’s Parade) โดยมี พลเอกหญิง Dame Sharon Nesmith รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักร (Vice-Chief of the Defence Staff) เป็นผู้แทนพระองค์ตรวจแถวสวนสนาม และมอบรางวัลเกียรติยศดาบยาวทหารราบกองทัพบกอังกฤษ (International Sword) พร้อมจารึกนามและคำสดุดีลงบนดาบ เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล จากประเทศไทย ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปทั่วโลก

    นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 60 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ รุ่นที่ 71 สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติที่ดีตลอดการฝึกอบรมระยะเวลา 44 สัปดาห์ โดยสามารถทำคะแนนได้สูงกว่าทั้งนักเรียนนายร้อยอังกฤษและนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่เข้ารับการศึกษาในรุ่นเดียวกัน การได้รับรางวัล International Sword ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่งของกองทัพบกไทย และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพด้านทักษะทางทหารและเจตจำนงที่มุ่งมั่นของนักเรียนนายร้อยไทยที่ปรากฏในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

    #แซนด์เฮิร์สต์ #InternationalSword #กองทัพบก #ความภูมิใจของชาติ #นักเรียนนายร้อย #นนรรวิชญ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/141223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14nyFDnjjYUEFtePJ1Ew4H

  • งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

    งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

    “เจ้อ จู” (Zhe Zhu) ศาสตราจารย์ด้านการสำรวจระยะไกลและผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสำรวจสิ่งแวดล้อมระยะไกลของมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนมักมีมุมมองแบบง่าย ๆ ว่าโลกในยามค่ำคืนสว่างขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ แต่ผลการศึกษา พบว่า ภูมิทัศน์ยามค่ำคืนของโลกนั้นมีความผันผวนสูงมาก รอยเท้าแสงสว่างในยามวิกาลของโลกกำลังขยายตัว หดตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    งานวิจัยดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมรายวัน จากดาวเทียมสังเกตการณ์โลกของรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่า 1 ล้านภาพ ซึ่งประมวลผลโดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) แตกต่างจากการศึกษาระดับโลกก่อนหน้านี้ที่มักใช้ภาพดาวเทียมแบบรวมรายปีหรือรายเดือน

    แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สว่างขึ้นเร็วที่สุด

    การเพิ่มขึ้นของแสงสว่างที่ชัดที่สุดพบในบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย โซมาเลีย บุรุนดี และกัมพูชา ตามมาด้วยประเทศในแอฟริกาหลายประเทศ รวมถึง กานา กินี และรวันดา

    “จู” เสริมว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการขยายตัวของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายตัวของการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อทั้งภูมิภาคกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่ที่มืดมิดเกือบทั้งหมด ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายไฟฟ้าระดับโลก

    ความขัดแย้งทำให้หลายประเทศมืดลง

    ในทางตรงกันข้าม หลายประเทศ อย่าง เลบานอน ยูเครน เยเมนและอัฟกานิสถาน เผชิญกับการลดลงของแสงสว่างเป็นอย่างมาก อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางอาวุธและการล่มสลายของโครงสร้างพื้นฐาน

    แนวโน้มที่คล้ายกันนี้พยในเฮติและเวเนซุเอลา  ซึ่งการลดลงของแสงสว่างมีความเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและระบบจัดสรรพลังงานที่ไม่เสถียร

    “จู” กล่าวว่า ในกรณีของยูเครน นักวิจัยพบการลดลงของแสงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากรุกรานครั้งใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน 

    นอกจากนี้ยังพบเห็นความมืดเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลางในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

    งานวิจัยพบโลกยามกลางคืนสว่าง 16% จากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลก

    ยุโรปลดแสงไฟเพื่อลดพลังงานและมลภาวะทางแสง

    ผลการศึกษาพบว่า ระดับความสว่างในเวลากลางคืนของยุโรปลดลงสุทธิ 4% โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม 

    การลดลงนี้เกิดจากการเปลี่ยนจากโคมไฟถนนแบบเก่าที่มีประสิทธิภาพต่ำ เช่น หลอดไฟโซเดียมความดันสูง เป็นระบบไฟ LED แบบใหม่ที่กำหนดทิศทางได้ รวมถึง ข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับชาติที่เข้มงวดและและโครงการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด

    “จู” ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในยุโรปน่าสนใจมาก เนื่องจากแสดงให้เห็นรูปแบบการลดความสว่างที่มีโครงสร้างมาก พร้อมเสริมว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดมิดและมาตรการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ

    “คริสโตเฟอร์ คีบา” (Christopher Kyba) ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการตรวจวัดแสงในเวลากลางคืนจากระยะไกลแห่วมหาวิทยาลัยรูห์ร โบคุม (Ruhr University Bochum) ของเยอรมนี เสริมว่า การลดลงของแสงสว่างในฝรั่งเศสจากการตัดสินใจปิดไฟถนนในช่วงดึกเมื่อไม่มีผู้คนใช้งานถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก พร้อมเสริมว่า น่าสนใจที่จะติดตามว่ามาตรการนี้จะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไปหรือจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ หรือไม่ในอนาคต

    สหรัฐฯ ยังสว่างขึ้น แต่แตกต่างกันออกไปภายในประเทศ 

    ในช่วงระยะเวลาของการศึกษานี้ ความสว่างสุทธิของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 6%

    “จู” กล่าวว่า ในทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างย่อส่วนของความซับซ้อนของแสงสว่างทั่วโลก โดยในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศสว่างขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจเทคโนโลยีที่เฟื่องฟู แต่พื้นที่ตามแนวชายฝั่งทางตะวันออกและเขตมิดเวสต์ส่วนใหญ่กลับมืดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความหนาแน่นของประชากรในย่านศูนย์กลางเมืองเก่า รวมถึง การลดลงของภาคการผลิตบางประเภทและการนำระบบไฟเมืองอัจฉริยะที่ประหยัดพลังงานมาใช้ในเมืองต่าง ๆ เช่น กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองชิคาโก

    มลภาวะทางแสงกระทบระบบนิเวศ

    การให้แสงสว่างขนาดใหญ่เริ่มต้นขึ้นจากโคมไฟก๊าซในเมืองต่าง ๆ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19  ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วงปลายทศวรรษเดียวกัน และเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

    เมืองและชุมชนต่าง ๆ ที่สว่างไสวในเวลากลางคืน บดบังดวงดาวจำนวนมากที่เคยมองเห็นได้บนท้องฟ้า

    “จู” ทิ้งท้ายว่า มลภาวะทางแสงมีผลกระทบทางนิเวศวิทยาอย่างลึกซึ้ง รบกวนระบบนิเวศในเวลากลางคืน การอพยพของสัตว์ และจังหวะชีวภาพของมนุษย์

    ที่มา : Reuters 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862960&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t8uowaigMfOChdM6NuZfY