Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    วันนี้ผมมาที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม เพื่อมาพบกับลูกค้ารายใหญ่ของผมและหารือธุรกิจที่นี่ ปกติวันหยุดยาวผมมักจะอาศัยวันหยุดทุกครั้งเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำธุรกิจต่อทุกปี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องเสียวันหยุดไปด้วยการพักผ่อน หากปีไหนไม่ได้นัดหมายลูกค้า ผมก็จะพาครอบครัวท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษเสมอ ปีนี้เผอิญว่าลูกค้ารายนี้ เขาได้ไปซื้อโรงแรมเล็กๆ ที่ฟูก๊วก เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวและยังใช้หาเงินได้อีกด้วยไว้แห่งหนึ่ง เขาจึงนัดผมมาพบที่นี่ครับ

    พอมาถึงก็เจรจาว่าความเรื่องธุรกิจจนจบ จากนั้นเขาก็พาตะเวนเที่ยวดูการเปลี่ยนแปลงของเกาะฟูก๊วก ต้องยอมรับเลยว่า เพียงแค่ 3-4 ปีที่ผมไม่ได้มาที่นี่ วันนี้เกาะฟูก๊วกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นเกาะประมงเล็กๆ ได้แปลงเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวของเวียดนามไปในทันทีเลยครับ

    ในขณะที่ไทยเรายังคงวนเวียนอยู่กับการทำแคมเปญชื่อสวยหรู แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณ หรือจัดอีเว้นท์แบบผักชีโรยหน้า เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ข้ามอ่าวไทยไปเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม กำลังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ควรจะทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองของเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่มันคือการ “ประกาศสงครามเศรษฐกิจเชิงสุนทรียภาพ” ผ่านวิสัยทัศน์ที่เราไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ยังบริหารงานกันอยู่แบบเดิม ๆ ครับ

    ผมต้องใช้คำว่าที่นี่เป็น “อาณาจักรแห่งความบ้าบิ่น” เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ของเขา ได้ทุ่ม “เงินผสมกับกึ๋น” มาเนรมิตที่ Sunset Town หรือเมืองจำลองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเกาะฟูก๊วก กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Group ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ตึกสีสวยๆ ไว้ให้คนมาเดินถ่ายรูปฟรีๆ แต่เขาเนรมิต “แม่เหล็กระดับโลก” ที่เขากล้าจ้างแชมป์โลกมาอยู่ประจำเกาะ เหมือนการยกเอาสเตเดียมโอลิมปิกมาไว้หน้าบ้าน

    ในการจัดโชว์ Symphony of the Sea และ Love Hurricane ผมได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับ “หัวกะทิ” ของโลก ที่เมืองไทยเราไม่เคยมองเห็นหัว เช่น Kristina Isaeva รองแชมป์โลก Flyboard (World Vice Champion) จากรัสเซีย ผู้ที่ใช้แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งทะยานสูงกว่า 15 เมตร ตีลังกาแหวกอากาศประหนึ่งยอดมนุษย์ หรือTomasz Kubik เจ้าของสถิติโลก Guinness World Record ผู้ทำ Backflip ได้มากที่สุดในโลกภายในหนึ่งนาที หรือคุณสุขสันต์ ตองไทย (เซฟ) แชมป์โลก 5 สมัยชาวไทยที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลก แต่กลับได้รับการชุบเลี้ยงและให้เกียรติในฐานะ “แม่เหล็กหลัก” อยู่ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม น่าเสียดายที่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยนะครับ

    ยังมี James Curtis แชมป์ Jet-ski Freestyle จากอังกฤษ ที่มาวาดลวดลายผาดโผนร่วมกับทีม จะเห็นว่าการจ้างคนเหล่านี้มาแสดง “ทุกคืน” เป็นเวลาหนึ่งปี ที่ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันหมายถึงค่าตัวมหาศาล สวัสดิการระดับพรีเมียม และการจัดการความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเวียดนามทำได้แบบไม่กะพริบตา

    นี่คือตัวเลขที่ตอกย้ำความ “ถึงใจ” ของผู้ลงทุน หากถามว่า เวียดนามกล้าแค่ไหน? ให้ดูที่ตัวเลขงบประมาณและการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียมาก เช่น โรงละครริมทะเลมูลค่าหลายหมื่นล้าน โครงการโชว์มัลติมีเดียอย่าง Kiss of the Sea ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำพุ เลเซอร์ และจอยักษ์บนม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุนไปกว่า หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือการยิงพลุแบบถลุงเงิน เพราะพลุที่เกาะฟูก๊วกไม่ได้มีแค่รอบเดียวจบ แต่เขามีถึง 2 รอบต่อคืน (รอบหัวค่ำที่ผมไปดูมา และรอบดึกที่ผมดูจากหน้าต่างโรงแรม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด ค่าพลุ และ Pyrotechnics ในแต่ละคืนถูกคาดการณ์ว่าสูงถึงหลักล้านบาทไทยเลยทีเดียว คิดดูว่าปีหนึ่งเขาต้อง “เผาเงิน” ไปเท่าไหร่เพื่อสร้างภาพจำระดับโลก? 

    นอกจากนี้ยังจ้าง Partnership ระดับสากล นั่นคือ ECA 2 จากฝรั่งเศส (ผู้อยู่เบื้องหลังโชว์โอลิมปิก) และ H2O Events จากออสเตรเลีย มาเป็นผู้กำกับโชว์ ในขณะที่ไทยเรามักจะติดหล่มเรื่องการจ้างบริษัทนอมินีที่ของใครบางคน ที่เสนอราคาต่ำสุดแต่คุณภาพงานไม่ได้ดีงาม เป็นไปตามราคาที่เราจ่ายนั่นแหละครับ

    นี่ทำให้ผมคิดถึงคนไทยที่ไปโด่งดังระดับโลกคนหนึ่งที่เราชอบพูดถึง นั่นก็คือ “น้องลิซ่า Blackpink” ทุกครั้งที่อยากจะเคลมผลงานหรือสร้างกระแส แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ไทยเรายังไม่มีปัญญาพอจะสร้าง Infrastructure หรือโชว์ระดับโลกที่สมศักดิ์ศรีให้ศิลปินระดับ Global Icon อย่างเธอมาแสดงประจำได้เลย การที่ฟูก๊วกพิสูจน์แล้วว่า “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าทรัพยากร” เขาไม่ได้รอให้ความสวยงามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า

    น่าจะเป็นบทสรุปที่น่าคิดครับ เพราะในขณะที่ไทยมีทั้งน้องลิซ่า  แต่เราทำได้แค่ขอความร่วมมือให้เธอมาช่วยโปรโมทลูกชิ้นยืนกินหรือรัดเกล้ายอด แต่เวียดนามที่ไม่มีน้องลิซ่า เขากลับสร้างเมืองที่น้องลิซ่าเอง ก็อาจจะอยากมาพักผ่อน นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “พึ่งพาบุญเก่า” จากทรัพยากรการท่องเที่ยว กับการ “สร้างบุญใหม่” ของเกาะฟูก๊วก

    อาจจะมีคนที่รักชาติตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไทยถึงทำแบบฟูก๊วกไม่ได้? ผมไม่อยากพูดว่า ที่ผ่านมาเรามักจะได้รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มองแค่สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของ “ปริมาณมากกว่าคุณภาพ” การจัดงานอีเว้นท์ในไทย เรามักเน้นจัดฉากให้เจ้านายมาตัดริบบิ้น แต่ขาดความต่อเนื่องและความเป็นสากล

    นอกจากนี้ การสร้างผังเมืองและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การจะสร้างแลนด์มาร์คให้ยิ่งใหญ่ในไทย มักติดข้อกฎหมายท้องถิ่นหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ในขณะที่ฟูก๊วกถูกประกาศให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และ “Free Visa Zone” เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด ให้เอกชนได้วาดลวดลายเต็มที่ไงละครับ เจ็บจริงๆ…….

    อีกหนึ่งสัจธรรมที่เราต้องคิด คือ เมื่อแชมป์มวยไม่มีการพัฒนาหรือฝึกซ้อม วันหนึ่งแชมป์ก็ต้องถูก “แขวนนวม” ประเทศไทยเรามักจะเสพติดคำว่า “แชมป์การท่องเที่ยว” มานาน จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมพัฒนาสิ่งใหม่ๆคิดใหม่ๆ หรือเราประมาทเกินไปที่คิดว่าภูเก็ตหรือกาะเสมุยจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาล วันนี้ผมเห็นคนต่างชาติสารพัดชาติ เดินอยู่บนชายหาดฟูก๊วกแทบจะชนกันตาย แม้ที่นี่เขาอาจจะมีห้องพักน้อยกว่าของเรา แต่ในเรื่องของ “Momentum” และ “ความสดใหม่” เวียดนามเขาชนะเราไปหลายขุมแล้วละครับ หรือนี่มันคือเสียงระฆังเตือนว่า “เวลาของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว” หากไทยเรายังไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล้าจ้างคนเก่งระดับโลกมาทำงาน และรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต สักวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็น “อดีตแชมป์” ที่ทำได้แค่เล่าความหลังให้คนอื่นฟังก็เป็นไปได้นะครับ

    เราควรเลิกภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเพราะธรรมชาติแบบเดิม ๆ ได้แล้ว เพราะธรรมชาติมีวันเสื่อมลงได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันตาย หากเราไม่มีความบ้าบิ่นพอ ที่จะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เหมือนที่ Sun Group ทำที่เกาะฟูก๊วก ก็เตรียมตัวแขวนนวมและส่งมอบตำแหน่ง “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยว” ให้กับเวียดนามไปได้เลยครับ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/656428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14lpEOfEFoFMqIURYg_ITf

  • “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) กระทรวงคมนาคม สรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.) พบว่า

    ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 7,817,280 คน ลดลงร้อยละ 0.11 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 – 13 เมษายน 2568)

    กระทรวงคมนาคม
    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน (10 – 12 เม.ย. 69) เผยประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน

    ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 44 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ 

    • ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก) 156,888 คน 
    • ภาคใต้ (ทางราง) 98,881 คน 
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทางถนน) 109,751 คน 
    • ภาคเหนือ (ทางถนน) 65,335 คน 
    • ภาคตะวันออก (ทางถนน) 62,525 คน 

    ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ รวม 735,064 คน

    สำหรับการจราจรเข้า – ออกกรุงเทพมหานครบนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง มีปริมาณ 3,198,641 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.29 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 3,871,455 คัน ลดลงร้อยละ 6.86

    ด้าน ยอดใช้ระบบรางสะสมพุ่ง 3.6 ล้านคน-เที่ยว ชี้คนกรุงแห่เล่นน้ำดันยอดใช้ระบบรถไฟฟ้าพุ่ง

    โดยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางประจำวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองสูงสุด  96,309 คน-เที่ยวโดยไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 

    ทั้งนี้ วันที่ 13 เม.ย. 2569 ได้เสริมขบวนรถด่วนพิเศษที่ 6 สถานีเชียงใหม่ – กรุงเทพอภิวัฒน์ และขบวนรถด่วนพิเศษที่ 974  สถานียะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน  และในวันที่ 14 15 และ 17 เมษายน 2569  ในเส้นทางสายเหนือ สายอีสาน และสายใต้ อีกวันละ 1 ขบวน 

    ด้านระบบรถไฟฟ้า มีผู้ใช้บริการรวม 957,550 คน-เที่ยว (ต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 0.30) โดยภาพรวมสามารถให้บริการได้ตามแผนและไม่มีเหตุขัดข้อง

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางในช่วง 3 วันแรกของแผนอำนวยความสะดวกฯ (วันที่ 10–12 เมษายน 2569) พบว่ามีประชาชนใช้บริการระบบรางสะสมรวมทั้งสิ้น 3,601,010 คน-เที่ยว ซึ่งต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 4.36

    ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลจากพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนที่มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยบางส่วนทยอยเดินทางล่วงหน้าก่อนช่วงวันหยุดยาว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาล ส่งผลให้ปริมาณการเดินทางในภาพรวมไม่หนาแน่นตามที่คาดการณ์ไว้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pPmLSLMeUi-bEd8zt2nsW

  • ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกวันนี้ การเข้าใจการเมืองอเมริกัน การเมืองข้ามแอตแลนติก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะอาศัยการติดตามข่าวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

    แต่คุณต้องอาศัยความรู้เรื่องเทววิทยา (การศึกษาเรื่องพระเจ้า) และประวัติศาสตร์ศาสนาด้วย

    ผมจะอธิบายสั้นๆ ว่า การเมืองอเมริกันของพวกอนุรักษ์นิยมขับเคลื่อนด้วยพวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์กลุ่มที่เรียกว่า ‘คริสเตียนข่าวดี’ (Evangelicalism) คือพวกที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดเพียงหนึ่งเดียว และพวกนี้จะรอคอยการปรากฏของพระเยซูอีกครั้งเมื่อถึงวันพิพากษา หรือ ‘วันสิ้นโลก’ (Armageddon)

    คริสเตียนข่าวดีบางพวกมีความหวังอย่างหนักหน่วงให้พระเยซูทรงกลับมาครั้งที่สองโดยเร็ว “พวกเราจะได้พบความรอดเร็ว” ดังนั้น พวกนี้จึงเห็นว่าควรทำให้เกิดวันสิ้นโลกเร็วๆ พระเป็นเจ้าจะได้มาช่วยเรา 

    หนึ่งในวิธีการเร่งวันสิ้นโลกคือการสนับสนุนรัฐอิสราเอล เพราะการอพยพของชาวยิวกลับไปยังอิสราเอลคือสัญญาณของสงครามโลกและวันสิ้นโลก เมื่อนั้นชาวยิวจะยอมรับพระเยซูเป็นพระช่วยให้รอด และพระองค์จะปรากฏพระองค์อีกครั้ง

    นี่คือข่าวดีที่พวกคริสเตียนข่าวดีรอคอยกัน

    ดังนั้น คริสเตียนข่าวดีจึงสนับสนุนรัฐอิสราเอลและบางพวกตีความอย่างสุดโต่งถึงขั้นสนับสนุนการทำสงครามกับรัฐที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูกับอิสราเอล เพราะนี่คือตัวเร่งสงครามโลกและวันสิ้นโลกและการมาถึงครั้งที่สองของพระเยซู

    แปลกใจหรือยังครับว่าทำไมพวกอเมริกันฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึงสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านและสนับสนุนอิสราเอลแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอะไร

    คริสเตียนข่าวดีคือฐานกำลังทางการเมืองของทรัมป์ ดังนั้น หลายครั้งหลายหนที่พวกเจ้าของสำนักคริสเตียนข่าวดีต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าไปเชียร์ (หรือถ่ายถอดพลังแห่งการภาวนา) ให้ทรัมป์ถึงในทำเนียบขาว โดยเชื่อว่าทรัมป์จะเป็นตัวเร่งให้การเกิดวันสิ้นโลกมาถึงเร็วๆ 

    ทรัมป์เองศรัทธาในศาสนาแค่ไหนผมไม่ทราบ แต่นักการเมืองที่ไหนจะปฏิเสธฐานเสียงอันทรงพลังได้เล่า? 

    แต่ไม่ใช่ทุกสำนักและนิกายในโลกแห่งคริสตศาสนาจะเห็นเหมือนพวกคริสเตียนข่าวดีและยิ่งไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ โดยเฉพาะการทำสงครามอันเหลวไหลไร้ความชอบธรรมในตะวันออกลาง

    หนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งทรงแสดงท่าทีตรงกันข้ามกับรัฐบาลอเมริกันมาโดยตลอด แม้จะทรงเป็นอเมริกันโดยกำเนิดก็ตาม เช่นตรัสว่า  “นี่คือพระเจ้าของเรา พระเยซู กษัตริย์แห่งสันติสุข ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม ไม่มีใครสามารถใช้พระองค์เป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ พระองค์ไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ก่อสงคราม แต่ทรงปฏิเสธคำอธิษฐานเหล่านั้น”

    ทรงย้ำข้อความจากพระคัมภีร์ว่า “แม้เจ้าจะอธิษฐานมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของเจ้าเต็มไปด้วยเลือด”

    คำตรัสนี้คือการ “ตักเตือน” ไปถึงพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้กล่าวว่าทหารสหรัฐฯ กำลังต่อสู้เพื่อพระเยซู โดยยกคำกล่าวจำหนังสือภาวนาตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าไล่ตามศัตรูของข้าพเจ้าและตามทันพวกเขา ข้าพเจ้าไม่หันหลังกลับจนกว่าพวกเขาจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าแทงทะลุพวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ พวกเขาล้มลงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าพเจ้า และผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำลายพวกเขา พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้” เขาวิงวอนต่อพระเจ้าให้ “หักไม้เท้าของผู้กดขี่” และ “หักฟันของคนอธรรม”

    แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงอวยพรความขัดแย้งใดๆ ผู้ใดก็ตามที่เป็นศิษย์ของพระคริสต์ เจ้าชายแห่งสันติภาพ จะไม่เข้าข้างผู้ที่เคยใช้ดาบและวันนี้ทิ้งระเบิด การใช้กำลังทางทหารจะไม่ก่อให้เกิดพื้นที่แห่งเสรีภาพหรือช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและการเจรจาอย่างอดทนระหว่างผู้คนเท่านั้น”

    ในขณะที่เฮกเซธอ้างพระเจ้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม แต่สมเด็จพระสันตะปาปาชี้ว่าพระคริสต์คือ “เจ้าชายแห่งสันติภาพ”

    สำหรับชาวคาทอลิก คำของพระสันตะปาปานั้นถือเป็นวาจาสิทธิ์ เมื่อทรงบอกว่าพระคริสต์คือเจ้าชายแห่งสันติภาพ ชาว’คริสตัง’หรือคาทอลิกย่อมเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ส่วน’คริสเตียน’หรือโปแตสแตนท์ที่มีมากมายหลายสำนักจะคิดกับพระคริสต์เช่นไรก็สุดแท้แต่พวกเขา เช่น จะอ้างว่าทำสงครามเพื่อพระคริสต์ก็ทำไป แต่ศาสนจักรอื่นๆ ก็มีสิทธิ์แย้งได้ด้วย

    สิ่งสำคัญก็คือ ศาสนจักรคาทอลิกนั้นทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ส่วนคริสตจักรที่พวก MAGA สนับสนุน (หรือในทางกลับกัน) แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าสำนักวาติกัน แต่เพราะหนุนหลังโดยรัฐบาลอเมริกัน (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้น ความไม่ลงรอยทางเทววิทยาครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา

    ดังนั้น ทรัมป์ก็กระโจนเข้ามาร่วมวงด้วยโดยโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า 

    “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโออ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ ท่านพูดถึง “ความกลัว” ต่อรัฐบาลทรัมป์ แต่ไม่ได้พูดถึงความกลัวที่คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรคริสเตียนอื่นๆ มีในช่วงโควิด-19 เมื่อมีการจับกุมบาทหลวง นักบวช และทุกคนอื่นๆ ที่จัดพิธีทางศาสนา แม้กระทั่งออกไปข้างนอกและเว้นระยะห่างสิบหรือยี่สิบฟุต ผมชอบพี่ชายของท่านคือ หลุยส์มากกว่า เพราะหลุยส์สนับสนุน MAGA อย่างเต็มที่ เขาเข้าใจ แต่เลโอไม่เข้าใจ! ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อเมริกาโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งยาเสพติดจำนวนมหาศาลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และที่แย่กว่านั้นคือการปล่อยนักโทษ รวมถึงฆาตกร ผู้ค้ายาเสพติด และฆาตกร เข้ามาในประเทศของเรา เป็นเรื่องเลวร้าย และผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะผมกำลังทำในสิ่งที่ผมได้รับเลือกมาอย่างถล่มทลาย ให้ทำ” ทำสำเร็จแล้ว โดยสร้างสถิติอัตราอาชญากรรมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสร้างตลาดหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลีโอควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กัน เขาเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา และได้รับเลือกโดยศาสนจักรเพียงเพราะเขาเป็นชาวอเมริกัน และพวกเขาคิดว่านั่นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ถ้าผมไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว ลีโอก็คงไม่ได้อยู่ในวาติกัน น่าเสียดายที่ความอ่อนแอของลีโอในเรื่องอาชญากรรมและความอ่อนแอในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของผม รวมถึงการที่เขาพบปะกับผู้เห็นอกเห็นใจโอบามาอย่างเดวิด แอ็กเซลรอด ผู้แพ้จากฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้จับกุมผู้ไปโบสถ์และนักบวช ลีโอควรปรับปรุงตัวเองในฐานะพระสันตะปาปา ใช้สามัญสำนึก หยุดเอาใจฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง และมุ่งเน้นที่จะเป็นพระสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นนักการเมือง มันกำลังทำร้ายเขาอย่างหนัก และที่สำคัญกว่านั้น มันกำลังทำร้ายศาสนจักรคาทอลิก!”

    ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็โพสต์ภาพของตัวเองในทำนองว่าเป็น “พระผู้ช่วยให้รอด” ที่คอยคุ้มครองอเมริกันชน ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเทียบตัวเองเป็นพระเยซู

    การยกตนของทรัมป์แบบนี้ผมไม่สงสัย เพราะสงสัยมานานแล้วว่าการที่พวกคริสเตียนสนับสนุนทรัมป์นั้นคงไม่เข้าใจว่าทรัมป์ไม่สนใจศาสนามากไปกว่าผลกำไร และการที่ทรัมป์ทำอะไรที่พิเรนทร์แบบนี้ก็ไม่น่าสงสัยเพราะสภาพจิตในระยะของเขาทำท่าว่าจะมีปัญญหา

    ดังนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องที่ทรัมป์จะยกตนเป็นอะไร แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเทววิทยาของฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์และการที่ทรัมป์ใช้ฝ่ายนั้นมาสนับสนุนการเมืองของเขา

    ดังนั้นสิ่งที่ควรจะพิจารณาคือคำเทศนาและท่าทีของทั้งสองฝ่าย

    และการที่ผมยกคำกล่าวของทั้งสองฝ่ายมาให้พิจารณา ก็เพราะไม่สามารถตัดสินแทนทุกคนได้ว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าศาสนามีบทบาทอยางมากในการเมืองอเมริกันและการเมืองข้ามแอตแลนติก

    และสิ่งที่จะชี้นำความเป็นไปในตะวันออกกลางก็มาจากแรงขับเคลื่อนทางศาสนานี่เอง

    ที่ผมสามารถบอกได้อีกอย่างก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และพวก MAGA กำลังทำให้โลกตะวันตกถอยหลังกลับไปสู่ยุคสงครามครูเสดและยุคสงคราม 30 ปี 

    ‘สงครามครูเสด’ คือสงครามระหว่างศาสนา ระหว่างคริสตศาสนาและอิสลามิกศาสนาเพื่อแย่งชิง ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ คือปาเลสไตน์และเยรูซาเล็ม ทุกวันนี้ พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดีสนับสนุนรัฐอิสราเอล (และเห็นชอบกับการเบียดเบียนชาวปาเลสไตน์) ก็เท่ากับสนับสนุนสงครามครูเสดยุคใหม่ เพียงแต่เป้าหมายของ MAGA/คริสเตียนข่าวดี ไม่ใช่แย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของชาวคริสต์เหมือนในยุคกลาง หากเป็นการยกแผ่นดินนั้นให้อิสราเอลกลับไปตั้งถิ่นฐานมากๆ จะได้ตรงกับคำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

    พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดี ยังเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้แตกหักกับคริสตจักรคาทอลิก นี่เท่ากับปลุกผีของ ‘สงคราม 30 ปี’ อันเป็นสงครามระหว่างรัฐคาทอลิกกับรัฐโปรแตสแตนท์ที่ทำให้โลกตะวันตกพินาศย่อยยับเพราะแต่ละคริสตจักรและอำนาจรัฐที่สนับสนุนนิกายต่างๆ ไม่ยอมลงให้กัน จึงรบรากันนานข้ามทศวรรษ กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยของเรานี้สงครามระหว่างนิกายคงไม่เกิดอีกแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ วาติกันจะใช้บารมีของสมเด็จพระสันตะปาปาแผ่มายังผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ หรือไม่? เพื่อทำ ‘สงครามการเมือง’ กับรัฐบาลทรัมป์ในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะชาวคาทอลิกมีสัดส่วนออกเสียงมากถึง ในการเมืองอเมริกัน

    จากผลสำรวจโดย Pew research เมื่อเมษายนปี 2025 พบว่า โปรแตสแตนท์ทุกสำนักสนับสนุนเดโมแครต 38% สนับสนุนรีพับลิกัน 59% คาทอลิกอเมริกันสนับสนุนเดโมแครต  44% สนับสนุนรีพับลิกัน 52%

    แต่ในการเมืองอเมริกันเราต้องพิจารณาเรื่องสีผิวและเชื้อชาติด้วย

    ดังนั้นผลการทำ Exit poll ระหว่างการเลือกตั้งทรัมป์-แฮร์ริสพบว่า ผิวขาวโปรแตสแตนท์สายคริสเตียนข่าวดี สนับสนุนเดโมแครต (หรือแฮร์ริส) 17% สนับสนุนรีพับลิกัน (หรือทรัมป์) 81% แต่ผิวดำโปรแตสแตนท์สนับสนุนเดโมแครต 86% สนับสนุนรีพับลิกัน 13% ขณะที่ผิวขาวคาทอลิกสนับสนุนเดโมแครต 37% สนับสนุนรีพับลิกัน 60% และคาทอลิกเชื้อสายฮิสแปนิกสนับสนุนเดโมแครต 55% สนับสนุนรีพับลิกัน 43%

    กระนั้นก็ตาม ผลการสำรวจเหล่านี้เกิดขึ้นโดยมีแต่แรงผลักดันจากพวกคริสเตียนข่าวดีทั้งนั้น แทบไม่มีแรงผลักดันทางการเมืองจากคาทอลิกเลย หากสมเด็จพระสันตะปาปาและสำนักวาติกันจะทำสงครามการเมืองกับทรัมป์และ MAGA เกรงว่าผลที่ออกมาอาจจะสูสีกันด้วยซ้ำ

    รัฐบาลทรัมป์ก็คงเห็นวี่แววนั้นแล้ว จึงริอ่านที่จะหักหาญกับวาติกันไปอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยเอ่ยถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ (Avignon Papacy)

    ตามรายงานของสำนักข่าว The Free Press ของสหรัฐฯ เอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ ได้เรียกตัวคริสตอฟ ปิแอร์ ผู้แทนพระสันตะปาปาประจำสหรัฐฯ เข้าพบที่เพนตากอน (ที่ว่าการกระทรวงกกลาโหม) และตำหนิอย่างรุนแรงทันทีหลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่าน

    สื่อรายงานว่า รองเลขาธิการโคลบีได้เตือนในการประชุมว่า “สหรัฐอเมริกามีอำนาจทางทหารที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” พร้อมเสริมว่า “ศาสนจักรควรอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ” แหล่งข่าวจากเพนตากอนรายงานว่าได้กล่าวถึง ‘สันตะปาปาแห่งอาวิญง’ ในระหว่างการหารือด้วย

    การกระทำของเอลบริดจ์ โคลบีไม่เพียงละเมิดพิธีการทางการทูต (เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกลาโหมที่จะเรียกทูตหรือสมณทูตไปพบหรือแม้แต่ตำหนิ) ยังใช้วาจาล่วงเกินโดยกล่าวถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในประวัติศาสตร์ศาสนจักรคาทอลิก

    ‘สมณสมัยอาวีญง’ เป็นยุคสมัยที่ศูนย์กลางของศาสนจักรคาทอลิกแตกออกเป็น 2 ฝั่ง คือที่โรมและที่อาวีญง หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสเกิดความขัดแย้งทางการเมืองกับสมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 จนพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสทรงไม่ขอขึ้นกับศาสนจักรที่โรมและแต่งตั้งพระสันตะปาปาของพระองค์เองแล้วตั้งสำนักที่เมืองอาวีญงประเทศฝรั่งเศส ส่วนที่โรมก็มีพระสันตะปาปาของตนเอง ความขัดแย้งนี้กินเวลาตั้งแต่ปี 1309 ถึง 1378 จนกระทั่งยุบสำนักที่อาวิญงลงแล้วมีกรุงโรมเป็นสำนักใหญ่แห่งเดียว

    เอลบริดจ์ โคลบีซึ่งเป็นคนของทรัมป์กล่าวข่มขู่สำนักวาติกันขนาดนี้ย่อมเป็นภัยต่อศาสนจักร ผมเกรงว่าหากเป็นสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งกรุงโรม/วาติกันเล่นการเมืองอย่างหนักหน่วงทั้งทางโลกียะและทางศาสนา หากเป็นแบบยุคนั้นสำนักวาติกันคงไม่อาจไม่แทรกแซงการเมืองอเมริกัน 

    แต่เดชะบุญที่สำนักวาติกันตอนนี้ไม่เล่นการเมืองและมีสมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์แล้วที่ใส่พระทัยเรื่องเทววิทยาบริสุทธิ์ ใส่พระทัยในคนชายขอบและคนยากจน และยังเอ่ยถึงสันติภาพเท่านั้นโดยไม่สนับสนุนสงครามใดๆ 

    ที่สำคัญก็คือเราต้องเข้าใจว่าอวสานวิทยา (Eschatology) อันเป็นคำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของคาทอลิกและคริสเตียนข่าวดีที่เป็นฐานกำลังของ MAGA นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง 

    ผมเองอธิบายได้ไม่ดี (หรือไม่ควรที่จะอธิบายเอง) จะขอยกข้อเขียน คาร์ล อี. โอลสัน (Carl E. Olson) บรรณาธิการของ Catholic World Report ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “Jews and the Rapture” (ชาวยิวและแนวคิดเรื่องการขึ้นสวรรค์ในวันสิ้นโลก) ว่า 

    “ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระหว่างที่ผมและภรรยาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของศาสนจักรคาทอลิก เราได้พบกับชาวคาทอลิกหลายคนที่ชื่นชอบนวนิยายชุด Left Behind ซึ่งขายดีมาก หญิงชาวคาทอลิกคนหนึ่งเล่าว่าหนังสือเหล่านั้นช่วยให้เธอ “เข้าใจพระคัมภีร์วิวรณ์” ผมบอกเธอว่าเราได้ละทิ้งหลักคำสอนทางศาสนาแบบโปรแตสแตนท์สุดโต่งและคริสเตียนข่าวดีไปแล้ว เพราะมันไม่ถูกต้องทั้งในเรื่องพระคัมภีร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต่อต้านศาสนจักรคาทอลิกอย่างมาก”

    จากนั้นเขาก็อธิบายว่าแนวคิดอวสานวิทยาของศาสนจักรทั้งสองต่างกันอย่างไร แต่ผมจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะจะยืดยาวเกินไป จุพดประสงค์ในการอ้างนักเขียนคาทอลิกท่านนี้ก็เพื่อย้ำว่าหลักการของทั้งสองฝ่าย “ต่อต้าน” กันและกัน

    ความแตกต่างในเชิงเทววิทยาของสองสำนักนิกายนี้เป็นสิ่งที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ

    แต่เชื่อผมเถอะว่า หากเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของทรัมป์และพวก MAGA ทั้งปวง และจะเข้าใจว่าทำไมพวกนี้ถึงกระเหี้ยนกระหือรือกับสงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะสงครามกาซาและอิหร่าน 

    และเมื่อเข้าใจท่าทีของสำนักวาติกันแล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมทรัมป์และลูกสมุนถึงกล้าที่จะโจมตีประเทศต่างๆ ในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่แยแส แต่กลับต้องสั่นสะท้านกับท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปา 

    เพราะรัฐ MAGA นั้นอิงกับเทววิทยา แต่รัฐทางโลกในยุโรปนั้นแยกศาสนาออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเจอกับการเมืองที่ชักนำโดยศาสนา พวกรัฐทางโลกในยุโรปจึงไปไม่เป็น

    แต่เมื่อสำนักวาติกันโดยสมเด็จพระสันตะปาปาออกโรงเผชิญหน้ากับทรัมป์ ทรัมป์และ MAGA ถึงกับมีโทสะเพราะสั่นไหวขึ้นมาแล้ว

    นั่นแสดงว่านี่คือการจับคู่ที่เหมาะเจาะแล้ว

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Uzo1jhIneqazKa7e6KcX

  • “เท้ง” ร่วมงานสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน ซัด pm 2.5 ทำท่องเที่ยวซบเซา

    “เท้ง” ร่วมงานสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน ซัด pm 2.5 ทำท่องเที่ยวซบเซา

    “เท้ง-ณัฐพงษ์” ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน เผยประชาชนสะท้อนผลกระทบ pm 2.5 หนักยอดจองท่องเที่ยวหาย จี้รัฐเอากฎหมายอากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณา

    วันที่ 13 เม.ย. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน โดยในช่วงเช้าได้ร่วมประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี พระแก้วขาว ที่วังเชียงมั่น อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนร่วมประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ที่วัดเมืองกาย อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนเดินทางไป จ.ลำพูน ร่วมพิธีเปิดขบวนสรงน้ำพระพุทธรูป และงานประเพณีสงกรานต์ใน จ.ลำพูน 

    ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน

    โดยระหว่างการร่วมกิจกรรม นายณัฐพงษ์และคณะได้ร่วมพูดคุยกับประชาชนในทั้งสองพื้นที่ โดยมีการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือกำลังได้รับจากสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น pm 2.5 โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากสถานการณ์วิกฤติฝุ่น pm 2.5 และไฟป่า เท่าที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมา พบว่านักท่องเที่ยวหลายรายต้องเลื่อนแผนการท่องเที่ยวออกไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    พรรคประชาชนพร้อมเข้าไปผลักดันการแก้ไขปัญหาให้ชาวเชียงใหม่ในทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไปแล้วให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดออกมา จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะรัฐมนตรีจะหยิบร่างฯ มาพิจารณาต่อหรือไม่ แต่เท่าที่รับรู้มาล่าสุด คณะรัฐมนตรีอาจไม่หยิบร่างฯ ดังกล่าวมาให้สภาพิจารณาต่อ 

    นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะนำร่างฯ เสนอเข้าสู่สภาเพื่อให้เกิดการพิจารณาอีกครั้งต่อไป พรรคประชาชนพร้อมเป็นปากเสียงให้ประชาชนทุกคน และขอให้ทุกคนมีความหวัง มีพลัง มีความสุข ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/273129&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRgwGZW7pdkDqqQsZfe_m

  • “สงกรานต์ภูเก็ตโนแอล” ปีที่ 15 ห้างไลม์ไลท์ อบจ.ภูเก็ต สสส. และภาคีพันธมิตร ขนทัพใหญ่ศิลปินร่วมสืบสานเจตนารมณ์ไม่ผลิตคนเมาลงท้องถนน

    “สงกรานต์ภูเก็ตโนแอล” ปีที่ 15 ห้างไลม์ไลท์ อบจ.ภูเก็ต สสส. และภาคีพันธมิตร ขนทัพใหญ่ศิลปินร่วมสืบสานเจตนารมณ์ไม่ผลิตคนเมาลงท้องถนน

    การเมือง

    “สงกรานต์ภูเก็ตโนแอล” ปีที่ 15 ห้างไลม์ไลท์ อบจ.ภูเก็ต สสส. และภาคีพันธมิตร ขนทัพใหญ่ศิลปินร่วมสืบสานเจตนารมณ์ไม่ผลิตคนเมาลงท้องถนน

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “สงกรานต์ภูเก็ตโนแอล” ปีที่ 15 ห้างไลม์ไลท์ อบจ.ภูเก็ต สสส. และภาคีพันธมิตร ขนทัพใหญ่ศิลปินร่วมสืบสานเจตนารมณ์ไม่ผลิตคนเมาลงท้องถนน สร้างต้นแบบการท่องเที่ยวปลอดภัย ชวนแต่งไทยเล่นน้ำอย่างปลอดภัย สนุกให้เกียรติกัน ด้าน สคล. เผยผลสำรวจนักท่องเที่ยวปีที่ผ่านมา ร้อยละ 87 เชื่อมั่นงานโนแอลทำให้สนุกได้ไม่ต้องเสี่ยง

    เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต สถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต กองทัพเรือภาคที่ 3 สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) บริษัทไลม์ไลท์ ภูเก็ต สมาคธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต หลาดปล่อยของ และเครือข่ายพันธมิตร ร่วมกันจัดกิจกรรม “เทศกาลสงกรานต์โนแอล ภูเก็ต 2569 – Songkran No Alcohol Festival Phuket 2026” ชวนนักท่องเที่ยวแต่งไทยมาร่วมงาน ในวันที่ 13 เมษายน 2569 เวลา 16.00-22.00 น. ถนนดีบุก ด้านหน้าห้างไลม์ไลท์ภูเก็ต และลานมังกร ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมร่วมสรงน้ำพระตามประเพณี รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การออกร้านค้าจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และการแสดงคอนเสิร์ตจากหลายวง อาทิ  Book The Voice & The Old Boys , Morning Eating,  Gravity X , Ant Band ,  ลีปรี , DJ Husky & MC TMO งานนี้ฟรีตลอดงาน คาดว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติร่วมงานมากกว่า 50,000 คน


     
    นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า อบจ.ภูเก็ตได้สนับสนุนโครงการนี้มาเป็นปีที่ 3 เพราะ เห็นถึงความสำคัญขององค์กรที่จัดงานสงกรานต์โนแอล ซึ่งเป็นประเพณีอันดีงาม เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ไทย อีกทั้งการที่ปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะทำให้เป็นการเล่นสงกรานต์ที่ดี ปลอดภัย ทั้งนี้ในแต่ละปี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายหมื่นคน  ที่น่าภูมิใจคือมีคนรุ่นลูก คนรุ่นใหม่ เข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ดี มากันเป็นครอบครัวก็มาก  จึงขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มาร่วมกันจัดกิจกรรมสงกรานต์โนแอลในวันที่ 13 เมษายนนี้ ซึ่งจัดขึ้นในทีมเวรี่ไทยสนุกแบบไทยๆเพิ่มสีสันด้วยกันตกแต่งสถานที่ด้วยลายไทยและพื้นเมืองสร้างบรรยากาศสงกรานต์แบบไทยแท้ผสมผสานกับความสนุกสมัยใหม่ มีการออก ร้าน จัดแสดงดนตรี จากหลายวง ทั้งนี้ยืนยันว่าแม้ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แต่ความสนุกไม่ได้ลดลงแน่นอน ยืนยันได้จากการจัดงานที่ต่อเนื่องกันมายาวนาน ซึ่งไม่เคยมีปัญหาเลยและนักท่องเที่ยวก็มากขึ้นทุกปีด้วย

    นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม กล่าวว่า ขอชื่นชมภาคเอกชนที่ภูเก็ต ห้าง Limelight ซึ่งเป็นห้างท้องถิ่นที่ริเริ่มทำพื้นที่เล่นน้ำบริเวณลานจอดรถข้างห้าง และกล้าพอที่จะใช้ชื่องานว่า สงกรานต์โนแอล ต่อมาจึงขยายพื้นที่ลงสู่ถนนดีบุกหน้าห้าง ร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ และทำต่อเนื่องกันมาสิบกว่าปี เพื่อสร้างพื้นที่เล่นน้ำปลอดเหล้าปลอดภัยให้คนภูเก็ต ทั้งยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยมีกิจกรรมบันเทิงมากมาย และเปิดพื้นที่ให้วงดนตรีเยาวชนที่ผ่านการประกวดได้ขึ้นโชว์ในงาน ที่สำคัญคือความต้องการลดการผลิตคนเมาลงท้องถนนของที่นี่ทำมานานติดต่อกันสิบกว่าปีแล้ว  และภายหลังได้เพิ่มประเด็นลดการสร้างนักดื่มหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กเยาวชนในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นตัวอย่างภาคเอกชนที่หาได้ยากยิ่ง ที่ทำเรื่องนี้ด้วยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง  ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์องค์กร(CSR) แต่แฝงไปด้วยการโฆษณาและส่งเสริมการขาย
    “ผลการสำรวจข้อมูลประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานในพื้นที่สงกรานต์โนแอล ที่ภูเก็ตปีที่ผ่านมา จำนวน 400 คน พบว่า 85.25% สนับสนุนให้จัดงานปลอดเหล้า 83.50% ชอบสงกรานต์ที่จัดแบบปลอดเหล้ามากกว่ามีเหล้า 87% ยืนยันว่างานปลอดเหล้าช่วยทำให้เกิดความปลอดภัยอย่างชัดเจน 82% เชื่อว่างานที่จัดแบบปลอดเหล้าไม่ได้ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวลดน้อยลงแต่ประการใด ส่วน 87.75% ค้นพบว่าสามารถสนุกสุดเหวี่ยงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลย และ 82.25% ยังเสนอด้วยว่า พื้นที่จัดงานเอกชนที่อื่นๆควรจัดแบบปลอดเหล้าด้วยเช่นกัน  

    ​ด้าน นายณรงค์ พรหมจิตต ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรม ศูนย์การค้าไลม์ไลท์ อเวนิว ภูเก็ต (LimeLight Avenue Phuket) กล่าวว่า โดยรวมของจังหวัดภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ถ้ามองในภาพรวมตามร้านกินดื่มก็มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อยู่แล้ว รวมถึงกิจกรรม การจัดคอนเสิร์ตต่างๆซึ่งมักจะมีธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเป็นผู้สนับสนุน ส่วนการจัดงานของภาครัฐก็เป็นไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่สามารถจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ ส่วนกิจกรรม สงกรานต์ภูเก็ตโนแอล ที่ตนทำนั้น มีทั้งกิจกรรม ทางด้านวัฒนธรรมและความบันเทิงอยู่ร่วมกัน  แต่ก็ยืนยันว่าเราจะไม่ให้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในงานอย่างเข้มข้น อันนี้เป็นเจตนารมณ์ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 2555  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมกันดูแล ไม่ให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ให้คนเมาจากภายนอกเข้ามาภายในพื้นที่กิจกรรมได้  เพราะเราต้องการให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้วางใจให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้ามาเล่นน้ำได้  

    “สำหรับกฎ กติกาการเข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ห้ามคนเมา ห้ามแอลกอฮอล์ กระท่อม บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา ห้ามพกพาอาวุธ ทะเลาะวิวาท ห้ามแป้ง  สี เพราะเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดการคุกคามทางเพศด้วย นอกจากนี้ยัง ห้ามนำอาหาร เครื่องดื่ม และเพิ่มแก้วน้ำเข้าพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาพบปัญหานำแก้วใส่เครื่องดื่มแอลกฮอล์เข้ามาในงาน สาเหตุที่เราต้องทำให้พื้นที่ปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เพราะไม่ต้องการผลิตคนเมาลงไปสู่ท้องถนน เราอยากให้คนมาเล่นสงกรานต์แล้วกลับบ้านอย่างปลอดภัย และเราไม่อยากผลิตนักดื่มหน้าใหม่ ทั้งนี้ เราเป็นภาคเอกชนขนาดเล็กเรายังสามารถจัดสงกรานต์ปลอดเหล้าได้ แล้วจำนวนนักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคิดว่า ทุกหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หากมีโอกาสไปทำงานด้วยกัน เป็นพันธมิตรสนับสนุนกันไม่ว่าจะเป็นแนวคิดหรืองบประมาณ ก็สามารถร่วมกันได้ งานปลอดภัยสำหรับทุกคนเราทำได้” นายณรงค์ กล่าว

    ขณะที่ นางนรินทร์ทิพย์  เพชรัตน์  ชาวชุมพร  กล่าวว่า เรามากันเป็นครอบครัว มาเป็นครั้งที่2 พาเด็กๆมาแล้วรู้สึก​ว่าปลอดภัย​ เพราะเขาไม่มีแอลกอฮอล์​ การจักงานมีการตรวจคนเข้าเน้นความปลอดภัย ​เรามาแล้วรู้สึก​ดี​ เวลาไปที่อื่นที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้รู้​สึกไม่สบายใจ ห่วงเรื่องความปลอดภัย​อยากให้การจัดงานสงกรานต์​ในพื้นที่อื่นๆมีการควบคุมแบบนี้ ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีคนมา เพราะงานที่นี่ก็มีคนมาจำนวนมาก ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/472707&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zGDkwsZ7fRyG7kjEvKBun

  • เมืองเล็กๆ ในเอเชีย พื้นที่เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก

    เมืองเล็กๆ ในเอเชีย พื้นที่เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก

    รู้จักเมืองประวัติศาสตร์ของเอเชีย พื้นที่เล็กๆ เท่าสนามบินสุวรรณภูมิ แต่รวยที่สุดอันดับ 8 ของโลก ผงาดเทียบประเทศมหาอำนาจ

    มาเก๊า (Macao SAR) คือหนึ่งในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของความมั่งคั่งสูงที่สุดในโลก แม้จะเป็นเพียงเขตปกครองพิเศษที่มีพื้นที่จำกัดเพียงประมาณ 33 ตารางกิโลเมตร ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน พื้นที่ทั้งหมดของมาเก๊านั้นใกล้เคียงกับขนาดของ สนามบินสุวรรณภูมิ แต่กลับสามารถสร้างรายได้มหาศาลจนติดอันดับโลกในปี 2025

    จากการจัดอันดับประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP Per Capita) ประจำปี 2025 ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า GDP ต่อหัวเป็นตัวชี้วัดทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เฉลี่ยต่อคน ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของประเทศนั้นๆ แม้จะมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถสะท้อนการกระจายรายได้หรือคุณภาพชีวิตที่แท้จริงได้ทั้งหมด แต่ยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญในการเปรียบเทียบความมั่งคั่งระดับสากล

    10 อันดับประเทศรวยที่สุดในโลกปี 2025

    กลุ่มประเทศที่ครองอันดับต้นๆ มักเป็นประเทศขนาดเล็กที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล โดยมาเก๊ายังคงรั้งตำแหน่งกลุ่มผู้นำความมั่งคั่ง อ้างอิงจาก IMF World Economic Outlook 2025 โดยมี GDP ต่อหัว (GDP per capita) หรือ รายได้เฉลี่ยทางเศรษฐกิจต่อคนต่อปี ดังนี้

    1. ลักเซมเบิร์ก: 140,941 ดอลลาร์
    2. ไอร์แลนด์: 108,919 ดอลลาร์
    3. สวิตเซอร์แลนด์: 104,896 ดอลลาร์
    4. สิงคโปร์: 92,932 ดอลลาร์
    5. ไอซ์แลนด์: 90,284 ดอลลาร์
    6. นอร์เวย์: 89,694 ดอลลาร์
    7. สหรัฐอเมริกา: 89,105 ดอลลาร์
    8. มาเก๊า (เขตปกครองพิเศษ): 76,314 ดอลลาร์
    9. เดนมาร์ก: 74,969 ดอลลาร์
    10. กาตาร์: 71,653 ดอลลาร์

    เปิดหน้าประวัติศาสตร์: จากหมู่บ้านประมงสู่สถานีการค้า

    ประวัติศาสตร์ของมาเก๊ามีความน่าสนใจและยาวนานกว่า 450 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2100 (ค.ศ. 1557) ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาขอเช่าพื้นที่จากราชวงศ์หมิงเพื่อตั้งสถานีการค้า ทำให้มาเก๊ากลายเป็นดินแดนอาณานิคมของยุโรปในเอเชียตะวันออก และเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกที่กลายเป็นเอกลักษณ์จนถึงปัจจุบัน

    หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสนานหลายศตวรรษ มาเก๊าได้ถูกส่งคืนสู่อธิปไตยของจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) โดยมีสถานะเป็น “เขตปกครองพิเศษ” ภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งอนุญาตให้คงระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและกฎหมายที่เป็นอิสระไว้ได้

    ทำไมมาเก๊าถึงรวย? เจาะขุมทรัพย์ “ลาสเวกัสแห่งตะวันออก”

    ด้วยประชากรประมาณ 720,000 คน (ข้อมูลอัปเดตปี 2026) มาเก๊าได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ขนาด” ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากมีการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนและใช้จุดแข็งของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่

    รายได้หลักที่ขับเคลื่อนมาเก๊าให้ก้าวสู่ระดับโลกมาจากอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและนโยบายเฉพาะตัว ดังนี้

    • อุตสาหกรรมคาสิโนระดับโลก: การทำให้การพนันเป็นเรื่องถูกกฎหมายตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1850 และการเปิดเสรีอุตสาหกรรมกาสิโนในเวลาต่อมา ทำให้มาเก๊ามีรายได้จากการพนันสูงกว่าลาสเวกัสหลายเท่าตัว
    • การท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง: ในปี 2025 มาเก๊าดึงดูดนักท่องเที่ยวมากถึง 40 ล้านคน ผ่านการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรมมรดกโลกและแหล่งบันเทิงครบวงจร
    • ระบบเศรษฐกิจเสรีและภาษีต่ำ: มาเก๊าไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติอย่างมาก

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลมาเก๊ากำลังเร่งยุทธศาสตร์ “การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” โดยไม่พึ่งพาเพียงแค่คาสิโนอย่างเดียว แต่หันมาส่งเสริมด้าน MICE (การประชุมและนิทรรศการ), การแพทย์แผนจีน และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความมั่นคงมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ประชากรในพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883546/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QvJDyVa64ANVVpr-vDFDf

  • ‘ประเสริฐ’ ตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่งอาสา ย้ำดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ’ ตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่งอาสา ย้ำดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 เม.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชนเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ณ วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีผู้บริหารวิทยาลัยร่วมต้อนรับ

    โดยนายประเสริฐ เปิดเผยว่า ตนได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกวิชาชีพของวิทยาลัยเทคนิคปากช่อง โดยศูนย์แห่งนี้เปิดบริการ อำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับบ้านหรือไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างถนนสายหลักและสายรอง ซึ่งมีการบริการตรวจยานพาหนะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบริการน้ำดื่มและอาหารของว่าง พร้อมจุดพักผ่อนระหว่างเดินทาง

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนขอชื่นชมนักศึกษาและครูได้นำความรู้และทักษะด้านวิชาชีพมาให้บริการสังคม โดยเฉพาะการตรวจเช็ก ซ่อมแซม และบำรุงรักษายานพาหนะ เบื้องต้นให้กับประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังจิตอาสา ความมีน้ำใจ และความรับผิดชอบต่อสังคมให้กับนักศึกษา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสายอาชีวศึกษาด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779613/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XEJTsu_Wq-C2g6zHiMdKt

  • กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กปภ. เติมความสุขสงกรานต์วิถีไทย ติดตั้งประปาหยอดเหรียญ สนับสนุนท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    13 เมษายน 2569, 12:28น.

         การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์วิถีไทยอันงดงาม ด้วยการติดตั้งประปาหยอดเหรียญไว้ให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีน้ำสะอาดสำหรับเล่นสงกรานต์ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.เชียงใหม่เสริมสร้างบรรยากาศความชุ่มฉ่ำด้วยประปาหยาดพิรุณและประปาหมอกในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

         นายจักรพงศ์ คำจันทร์ ผู้ว่าการ กปภ. เปิดเผยว่า กปภ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณีอันดีงามในแบบวิถีไทยและสนับสนุนการท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมเล่นสงกรานต์เพื่อความสนุกสนานและคลายร้อน ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี กปภ.สาขาชลบุรี ได้ติดตั้งประปาหยอดเหรียญให้บริการประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีน้ำสะอาดสำหรับเล่นสงกรานต์ บริเวณสถานีสูบจ่ายน้ำบางแสนถนนลงหาดบางแสน ต.แสนสุข และบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี ถนนนารถมนตเสวี ต.บางปลาสร้อยอ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ส่วนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ กปภ.สาขาเชียงใหม่ ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2569โดยติดตั้งประปาหยอดเหรียญทั้งหมด 8 จุด 9 ตู้ ในพื้นที่รอบคูเมือง ได้แก่ จุดที่ 1 หน้าร้านแว่นตาท็อปเจริญ สาขาท่าแพ จุดที่ 2 หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าแพ จุดที่ 3 หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาท่าแพจุดที่ 4 ประตูท่าแพ จำนวน 2 ตู้ จุดที่ 5 หน้าอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จุดที่ 6 บริเวณแจ่งหัวลิน วัดโลกโมฬีจุดที่ 7 หน้าร้านศรีสวัสดิ์ ถนนช้างเผือก ตรงข้ามประตูช้างเผือก และจุดที่ 8 คูเมืองด้านนอก บริเวณจุดกลับรถแยกถนนลอยเคราะห์ ถนนคชสารเพื่อให้บริการน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง ในระหว่างวันที่ 13  – 16 เมษายน 2569และติดตั้งประปาหยาดพิรุณ ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนกิจกรรมสืบสาน ป๋าเวณีพิธี “สระเกล้าดำหัว ป้อเมืองเจียงใหม่” ประจำปี 2569 ตลอดจนการติดตั้งประปาหมอก ณ สะพานนวรัฐ และประตูท่าแพเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจให้นักท่องเที่ยว

         ผู้ว่าการ กปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า กปภ. ทั้ง 234 สาขา ได้จัดเตรียมความพร้อมในการให้บริการประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้บริการน้ำประปาสะอาดปลอดภัยแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถทำธุรกรรมและชำระค่าน้ำประปาได้ผ่าน 3 ช่องทางออนไลน์ของ กปภ. ได้แก่ (1) เว็บไซต์ของ กปภ. www.pwa.co.th (2) แอปพลิเคชัน PWA Plus Lifeและ (3) LINE Official @pwathailand หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ PWA Contact Center 1662 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/160704&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VnQ4rjomRye-RofaGOXi0

  • เปิดฉากสงกรานต์อยุธยา นักท่องเที่ยวแห่เล่นน้ำกับน้องช้าง ททท.จับมือสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวบริการชุดไทยฟรี! | เดลินิวส์

    เปิดฉากสงกรานต์อยุธยา นักท่องเที่ยวแห่เล่นน้ำกับน้องช้าง ททท.จับมือสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวบริการชุดไทยฟรี! | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 เม.ย. ที่บริเวณหน้าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา นางสาววรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคกลาง ททท. นายณัฐปคัลภ์ อัครวิชญ์ ผอ.ททท.พระนครศรีอยุธยา นายเรียกทองบาท มีพันธ์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา และผู้บริหารวังช้างอยุธยาแลเพนียด นายทรงพล สุขสมบูรณ์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันเปิดงานสงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง โดยมีการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ จากนั้นเปิดการเล่นน้ำกับช้างของวังช้างอยุธยาจำนวน 5 เชือก โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาร่วมเล่นอย่างสนุกสนาน  

    นางสาววรรณภา เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวมีความมุ่งหวังจัดกิจกรรมและสนับสนุนให้ประชาชนได้มีการเล่นสงกรานต์ใกล้บ้าน อย่างเช่นกิจกรรมเล่นน้ำกับช้างของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเฝ้ารอคอย

    นายณัฐปคัลภ์ กล่าวว่า กิจกรรมเล่นน้ำกับช้าง แสดงถึงประเพณีไทย และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวอยุธยา ที่มีช้างเป็นตัวนำ โดยปีนี้มีความพิเศษ โดยสนุนการแต่งไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์สุรชัย ศรีบุปผา หรือครูมด ผู้อำนวยการบ้านรำไทย นำชุดไทยมาให้นักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำกับช้างได้แต่งกันวันละ 300 ชุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นับเป็นสีสันที่น่าสนใจในปีนี้ ซึ่งปีนี้ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดให้มีการเล่าน้ำสงกรานต์กับช้าง ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้าสำนักงาน ททท.พระนครศรีอยุธยา ถนนศรีสรรเพชญ์ วันที่ 13-15 เม.ย. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาแน่นตลอดทั้งวัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779153/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BspxTwsn3-HsDskI9gSxZ

  • ตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่สุวรรณภูมิ ยกระดับความปลอดภัยสงกรานต์ 69 สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่สุวรรณภูมิ ยกระดับความปลอดภัยสงกรานต์ 69 สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    รอง ผบช.ทท.ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานสงกรานต์ กำชับเจ้าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวด้วยหัวใจบริการ พร้อมชูเทคโนโลยี “แอปฯ ตำรวจท่องเที่ยว” เป็นผู้ช่วยส่วนตัวช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทั่วไทยตลอด 24 ชั่วโมง

    วันที่ 13 เมษายน 2569 พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า–ออกประเทศเป็นจำนวนมาก ได้กำชับการปฏิบัติงานและติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 (กก.3 บก.ทท.1) ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว พร้อมเจ้าหน้าที่ล่ามแปล ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด ด้วยความสุภาพ เป็นมิตร และเป็นมืออาชีพ

    รอง ผบช.ทท. ได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มความถี่ในการตรวจตราป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ที่มีผู้โดยสารหนาแน่น การให้บริการเชิงรุกเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว และการส่งเสริมการใช้ Thailand Tourist Police Application เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก บริเวณจุดให้บริการต่าง ๆ ภายในท่าอากาศยาน อาทิ บริเวณสายพานรับกระเป๋าผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อแนะนำการใช้งานแอปพลิเคชันตำรวจท่องเที่ยว และสร้างการรับรู้ว่า “ตำรวจท่องเที่ยวไทย” พร้อมดูแลความปลอดภัยในทุกย่างก้าวตลอดช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

    กองบรรณาธิการข่าว Top News ทั่วไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1546752&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37PFQDEtByanuqjFIdmXt2