Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    โลกได้หยุดพักไม่กี่อึดใจ สุดท้ายสันติภาพแค่เพียงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ก็กลับมายืนอยู่บนปากเหวอีกครั้ง หลังการเจรจาระดับสูงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ไร้ข้อสรุป และยังไม่รู้ว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นั่นก็แปลว่าชะตากรรมของโลกและช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ยังเปราะบางต่อไป

    คนทั้งโลกคงต้องกลั้นหายใจลุ้นกันยาวๆ สถานการณ์ต่อจากนี้ จะมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์เล็กๆ อีกหรือไม่ ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้ว่า ปลายทางที่เราจะเห็นนั้นคือสันติภาพ หรือหุบเหวหายนะ ที่แน่ๆ คือช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ยังปิดอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนรุนแรงส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย ต่อไป

    ในบ้านเรา แม้มติคณะรัฐมนตรีเพิ่งคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาดูแลกลุ่มต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดสึนามิทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าฟังฉากทัศน์ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประเมินผลกระทบเป็นขั้นบันได เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกในอีก 1-2 ปี ภาวะของแพง และกำลังซื้อหดตัว ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เศรษฐกิจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อสูง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล

    หรือฟังจากน้ำเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็น่ากังวลเพราะเป็นการพูดถึงความเปราะบางของสถานการณ์น้ำมันจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ เป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือความยากลำบากในการจัดหาน้ำมันจากต่างประเทศเพราะทุกชาติจะต้องแย่งกันนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก

    นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างชัดเจนมากที่สุด นับแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมาเดือนเศษๆ ฟังแล้วก็พอจับใจความได้ว่า ปัญหาหนักกว่าน้ำมันแพง คือ หานำเข้าไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังมีน้ำมันสำรองใช้ไปอีกอย่างน้อย 100 วัน แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ หรือการนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้ข้าราชการร้องขอความร่วมมือจากประชาชน และภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home รวมถึงการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งเตรียมออกมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันช่วงเวลา 22.00 น. ไปจนถึงเวลา05.00 น. หลังสงกรานต์ ก็บ่งบอกเป็นนัยถึงระดับภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี

    จากนี้ไป คนไทยทุกคนคงต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า เราหมดยุคใช้น้ำมันราคาถูกแล้วสถานการณ์น้ำมันในประเทศจะตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิของสงคราม เราอาจจะต้องเจอความจำเป็นในการยกระดับใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจเต็มของรัฐบาลเพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างที่กำลังหาทางกดราคาดีเซลอยู่ตอนนี้

    เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือ ให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม และปรับตัวเอาตัวเองให้อยู่รอด ไม่ว่าท้ายที่สุดสันติภาพจะสำเร็จหรือล้มเหลว ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะเส้นแดงวิกฤตพลังงานและสึนามิทางเศรษฐกิจ ถูกขึงอยู่ประตูหน้าบ้านแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JoXbOfze072ftFwb5jjnZ

  • ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ทางการไอร์แลนด์เร่งคลี่คลายวิกฤต หลังผู้ประท้วงปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันและเส้นทางขนส่งประท้วงราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบริการฉุกเฉินทั่วประเทศ

    ตำรวจไอร์แลนด์เข้าดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงที่ปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันไวต์เกต ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายหลังรัฐบาลแสดงความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ “ช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่อันตรายอย่างยิ่ง”

    การประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้นำรถแทรกเตอร์และรถบรรทุกไปปิดกั้นโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ 2 แห่ง คลังเชื้อเพลิง รวมถึงถนนหลายสายในกรุงดับลิน

    ผลจากการปิดล้อมดังกล่าวทำให้สถานีบริการน้ำมันหลายร้อยแห่งทั่วประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเริ่มส่งผลกระทบต่อการให้บริการของหน่วยงานฉุกเฉินบางส่วน

    รายงานจากสื่อของรัฐเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ประท้วงอย่างน้อย 1 ราย พร้อมผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ และนำอุปกรณ์เคลื่อนย้ายยานพาหนะขนาดใหญ่เข้าปฏิบัติการบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่วิดีโอแสดงภาพรถบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งสามารถเข้าออกพื้นที่โรงกลั่นได้ภายหลังการเข้าควบคุมสถานการณ์

    ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าการประท้วงได้สร้างความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเตือนว่าประเทศอาจจำเป็นต้องปฏิเสธการรับส่งน้ำมันจากต่างประเทศ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

    เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/740850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07F1VNxMnqGkbTmcpWyYFM

  • คุณแหน : 13 เมษายน 2569

    คุณแหน : 13 เมษายน 2569

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    • หม่อมไฉไล ยุคล ณ อยุธยา ชายาในพลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุยุคล (พระองค์ชายใหญ่) มารดา พันโท หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล ฝากเชิญชวนคุณ ๆ ผู้ศรัทธาในพระแม่อุมาเทวี ไปกราบไหว้ถวายสักการะเทวรูปพระแม่อุมาเทวี อายุกว่า 1,800 ปี ซึ่งเป็นพระราชมรดกตกทอดมาจากเสด็จพระองค์ชายใหญ่ โดยปัจจุบันหม่อมไฉไลสร้างเทวาลัยถวายพระแม่อุมาเทวี ณ ตำบลลำพญา อ. บางเลน นครปฐม
    • มูลนิธิหม่อมเจ้าวุฒิวิฑู วุฒิชัย (หม่อมเจ้าหญิงหมาก) มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนตาบอด โรงเรียนคนตาบอด จังหวัดขอนแก่น จำนวน 19 ราย โดยให้ทุนการศึกษาจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เงินทุนแบ่งเป็นดังนี้ นักเรียนชั้น ม.1-ม.3 ได้รับทุน 1 หมื่นบาทต่อคนต่อภาคการศึกษา นักเรียนชั้น ม.4-ม.6 ได้รับทุนการศึกษาได้รับทุน 25,000 บาทต่อคนต่อภาคการศึกษา ผู้ประสานงานขอทุนการศึกษาครั้งนี้คือ ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท Apollo Wealth Securities จำกัด
    • คุณหญิงแมงมุม ม.ร.ว. ศรีคำรุ้ง ยุคล มีอาการดีขึ้นหลังจากป่วยด้วยโรค LSE (แพ้ภูมิตัวเอง) มานานเกือบ 20 ปี จนมีโรคอื่นรุมเร้ามากมาย แต่หญิงแมงมุมก็สู้ไม่ถอย สาเหตุที่ทำให้มีกำลังใจดีก็คือความรักท่วมท้นเสมอต้นเสมอปลายจาก เสธ. ดอลลาร์ พลตรีพัชร รัตตกุล 
    • เวลาเอ่ยถึงผู้หญิงไทยผู้รับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรเอกชนชั้นนำ ก็จะนึกถึงผู้หญิงเก่งหลายต่อหลายคน แต่มีคนหนึ่งที่ถูกเอ่ยถึงบ่อย ๆ คือ จรีพร จารุกรสกุล CEO WHA Group ผู้นำอันดับหนึ่งด้านนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ สาธารณูปโภค พลังงาน และ digital solutions หลายคนถามว่าจรีพรจบการศึกษาจากต่างประเทศใช่ไหม ตอบชัด ๆ ว่า จรีพรจบปริญญาตรี คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม. มหิดล จบโทบริหารธุรกิจจาก ม. กรุงเทพ เห็นหรือยังว่าคนเก่งจริง ไม่จำเป็นต้องจบจากต่างประเทศ เพราะจบในไทยก็เก่งกล้าสามารถระดับนานาชาติได้ จึงขอเตือนสติคนที่หลงงมงายว่าต้องไปเรียนต่างประเทศเท่านั้น จึงจะเป็นคนเก่ง ขอย้ำอีกทีว่ามหาวิทยาลัยเมืองนอกบางแห่งคุณภาพด้อยกว่ามหาวิทยาลัยไทยดี ๆ ของไทย แต่ก็ไม่คัดค้านหากไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยดีเด่นดังอันดับต้น ๆ ของโลกในต่างประเทศ เพราะมันคือการสั่งสมวิชาความรู้จากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก ขอแค่เพียงอย่าไปเรียนมหาวิทยาลัยห้องแถวเท่านั้น
    • งาน EmpowerHERAsia Leadership Forum 2026. Writh Your Next Chapter จัดโดย The CrestHaus เมื่อเดือนมีนาคม ตอกย้ำให้เห็นว่าสตรีไทยมีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจของเอเชีย โดยพบว่าในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีผู้บริหารระดับสูงที่เป็นสตรีสูงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 7 เปอร์เซ็นต์ และพบว่าสตรีมีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัทต่าง ๆ ในเอเชีย มีค่าเฉลี่ยที่ 18 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าพลังสตรีคือหัตถาครองพิภพโดยแเท้
    • ปิดท้ายด้วยเรื่องรัฐมนตรีลูกเทพในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล มีคำถามว่า เจ๊รวย สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นลูกเทพด้วยหรือไม่ ตอบว่าไม่ ๆ ๆ เพราะ เจ๊รวย สสร. จัดได้ว่าเป็นตัวแม่ทัพเมืองอำนาจเจริญของเสี่ยเป็ด เนวิน ชิดชอบ

    Victor Lee 

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/958148&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27GK6FLBdMrhTP7O86IqiC

  • กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว

    วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.46 น.

    กรมอุทยานฯ เปิดเที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ 14 เม.ย. รับ วันครอบครัว 

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดให้ประชาชนชาวไทยเข้าท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าบริการ เนื่องในโอกาส “วันครอบครัว” วันที่ 14 เมษายน 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางธรรมชาติ

    มาตรการดังกล่าว ยกเว้นค่าบริการเข้าพื้นที่และค่ายานพาหนะ สำหรับบุคคลสัญชาติไทย ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ

    การเปิดให้เข้าพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เรียนรู้ระบบนิเวศ และตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    “วันครอบครัวปีนี้ รัฐบาลอยากชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้เวลาดี ๆ ร่วมกันในพื้นที่ธรรมชาติ เรียนรู้ และพักผ่อนอย่างมีคุณค่า พร้อมร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่ และช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อให้ผืนป่าอนุรักษ์ยังคงความสมบูรณ์สำหรับคนไทยทุกคนต่อไป

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vNMS2wNNVwdz1DTKztLJ3

  • เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉากงานสงกรานต์ สุดยิ่งใหญ่ สวนเบญจกิติ-S2O รัชดา

    เปิดฉาก “Maha Songkran World Water Festival 2026” สวนเบญจกิติสุดอลังการ ขณะ S2O รัชดา สุดมันส์ นักท่องเที่ยวต่างชาติ แห่เข้าร่วมคับคั่ง

    นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี ณ ลานอัฒจันทร์ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นมาต่อยอดสู่กิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดรับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำหรับไฮไลต์ความสนุก 5 วัน เต็มอิ่มกับเสน่ห์สงกรานต์ไทยที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย โดยในวันเปิดงาน มาพร้อมไฮไลต์ขบวนแห่มหาสงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ 9 ขบวน

    กิจกรรมและโซนความบันเทิง
    การแสดงโดรนแปรอักษร กว่า 1,200 ลำ ถ่ายทอดคุณค่าของ “ประเพณีสงกรานต์ไทย” จำนวน 10 ภาพ เวลา 20.00 น. ทุกวัน

    โซนสงกรานต์ 5 ภูมิภาค สัมผัสศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น, กิจกรรม DIY และสินค้าท้องถิ่น (เวลา 11.00-22.00 น.)

    บรรยากาศงานวัดสุดคลาสสิก ก่อพระเจดีย์ทราย, บ้านผีสิง, ชิงช้าสวรรค์ และสรงน้ำพระ

    ลานเล่นน้ำและเวที EDM (เวลา 16.00-22.00 น.) พร้อมทัพดีเจชื่อดัง

    คอนเสิร์ตจากศิลปินไทย (เวลา 17.00-22.00 น.) อาทิ FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy

    ในการนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

    ส่วน บรรยากาศ งาน Singha Life presents S2O Songkran Music Festival 2026 เทศกาลดนตรีสุดมันส์แห่งปี ที่เนรมิตพื้นที่ “S2O LAND” ถนนรัชดาภิเษก ให้กลายเป็นศูนย์กลางความสนุกแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยวันแรกมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น

    ภายในงานเต็มไปด้วยสีสันของ Songkran Party Hub ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ครบครันทั้งโซนกิจกรรม พื้นที่พักผ่อน และสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งเทศกาล.

    อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญคือโปรดักชันสุดอลังการ ทั้งแสง สี เสียง และน้ำแบบ 360 องศา ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์สงกรานต์ให้แตกต่างจากทุกปี สร้างความประทับใจและความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ร่วมงานอย่างต่อเนื่อง

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1021124/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T4ug-2fz01Ue_9IeCH7c4

  • “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “มหาหมอลำเฟสติวัล” @ หนองคาย Soft Power ไทย-สปป.ลาว

    “หมอลำ นอกจากจะเป็นตัวแทนสื่อถึง “อัตลักษณ์ความเป็นอีสาน” แล้ว ยังเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อมสายสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้อง สองฝั่งโขง ประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว อีกด้วย” นี่คือบทพิสูจน์ที่ได้เห็นประจักษ์จากการได้ร่วมเดินทางไปสัมผัสกับความม่วนที่งาน “มหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้โครงการ “Art and Creative Industrial Accelerator” ด้วย

    สำหรับโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมการแสดงของศิลปินชื่อดังในเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ทั้งจาก สปป.ลาว และคณะหมอลำของไทยแล้ว สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ยังได้เปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่ได้พานักท่องเที่ยวข้ามพรมแดนไปดื่มด่ำมนต์เสน่ห์แห่งลุ่มน้ำโขง ณ นครหลวงเวียงจันทน์ พร้อมสัมผัสรากเหง้าศิลปะการแสดงพื้นบ้านกันแบบจัดเต็มอีกด้วย

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

    อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงการจัดโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้น ณ จังหวัดหนองคาย และเปิดตัวโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไทย-สปป.ลาว ว่า

    “โครงการมหาหมอลำเฟสติวัล” (Maha Morlum Festival) กำหนดจัดขึ้นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดในภาคอีสาน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อดึงเอาเอกลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละพื้นที่ มาจัดแสดงในรูปแบบของ “เทศกาลมหาหมอลำ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ครั้งที่ 1 จัดไปเมื่อวันที่ 13 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดสอนหลักสูตรหมอลำมาเป็นเวลานาน ในโอกาสนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน จึงได้รวบรวมทั้งศิษย์เก่า ศิลปินหมอลำชื่อดัง และศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดมาร่วมแสดงบนเวทีหมอลำเดียวกัน นับเป็นการเชิดชูและยกระดับให้เป็นเทศกาลมหาหมอลำครั้งแรกของจังหวัดมหาสารคาม พร้อมทั้งมีการจัดการท่องเที่ยว “เส้นทางมหาหมอลำ” เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวัฒนธรรมเมืองตักสิลานครอย่างแท้จริง” 

    “มาในครั้งนี้ ทาง สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ต้องการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เราจึงเลือกจัด “เทศกาลมหาหมอลำ” ที่จังหวัดหนองคาย (วันที่ 5 – 6 เมษายน 2569) สำหรับการจัดงานที่หนองคาย เป็นการจัดเทศกาล “มหาหมอลำเฟสติวัล” ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” งานนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินหมอลำทั้งจากประเทศไทย “ปลาย กนกพร” และคณะหมอลำ “รัตนศิลป์อินตาไทยราษฎร์” และศิลปินจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  เช่น จิมมี่ สิทธิพร รวมถึงสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมสร้างสีสันความบันเทิงตลอดคืนในเทศกาลหมอลำริมฝั่งแม่น้ำโขง”

    “โดยโครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ คอนเซปต์ “ม่วนชื่นมหาหมอลำ สัมผัสวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ที่จัดขึ้นพร้อมโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทริปสุดท้ายที่ จังหวัดนครพนม ในธีม “สัมผัสวัฒนธรรมนาคาวิถี” โดยจะดึงเอาความโดดเด่นและอัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนมมาเชิดชูและนำเสนอผ่านเทศกาลมหาหมอลำอย่างยิ่งใหญ่”

    ถอดบทเรียน การใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็นสื่อ เชื่อมความสัมพันธ์ สร้างรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไทย-สปป.ลาว

    อาจารย์ทม ยังชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในการใช้ วัฒนธรรมหมอลำ ซึ่งเป็น Soft power ที่ทั้งประเทศไทย และ สปป.ลาว มีเหมือนกันมาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกันว่า

    “เราสามารถใช้ วัฒนธรรมหมอลำ เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวลาว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายัง 2 ประเทศได้ เพราะ “หมอลำและเสียงแคน” เป็น “วัฒนธรรมร่วม” ของทั้งฝั่งไทยและ สปป.ลาว ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยไม่ต้องมีกำแพงทางภาษา”

    “ดังนั้น การจัดเทศกาลหมอลำจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือดึงดูดคนให้มาสัมผัสวิถีชีวิตของทั้งทางอีสานฝั่งไทย และทางฝั่งลาวได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่มีคนจากฝั่งลาวข้ามมาดูหมอลำคณะใหญ่ของไทยซึ่งหาดูได้ยากในฝั่งลาว โดยยอมรอจนด่านเปิดตอนเช้าถึงจะเดินทางกลับ”

    “และการใช้เทศกาลหมอลำและการจัดทริปท่องเที่ยวสองฝั่งโขงนี้ ยังเป็นการทำให้เกิดร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้จัดงานได้เชิญศิลปินหมอลำที่มีชื่อเสียงจากฝั่งลาว เช่น จิมมี่ สิทธิพล และศิลปินจากสมาคมเสียงแคนลาว มาร่วมแสดง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรร”ม

    “ส่วนการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น แน่นอนว่าสำหรับการจัดเส้นทางท่องเที่ยวหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งล่าสุดนี้ เราต้องการเชื่อมโยง “วัฒนธรรมสองฝั่งโขง” โดยนักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในแบบ One day trip จากนั้นกลับมาพักและดูหมอลำที่ฝั่งไทยได้อย่างสบายๆ”

    นอกจากนั้น ภายใต้โครงการยกระดับเทศกาลสู่ระดับสากล กรณีศึกษามหาหมอลำ เราได้วางวัตถุประสงค์อีกด้านไว้ด้วย นั่นคือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่สนใจและเข้าถึง “วิถีหมอลำ” ได้ลึกซึ้งกว่าแค่ความสนุกสนาน จึงมีการปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในเทศกาล เช่น

    • เทคโนโลยี VR (Virtual Reality): เพื่อจำลองบรรยากาศหมอลำ 3 รูปแบบ คือ นิทรรศการเสมือนจริง, หมอลำแบบดั้งเดิม (หมอลำหมู่-หมอลำกลอน) และหมอลำสมัยใหม่ ให้คนได้เรียนรู้ก่อนชมการแสดงจริง
    • Projection Mapping: การยิงแสงสีเล่าเรื่องราวลงบนพื้น อาคาร หรือแม่น้ำ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดความสนใจของผู้คน
    • การจัด Workshops: สาธิตดนตรี ลายแคน และท่าเต้นบนเวที เพื่อให้คนดูเข้าใจที่มาและศิลปะของหมอลำมากขึ้น

    “ส่วนในด้านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวนั้น เราตั้งใจที่จะทดลองทำ “ทริปนำร่อง” เพื่อส่งต่อโมเดลให้ภาคธุรกิจนำไปต่อยอดบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เช่น การออกแบบแพคเกจท่องเที่ยวโดยอิงกับเทศกาลมหาหมอลำ ที่ในทริปสองฝั่งโขงนี้ เราได้พาผู้เข้าร่วมทริปไปทำกิจกรรมหลากหลาย ทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวที่พาข้ามไปนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญ กินเฝอ แล้วหลับมาเที่ยวงานเทศกาลมหาหมอลำ พักค้างคืนที่โรงแรมในตัวเมืองหนองคาย จากนั้นปิดทริปด้วยการพาไปทำกิจกรรมที่ชุมชนบ้านปะโคเหนือ ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในท้องถิ่น โดยทั้งหมดนี้นักท่องเที่ยวจ่ายเพียง 3,999 บาท เท่านั้น”

    “และในอนาคต เราได้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยรถไฟ เส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรฯ-หนองคาย โดยในทรืปนี้จะมีการจัดโปรแกรมเสริม (Add-on) สำหรับผู้ที่ต้องการข้ามไปฝั่งลาวเป็นทางเลือกด้วย”

    ดังนั้น ในมุมมองของอาจารย์ทม มองว่า การแสดงหมอลำ เป็นมากกว่าการแสดงบนเวที แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยว ที่มีการนำเนื้อหา (Storytelling) และเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และรักษาวัฒนธรรมสองฝั่งโขงให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย

    แชร์มุมมองจากศิลปินหมอลำ สปป.ลาว กับความประทับใจในฐานะ “บ้านพี่เมืองน้อง” ที่ผูกร้อยด้วย “หมอลำและเสียงแคน”

    .ในเทศกาลมหาหมอลำเฟสติวัล ที่จัดขึ้นที่จังหวัดหนองคายในครั้งนี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ 2 ศิลปินหมอลำจากทางฝั่ง สปป.ลาว ที่มาสะท้อนมุมมอง 2 ด้าน หมอลำรุ่นใหม่และหมอลำแบบดั้งเดิม ท่านแรก คือ จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้” จากฝั่งลาวที่คลุกคลีกับการร้องเพลงมาเกือบ 10 ปี โดยจิมมี่เริ่มร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ม.4 และเชื่อว่าพรสวรรค์นี้มาทาง “สายเลือด” เนื่องจากแม่และลุงเป็นคนชอบร้องเพลง แม้จะไม่ได้เป็นศิลปินมืออาชีพก็ตาม

    จิมมี่ สิทธิพล “หมอลำอินดี้”

    “ผมฝึกฝนการร้องมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นอาชีพหลักในปัจจุบันครับ ตอนนี้ผมมีฐานแฟนคลับกว้างมาก โดยผลงานเพลงและมิวสิกวิดีโอ (MV) ในช่อง YouTube มียอดวิวประมาณ 60-70 ล้านวิว ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในลาวที่มีประมาณ 7-8 ล้านคน และในการแสดงตอนนี้ ผมได้นำศิลปะดั้งเดิมมาเข้ากับการร้องหมอลำด้วย อย่าง “ลำตั้งหวาย” ซึ่งดั้งเดิมจะมีจังหวะช้าและใช้แคนเพียงอย่างเดียว แต่เรามาเพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นและใส่ดนตรีร่วมสมัยเข้าไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย”

    “โดยส่วนตัวมองว่าหมอลำทางฝั่งไทยและลาวแทบไม่ต่างกันทั้งสำเนียงและลักษณะกลอนลำ เพลงจากฝั่งไทย คนลาวก็ฟังรู้เรื่อง ขณะที่เพลงจากฝั่งลาว คนไทยก็ฟังรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องแปล ดังนั้น “เสียงเพลงจึงไม่มีพรมแดน” และในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ช่วยให้คนทั้งสองฝั่งสื่อสารและเข้าใจกันง่ายขึ้น และงานเทศกาลมหาหมอลำที่จัดขึ้นนี้ ยังเป็นโอกาสให้ ไทย-สปป.ลาว ได้แลกเปลี่ยนศักยภาพศิลปิน และการที่ผมได้รับเชิญมาแสดงที่หนองคาย ถือเป็นการให้ความสำคัญและให้โอกาสศิลปินหมอลำลาวอย่างผมได้มาแสดง เป็นตัวแทนศิลปินลาวที่ได้มาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย”

    ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว

    ด้าน ดาหวัน วิจิตรวงสา หมอลำและคณะกรรมการสมาคมเสียงแคนลาว สะท้อนมุมมองน่าสนใจในการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ในศาสตร์ “หมอลำ” โดยแม่ดาหวันเริ่มเล่าประวัติการมาเป็น “หมอลำ” ของตนเองก่อนว่าเริ่มเป็นหมอลำตั้งแต่อายุเพียง 6 ปี เพราะเห็นคุณแม่ร้องลำในฐานะหมอลำ จึงซึมซับและมีสำนึกรักในศิลปะแขนงนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ และพรสวรรค์ของแม่ดาหวันก็เปล่งประกายในสมัยเรียน โดยสามารถนำบทเรียนมาเล่าเป็นกลอนลำได้โดยไม่ต้องแต่งล่วงหน้า

    และมักจะใช้ความสามารถด้านการลำไปแสดงในโรงเรียนเพื่อขอคะแนน ซึ่งท่านก็มักจะได้คะแนนดีจากความกล้าแสดงออกนี้นอกจากนั้น ในปัจจุบัน นอกจากจะมีอาชีพเป็นหมอลำแล้ว ยังเป็นคณะบริหารสมาคมเสียงแคนลาว ซึ่งเป็นตัวแทนศิลปินหมอลำและหมอแคนจากทั่วประเทศที่มีสมาชิกเป็นพันคน

    “ที่ประเทศลาว เราร้องหมอลำทั้งในงานบุญ งานมงคล งานอวมงคล อย่างงานศพ โดยกลอนลำที่ร้องก็จะมีเนื้อหาที่เข้ากับงานนั้นๆ ซึ่งรูปแบบการร้อง การลำ และภาษาที่ใช้จะเปลี่ยนไปตามแต่ละภูมิภาคในลาว เช่น การลำทางภาคเหนือ เรียกว่า “ขับ” เช่น ขับทุ้มหลวงพระบาง ขับซำเหนือ และลำทางภาคกลางและภาคใต้ อย่าง ลำสาละวัน”

    “สายสัมพันธ์ระหว่างหมอลำและหมอแคน ไทย-สปป.ลาว มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากมีต้นกำเนิดและรากเหง้าเดียวกัน โดยเฉพาะวิถีชีวิตสองฝั่งโขงที่ไม่ต่างกัน ทั้งไทยและลาวต่างร้องหมอลำเพื่ออวยพรงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ หรือไว้อาลัยในงานศพ ศิลปะแขนงนี้จึงสามารถสืบสานรักษาต่อไปได้อย่างยั่งยืนโดยคนทั้ง 2 ประเทศ และยังสามารถต่อยอดจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดหนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ได้ด้วย”

    “โดยในฐานะคณะกรรมสมาคมเสียงแคนลาว เรามีการวางแผนว่าจะเปิดโครงการสอนเป่าแคนและขับลำให้กับเยาวชน เนื่องจากปัจจุบัน “แคน” ได้รับการรับรองเป็น มรดกโลก และมีการบรรจุเข้าสู่หลักสูตรการเรียนในโรงเรียนของลาวแล้ว”

    “และในวันนี้ในงานเทศกาลมหาหมอลำ เป็นที่น่ายินดีอย่างมากที่ได้เห็น หมอลำคนรุ่นใหม้อย่าง จิมมี่ สิทธิพล ที่นำหมอลำดั้งเดิมมาประยุกต์เพิ่มจังหวะให้เร็วขึ้นเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และแน่นอนว่าตัวแม่เอง ก็จะยังคงรักษาการร้องเพลงหมอลำแบบ ดั้งเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังยังได้เห็นการแสดงที่เป็นรากเหง้าของ หมอลำลาว อย่างแท้จริง”

    การใช้ Soft power ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย

    ‘มหาหมอลำเฟสติวัล’ เพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. จับมือ มมส. ยกระดับ อุตสาหกรรมหมอลำ

    บพข. ขับเคลื่อน Isan Wellness Soundscape ใช้เสียงดนตรีท้องถิ่นเยียวยาชีวิตยุคใหม่

    Post Views: 207

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/04/12/maha-morlum-festival-nongkhai-laos-msu/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvaAwcvTEiQAd56wceYC7

  • ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี ตรวจจุดบริการสงกรานต์ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้านเขื่อนรัชชประภานักท่องเที่ยวคึกคัก

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี นำหัวหน้าส่วนราชการตรวจเยี่ยมจุดตรวจ/จุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เน้นย้ำมาตรการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวเขื่อนรัชชประภาคึกคัก

    วันนี้ (12 เม.ย.69) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน และผู้เกี่ยวข้อง ออกตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำจุดอำนวยความสะดวกและจุดบริการประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ในพื้นที่ 3 อำเภอ 4 จุดบริการ จุดแรกตรงข้ามปั๊มน้ำมัน ปตท. ก กิจ ทางหลวงสาย 41 ขาล่องใต้ อ.พุนพิน จุดที่สองหน้าที่พักสายตรวจ กม.43 บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จุดที่สามหน้าวัดบ้านตาขุน อ.บ้านตาขุน และจุดที่สี่ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน

    ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มอบสิ่งของและพบปะพูดคุย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สาธารณสุข ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมกำชับทุกจุดให้ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในเรื่องของเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัยทั้งคนขับขี่และคนซ้อนท้าย ไม่ขับรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ขับรถย้อนสร ขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนนักท่องเที่ยว ให้มีความปลอดภัย เดิน ทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ขณะที่บรรยากาศด้านการท่องเที่ยว ณ บริเวณท่าเรือท่องเที่ยวเทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน ภายในเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน พบว่า ชาวต่างชาติชาย-หญิง เดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว ลงเรือหางยาวเพื่อชมความงามทางธรรมชาติภายในอ่างเก็บน้ำ ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่าหนาตา ทั้งมาแบบหมู่คณะ แบบคนเดียว และครอบครัว ซึ่งตลอดทั้งวันบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เน้นย้ำในเรื่องมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนเมื่อลงเรือต้องสวมใส่ชูชีพ หากฝ่าฝืนปรับ 5,000 บาท พร้อมกำชับเจ้าท่าให้ตรวจสอบความปลอดภัยของท่าเทียบเรือ จำนวนคนต้องไม่เกินที่กำหนด และให้ปฏิบัติตามข้อกฎหมายต่างๆ อย่างเคร่งครัด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/141232&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_rIOxsaapTuVAAdNom35p

  • “ธรรมนัส” อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอคนไทยมีความสุข แม้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ธรรมนัส” อวยพรสงกรานต์ 2569 ขอคนไทยมีความสุข แม้ต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ร.อ.ธรรมนัส”ส่งสุขสงกรานต์ 2569 ถึงคนไทยทั้งประเทศ ชี้ แม้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ประชาชนยังเผชิญค่าครองชีพพุ่งสูง ขอให้กำลังใจทุกคนสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวอวยพรเนื่องในเทศกาล สงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่ไทย ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงเวลาอันเป็นมงคลของคนไทย เป็นโอกาสแห่งการเริ่มต้นใหม่ การกลับไปหาครอบครัว และการสืบสานประเพณีอันดีงามที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้เทศกาลปีใหม่ไทยปีนี้เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่น และความปลอดภัย

    พรรคกล้าธรรม
    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.)

    โดยเฉพาะการเดินทางกลับภูมิลำเนา ขอให้ทุกคนถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ปราศจากอุบัติเหตุ และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างมีความหมาย

    ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพ ที่ยังส่งผลกระทบชีวิตคนไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนักขึ้นในชีวิตประจำวัน

    “แม้จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่พี่น้องประชาชนยังต้องเผชิญกับความยากลำบากจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนก้าวผ่านทุกอุปสรรคครั้งนี้ไปให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/273057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SUyiEsY5x85pPFck8PzKb

  • กระหึ่มแซนด์เฮิร์สต์! นายร้อยไทยสุดเจ๋ง คว้าดาบเกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก | เดลินิวส์

    กระหึ่มแซนด์เฮิร์สต์! นายร้อยไทยสุดเจ๋ง คว้าดาบเกียรติยศรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของโลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 เม.ย. แฟนเพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team” ได้เผยแพร่ข่าวน่ายินดี โดยระบุว่า “กองทัพบกชื่นชม “นักเรียนนายร้อย รวิชญ์” รับรางวัลผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยม International Sword จากโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์ สร้างความภาคภูมิใจแก่ประเทศไทย”

    ​เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล ตัวแทนกองทัพบกไทย ได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิร์สต์ สหราชอาณาจักร (Royal Military Academy Sandhurst – RMAS) และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล International Sword ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่มีผลการเรียนและการฝึกยอดเยี่ยมที่สุดประจำปี 2026

    ​พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสวนสนามจบการศึกษาของนักเรียนนายร้อย (Sovereign’s Parade) โดยมี พลเอกหญิง Dame Sharon Nesmith รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งสหราชอาณาจักร (Vice-Chief of the Defence Staff) เป็นผู้แทนพระองค์ตรวจแถวสวนสนามและมอบรางวัลเกียรติยศ ดาบยาวทหารราบกองทัพบกอังกฤษ (International Sword) พร้อมจารึกนามและคำสดุดีลงบนดาบ เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ วาณิชยากรกุล จากประเทศไทย ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ไปทั่วโลก

    ​นักเรียนนายร้อย รวิชญ์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 60 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ รุ่นที่ 71 สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เป็นผู้มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านความเป็นผู้นำ ความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงทัศนคติที่ดีตลอดการฝึกอบรมระยะเวลา 44 สัปดาห์ โดยสามารถทำคะแนนได้สูงกว่าทั้งนักเรียนนายร้อยอังกฤษและนักเรียนนายร้อยต่างชาติที่เข้ารับการศึกษาในรุ่นเดียวกัน

    ​การได้รับรางวัล International Sword ในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่งของกองทัพบกไทย และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพด้านทักษะทางทหารและเจตจำนงที่มุ่งมั่นของนักเรียนนายร้อยไทยที่ปรากฏในเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง..

    ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776012/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tukw2n7zKWJG0ZKDWvHvY

  • กยศ.ลุยหักเงินเดือนลูกหนี้เพิ่ม 1.2 แสนคน จี้นายจ้างส่งข้อมูลก่อนสงกรานต์ | เดลินิวส์

    กยศ.ลุยหักเงินเดือนลูกหนี้เพิ่ม 1.2 แสนคน จี้นายจ้างส่งข้อมูลก่อนสงกรานต์ | เดลินิวส์

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างที่เริ่มดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้นำส่งเงินครั้งแรกผ่านระบบ e-PaySLF ภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปไม่เกินวันที่ 15 ของทุกเดือน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนนักศึกษารุ่นน้อง 

    นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. ได้ส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างจำนวนกว่า 80,000 แห่ง ที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมจำนวนกว่า 120,000 ราย ให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืน กยศ. ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืน กยศ. ผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

    ดังนั้น สำหรับนายจ้างที่ได้ดำเนินการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างซึ่งเป็นผู้กู้ยืมแล้ว ขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่ 16 เมษายน 2569 และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน 

    ทั้งนี้ กยศ. ได้ตรวจพบข้อมูลนายจ้างอีกกว่า 9,900 แห่ง ที่มีผู้กู้ยืมเงินเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง และได้จัดส่งหนังสือแจ้งหน้าที่ให้เริ่มดำเนินการหักและนำส่งตั้งแต่เดือนเมษายนและพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยองค์กรนายจ้างสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการใช้งานระบบ e-PaySLF ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง” 

    กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน เพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5776456/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S9tCdi3RViaEUpfE2fqWI