Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน จากงาน ถึงจะทำให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อย่าประมาท เพราะอยู่ในระยะไม่แน่นอน ที่อาจจะได้มาก เสียหมด ซึ่งวันที่ 15-17 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน กิจการ งาน ที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ การศึกษาเพิ่มเติม หรือท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้ได้ลาภ มีผลกำไร แต่ก็ควรระวัง ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ที่ควรหลีกเลี่ยงจะโฆษณา โอ้อวด คุยโม้มากเกินไป เพราะอาจทำให้ถูกเขม่น ถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี นินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก ท่องเที่ยวเดินทางร่วมกัน หรือร่วมกลุ่มคณะทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าความคิดเห็นต่างกันกับคนรัก คู่ครอง หรือกับเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ก็ควรอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด /การแสดงออกที่ bully ก้าวร้าวหยาบคาย เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย จน trip หรือกิจกรรมนั้น ๆ พัง! สำหรับคนโสด อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะไป..รักคนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว!        

    ครอบครัว ใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การคบหาเพื่อน เพราะอาจนำเหตุ/ภัย อันตรายมาให้ตนเองได้

    สุขภาพ ควรระวังการเสพสุรา ยา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rjQK5Z361VpaXm75QCpSx

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 13 เม.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 12 เม.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13/4/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZPxxqTP61BuYr9qFOAgxo

  • ปลัดมท. เชิญชวนชาวไทยแต่งไทยทั้งแผ่นดินรับเทศกาลสงกรานต์

    ปลัดมท. เชิญชวนชาวไทยแต่งไทยทั้งแผ่นดินรับเทศกาลสงกรานต์

    ปลัดมหาดไทย” แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ร่วมรณรงค์การแต่งกายอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ต่อยอดการสวมชุดผ้าไทยรูปแบบต่าง ๆ ของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย  เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง

    12 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนแนวทางรณรงค์การแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม ได้นำแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในด้านการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในชาติที่สะท้อนผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม เครื่องแต่งกาย อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน อันเป็นการหนุนเสริมการขับเคลื่อนรณรงค์ของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการแจ้งให้ข้าราชการในสังกัด ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนได้สวมใส่ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประชาชนผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยน้อมนำพระราชปณิธานแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ทั้งการพิจารณารวบรวมองค์ความรู้และแหล่งผลิตผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง/ร้านเช่า/ร้านจำหน่าย/แหล่งตัดเย็บในพื้นที่จังหวัด การรณรงค์แต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม ในการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การจัดอบรม สัมมนา การจัดนิทรรศการ และเสริมสร้างความรับรู้ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อย่างหลากหลาย พร้อมติด hashtag อาทิ #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน #ไทไทยสไตล์เรา #Chudthai #ProudtoBeThai #ชุดไทย #ชุดไทยพระราชนิยม #ชุดไทยพระราชทาน #Thaidress #TruthFromThailand ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนภารกิจดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นไปสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ

    “ขอเชิญชวนเพื่อนข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนพี่น้องข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการสังกัดต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งกำหนดพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 นี้ และเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ด้วยการร่วมแต่งกายด้วย ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม” ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยไปพร้อมกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/979115/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CP8Zaayvurwl7gglUEVip

  • น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    ฝุ่นกระทบหนัก สงกรานต์เหนือสะเทือน

    สงกรานต์เหนือสะเทือน! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุด พิษสงคราม-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน

    สงกรานต์เหนือส่อเงียบ! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุดเหลือ 30–50% พิษสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน ฉุดท่องเที่ยวไตรมาส 2

    “สงกรานต์เชียงใหม่-เชียงราย” ส่อแววเงียบเหงา หลังเจอปัญหา 2 เด้งจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันแพง-ปัญหาฝุ่นพิษวิกฤติปกคลุมเมืองยาวนานกว่าครึ่งเดือน 

    ไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คาดว่าจะเงียบเหงา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่เคยนิยมเดินทางมาในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะหายไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่ยังประสบปัญหาฝุ่นพิษสูงเกินค่ามาตรฐานติดต่อกันมานานกว่าครึ่งเดือน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้ามาในพื้นที่

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo05.jpg

    “จากการสำรวจธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 100 แห่งในปีที่ผ่านมา งานประเพณีปี๋ใหม่เมือง มีอัตราเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 90 แต่ปีนี้กลับพบว่าอัตราเข้าพักยังอยู่ที่ร้อยละ 30-50 เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ หายไปมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอการเดินทางออกนอกพื้นที่ แม้ว่าขณะนี้เป็นโค้งสุดท้ายที่เข้าสู่งานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่สามารถเพิ่มยอดจองห้องพักได้ แม้ว่าจะลดราคาก็ตาม” 

    “ปี 2538 จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้ช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองเกือบ1,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้คาดหวังว่าอยากให้แตะที่ร้อยละ 60 ของรายได้ในปีก่อน และเชื่อว่าธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต่างเริ่มประสบปัญหาต้นทุนขยับรอบด้าน และก็ยังกังวลว่า ในรอบคูเมืองคนจะมาขับรถเหมือนทุกปีหรือไม้ กิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้จะมีคนมาร่วมมากน้อยขนาดไหน รวมถึงถนนคนเดินที่เป็นสีสันก็เงียบเหงา ซึ่งเชื่อว่าจะกลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งระบบในช่วงไตรมาสที่2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“ ไพศาล กล่าว 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo04.jpg

    วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน ก่อให้เกิดภาวะช็อกอย่างไม่คาดคิด แม้จะเป็นช่วงที่จัดงานเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย 

    “กิจกรรมที่คนไทยเคยปฎิบัติ เช่นการเดินทางมาท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ต่างถูกยกเลิกไป เพราะไม่มั่นใจต่อการเดินทาง และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวตลาดหลัก คือ ชาวไทย น่าจะหายไปกว่าร้อยละ 90 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแทบจะไม่มีเลย”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงราย ถูกยกเลิกห้องพักในช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง และกระทบยาวมาจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยขณะนี้มียอดจองเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตราเข้าพักสูงถึงร้อยละ 80 

    “ตอนนี้ต้องเร่งหากรือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ร่วมกันจัดโปรโมชั่น หรือจัดทำแพคเกจ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตลาดคนไทย ซึ่งจำนวนห้องพักที่มีถึง 18,000 ห้อง ที่พร้อมรับลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่างพบว่า ยอดจองห้องพักไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10–19 เมษายน 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินเฉลี่ย 177 เที่ยวบินต่อวัน และมีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 22,104 คนต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 9 

    แต่สายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษจากตารางบินปกติรวม 39 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ 38 เที่ยวบิน และเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางเชียงใหม่–หัวเหลียน (ไต้หวัน) 1 เที่ยวบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองด้วย 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สงกรานต์ปี 2567 ถือว่าเป็นปีที่การท่องเที่ยวภาคเหนือฟื้นตัวแรงหลังโควิดโรงแรมในเชียงใหม่มีรายงานอัตราเข้าพักสูงถึง 90% ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าและรอบคูเมือง ขณะที่ข้อมูลภาพรวมภาคเหนือจากรายงานธนาคารกรุงเทพระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 (Q2/2024) มีค่าเฉลี่ย occupancy ประมาณ 59.3% และช่วงเทศกาลมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสมาก

    และปีที่ผ่านมา 2568 ยังถือว่าดีใกล้เคียงปีก่อน โรงแรมช่วงสงกรานต์โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 70–90% โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ปีนี้ถือว่า ลดลงแรงมากจากหลายปัจจัยทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และฝุ่น PM2.5

    #เชียงใหม่ #เชียงราย #แอ่วเหนือ #สงกรานต์ #เที่ยวสงกรานต์ #สงกรานต์2569 #สงครามอิหร่าน #ราคาน้ำมัน #SpacebarBigCity #Spacebar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/severe-air-pollution-impacts-northern-thailand-songkran-festival&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJCNTht5PfwtsP55ePzn5

  • คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    โลกได้หยุดพักไม่กี่อึดใจ สุดท้ายสันติภาพแค่เพียงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ก็กลับมายืนอยู่บนปากเหวอีกครั้ง หลังการเจรจาระดับสูงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ไร้ข้อสรุป และยังไม่รู้ว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นั่นก็แปลว่าชะตากรรมของโลกและช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ยังเปราะบางต่อไป

    คนทั้งโลกคงต้องกลั้นหายใจลุ้นกันยาวๆ สถานการณ์ต่อจากนี้ จะมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์เล็กๆ อีกหรือไม่ ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้ว่า ปลายทางที่เราจะเห็นนั้นคือสันติภาพ หรือหุบเหวหายนะ ที่แน่ๆ คือช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ยังปิดอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนรุนแรงส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย ต่อไป

    ในบ้านเรา แม้มติคณะรัฐมนตรีเพิ่งคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาดูแลกลุ่มต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดสึนามิทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าฟังฉากทัศน์ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประเมินผลกระทบเป็นขั้นบันได เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกในอีก 1-2 ปี ภาวะของแพง และกำลังซื้อหดตัว ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เศรษฐกิจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อสูง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล

    หรือฟังจากน้ำเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็น่ากังวลเพราะเป็นการพูดถึงความเปราะบางของสถานการณ์น้ำมันจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ เป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือความยากลำบากในการจัดหาน้ำมันจากต่างประเทศเพราะทุกชาติจะต้องแย่งกันนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก

    นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างชัดเจนมากที่สุด นับแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมาเดือนเศษๆ ฟังแล้วก็พอจับใจความได้ว่า ปัญหาหนักกว่าน้ำมันแพง คือ หานำเข้าไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังมีน้ำมันสำรองใช้ไปอีกอย่างน้อย 100 วัน แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ หรือการนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้ข้าราชการร้องขอความร่วมมือจากประชาชน และภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home รวมถึงการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งเตรียมออกมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันช่วงเวลา 22.00 น. ไปจนถึงเวลา05.00 น. หลังสงกรานต์ ก็บ่งบอกเป็นนัยถึงระดับภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี

    จากนี้ไป คนไทยทุกคนคงต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า เราหมดยุคใช้น้ำมันราคาถูกแล้วสถานการณ์น้ำมันในประเทศจะตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิของสงคราม เราอาจจะต้องเจอความจำเป็นในการยกระดับใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจเต็มของรัฐบาลเพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างที่กำลังหาทางกดราคาดีเซลอยู่ตอนนี้

    เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือ ให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม และปรับตัวเอาตัวเองให้อยู่รอด ไม่ว่าท้ายที่สุดสันติภาพจะสำเร็จหรือล้มเหลว ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะเส้นแดงวิกฤตพลังงานและสึนามิทางเศรษฐกิจ ถูกขึงอยู่ประตูหน้าบ้านแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JoXbOfze072ftFwb5jjnZ

  • ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ทางการไอร์แลนด์เร่งคลี่คลายวิกฤต หลังผู้ประท้วงปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันและเส้นทางขนส่งประท้วงราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบริการฉุกเฉินทั่วประเทศ

    ตำรวจไอร์แลนด์เข้าดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงที่ปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันไวต์เกต ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายหลังรัฐบาลแสดงความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ “ช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่อันตรายอย่างยิ่ง”

    การประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้นำรถแทรกเตอร์และรถบรรทุกไปปิดกั้นโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ 2 แห่ง คลังเชื้อเพลิง รวมถึงถนนหลายสายในกรุงดับลิน

    ผลจากการปิดล้อมดังกล่าวทำให้สถานีบริการน้ำมันหลายร้อยแห่งทั่วประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเริ่มส่งผลกระทบต่อการให้บริการของหน่วยงานฉุกเฉินบางส่วน

    รายงานจากสื่อของรัฐเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ประท้วงอย่างน้อย 1 ราย พร้อมผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ และนำอุปกรณ์เคลื่อนย้ายยานพาหนะขนาดใหญ่เข้าปฏิบัติการบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่วิดีโอแสดงภาพรถบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งสามารถเข้าออกพื้นที่โรงกลั่นได้ภายหลังการเข้าควบคุมสถานการณ์

    ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าการประท้วงได้สร้างความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเตือนว่าประเทศอาจจำเป็นต้องปฏิเสธการรับส่งน้ำมันจากต่างประเทศ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

    เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/740850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07F1VNxMnqGkbTmcpWyYFM

  • คุณแหน : 13 เมษายน 2569

    คุณแหน : 13 เมษายน 2569

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    • หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา ชายาในพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุยุคล (พระองค์ชายใหญ่) มารดา พันโท หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล ฝากเชิญชวนคุณ ๆ ผู้ศรัทธาในพระแม่อุมาเทวี ไปกราบไหว้ถวายสักการะเทวรูปพระแม่อุมาเทวี อายุกว่า 1,800 ปี ซึ่งเป็นพระราชมรดกตกทอดมาจากเสด็จพระองค์ชายใหญ่ โดยปัจจุบันหม่อมไฉไลสร้างเทวาลัยถวายพระแม่อุมาเทวี ณ ตำบลลำพญา อ. บางเลน นครปฐม
    • มูลนิธิหม่อมเจ้าวุฒิวิฑู วุฒิชัย (หม่อมเจ้าหญิงหมาก) มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนตาบอด โรงเรียนคนตาบอด จังหวัดขอนแก่น จำนวน 19 ราย โดยให้ทุนการศึกษาจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เงินทุนแบ่งเป็นดังนี้ นักเรียนชั้น ม.1-ม.3 ได้รับทุน 1 หมื่นบาทต่อคนต่อภาคการศึกษา นักเรียนชั้น ม.4-ม.6 ได้รับทุนการศึกษาได้รับทุน 25,000 บาทต่อคนต่อภาคการศึกษา ผู้ประสานงานขอทุนการศึกษาครั้งนี้คือ ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท Apollo Wealth Securities จำกัด
    • คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว. ศรีคำรุ้ง ยุคล มีอาการดีขึ้นหลังจากป่วยด้วยโรค LSE (แพ้ภูมิตัวเอง) มานานเกือบ 20 ปี จนมีโรคอื่นรุมเร้ามากมาย แต่หญิงแมงมุมก็สู้ไม่ถอย สาเหตุที่ทำให้มีกำลังใจดีก็คือความรักท่วมท้นเสมอต้นเสมอปลายจาก เสธ. ดอลลาร์ พลตรีพัชร รัตตกุล 
    • เวลาเอ่ยถึงผู้หญิงไทยผู้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชนชั้นนำ ก็จะนึกถึงผู้หญิงเก่งหลายต่อหลายคน แต่มีคนหนึ่งที่ถูกเอ่ยถึงบ่อย ๆ คือ จรีพร จารุกรสกุล CEO WHA Group ผู้นำอันดับหนึ่งด้านนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ สาธารณูปโภค พลังงาน และ digital solutions หลายคนถามว่าจรีพรจบการศึกษาจากต่างประเทศใช่ไหม ตอบชัด ๆ ว่า จรีพรจบปริญญาตรี คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม. มหิดล จบโทบริหารธุรกิจจาก ม. กรุงเทพ เห็นหรือยังว่าคนเก่งจริง ไม่จำเป็นต้องจบจากต่างประเทศ เพราะจบในไทยก็เก่งกล้าสามารถระดับนานาชาติได้ จึงขอเตือนสติคนที่หลงงมงายว่าต้องไปเรียนต่างประเทศเท่านั้น จึงจะเป็นคนเก่ง ขอย้ำอีกทีว่ามหาวิทยาลัยเมืองนอกบางแห่งคุณภาพด้อยกว่ามหาวิทยาลัยไทยดี ๆ ของไทย แต่ก็ไม่คัดค้านหากไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยดีเด่นดังอันดับต้น ๆ ของโลกในต่างประเทศ เพราะมันคือการสั่งสมวิชาความรู้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก ขอแค่เพียงอย่าไปเรียนมหาวิทยาลัยห้องแถวเท่านั้น
    • งาน EmpowerHERAsia Leadership Forum 2026. Writh Your Next Chapter จัดโดย The CrestHaus เมื่อเดือนมีนาคม ตอกย้ำให้เห็นว่าสตรีไทยมีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจของเอเชีย โดยพบว่าในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นสตรีสูงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 7 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าสตรีมีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัทต่าง ๆ ในเอเชีย มีค่าเฉลี่ยที่ 18 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าพลังสตรีคือหัตถาครองพิภพโดยแเท้
    • ปิดท้ายด้วยเรื่องรัฐมนตรีลูกเทพในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล มีคำถามว่า เจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นลูกเทพด้วยหรือไม่ ตอบว่าไม่ ๆ ๆ เพราะ เจ๊รวย สสร. จัดได้ว่าเป็นตัวแม่ทัพเมืองอำนาจเจริญของเสี่ยเป็ด เนวิน ชิดชอบ

    Victor Lee 

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/958148&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27GK6FLBdMrhTP7O86IqiC

  • กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว 

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

    มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

    การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vNMS2wNNVwdz1DTKztLJ3

  • เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉาก “Maha Songkran World Water Festival 2026” สวนเบญจกิติสุดอลังการ ขณะ S2O รัชดา สุดมันส์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เข้าร่วมคับคั่ง

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ ลานอัฒจันทร์ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นมาต่อยอดสู่กิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำหรับไฮไลต์ความสนุก 5 วัน เต็มอิ่มกับเสน่ห์สงกรานต์ไทยที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย โดยในวันเปิดงาน มาพร้อมไฮไลต์ขบวนแห่มหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ 9 ขบวน

    กิจกรรมและโซนความบันเทิง
    การแสดงโดรนแปรอักษร กว่า 1,200 ลำ ถ่ายทอดคุณค่าของ “ประเพณีสงกรานต์ไทย” จำนวน 10 ภาพ เวลา 20.00 น. ทุกวัน

    โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค สัมผัสศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น, กิจกรรม DIY และสินค้าท้องถิ่น (เวลา 11.00-22.00 น.)

    บรรยากาศงานวัดสุดคลาสสิก ก่อพระเจดีย์ทราย, บ้านผีสิง, ชิงช้าสวรรค์ และสรงน้ำพระ

    ลานเล่นน้ำและเวที EDM (เวลา 16.00-22.00 น.) พร้อมทัพดีเจชื่อดัง

    คอนเสิร์ตจากศิลปินไทย (เวลา 17.00-22.00 น.) อาทิ FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy

    ในการนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

    ส่วน บรรยากาศ งาน Singha Life presents S2O Songkran Music Festival 2026 เทศกาลดนตรีสุดมันส์แห่งปี ที่เนรมิตพื้นที่ “S2O LAND” ถนนรัชดาภิเษก ให้กลายเป็นศูนย์กลางความสนุกแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยวันแรกมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานเต็มไปด้วยสีสันของ Songkran Party Hub ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ครบครันทั้งโซนกิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งเทศกาล.

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือโปรดักชันสุดอลังการ ทั้งแสง สี เสียง และน้ำแบบ 360 องศา ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์สงกรานต์ให้แตกต่างจากทุกปี สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1021124/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4ug-2fz01Ue_9IeCH7c4

  • “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “หมอลำ นอกจากจะเป็นตัวแทนสื่อถึง “อัตลักษณ์ความเป็นอีสาน” แล้ว ยังเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมสายสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง สองฝั่งโขง ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว อีกด้วย” นี่คือบทพิสูจน์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความม่วนที่งาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ด้วย

    สำหรับโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมการแสดงของศิลปินชื่อดังในเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ทั้งจาก สปป.ลาว และคณะหมอลำของไทยแล้ว สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้เปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่ได้พานักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนไปดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง ณ นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมสัมผัสรากเหง้าศิลปะการแสดงพื้นบ้านกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการจัดโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย และเปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทย-สปป.ลาว ว่า

    “โครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาจัดแสดงในรูปแบบของ “เทศกาลมหาหมอลำ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดสอนหลักสูตรหมอลำมาเป็นเวลานาน ในโอกาสนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน จึงได้รวบรวมทั้งศิษย์เก่า ศิลปินหมอลำชื่อดัง และศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดมาร่วมแสดงบนเวทีหมอลำเดียวกัน นับเป็นการเชิดชูและยกระดับให้เป็นเทศกาลมหาหมอลำครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งมีการจัดการท่องเที่ยว “เส้นทางมหาหมอลำ” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลานครอย่างแท้จริง” 

    “มาในครั้งนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ต้องการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เราจึงเลือกจัด “เทศกาลมหาหมอลำ” ที่จังหวัดหนองคาย (วันที่ 5 – 6 เมษายน 2569) สำหรับการจัดงานที่หนองคาย เป็นการจัดเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” งานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินหมอลำทั้งจากประเทศไทย “ปลาย กนกพร” และคณะหมอลำ “รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์” และศิลปินจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เช่น จิมมี่ สิทธิพร รวมถึงสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมสร้างสีสันความบันเทิงตลอดคืนในเทศกาลหมอลำริมฝั่งแม่น้ำโขง”

    “โดยโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้นพร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทริปสุดท้ายที่ จังหวัดนครพนม ในธีม “สัมผัสวัฒนธรรมนาคาวิถี” โดยจะดึงเอาความโดดเด่นและอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมมาเชิดชูและนำเสนอผ่านเทศกาลมหาหมอลำอย่างยิ่งใหญ่”

    ถอดบทเรียน การใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็นสื่อ เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทย-สปป.ลาว

    อาจารย์ทม ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในการใช้ วัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งเป็น Soft power ที่ทั้งประเทศไทย และ สปป.ลาว มีเหมือนกันมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกันว่า

    “เราสามารถใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายัง 2 ประเทศได้ เพราะ “หมอลำและเสียงแคน” เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ต้องมีกำแพงทางภาษา”

    “ดังนั้น การจัดเทศกาลหมอลำจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้มาสัมผัสวิถีชีวิตของทั้งทางอีสานฝั่งไทย และทางฝั่งลาวได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่มีคนจากฝั่งลาวข้ามมาดูหมอลำคณะใหญ่ของไทยซึ่งหาดูได้ยากในฝั่งลาว โดยยอมรอจนด่านเปิดตอนเช้าถึงจะเดินทางกลับ”

    “และการใช้เทศกาลหมอลำและการจัดทริปท่องเที่ยวสองฝั่งโขงนี้ ยังเป็นการทำให้เกิดร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้จัดงานได้เชิญศิลปินหมอลำที่มีชื่อเสียงจากฝั่งลาว เช่น จิมมี่ สิทธิพล และศิลปินจากสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมแสดง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรร”ม

    “ส่วนการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น แน่นอนว่าสำหรับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งล่าสุดนี้ เราต้องการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมสองฝั่งโขง” โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในแบบ One day trip จากนั้นกลับมาพักและดูหมอลำที่ฝั่งไทยได้อย่างสบายๆ”

    นอกจากนั้น ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ เราได้วางวัตถุประสงค์อีกด้านไว้ด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึง “วิถีหมอลำ” ได้ลึกซึ้งกว่าแค่ความสนุกสนาน จึงมีการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเทศกาล เช่น

    • เทคโนโลยี VR (Virtual Reality): เพื่อจำลองบรรยากาศหมอลำ 3 รูปแบบ คือ นิทรรศการเสมือนจริง, หมอลำแบบดั้งเดิม (หมอลำหมู่-หมอลำกลอน) และหมอลำสมัยใหม่ ให้คนได้เรียนรู้ก่อนชมการแสดงจริง
    • Projection Mapping: การยิงแสงสีเล่าเรื่องราวลงบนพื้น อาคาร หรือแม่น้ำ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดความสนใจของผู้คน
    • การจัด Workshops: สาธิตดนตรี ลายแคน และท่าเต้นบนเวที เพื่อให้คนดูเข้าใจที่มาและศิลปะของหมอลำมากขึ้น

    “ส่วนในด้านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น เราตั้งใจที่จะทดลองทำ “ทริปนำร่อง” เพื่อส่งต่อโมเดลให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เช่น การออกแบบแพคเกจท่องเที่ยวโดยอิงกับเทศกาลมหาหมอลำ ที่ในทริปสองฝั่งโขงนี้ เราได้พาผู้เข้าร่วมทริปไปทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวที่พาข้ามไปนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญ กินเฝอ แล้วหลับมาเที่ยวงานเทศกาลมหาหมอลำ พักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองหนองคาย จากนั้นปิดทริปด้วยการพาไปทำกิจกรรมที่ชุมชนบ้านปะโคเหนือ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น โดยทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจ่ายเพียง 3,999 บาท เท่านั้น”

    “และในอนาคต เราได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ-หนองคาย โดยในทรืปนี้จะมีการจัดโปรแกรมเสริม (Add-on) สำหรับผู้ที่ต้องการข้ามไปฝั่งลาวเป็นทางเลือกด้วย”

    ดังนั้น ในมุมมองของอาจารย์ทม มองว่า การแสดงหมอลำ เป็นมากกว่าการแสดงบนเวที แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการนำเนื้อหา (Storytelling) และเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมสองฝั่งโขงให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

    แชร์มุมมองจากศิลปินหมอลำ สปป.ลาว กับความประทับใจในฐานะ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ผูกร้อยด้วย “หมอลำและเสียงแคน”

    .ในเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่จังหวัดหนองคายในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ศิลปินหมอลำจากทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มาสะท้อนมุมมอง 2 ด้าน หมอลำรุ่นใหม่และหมอลำแบบดั้งเดิม ท่านแรก คือ จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้” จากฝั่งลาวที่คลุกคลีกับการร้องเพลงมาเกือบ 10 ปี โดยจิมมี่เริ่มร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และเชื่อว่าพรสวรรค์นี้มาทาง “สายเลือด” เนื่องจากแม่และลุงเป็นคนชอบร้องเพลง แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพก็ตาม

    จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้”

    “ผมฝึกฝนการร้องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบันครับ ตอนนี้ผมมีฐานแฟนคลับกว้างมาก โดยผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอ (MV) ในช่อง YouTube มียอดวิวประมาณ 60-70 ล้านวิว ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในลาวที่มีประมาณ 7-8 ล้านคน และในการแสดงตอนนี้ ผมได้นำศิลปะดั้งเดิมมาเข้ากับการร้องหมอลำด้วย อย่าง “ลำตั้งหวาย” ซึ่งดั้งเดิมจะมีจังหวะช้าและใช้แคนเพียงอย่างเดียว แต่เรามาเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นและใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้าไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย”

    “โดยส่วนตัวมองว่าหมอลำทางฝั่งไทยและลาวแทบไม่ต่างกันทั้งสำเนียงและลักษณะกลอนลำ เพลงจากฝั่งไทย คนลาวก็ฟังรู้เรื่อง ขณะที่เพลงจากฝั่งลาว คนไทยก็ฟังรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องแปล ดังนั้น “เสียงเพลงจึงไม่มีพรมแดน” และในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คนทั้งสองฝั่งสื่อสารและเข้าใจกันง่ายขึ้น และงานเทศกาลมหาหมอลำที่จัดขึ้นนี้ ยังเป็นโอกาสให้ ไทย-สปป.ลาว ได้แลกเปลี่ยนศักยภาพศิลปิน และการที่ผมได้รับเชิญมาแสดงที่หนองคาย ถือเป็นการให้ความสำคัญและให้โอกาสศิลปินหมอลำลาวอย่างผมได้มาแสดง เป็นตัวแทนศิลปินลาวที่ได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย”

    ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว

    ด้าน ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว สะท้อนมุมมองน่าสนใจในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ในศาสตร์ “หมอลำ” โดยแม่ดาหวันเริ่มเล่าประวัติการมาเป็น “หมอลำ” ของตนเองก่อนว่าเริ่มเป็นหมอลำตั้งแต่อายุเพียง 6 ปี เพราะเห็นคุณแม่ร้องลำในฐานะหมอลำ จึงซึมซับและมีสำนึกรักในศิลปะแขนงนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ และพรสวรรค์ของแม่ดาหวันก็เปล่งประกายในสมัยเรียน โดยสามารถนำบทเรียนมาเล่าเป็นกลอนลำได้โดยไม่ต้องแต่งล่วงหน้า

    และมักจะใช้ความสามารถด้านการลำไปแสดงในโรงเรียนเพื่อขอคะแนน ซึ่งท่านก็มักจะได้คะแนนดีจากความกล้าแสดงออกนี้นอกจากนั้น ในปัจจุบัน นอกจากจะมีอาชีพเป็นหมอลำแล้ว ยังเป็นคณะบริหารสมาคมเสียงแคนลาว ซึ่งเป็นตัวแทนศิลปินหมอลำและหมอแคนจากทั่วประเทศที่มีสมาชิกเป็นพันคน

    “ที่ประเทศลาว เราร้องหมอลำทั้งในงานบุญ งานมงคล งานอวมงคล อย่างงานศพ โดยกลอนลำที่ร้องก็จะมีเนื้อหาที่เข้ากับงานนั้นๆ ซึ่งรูปแบบการร้อง การลำ และภาษาที่ใช้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคในลาว เช่น การลำทางภาคเหนือ เรียกว่า “ขับ” เช่น ขับทุ้มหลวงพระบาง ขับซำเหนือ และลำทางภาคกลางและภาคใต้ อย่าง ลำสาละวัน”

    “สายสัมพันธ์ระหว่างหมอลำและหมอแคน ไทย-สปป.ลาว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดและรากเหง้าเดียวกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตสองฝั่งโขงที่ไม่ต่างกัน ทั้งไทยและลาวต่างร้องหมอลำเพื่ออวยพรงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือไว้อาลัยในงานศพ ศิลปะแขนงนี้จึงสามารถสืบสานรักษาต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยคนทั้ง 2 ประเทศ และยังสามารถต่อยอดจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดหนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ได้ด้วย”

    “โดยในฐานะคณะกรรมสมาคมเสียงแคนลาว เรามีการวางแผนว่าจะเปิดโครงการสอนเป่าแคนและขับลำให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบัน “แคน” ได้รับการรับรองเป็น มรดกโลก และมีการบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการเรียนในโรงเรียนของลาวแล้ว”

    “และในวันนี้ในงานเทศกาลมหาหมอลำ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ได้เห็น หมอลำคนรุ่นใหม้อย่าง จิมมี่ สิทธิพล ที่นำหมอลำดั้งเดิมมาประยุกต์เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และแน่นอนว่าตัวแม่เอง ก็จะยังคงรักษาการร้องเพลงหมอลำแบบ ดั้งเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็นการแสดงที่เป็นรากเหง้าของ หมอลำลาว อย่างแท้จริง”

    การใช้ Soft power ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    ‘มหาหมอลำเฟสติวัล’ เพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. จับมือ มมส. ยกระดับ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. ขับเคลื่อน Isan Wellness Soundscape ใช้เสียงดนตรีท้องถิ่นเยียวยาชีวิตยุคใหม่

    Post Views: 207

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/12/maha-morlum-festival-nongkhai-laos-msu/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvaAwcvTEiQAd56wceYC7