Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย


    17/04/2569 | 136 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

    วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 13.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งคือ การขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 อีกหนึ่งเรื่องคือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไป ได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น” รมว.ศธ.กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้าพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163115


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/495131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S4vUWAWe_doQNBGWvgzIk

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า  ทุก ๆ  ความกดดันถาโถมเข้าพรรคส้มแบบไม่หยุด  คดีแก้ไขมาตรา 112  ก็ใกล้เส้นตาย ยังเคลียร์ไม่ได้ หาผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯกทม.ก็ต้องทำ แม้รู้ว่าสู้คนเดิมไม่ได้ แต่แชมป์ สส.กรุงเทพค้ำคอ ถอยไม่ได้<>รัฐบาลอนุทิน 1 เริ่มนโยบายขยายเวลาขายเหล้าเพิ่มจากเดิม  และให้เวลา 180 วันศึกษาผลกระทบ  ได้ข้อสรุปเตรียมเสนอแล้ว <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน

    สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า

    แม้จะเตรียมรับมือกับคดี ‘44 สส.พรรรก้าวไกล’มานานสองนาน แต่พอสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ต้องเผชิญหน้า พรรคประชาชน กลับเกิดความ ‘ระส่ำ’มากกว่าที่มีการประเมินกันไว้ เหตุเพราะต้อง ‘สู้ศึก’หลายด้านที่ ประเดประดังเข้ามา

    ศึกสำคัญก็แน่นอนว่าอยู่ที่การสู้คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งระหว่างรอความชัดเจนในประเด็น ‘การหยุดปฏิบัติหน้าที่’ของ 10 สส.พรรคประชาชนแล้วนั้น เรื่องที่ต้องแก้ก่อนคือ การหาตัว ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการเตรียมการมาแล้วซักพักว่า ใครมาทำหน้าที่อะไรตรงไหน

    ประการต่อมาคือ การสู้คดีซี่งแน่นอนว่า ‘จำเลย’ คนสำคัญอย่าง ‘พ่อทิม’ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะจำเลยที่ 1จะมี ‘ส่วนสำคัญ’ อย่างมาก หากจะ ‘สู้’ ว่า ผู้ริเริ่มเท่านั้นที่ผิด หาใช่สส.ซึ่งมีหน้าที่เสนอกฎหมาย แต่ ‘ปัญหา’ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พิธา’ กับพรรค เรื่อยไปจนถึง ‘แกนนำพรรค’ นั้นมี ‘ระยะห่าง’ ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา

    อย่าลืมว่า ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’แค่เริ่มต้น แต่ผลของการ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ นั้นคือการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ‘ตลอดชีวิต’ ซึ่ง ‘หนักหนา’ กว่าถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีจากกรณี ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ เป็นไหน ๆ ตรงนั้นต่างหากที่เป็น ‘ของจริง’

    นอกจากสู้คดี การ ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’  หรือการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เพื่อหาผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ยังจะต้อง ‘ชิงชัย’ เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. และสก.50 เขตเลือกตั้งซึ่งทั้งหมดจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคมที่จะถึงนี้

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต  สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    การเคาะจาก ‘วงใน’ รอบสุดท้าย หลัง ‘ควานหา’ ผู้ที่มีความเหมาะสมอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ต้องให้ ‘คนใน’  เพราะการส่ง  ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ อดีตที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านและการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่เป็น ‘แคนดิเดต’รองนายกรัฐมนตรีนั้น ‘ไม่เปรี้ยงปร้าง’ ก็จริง แต่การ ‘ส่ง’ ย่อมดีกว่าการ ‘ไม่ส่ง’

    เหตุที่ต้องส่งแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า ‘สู้ยาก’ เพราะต้องรักษาฐาน ‘แฟนคลับ’ สีส้มเอาไว้ มีอย่างที่ไหนเป็นถึง ‘แชมป์กทม.’  แต่ไม่สู้ศึก ผู้ว่าฯกทม.ซึ่งจะ ‘หนักหนา’ กว่า ‘การแพ้’ หลายเท่าตัวนัก

    ถึงตอนนี้ แม้รัฐบาลอนุทิน จะเผชิญ ‘วิกฤตพลังงาน’ ลามไปจนถึง ‘วิกฤตศรัทธา’  แต่ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน ก็อยู่ในจุดที่ ‘ระส่ำระสาย’ ไม่ต่างกัน

    <<<<<<>>>>>> 

    จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’

    ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    น่าจะถือเป็น 1ในนโยบาย ‘ภาคสังคม’ ที่รัฐบาล ‘อนุทิน1’ทำไว้ และ ‘ตัวตั้งตัวตี’ ที่รัฐบาลมอบหมายนั้นชื่อ โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯในขณะนั้นซึ่งปัจจุบันเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

    มีข่าวว่าสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)เตรียม ‘ชง’ ผลการประเมินผลกระทบระยะแรก 90 วัน ของนโยบาย ‘ขยายเวลา’ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อคณะกรรมการควบคุมฯ ในวันที่ 17 เมษายนซึ่งผลการศึกษา‘เบื้องต้น’ในช่วง 90 วันแรกยังไม่พบ ‘ทิศทาง’ ที่ชัดเจนทั้งในด้านผลกระทบต่ออุบัติเหตุทางถนน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลนี้จะใช้เพื่อตัดสินใจกำหนดทิศทางของนโยบาย ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาทดลอง 180 วัน

    ก่อนหน้านี้ ‘รัฐบาลอนุทิน1’ ได้ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.–17.00 น.ซึ่งจะครบกำหนดทดลอง 180 วัน ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

    ผลการศึกษาดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการ ‘การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน’  ซึ่ง สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยให้มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้จัดเวทีสัมมนาไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ, ผู้บังคับใช้กฎหมาย ภาค,ธุรกิจ และภาคประชาสังคมครอบคลุม 5 ประเด็นหลักคือ  1.สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน ,2.การประเมินผลกระทบเชิงนโยบาย, 3.ความคิดเห็นผู้บริโภคในพื้นที่ท่องเที่ยว, 4.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ  และ5.ผลกระทบด้านกฎหมาย

    ข้อมูลเบื้องต้นสะท้อนว่า ผลลัพธ์ในช่วง 90 วันแรก‘ยังไม่ปรากฏทิศทางที่ชัดเจน’  ทั้งในมิติความปลอดภัยทางถนนและมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาแนวทางออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรองรับการขยายเวลา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ระดับจังหวัด ‘สามารถ’ กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพื้นที่

    ต้องถือว่า การ‘ขยายเวลา’ให้ ‘ขายน้ำเมา’ ได้นั้น ทุกฝ่ายควรต้องคุยกันท่ามกลาง ‘น้ำมัน’ ที่ปั่นป่วน จนรัฐบาลจะต้องงัดมาตรการ‘ประหยัดพลังงาน’ออกมาใช้ ดูไปนโยบาย ‘สวนทาง’กันยังไงๆชอบกลอยู่นะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-people-party-bma-article-112-alcohol-effect-bhumjaithai-party&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0al1oDXpAiAqFaJThSXVwS

  • น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

    น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

     
             น้องเบญ เด็กเก็บขยะขาย คนยังบริจาคให้ไม่หยุดแม้ปิดรับ ล่าสุดยอดทะลุ 3.1 ล้าน ขอเก็บไว้บางส่วน ก่อนส่งต่อ 1.8 ล้าน บริจาคช่วยผู้อื่นที่ลำบาก  

    ยอดบริจาคน้องเบญ
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               จากเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับ น้องเบญ เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ต้องออกไปเก็บขยะขายช่วยครอบครัว และยังต้องดูแลพ่อผู้พิการ จนมีคนใจบุญมากมายหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่ต่อมากลับมีเพจดังแฉเรื่องที่ทางครอบครัวเคยได้รับความช่วยเหลือมาหลายครั้งแล้วนั้น หลังเคยออกรายการทีวี และยังมีคนเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการเรียนแล้วด้วย

               ล่าสุด (15 เมษายน 2569) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย ซึ่งเป็นคนที่โพสต์ขอความช่วยเหลือให้น้องเบญ ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

               ในส่วนค่าเทอม ที่ทางโรงเรียนได้ลงรูปมอบทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1-ม.6 จำนวน 25,000 บาทนั้น จากที่ตนได้พูดคุยกับ ผอ.โรงเรียน ทาง ผอ. แจ้งว่าทุนนี้มีจำนวน 50,000 บาท จำนวน 2 ทุน ทุนละ 25,000 บาท ซึ่งจะหักไว้เป็นค่าเทอมของโรงเรียน ไม่ได้ให้เทอมละ 25,000 บาท ซึ่งส่วนตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ทางโรงเรียนถึงเขียน ม.1 – ม.6

               ส่วนเรื่องของที่ได้จากรายการดัง ทั้งรถเข็นพ่วงข้าง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบขนมปัง ซึ่งมีกระแสข่าวไปว่าคุณแม่กับน้องนำของไปขายแล้ว ยืนยันว่าตอนที่ตนลงพื้นที่ช่วยเหลือ สิ่งของที่แจ้งมายังอยู่ครบ หน่วยงานที่ลงพื้นที่ก็ยังเห็นว่ามีของอยู่

               เรื่องเงินบริจาค 1.1 ล้านบาท มีทางหน่วยงานราชการที่กำกับดูแล แจ้งว่าจะให้น้องเปิดบัญชีออมสิน 1 ล้านบาท และจะสลักหลังว่า จะเบิกถอนได้ต่อเมื่อน้องอายุ 19 ปีเท่านั้น (เพราะช่วงเวลานั้นน้องต้องใช้เงินเรียนต่อมหาลัย) ส่วนอีก 1 แสนบาทที่เหลือ ทางหน่วยงานที่ดูแลกำกับเรื่องนี้จะเข้ามาช่วยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือเรื่องค่าใช้ค่า 3 ชีวิตต่อไป  

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               ต่อมา เมศ เจ้าชายน้อย- อัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาค โดยเผยว่าหลังจากที่มีการปิดรับบริจาคไป ตอนมีเงินเข้ามาในบัญชีน้องเบญ ประมาณ 1.1 ล้านกว่าบาท ก็ยังคงมีพลเมืองดีโอนเงินเข้ามาให้น้องอย่างต่อเนื่อง จนยอดเงิน ณ วันที่ 15 เมษายน มีผู้บริจาคให้ร่วม 3.1 ล้านบาท

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               อย่างไรก็ตาม น้องเบญและครอบครัว มีความประสงค์ที่จะเก็บเงินเอาไว้เป็นทุนการศึกษาและดูแลคุณพ่อ คุณแม่ต่อไปในอนาคต เพียง 1.3 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือนั้น ทางครอบครัวมีความประสงค์จะบริจาคต่อให้แก่ผู้อื่น โดยแบ่งเป็น

               1. มูลนิธิร่วมกตัญญู โดยพี่ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจะเดินทางมาเป็นตัวแทนมารับด้วยตัวเอง

               2. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่ จะเดินทางไปมูลนิธิปอเต๊กตึ๋ง ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน โดยทางมูลนิธิจะนำรถของมูลมิธิมารับ-ส่ง

               3. บริจาคเงินแก่ นายปรเมศร์ มีสมภพ เพื่อไปซื้อสิ่งของแพมเพิส ข้าวสาร รถเข็นคนพิการ และ นำเงินไปช่วยเหลือคนป่วย ผู้ยากไร้ ตามที่ต่าง ๆ 

               4. มอบให้กับทางโรงเรียนแห่งหนึ่ง เพื่อเอาไว้เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนต่อไป

               โดยจะส่งมอบเงินจำนวน 1,810,932 บาททั้งหมด ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน และมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นความประสงค์จาก น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่  ที่อยากจะส่งต่อความช่วยเหลือผู้คนและเด็ก ๆ ที่ลำบากต่อไป และทางครอบครัวก็อยากขอขอบคุณที่ทุกคนให้ความเป็นห่วง เอ็นดูน้อง ให้ความช่วยเหลือน้องมาโดยตลอด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10m5A8ovjuR_PPHW_SoTmF

  • เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/NR6g4Y33kQrl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yfaYdRNriMNTTUUS3XDfC

  • “ดร.เชษฐา” ชี้รัฐบาลบริหารยุทธศาสตร์ “สงกรานต์” ตรงเป้าจังหวะขับเคลื่อนศก.ไทย เชื่อหนุนฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ | TOPNEWS

    “ดร.เชษฐา” ชี้รัฐบาลบริหารยุทธศาสตร์ “สงกรานต์” ตรงเป้าจังหวะขับเคลื่อนศก.ไทย เชื่อหนุนฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ | TOPNEWS

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนกล้าตัดสินใจเดินทางมากขึ้น ลดความกังวลทั้งด้านต้นทุนและความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้การเดินทางกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยวภายในประเทศเกิดขึ้นอย่างคึกคักทั่วประเทศ

    “เมื่อคนกลับบ้าน รายได้ก็กลับสู่ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ตลาดชุมชน การท่องเที่ยวพื้นบ้าน หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณขนาดใหญ่จากส่วนกลาง” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่า สงกรานต์ในปีนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีนานาชาติ เนื่องจากเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก การที่สามารถจัดงานได้อย่างคึกคัก ปลอดภัย และมีชีวิตชีวา ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างมีคุณภาพ

    ในมิติทางการเมือง ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงเทศกาล ทั้งการตรวจเยี่ยม การดูแลความปลอดภัย และการพบปะประชาชนในหลายพื้นที่ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและลดระยะห่างระหว่างภาครัฐกับประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ผศ.ดร.เชษฐา ระบุอีกว่า ผลลัพธ์ของการใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้จำกัดเพียงผลทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังช่วยสร้าง “ทุนทางความเชื่อมั่น” ให้กับรัฐบาล ภายหลังจากที่ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองก่อนหน้านี้

    “สงกรานต์ปีนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ความนิยมของรัฐบาลเริ่มฟื้นตัว และช่วยเรียกความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศกลับคืนมา” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

    อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถต่อยอดมาตรการและรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจหลังช่วงเทศกาลได้อย่างต่อเนื่อง สงกรานต์ปี 2569 อาจไม่ใช่เพียงเทศกาลแห่งความสุข แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป

    ดร.เชษฐา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30luz0tiLlVoJGtX5ZXuJg

  • “ทีมไทยแลนด์” เดินหน้านโยบายเชิงรุก ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ เร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    “ทีมไทยแลนด์” เดินหน้านโยบายเชิงรุก ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ เร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    “ทีมไทยแลนด์” เดินหน้านโยบายเชิงรุก ชูการทูตเศรษฐกิจ เสริมความร่วมมือนานาชาติ เร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม


    17/04/2569 | 90 |

    วันนี้  (17 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นับแต่การประชุมครม. นัดแรก เมื่อวันที่ 11 เม.ย. รัฐบาลได้เดินหน้าภารกิจตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ด้านการทำงานทีมไทยแลนด์ ก็เป็นสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญอย่างมากได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลบูรณาการการทำงานร่วมกัน  เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมกำชับให้ดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน

    โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าเร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยคุณภาพดีจากรัสเซียในราคาที่เหมาะสม หลังจากได้เข้าพบกับนายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และนายแมกซิม มาโควิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ในระหว่างการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 โดยมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการค้าเกษตร ซึ่งไทยสนใจนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซียในปริมาณ 1-2 ล้านตันต่อปีในราคามิตรภาพ เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ พร้อมเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย-รัสเซีย เพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรคทางการค้าและอำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยฝ่ายรัสเซียเห็นชอบและยืนยันความพร้อมในการส่งออกปุ๋ยให้ไทย ซึ่งจะทำให้ปริมาณปุ๋ยในประเทศเพียงพอ

    ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนรัฐสุลต่านโอมานอย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ได้พบหารือกับ ซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงด้านความมั่นคงของโอมาน เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค และแนวทางเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานรวมถึงการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยได้แสดงความสนใจในการจัดหาพลังงานเพิ่มเติมจากโอมาน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนเพื่ออำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการกู้เรือ “มยุรี นารี”

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163117


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/495129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uDx7FII-uJWItAf8Vymwc

  • ไทย-จีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก เห็นพ้องร่วมมืออุตสหกรรมแห่งอนาคต

    ไทย-จีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก เห็นพ้องร่วมมืออุตสหกรรมแห่งอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

    กระทรวงการคลัง
    รองนายกฯ เอกนิติ หารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว 

    นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273396&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38coZIGN9mWwzFYRmCdWj3

  • ผลไม้ที่หวานกว่าน้ำตาล 250 เท่า! แต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง แถมช่วยต้านมะเร็ง

    ผลไม้ที่หวานกว่าน้ำตาล 250 เท่า! แต่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง แถมช่วยต้านมะเร็ง

    ในห้วงเวลาที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพ “หล่อฮังก๊วย” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะ “สารให้ความหวานจากธรรมชาติ” ที่มาพร้อมสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง โดยเฉพาะความสามารถในการช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเป็นมิตรต่อผู้ป่วยเบาหวาน

    ทำความรู้จักกับ “หล่อฮังก๊วย” สมุนไพรคู่บ้าน

    หล่อฮังก๊วย (Monk Fruit) หรือที่มีชื่อเรียกในภาษาเวียดนามว่า Quả la hán มีต้นกำเนิดจากแถบกวางสีและกุ้ยหลิน ประเทศจีน สำหรับในประเทศไทยและเวียดนาม ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยมักนำผลแห้งมาต้มเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายในช่วงฤดูร้อน ให้รสชาติหวานละมุน ชุ่มคอ และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในตำรับยาแก้ไอ ขับเสมหะ และบำรุงระบบทางเดินอาหาร

    หวานจัดชัดเจน…แต่ “ไร้แคลอรี่”

    จุดเด่นที่สุดของหล่อฮังก๊วยคือ ความหวาน ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า ความหวานของมันเข้มข้นกว่าน้ำตาลทรายถึง 100 – 250 เท่า ซึ่งความหวานนี้ไม่ได้มาจากน้ำตาลโดยตรง แต่มาจากสารที่ชื่อว่า โมโกรไซด์ (Mogroside) ซึ่งเป็นสารประกอบเฉพาะตัวที่พบมากในผลไม้ชนิดนี้ ทำให้มันกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ที่ต้องการจำกัดน้ำตาล

    ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยเบาหวาน: หวานแต่ไม่กระตุ้นอินซูลิน

    แม้จะหวานจัด แต่หล่อฮังก๊วยกลับไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อมข้าวโพด เนื่องจากไม่มีแคลอรี่และไม่มีคาร์โบไฮเดรต

    • ผลการวิจัย: วารสาร Health ได้อ้างถึงผลการทดลองในสัตว์พบว่า หนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เมื่อได้รับสารสกัดจากหล่อฮังก๊วยร่วมกับโยเกิร์ต มีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และภาวะดื้อต่ออินซูลินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

    สรรพคุณต้านมะเร็งและต้านการอักเสบ

    สาร โมโกรไซด์ ในหล่อฮังก๊วยไม่ได้ให้แค่ความหวาน แต่ยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ:

    • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยยับยั้งโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ และป้องกันการถูกทำลายของ DNA

    • ยับยั้งเซลล์มะเร็ง: งานวิจัยในปี 2022 พบว่าสารโมโกรไซด์มีศักยภาพในการชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดในหนูทดลอง

    ข้อควรระวังและวิธีเลือกซื้อ

    แม้ว่าอาการแพ้หล่อฮังก๊วยจะพบได้น้อยมาก แต่เนื่องจากมันอยู่ในตระกูลเดียวกับแตงและน้ำเต้า (Cucurbitaceae) ผู้ที่แพ้พืชตระกูลนี้ควรระมัดระวัง หากมีอาการลมพิษ หายใจลำบาก ชีพจรเต้นเร็ว หรือบวมบริเวณลิ้น ควรหยุดรับประทานทันที

    คำแนะนำ: ปัจจุบันสารสกัดหล่อฮังก๊วยมักถูกนำไปผสมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น (เช่น Erythritol) ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ควรตรวจสอบฉลากส่วนประกอบให้ถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับคุณประโยชน์ตามที่ต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/268645/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sf1CISopsHIri7vAUXSPa

  • IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    ประชาสัมพันธ์

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    IND มอบทุนการศึกษา 3 แสนบาท หนุนวิจัย-พัฒนาการเรียนการสอน มรภ.สวนสุนันทา

    ดร.ชัยณรงค์ ณ ลำพูน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND  ในนามศิษย์เก่าหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมการจัดการ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ พร้อมผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษา รวมมูลค่า 300,000 บาท ให้แก่ วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษา จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานด้านการวิจัยต่างๆ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ (ที่ 7 จากซ้าย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมสำนักงานอธิการบดี ชั้น 5 วิทยาลัยนวัตกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/472851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DAe6kmcdLzoQNGbgGtVL8

  • วิจัยเผย “โรค” ที่คนเกือบ 2 พันล้าน เสี่ยงป่วยในปี 2050 ระบาดหนักในกลุ่มวัยทำงาน!

    วิจัยเผย “โรค” ที่คนเกือบ 2 พันล้าน เสี่ยงป่วยในปี 2050 ระบาดหนักในกลุ่มวัยทำงาน!

    ภัยเงียบคนรุ่นใหม่! คาดการณ์ปี 2050 ประชากร 1.8 พันล้านคนทั่วโลกจะเผชิญ “โรคตับอักเสบจากระบบเผาผลาญ”

    งานวิจัยล่าสุดเตือนว่าภายในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 1,800 ล้านคน จะเผชิญกับโรคตับพอกไขมันที่สัมพันธ์กับระบบเผาผลาญผิดปกติ (MASLD) โดยมีสาเหตุหลักมาจากภาวะโรคอ้วนและระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

    MASLD: โรคตับพอกไขมันชนิดใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลการศึกษาจากสถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lancet Gastroenterology & Hepatology ระบุว่าโรคตับพอกไขมันที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASLD (เดิมเรียกว่า NAFLD) กลายเป็นโรคตับที่แพร่หลายและเติบโตเร็วที่สุดในโลก

    สถิติที่น่าสนใจจากการวิจัย:

    • ปี 1990: มีผู้ป่วยประมาณ 500 ล้านคน
    • ปี 2023: จำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 1,300 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 143% ใน 3 ทศวรรษ)
    • ปี 2050: คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็น 1.8 พันล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 42%

    ใครคือกลุ่มเสี่ยง? และอะไรคือสาเหตุหลัก?

    งานวิจัยพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงคือปัจจัยอันดับหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาจาก MASLD ตามมาด้วยดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงและการสูบบุหรี่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคอ้วน

    ช่วงอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด:

    • เพศชาย: พบมากที่สุดในช่วงอายุ 35-39 ปี
    • เพศหญิง: พบมากที่สุดในช่วงอายุ 55-59 ปี
    • โดยรวมโรคนี้พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมีอุบัติการณ์สูงสุดในกลุ่มผู้สูงอายุช่วง 80-84 ปี

    อาการและการสังเกตเบื้องต้น

    ตามข้อมูลจากหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) โรคนี้มัก “ไม่แสดงอาการ” ในระยะแรก และหลายคนไม่รู้ตัวว่าป่วยจนกว่าจะมีการตรวจเลือดด้วยเหตุผลอื่น อย่างไรก็ตาม หากมีอาการอาจพบสัญญาณดังนี้:

    1. รู้สึกอ่อนเพลียมาก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ
    2. รู้สึกไม่สบายตัวโดยรวม
    3. มีอาการปวดหรือตึงบริเวณตับ (ใต้ชายโครงด้านขวา)

    แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่จำนวนเคสที่เพิ่มขึ้นหมายถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในอนาคต เช่น ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ

    ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า MASLD เริ่มส่งผลกระทบต่อคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่แย่ลง การรับรู้ถึงภัยเงียบนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญระดับโลก การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ด้วยการควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาล และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ คือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและป้องกันความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

     

    อ้างอิงข้อมูล: สถาบันการวัดและประเมินผลด้านสุขภาพ (IHME) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน และวารสาร Lancet Gastroenterology & Hepatology

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9883866/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GtlLf_Ma5ixcCSZdevstA