Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    LPN เสนอขายหุ้นกู้ไม่มีประกัน ดอกเบี้ย 6.00% ต่อปี ทางเลือกลงทุนในภาวะเศรษฐกิจผันผวน

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในบริบทเช่นนี้ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง และกระจายพอร์ตการลงทุนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ได้รับความสนใจคือ “หุ้นกู้” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยสม่ำเสมอ และมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นสามัญ

    แม้หุ้นกู้จะไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้ระยะยาว และเน้นความมั่นคงของกระแสเงินสด การคัดเลือกหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดี จากผู้ออกที่มีความน่าเชื่อถือ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินในปัจจุบันที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย การลงทุนในหุ้นกู้ที่ให้อัตราผลตอบแทนคงที่จึงเป็นทางเลือกที่ช่วย “ล็อกผลตอบแทน” ได้ล่วงหน้า อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวน และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอให้กับพอร์ตการลงทุนของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เสนอขายหุ้นกู้

    ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์

    ล่าสุด LPN หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 อายุ 2 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 โดยเป็นหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 6.00% ต่อปี จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

    พร้อมเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ในช่วงวันที่ 27 – 29 เมษายนนี้ บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้รับไปชำระคืนหนี้แก่สถาบันการเงิน ส่งผลให้บริษัทสามารถคงวงเงินสินเชื่อดังกล่าวไว้เป็นแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อรองรับการดำเนินงานในอนาคต แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการทางการเงินและสภาพคล่องอย่างรอบคอบ มีวินัย และมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

    “บริษัทได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ “BBB-” แนวโน้ม “Negative” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2568 สะท้อนถึงแบรนด์ที่ลูกค้ายังคงให้ความเชื่อมั่น ซึ่งได้รับแรงเสริมจากบริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูง และศักยภาพการเติบโตของธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสถานะของบริษัทที่ยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้ ภายใต้บริบทของสภาวะอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน” นางสาวดารณี กล่าว

    นางสาวดารณี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีความท้าทาย บริษัท ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 6,730 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 4,060 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารจัดการงานเช่าและธุรกิจบริการ 2,670 ล้านบาท

    ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ที่ 7,600 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 13% จากปีก่อน ขณะเดียวกัน บริษัทมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปี 2569 จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,700 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 จำนวน 1,620 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในปี 2569 – 2570 นอกจากนี้ในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าลดหนี้รวมให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท และรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) ให้อยู่ต่ำกว่า 0.80 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง รองรับความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างศักยภาพในการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมยึดมั่นนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น

    ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นกู้ LPN ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ผู้จัดการการจัดจำหน่ายจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/656520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EauYBWB2fioLr-UBTuEND

  • เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต   | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต  

    เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสเติบโตมากแค่ไหนในอนาคต  

    ปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจของอินเดียนับว่าเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ด้วยมูลค่าจีดีพี 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินเดียยังนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจเร็วที่สุดในโลก มีการเติบโตอย่างมั่นคงตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และยังมีทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจต่อไปในอนาคต ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย และปัจจัยที่ส่งเสริมให้อินเดียมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมทั้งความเสี่ยงต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    เศรษฐกิจของอินเดียมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ในปีงบประมาณหน้า อินเดียอาจมีมูลค่าจีดีพีมากถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีค.ศ. 2030 อินเดียมีแนวโน้มที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย คือการบริโภคภายในประเทศที่มีการขยายตัวอย่างมาก การบริโภคภาคเอกชนในอินเดียมีการขยายตัวมากถึงร้อยละ 8.7 ต่อปี เศรษฐกิจของอินเดียจึงไม่หยุดชะงัก แม้อยู่ในช่วงที่การลงทุนและรายจ่ายของภาครัฐเกิดการชะลอตัว 

    นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของอินเดียมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ยังรวมถึงความได้เปรียบทางด้านประชากร อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวที่พร้อมเป็นแรงงานอยู่จำนวนมาก ประชากรร้อยละ 50 ของอินเดียมีอายุต่ำกว่า 25 ปี และร้อยละ 65 มีอายุต่ำกว่า 35 ปี อินเดียจึงไม่ต้องกังวลกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ที่สำคัญ อินเดียมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคง อัตราเงินเฟ้อต่ำ และหนี้สาธารณะอยู่ในสกุลเงินรูปี อินเดียจึงมีความยืดหยุ่นและรับมือต่อปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกได้ดี ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียยังมีนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน ส่งผลให้ประเทศเอื้อต่อการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว หรือดิจิทัล 

    ความพร้อมของอินเดียช่วยส่งเสริมให้ประเทศเจริญก้าวหน้า แต่ทั้งนี้ อินเดียยังคงต้องระวังความเสี่ยงจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ เตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนจากนโยบายกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา รวมทั้งต้องเตรียมแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน เช่นเดียวกับที่หลายชาติกำลังได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังต้องคอยหาทางแก้ไขการเติบโตทางภาคการเกษตรที่ยังเผชิญกับความผันผวน ปัญหาทั้งหลายอาจส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียชะลอตัวลง แต่ปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนก็ยังคงส่งเสริมให้อินเดียมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงและน่าสนใจอยู่ดี 

    ในอนาคต อินเดียอาจได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลก ประสบความสำเร็จจากแรงงานคุณภาพ เป็นแหล่งลงทุนที่นักลงทุนทั้งหลายต่างพากันจับตามอง จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูกันต่อไปว่าอินเดียจะพัฒนาต่อไปในทิศทางใด ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ที่ยังคงไม่คลี่คลาย 

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Embassy of India, Paris. (n.d.). Overview of Indian economy. https://www.eoiparis.gov.in/page/overview-of-indian-economy/

    [2] Reuters. (February 27, 2026). India’s GDP growth estimated at 7.8% in Oct-Dec following data revamp. https://www.reuters.com/world/asia-pacific/indias-gdp-growth-estimated-78-oct-dec-following-data-revamp-2026-02-27/

    [3] World Bank. (April 9, 2026). India remains among the fastest-growing economies. https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2026/04/09/india-remains-among-the-fastest-growing-economies/

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/india-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3An9sNQSWMQ3XBv9M7Xmoi

  • พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    พิษเศรษฐกิจ พบแล้วร่างหนุ่มไรเดอร์ที่จอดรถ จยย.ทิ้งไว้กลางสะพานก่อนโดดน้ำจมหาย ญาติเผยคนตายเครียดปัญหาหนี้สิน

    เมื่อเวลา 10:30 น.วันที่ 13 เม.ย.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบหลังจากที่ได้รับแจ้งมีผู้พบศพชายลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดกลางเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ

    เจ้าหน้าที่พบร่างของชายลอยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาจึงได้นำร่างชายคนดังกล่าว ขึ้นมาบริเวณท่าน้ำวัดกลางเกร็ด โดยการแต่งกายสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบ ที่แขนซ้าย และต้นคอมีรอยสัก ในกระเป๋ากางเกงพบบัตรประชาชนระบุชื่อนายวิวิศน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี มีอาชีพเป็นไรเดอร์รับส่งอาหาร จากการตรวจสอบของทางแพทย์ ไม่พบบาดแผลหรือร่องรอยการถูกทำร้าย เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วัน

    ขณะเดียวกันจากข้อมูลพบว่าเมื่อเวลา 02:20 น.ของวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่าน มีพลเมืองดีพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ซูซูกิ รุ่น GSX สีดำ ทะเบียนกรุงเทพ จอดสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้บนสะพานพระนั่งเกล้าไม่พบเจ้าของ อีกทั้งพบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ของนายวิวิศน์ วางไว้ในกล่องส่งอาหาร ซึ่งพลเมืองดี คาดว่าเจ้าของรถน่าจะกระโดดลงจากสะพานจมน้ำหาย จนกระทั่งวันนี้มาพบเป็นศพลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

    ด้านพี่เขยของผู้ตาย กล่าวว่า น้องชายเครียดเรื่องการเงิน มีหนี้สิน เกี่ยวกับค่าใช้จ่าย ค่าเช่าบ้านที่ค้างไว้หลายเดือน ค่าผ่อนรถไฟแนนซ์ก็จะฟ้อง ค่าใช้จ่ายลูกชายจะต้องไปโรงเรียนประกอบกับช่วงหลังน้ำมันแพง น้องวิ่งไรเดอร์หารายได้คนเดียวไม่เพียงพอทำให้มีความเครียดสะสม ก่อนที่น้องจะกระโดด ได้มีการโพสต์ Facebook อำลา ขอโทษแม่ ขอโทษลูกไว้ ซึ่งตนมารู้ตอนที่ภรรยาของน้องโทรมาบอกตนว่ามีตำรวจโทรไปหาแจ้งว่าพบรถจักรยานยนต์น้องจอดอยู่บนสะพาน ซึ่งคาดว่าเจ้าตัวจะกระโดดสะพานลงไป ซึ่งตอนนั้นภรรยาของน้องอยู่ต่างจังหวัดโทรมาบอกตน หลังทราบเรื่องจึงเดินทางไปที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ทันที

    ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพสภาพศพไว้ซึ่งทางญาติไม่ติดใจในการเสียชีวิตประกอบกับแพทย์เวร แจ้งว่าไม่มีร่องรอยบาดแผลหรือการถูกทำร้าย จึงมอบผู้เสียชีวิตให้กับญาติไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D80VvdpBLtuNEPVl-_5Fv

  • คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

    คลังล้างไพ่ ‘บัตรคนจน’ รอบใหม่ ใช้ฐานข้อมูลกรองเข้ม เหลือ 9 ล้านคน

    กระทรวงการคลังกางแผนเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ดึงระบบเดต้าเลคเชื่อมฐานข้อมูล 20 หน่วยงาน คัดกรองเชิงลึก ทั้งรายได้ รายจ่าย และทรัพย์สิน คาดหั่นยอดผู้ได้รับสิทธิ์จาก 13.4 ล้านคน เหลือ 9 ล้านคน ลดภาระงบประมาณรัฐ เล็งดีเดย์ภายในก.ย. นี้

    โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บัตรคนจน” ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่สำคัญสำหรับกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยและมีความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

    โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มดังกล่าวมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาในทุกวิกฤติเศรษฐกิจ โดยในปีงบประมาณ 2569 นี้ ถือเป็นรอบปีสำคัญที่จะต้องมีการทบทวนสถานะของผู้ถือบัตรตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในทุก 4 ปี นับจากการเปิดลงทะเบียนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนรอบใหม่นี้จะใช้ข้อได้เปรียบจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่มีความสมบูรณ์และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกันถึง 20 หน่วยงาน ครอบคลุมฐานข้อมูลประชาชนกว่า 60 ล้านคน และภาคธุรกิจอีกกว่า 6 แสนราย ซึ่งจากความเข้มข้นของการตรวจสอบด้วยฐานข้อมูลชุดใหม่นี้ แหล่งข่าวคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้จำนวนผู้ถือบัตรที่ผ่านเกณฑ์ลดลงจากปัจจุบัน 13.4 ล้านคน เหลือเพียง 9 ล้านคน

    ดึงฐานข้อมูลคัดกรองเข้ม

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ในอีกประมาณ 2-3 เดือนข้างหน้านี้ โดยการลงทะเบียนครั้งนี้ จะมีการนำระบบเดต้าเลคเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติของผู้รับสิทธิ์ เปรียบเสมือนการทำความสะอาดฐานข้อมูล (Cleansing Data) ครั้งใหญ่ของประเทศ เพื่อคัดกรองกลุ่มคนยากจนที่แท้จริงที่รัฐควรให้ความช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติเบื้องต้นจะยังคงอิงเงื่อนไขเดิม เช่น ผู้ลงทะเบียนต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ระบบจะเพิ่มมิติการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกด้านรายจ่ายและทรัพย์สินอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ด้วยฐานข้อมูลภาครัฐที่มีข้อมูลจาก 20 องค์กร อาทิ ข้อมูลรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน เงินฝาก บัญชีการลงทุนในตลาดหุ้น การหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ได้ทั้งหมด

    นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ซึ่งหากพบว่าผู้ลงทะเบียนรายใดมียอดการใช้จ่ายสะสมเกิน 100,000 บาท หรือมียอดบริจาคเงินจำนวนมาก จะถูกนำมาพิจารณาคุณสมบัติความเป็นผู้มีรายได้น้อยกันใหม่ทันที รวมถึงการตรวจสอบไปถึงชื่อที่เป็นกรรมการบริษัทในลักษณะนอมินี ซึ่งผู้ลงทะเบียนรายนั้นจะถูกปัดตกและไม่ผ่านเกณฑ์การรับสิทธิ์เช่นกัน

    หวังลดภาระงบประมาณ

    ทั้งนี้ การดึงระบบอัตโนมัติมาคัดกรองผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกไป จะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณและสามารถจัดสรรเม็ดเงินไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลต้องแบกรับภาระดูแลผู้ถือบัตรถึง 13.4 ล้านคน ซึ่งมีการอุดหนุนสวัสดิการสูงสุดถึงคนละ 4,700 บาทต่อเดือน

    สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียน ได้มีการปรับปรุงระบบให้ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้สมัครไม่ต้องยุ่งยากกับการกรอกรายละเอียดทรัพย์สินเหมือนในอดีต เพียงแค่ใช้ชื่อ นามสกุล และเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

    โดยระยะเวลาเปิดลงทะเบียนจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นรัฐจะเข้าสู่กระบวนการนำข้อมูลไปตรวจสอบหลังบ้านอีกประมาณ 1-2 เดือน ทั้งนี้ กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถเปิดให้กลุ่มผู้ที่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่เริ่มใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ในช่วงปลายปีงบประมาณ หรือเดือน ก.ย. เป็นต้นไป

    ใช้ผ่านสมาร์ทโฟน-ร้านค้าคนละครึ่ง

    นายลวรณ กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ซึ่งเดิมมีข้อจำกัดในการใช้จ่ายได้เฉพาะในกลุ่มร้านธงฟ้าซึ่งมีอยู่ 1 แสนร้านค้า จะได้รับการปลดล็อกให้สามารถใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนได้ ทั้งยังนำวงเงินสวัสดิการดังกล่าวไปใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยระดับ SMEs หรือร้านสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้ โดยตัวเลขจากโครงการล่าสุดมีจำนวนกว่า 9 แสนร้านค้าทั่วประเทศ จะช่วยกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ปูทางสู่ Negative Income Tax

    ฐานข้อมูลที่สมบูรณ์แบบนี้จะถูกนำมาสร้างเป็นโปรไฟล์ (Profile) ของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งข้อมูลโปรไฟล์ดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเพื่อจัดทำอารีย์สกอร์ (Ari Score) เพื่อวิเคราะห์สถานะทางการเงินของแต่ละบุคคล ให้ง่ายต่อการเข้าถึงสินเชื่อ  และท้ายที่สุดแล้ว ระบบฐานข้อมูลและอารีย์สกอร์ที่ชัดเจนนี้ จะถูกพัฒนาปูทางไปสู่นโยบายภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ “Negative Income Tax” ได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต 

    ซึ่งระบบดังกล่าวจะเข้ามาช่วยจำแนกได้อย่างเด็ดขาดว่า บุคคลใดคือผู้ที่ควรจะได้รับเงินสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐจริง ๆ และบุคคลใดคือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีให้แก่ประเทศ การปรับปรุงฐานข้อมูลครั้งใหญ่นี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดภาระทางการคลัง และประหยัดงบประมาณของชาติได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lSQ_IdYA4DZlt5xXTfCmx

  • สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังเจรจาในปากีสถานล้มเหลว

    สหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังเจรจาในปากีสถานล้มเหลว

    สหรัฐอเมริกาประกาศการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านทั้งหมดเริ่มวันจันทร์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างฝ่ายสงครามในกรุงอิสลามาบาด ประเทศปากีสถาน ล้มเหลวลง ทั้งที่กองทัพอิหร่านเตือนว่าจะถือการกระทำดังกล่าวเป็นการโจรสลัด

    รายละเอียดการปิดล้อม

    ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่าจะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางการค้าที่มีความสำคัญยุทธศาสตร์ซึ่งเขาเรียกร้องให้เตหะรานเปิดให้เต็มรูปแบบ หลังรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ออกจากการเจรจากับคณะผู้แทนอิหร่านในอิสลามาบาด

    กองทัพสหรัฐระบุว่าการปิดล้อมจะเริ่มเวลา 14:00 GMT และใช้กับเรือทุกลำที่ออกจากหรือพยายามเทียบท่าที่ท่าเรืออิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องทางสำคัญ

    ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน

    ราคาน้ำมันซึ่งลดลงหลังการหยุดยิงกลับพุ่งขึ้นประมาณ 8% ในวันจันทร์ โดยสัญญา WTI และ Brent ทั้งคู่ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเจรจาที่ล้มเหลวในสุดสัปดาห์ทำลายความหวังในข้อตกลงอย่างรวดเร็วเพื่อยุติสงครามอย่างถาวร

    ปฏิกิริยาจากอิหร่านและนานาชาติ

    กองบัญชาการทหารอิหร่านออกแถลงการณ์ประณามการปิดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าเป็นการกระทำโจรสลัดอาชญากรรม และเตือนว่า “หากความมั่นคงของท่าเรืออิหร่านในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับถูกคุกคาม ไม่มีท่าเรือใดในอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับจะปลอดภัย”

    จีนซึ่งเป็นคู่แข่งมหาอำนาจของวอชิงตันและเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่วิพากษ์วิจารณ์แผนดังกล่าว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กั๋วเจียคุน กล่าวว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ

    ท่าทีของพันธมิตรนาโต้

    ในหมู่พันธมิตรนาโต้ของวอชิงตัน รัฐมนตรีกลาโหมสเปน มาร์การิตา โรเบลส กล่าวว่าการปิดล้อมทางเรือที่วางแผนไว้ “ไม่สมเหตุสมผล” ส่วนนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในการสัมภาษณ์วิทยุบีบีซีว่าอังกฤษจะไม่เข้าร่วมการปิดล้อมของสหรัฐ

    In Tehran, a vendor pushes his cart past a giant billboard reading 'The Strait of Hormuz remains closed'

    In Tehran, a vendor pushes his cart past a giant billboard reading ‘The Strait of Hormuz remains closed’

    Trump told reporters he 'doesn't care' if Iran came back to talks after negotiations in Pakistan failed to reach a deal

    Trump told reporters he ‘doesn’t care’ if Iran came back to talks after negotiations in Pakistan failed to reach a deal

    People mourn victims killed earlier this week by Israeli airstrikes in Abbasiyeh on April 10, 2026

    People mourn victims killed earlier this week by Israeli airstrikes in Abbasiyeh on April 10, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-announces-iranian-ports-blockade-after-failed-pakistan-talks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D882kdjO3ZTRgxboYmHWO

  • หนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม! น้ำมันสหรัฐ มากกว่า ซาอุฯ-รัสเซีย

    หนึ่งในผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม! น้ำมันสหรัฐ มากกว่า ซาอุฯ-รัสเซีย

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาประเทศ นโยบายเศรษฐกิจมหภาค การเงิน และตลาดทุน (FETCO) กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาน้ำมันในสหรัฐผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

     Rory Johnston นักวิเคราะห์ด้านน้ำมัน  ระบุภาพเรือขนส่งน้ำมันที่กำลังเข้าคิวมาที่สหรัฐ จากการที่อิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz

    ประธานาธิบดีทืรัมป์  เอามาภาพนี้มาเผยแพร่ในโซเชียลของตนเองและให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่องว่า สหรัฐมีน้ำมันมากกว่า ซาอุดิอาระเบีย + รัสเซีย เป็นผู้ที่มีน้ำมันเยอะสุดในโลก

    ขณะนี้ทุกประเทศที่กำลังขาดแคลนน้ำมัน ทั้งเอเชีย และยุโรปกำลังมุ่งตรงมาที่ Gulf of America  ดังจะเห็นในภาพด้านล่าง

    สหรัฐพร้อมขายน้ำมันเราเหลือเฟือมาได้เลย

    นอกจากนี้ ทุกคนสามารถซื้อได้จากเวเนซุเอลาเช่นกัน

    สหรัฐได้ส่วนแบ่งกำไรจากการขายน้ำมันดังกล่าว

    ท่านภูมิใจมากในเรื่องนี้ พูดถึงบ่อยครั้งในช่วงหลังๆ

    พอๆ กับการบอกว่าสหรัฐไม่ได้ใช้น้ำมันจาก Hormuz เป็นปัญหาของคนอื่นๆ ที่สหรัฐทำอยู่ คือ ช่วยทุกคน ไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐรอได้เช่นกันเพราะได้ประโยชน์

    นอกจากนี้ ราคาหุ้นสหรัฐก็ปรับตัวดีขึ้นDow Jones กลับมาที่ 47,500-48,500

    ไม่รีบร้อนมีเวลากดดันอิหร่านให้ยุติเรื่องนิวเคลียร์ผ่านการปิดล้อมช่องแคบ Hormuz ที่ต้องใช้เวลากว่าจะส่งผล โดยหวังว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะล้มลงสร้างแรงกดดันจากภายในอิหร่านอีกด้าน

    พร้อมสร้างสมดุลใหม่ระหว่างพลเรือนและทหารในอิหร่าน ที่ดูเหมือนจะเห็นไม่ตรงกัน ให้ยอมในที่สุด

    มาดูกันครับว่า จะเป็นไปตามหวังหรือไม่ อิหร่านจะโต้กลับอย่างไร

    จะเกิด ”อุบัติเหตุ“ ที่ทำให้ต้องโจมตีอีกรอบ หรือไม่  และการเผชิญหน้า จะลุกลามไปถึงตุรกี จีน ด้วยไหม !!!

    มาติดตามกันครับ

    ขอบคุณภาพจาก Rory Johnston โดยเขาอธิบายว่า สีน้ำเงินคือเรือบรรทุกน้ำมันแบบ “สกปรก” (เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ฯลฯ)

    สีขาวคือเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันแบบ “สะอาด” (เช่น เบนซิน ดีเซล ฯลฯ) และสีส้มคือเรือบรรทุกก๊าซ (เช่น LNG, LPG ฯลฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02lIQ3vetaPsGJKZpvBSkk

  • นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    นายกฯเยอรมนีฟาดเละ ไม่แปลกใจเจรจาสันติภาพล่ม ชี้เศรษฐกิจโลกพังต่ออีกนาน

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.18 น.

    13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า เขามีความคาดหวังต่ำต่อการเจรจาที่จัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

    นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า  ผมไม่แปลกใจกับการตัดสินใจยุติการเจรจาในอิสลามาบัด ตั้งแต่แรกเริ่ม ผมก็ไม่รู้สึกว่า (การเจรจา) นั้นเตรียมการมาดีเป็นพิเศษ อีกทั้งเขายังกล่าวเป็นนัยว่า การแก้ปัญหาทางการทูตจะไม่ใช่กระบวนการที่รวดเร็ว และระบุว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง นี่จะเป็นกระบวนการระยะยาว และเราจะยังคงรู้สึกถึงผลกระทบของสงครามนี้ไปอีกนาน แม้หลังจากที่สงครามสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฟรีดริช แมร์ซ แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจา โดยกล่าวว่าเขารู้สึกว่าสันติภาพยังคงอยู่ห่างไกลออกไป 

    โฆษกของนายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันนี้ว่า ทางออกทางการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะยุติสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และเยอรมนีมี ผลประโยชน์พื้นฐานในความสำเร็จทางการทูต

    โฆษกยังได้กล่าวถึงคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซโดยกองทัพสหรัฐฯ ด้วย เขาเปรียบเทียบคำพูดของทรัมป์กับ การเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มแรงกดดัน โดยอ้างถึงแถลงการณ์จากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ที่ระบุว่าการปิดล้อมจะมุ่งเป้าไปที่ท่าเรือของอิหร่านไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/958538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MJsEYdKpG5kEhU25PiRCP

  • ธอส.อัดเม็ดเงินสินเชื่อเข้าระบบช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 13 เม.ย.69

    ธอส.อัดเม็ดเงินสินเชื่อเข้าระบบช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 13 เม.ย.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/SGmPsZsRgQA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B5aBgibF4OCjFDFQZ7p6y

  • สู้วิกฤต ‘สงครามลากยาว’  มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องแม่นยำ

    สู้วิกฤต ‘สงครามลากยาว’ มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลต้องแม่นยำ

    ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศต่างๆมีความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤต ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และฐานะการคลังของประเทศให้เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

    ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซีย ในปี 2565 และสงครามในตะวันออกกลางในปีนี้สิ่งที่เหมือนกันคือสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทยต้องเผชิญการบริหารเศรษฐกิจที่ยากลำบากเพราะพลังงานเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินธุรกิจ และต้นทุนในการดำเนินชีวิตของประชาชน

    แม้ว่าจะมีสัญญาณบวกในเรื่องการเจรจากันระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครรู้ว่าสงครามครั้งนี้จะลากยาวไปแค่ไหน ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด หรือจำกัดการเปิดแบบที่ให้เรือไม่กี่ลำแล่นผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอีกยังมีอยู่อีกมาก เพราะซัพพลายน้ำมันยังคงหายไปจากระบบ 15-20% ต่อวัน

    ล่าสุดสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ได้ประเมินฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง โดยกรณีที่ดีที่สุดสงครามจะยุติได้ภายใน 2 เดือน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 1.4% แต่หากสงครามไม่จบภายใน 6 เดือนจีดีพีไทยปีนี้จะขยายตัวได้แค่ 0.2% เท่านั้น นอกจากนั้นเงินเฟ้ออาจจะพุ่งขึ้นไปถึง 5.8%

    เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับภาวะ “Stagflation”  เงินเฟ้อสูงในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำซึ่งเป็นภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์บอกว่าแก้ไขให้กลับมาปกติทำได้ยาก ต้องทั้งใช้เวลาและงบประมาณอย่างมากในการแก้ปัญหา

    เมื่อสถานการณ์สงครามอาจลากยาว ในภาวะที่สถานการณ์คลังของประเทศก็มีข้อจำกัดมีพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) เหลืออยู่ไม่มากก็จะชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 70% รัฐบาลจึงมีความท้าทายอย่างมากในการบริหารสถานการณ์วิกฤตนี้ ท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่จำกัด

    แม้ว่ารัฐบาลจะมีความสามารถในการระดมเอางบประมาณที่เหลืออยู่จากหน่วยงานต่างๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า หรือตัดงบประมาณในการอบรมสัมมนา มาทำเป็นพ.ร.บ.โอนงบประมาณเพื่อให้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ.2569 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 7 – 8 หมื่นล้านบาท แต่วงเงินดังกล่าวก็ถือว่าไม่มากนักหากเทียบกับขนาดและผลกระทบของวิกฤตที่เกิดขึ้น ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบว่าจะออกแบบมาตรการใด เพื่อช่วยกลุ่มใดมากที่สุด

    มาตรการช่วยเหลือที่ออกมาต้องแม่นยำ ไปยังกลุ่มคนที่ต้องการการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรก แนวทางแบบนี้ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอุดหนุนราคาพลังงานที่เป็นการบิดเบือนราคา และใช้เงินจำนวนมหาศาล

    อย่างไรก็ตามข้อจำกัดจากฐานข้อมูลที่ใช้จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ยังมีจำนวน 13.4 ล้านคนเท่าเดิมมาหลายปี ถือเป็นช่องโหว่สำคัญที่ต้องดำเนินการ

    การลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่จึงควรมีการทำขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาศัยข้อมูลที่สามารถคัดกรองได้จริงๆว่าใครคือกลุ่มเปราะบางที่ภาครัฐต้องให้ความช่วยเหลือ

    หากสามารถทำได้ในส่วนนี้นอกจากการช่วยเหลือจะลงไปในกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง ยังจะช่วยรัฐบาลให้มีงบประมาณเหลือพอที่จะรับมือกับวิกฤตที่ลากยาวออกไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/economics/1229150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Nwo9BldxlmQtg_aGxK2Rl

  • “พาณิชย์” ชวนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย เตรียมสินค้ากว่า 3,000 รายการ ลดสูงสุด 58%

    “พาณิชย์” ชวนซื้อสินค้า ไทยช่วยไทย เตรียมสินค้ากว่า 3,000 รายการ ลดสูงสุด 58%

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนมีการใช้จ่ายสูง ทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนา การเดินทางท่องเที่ยว การจัดเลี้ยง และการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวสินค้า ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือจากห้างค้าส่ง-ค้าปลีกรายใหญ่ อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ Tops วัตสัน ฟู้ดแลนด์ 7-11 ซีเจ มอร์ และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศ อาทิ สหพัฒน์ ยูนิลิเวอร์ BJC Kao ไวไว ข้าวมาบุญครอง ข้าวแสนดี ข้าวหงษ์ทอง และข้าวไก่แจ้ นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุม 16 ประเภทสินค้า ลดราคาตั้งแต่ 25-58%

    อาทิ สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ จาก Tops เช่น “ท็อปส์” ข้าวหอม 100 เปอร์เซ็นต์ 5กก. ราคาโปรโมชัน 112 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 10 – 20 บาท / “มัสท์ชู” กระดาษชำระแบบม้วนเอ็กซ์ตร้า 24 ม้วน ราคาโปรโมชัน 95 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 – 50 บาท / “ถูกใจ” ผงซักฟอกสูตรมาตรฐานสำหรับซักเครื่อง 1,000 กรัม ราคาโปรโมชัน 35 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 35 บาท / “สมาร์ทเตอร์” น้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว 740 มล. แพค 3 ราคาโปรโมชัน 99 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 – 40 บาท เป็นต้น

    ทั้งนี้ Tops ยังมีสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ กว่า 600 รายการ ที่นำมาร่วมลดราคา รวมถึง เฮ้าส์แบรนด์จากแม็คโคร โลตัส บิ๊กซี เดอะมอลล์ วัตสัน ที่นำมาร่วมลดราคาอีกหลายพันรายการ ซึ่งนอกจากช่วยบรรเทาค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ทั้งนี้ ในระยะต่อไป กรมฯ มีแผนขยายโอกาสให้สินค้าชุมชนและสินค้า OTOP เข้าสู่ช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ และแพลตฟอร์มออนไลน์ได้มากขึ้น เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน”

    “สำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่มาถึง ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทย จากห้างค้าส่ง-ค้าปลีกชั้นนำได้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกคุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และมีส่วนร่วมในการช่วยผู้ประกอบการไทย พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน”นายพูนพงษ์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12806397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fBlVomz_GuTN7fVZ2EX2i