Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อังคณา อัดยับ แม่ทัพภาค 4 ใช้คำพูดไม่ให้เกียรติ-ด้อยค่าคนพื้นที่

    อังคณา อัดยับ แม่ทัพภาค 4 ใช้คำพูดไม่ให้เกียรติ-ด้อยค่าคนพื้นที่

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

    16 เมษายน 2569 นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ชี้แจงยังไงให้ลุกลามบานปลายจนถูกขอให้ออกนอกพื้นที่ – คนที่ติดตามการแก้ปัญหา จชต. คงทราบว่าดีว่าไม่บ่อยครั้งนักที่สถาบันการศึกษาทางศาสนาใน จชต. (สถาบันปอเนาะ, สถาบันตาดีกา และสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน) จัดประชุมซูรอ และแถลงร่วมกันเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกนอกพื้นที่

    กรณีแม่ทัพภาค 4 แถลงข่าวเหตุยิง สส. กมลศักดิ์ และพูดเลยเถิดกล่าวหาสถาบันการศึกษาท้องถิ่นว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ (อุดมการณ์) รวมถึงเป็นสถาบันที่ไม่ได้รับการพัฒนาและต้องกลับไปเรียนหนังสือกันใหม่ ซึ่งคำพูดดังกล่าวถือเป็นความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของชาวมลายูมุสลิมใน จชต. ซึ่งใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ (mother tongue language) อีกทั้งในการจัดการศึกษาท้องถิ่น ทั้งปอเนาะและตาดีกา ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ซึ่งแม้การจัดการศึกษาของปอเนาะดั้งเดิมจะไม่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐ แต่คนท้องถิ่นก็ยังนิยมส่งลูกหลานไปเรียนและปกป้องการศึกษาของท้องถิ่นไว้ การพูดที่ไม่ให้เกียรติและด้อยค่าการศึกษาท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนต่อมีต่อรัฐบาลมาก

    ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าใช้คำพูดที่ไม่เคารพและไม่ให้เกียรติคนท้องถิ่นเช่นนี้ หรือมั่นใจว่าสามารถพูดอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจมากกว่า ท่านแม่ทัพอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหา จชต. ไม่ใช่การใช้อำนาจและอาวุธในการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่จุดมุ่งหมายสำคัญคือการยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาคนทำงานสิทธิมนุษยชนและสันติภาพได้พยายามส่งเสียงเตือนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีกลุ่มคนพยายามด้อยค่านักสิทธิมนุษยชนโดยใช้ปฏิบัติการ IO เพื่อกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และคุกคาม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่อาจนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ที่ผ่านมาแค่เรื่อง ฮ. ยิงกราดบนเขาตะเว การลอบยิง สส. กมลศักดิ์ โดยใช้รถ กอ.รมน. ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว พอมีการกล่าวหาและด้อยค่าสถาบันการศึกษาของท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นจุดที่ประชาชนท้องถิ่นไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ยังไม่ลงมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องนี้น่าจะบานปลายเกินกว่าจะแก้ไขได้ อย่าลืมว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนต่อรัฐกว่าจะสร้างได้ต้องใช้เวลานาน และไม่ควรถูกทำลายด้วยคำพูด หรือวิธีคิดของคนเพียงไม่กี่คน

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/958827&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LgCBPtxBBjbIl_e2RhWfm

  • เจาะบทบาท “จาเร็ด คุชเนอร์” ทูตนอกทำเนียบผู้ไร้ตำแหน่งแต่เจรจาได้ทั่วโลก

    เจาะบทบาท “จาเร็ด คุชเนอร์” ทูตนอกทำเนียบผู้ไร้ตำแหน่งแต่เจรจาได้ทั่วโลก

    จาเร็ด คอรีย์ คุชเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2524 ในเมืองลิฟวิงสตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ เขาเป็นบุตรชายคนโตของ ชาร์ลส์ คุชเนอร์ มหาเศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้บริจาครายใหญ่ของพรรคเดโมแครตในขณะนั้น ชีวิตวัยเด็กของจาเร็ดถูกหล่อหลอมมาในครอบครัวชาวยิวออร์โธดอกซ์ที่เคร่งครัด ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับอิสราเอลถึงขนาดที่เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เคยมาค้างคืนที่บ้านตระกูลคุชเนอร์ในนิวเจอร์ซีย์

    เส้นทางการศึกษาของจาเร็ดเริ่มต้นที่โรงเรียนมัธยมฟริสช์ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีรายงานอ้างว่าพ่อของเขาได้บริจาคเงินจำนวน 2,500,000 ดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัยก่อนที่เขาจะได้รับความเห็นชอบให้เข้าเรียน แม้ทางโฆษกของตระกูลคุชเนอร์จะปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวก็ตาม จาเร็ดสำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ดในปี 2546 และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) และนิติศาสตร์ (JD) จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในปี 2550

    วิกฤตตระกูล-การก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจ

    จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของจาเร็ดเกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อชาร์ลส์ คุชเนอร์ พ่อของเขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี ข่มขู่พยาน และบริจาคเงินรณรงค์หาเสียงอย่างผิดกฎหมาย จาเร็ดในวัยเพียง 24 ปี ต้องก้าวขึ้นมารับผิดชอบอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวแทนพ่อที่ติดคุก

    เขาแสดงความทะเยอทะยานด้วยการซื้อหนังสือพิมพ์ The New York Observer ในปี 2549 ด้วยมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ และในปี 2550 เขาได้สร้างความฮือฮาด้วยการซื้ออาคารสำนักงานเลขที่ 666 Fifth Avenue ในแมนแฮตตันด้วยราคาสูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเวลานั้น แม้ว่าต่อมาโครงการนี้จะประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักในช่วงวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่เขาก็สามารถประคองธุรกิจและได้รับตำแหน่งซีอีโอของ Kushner Companies ในปี 2551

    การแต่งงานที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมือง

    ในปี 2552 จาเร็ด คุชเนอร์ ได้เข้าพิธีวิวาห์กับ อิวังกา ทรัมป์ บุตรสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ การแต่งงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเชื่อมโยง 2 ตระกูลมหาเศรษฐีเข้าด้วยกัน แต่ยังทำให้อิวังกาเปลี่ยนมานับถือศาสนายิวตามสามี และเป็นการปูทางไปสู่บทบาททางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

    เจาะบทบาท

    เจาะบทบาท “จาเร็ด คุชเนอร์” ทูตนอกทำเนียบผู้กุมบังเหียนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

    เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2559 จาเร็ด คุชเนอร์ กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในทีมรณรงค์หาเสียง เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลกลยุทธ์ด้านดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างโครงการอะลาโม (Project Alamo) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งขนาดใหญ่ และประสานงานกับ หน่วยวิจัยเคมบริดจ์ เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร นอกจากนี้ เขายังมีส่วนสำคัญในการร่างสุนทรพจน์ การจัดหาของที่ระลึก และการคัดเลือกไมค์ เพนซ์ เป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี

    รัฐมนตรี “สารพัดประโยชน์”

    หลังจากทรัมป์ชนะเลือกตั้งในปี 2560 จาเร็ดได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี บทบาทของเขาในทำเนียบขาวนั้นกว้างขวางจนถูกเรียกว่าเป็น “รัฐมนตรีสารพัดประโยชน์” (Jack-of-all-trades) โดยเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการสำคัญ ๆ มากมาย ตั้งแต่การปฏิรูประบบยุติธรรมทางอาญา การแก้ปัญหายาเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ การปรับปรุงกระทรวงกิจการทหารผ่านศึก ไปจนถึงการจัดตั้ง สำนักงานนวัตกรรมอเมริกัน เพื่อนำรูปแบบธุรกิจเอกชนมาใช้ในภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาของเขาในทำเนียบขาวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาถูกตรวจสอบอย่างหนักจากการสืบสวนเรื่องการแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซีย และเผชิญกับปัญหาด้าน ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย ซึ่งเขาถูกลดระดับการเข้าถึงข้อมูลลับเนื่องจากยังไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งมีรายงานว่า ปธน.ทรัมป์ ต้องใช้อิทธิพลส่วนตัวเพื่อบีบให้เจ้าหน้าที่ยอมรับการเข้าถึงข้อมูลระดับสูงสุดของเขา

    ความสำเร็จในตะวันออกกลางและข้อตกลงอับราฮัม

    ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของคุชเนอร์คือการเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในปี 2563 ซึ่งเป็นการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และ ซูดาน

    คุชเนอร์มองว่าการแก้ปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์แบบเดิมนั้นเป็นไปได้ยาก เขาจึงหันไปสร้างพันธมิตรระหว่างอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับนิกายซุนนีที่มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่าน ความสำเร็จนี้ทำให้เขาได้รับคำชมในฐานะนักเจรจาที่มองโลกตามความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกวิจารณ์ว่าละเลยสิทธิของชาวปาเลสไตน์

    เจาะบทบาท

    เจาะบทบาท “จาเร็ด คุชเนอร์” ทูตนอกทำเนียบผู้กุมบังเหียนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

    โลกการเมืองสู่โลกการเงิน กับการก่อตั้ง Affinity Partners

    หลังจากพ้นจากตำแหน่งในปี 2564 จาเร็ดและอิวังกาย้ายไปอยู่ที่ไมอามี รัฐฟลอริดา เขาไม่ได้กลับไปบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ได้ก่อตั้งบริษัทไพรเวทอิควิตี้ชื่อว่า Affinity Partners บริษัทนี้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการการเงินด้วยการระดมทุนได้มหาศาลภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะเงินลงทุนจำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์จากกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (PIF) ของซาอุดีอาระเบีย ภายใต้การนำของมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน รวมถึงทุนจากกาตาร์และ UAE

    ไพรเวทอิควิตี้ คือธุรกิจบริหารจัดการเงินทุนที่ระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันหรือผู้มีฐานะสูง เพื่อนำไปซื้อหุ้นของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

    นักวิจารณ์และสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามว่า เหตุใดกองทุนเหล่านี้ถึงมอบเงินให้คุชเนอร์ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านไพรเวทอิควิตี้มาก่อน และสงสัยว่านี่คือ “ค่าตอบแทน” สำหรับสิ่งที่เขาทำให้ในทำเนียบขาวหรือไม่ ข้อมูลระบุว่า Affinity Partners มีทรัพย์สินภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2567 เป็น 4,800 ล้านดอลลาร์ ในปลายปีเดียวกัน และทะลุ 5,400 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568

    บทบาทในปัจจุบัน ทูตเงาและพายุแห่งจริยธรรม

    ปัจจุบันในปี 2569 ในสมัยที่ 2 ของ ปธน.ทรัมป์ บทบาทของจาเร็ด คุชเนอร์ ยิ่งทวีความซับซ้อนและน่ากังวลมากขึ้น รายงานจากสภาคองเกรสระบุว่าคุชเนอร์ได้รับอำนาจควบคุมนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในระดับที่ ไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่เป็นทางการก็ตาม เขายังคงเป็นตัวละครหลักหลังฉากในการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านและการเจรจากับรัสเซีย ในขณะที่ตัวเขาเองยังคงรับเงินเดือนและค่าธรรมเนียมหลายล้านดอลลาร์จากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ

    รายงานฉบับล่าสุดจากวุฒิสมาชิก รอน ไวเดน และ สส. โรเบิร์ต การ์เซีย ระบุว่าคุชเนอร์กำลังพยายามระดมทุนจากต่างชาติเพิ่มอีกอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับบริษัท Affinity Partners ในขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเจรจาที่ตะวันออกกลาง

    มีการประมาณการว่าเขาได้รับค่าธรรมเนียมจากรัฐบาลซาอุฯ ไปแล้วมากกว่า 110 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่ปี 2564 สำหรับบริการจัดการการลงทุนที่แทบจะไม่สร้างกำไรคืนกลับไปให้ผู้ลงทุนเลย สถานการณ์นี้ถูกตราหน้าว่าเป็น “การฉ้อโกง” และอาจเข้าข่ายการเป็น ตัวแทนต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน

    ความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนรุนแรงขึ้นเมื่อพบว่า Affinity Partners นำเงินทุนจากอาหรับไปลงทุนในธุรกิจของอิสราเอล ซึ่งแม้ด้านหนึ่งจะดูเหมือนการสร้างสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตเพื่อปูทางให้ธุรกิจส่วนตัว

    สภาคองเกรสได้ยื่นคำขาดให้ Affinity Partners ส่งมอบข้อมูลรายละเอียดการจ่ายเงินจากรัฐบาลต่างประเทศและตารางการเดินทางไปทำธุรกิจต่างประเทศของคุชเนอร์ภายในวันที่ 2 เม.ย.2569 เพื่อตรวจสอบว่ามีความซ้อนทับกันระหว่างงานของรัฐและงานธุรกิจส่วนตัวหรือไม่

    นอกจากนี้ แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันเองอย่างวุฒิสมาชิก ธอม ทิลลิส ก็ยังออกมาวิจารณ์ว่าการให้คุชเนอร์เป็นผู้นำการเจรจาสันติภาพนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เนื่องจากเขาไม่ได้ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาและไม่มีการตรวจสอบอย่างเหมาะสม

    เจาะบทบาท

    เจาะบทบาท “จาเร็ด คุชเนอร์” ทูตนอกทำเนียบผู้กุมบังเหียนเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

    จากประวัติของจาเร็ด คุชเนอร์ เราจะเห็นภาพของชายที่เติบโตมาท่ามกลางอำนาจและเงินตรา เขาเป็นคนที่มีความมั่นใจสูง และมีความจงรักภักดีต่อครอบครัวอย่างสูงสุด ในหนังสือบันทึกความทรงจำ Breaking History ของเขา คุชเนอร์พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้มาแก้ปัญหาที่ไม่มีใครทำได้ แต่เหล่านักวิจารณ์กลับมองว่ามันเป็นหนังสือที่ขาดความตระหนักรู้ในตนเองและเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อขัดเกลาภาพลักษณ์

    ในปัจจุบัน จาเร็ด คุชเนอร์ ยืนอยู่บนจุดตัดระหว่างการเป็นมหาเศรษฐีผู้ประสบความสำเร็จทางการเงินระดับพันล้านดอลลาร์และการเป็นผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ

    แต่คำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่คือ เขากำลังรับใช้ผลประโยชน์ของอเมริกา หรือกำลังรับใช้กระเป๋าเงินของตนเองและพันธมิตรต่างชาติกันแน่ ? การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นจากสภาคองเกรสในอนาคตอันใกล้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเส้นทางอำนาจของ “ลูกเขยผู้นี้” จะลงเอยด้วยการเป็นวีรบุรุษนักเจรจา หรือบทเรียนราคาแพงของจริยธรรมทางการเมืองสหรัฐฯ

    ที่มาข้อมูล : Forbes, EBSCO Information Services, Inc., Jared Kushner’s Hot Peace Process Between Israel and the Sunni World, Biography

    อ่านข่าวอื่น :

    “อิสราเอล-เลบานอน” หยุดยิง 10 วัน เปิดทางผลักดันข้อตกลงสันติภาพ

    IEA เตือน “ยุโรป” น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจ่อหมดคลังใน 6 สัปดาห์

    คนขับสะท้อน ลงทะเบียนค่าน้ำมัน “รถป้ายเหลือง” ยุ่งยาก เงื่อนไขไม่สอดคล้องต้นทุนจริง

    อัปเดตราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน-โซฮอล์ 17 เม.ย.69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504715&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QXaX_4ab6jVVrQ2VMISwP

  • “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก? วิจัยฮาร์วาร์ดเฉลยความจริง เตือนคนกลุ่มเสี่ยง! : เช็กข่าวชัวร์

    “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก? วิจัยฮาร์วาร์ดเฉลยความจริง เตือนคนกลุ่มเสี่ยง! : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check: วิจัยฮาร์วาร์ดชี้ “ตื่นเช้า” อันตรายกว่านอนดึก เสี่ยงโรคหัวใจและสมองจริงหรือ? มีคำตอบ

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลที่สร้างความตระหนกเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ โดยอ้างอิงผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่าการตื่นนอนเช้าเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายรุนแรงยิ่งกว่าการนอนดึก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเชื่อเรื่อง “การตื่นเช้าเป็นสิ่งดี” ที่ปลูกฝังกันมานาน ข้อมูลดังกล่าวระบุว่ามีคนบางกลุ่มที่ไม่ควรตื่นเช้าเพราะอาจเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสมอง

    กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ พบว่ามีการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาอธิบายเพียงบางส่วนจนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ (Fake News / Misleading) การตื่นเช้าจะส่งผลเสียก็ต่อเมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น ไม่ใช่ว่าการตื่นเช้าเป็นอันตรายด้วยตัวมันเอง ข้อมูลนี้เริ่มถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดระบุว่าการตื่นเช้าอันตรายกว่าการนอนดึก และมีกลุ่มคนที่ไม่ควรตื่นเช้าเพราะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและสมอง?

    การตรวจสอบ

    กองบรรณาธิการตรวจสอบแล้วพบว่า งานวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ที่ถูกนำมาอ้างอิงนั้น เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง “กลุ่มที่นอนหัวค่ำแต่ตื่นเช้ามืด” กับ “กลุ่มที่นอนดึกแต่ตื่นสาย” โดยกำหนดให้ทั้งสองกลุ่มมีชั่วโมงการนอนที่จำกัดเพียง 4 ชั่วโมงเท่ากัน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ถูกปลุกให้ตื่นตอน 03.00 น. มีสภาวะทางอารมณ์ที่ย่ำแย่และประสิทธิภาพการทำงานลดลงมากกว่ากลุ่มที่นอนดึกแต่ได้ตื่นในเวลาเช้าปกติ

    ประเด็นสำคัญที่การสื่อสารในโซเชียลมีเดียอาจบิดเบือนไปคือ “ปัจจัยเรื่องชั่วโมงการนอน” การตื่นเช้าจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเรานอนไม่พอ (Sleep Deprivation) ซึ่งนำไปสู่ภาวะเฉื่อยชาหลังตื่นนอน (Sleep Inertia) ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบหัวใจ ไม่ใช่ว่าการตื่นเช้าที่ได้พักผ่อนครบ 7-9 ชั่วโมงจะเป็นอันตราย นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงหลักการแพทย์แผนจีนและผลการศึกษาจากนอร์เวย์ที่ระบุว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจควรระมัดระวังการรีบลุกจากที่นอนทันทีในตอนเช้า เนื่องจากความหนืดของเลือดและอุณหภูมิร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอาจกระตุ้นอาการเจ็บป่วยได้

    Sanook.com ขอยืนยันว่าข่าวดังกล่าวมีการพาดหัวที่สร้างความเข้าใจผิด ข้อมูลต้นฉบับเน้นย้ำเรื่อง “คุณภาพการนอน” และ “ความยาวของชั่วโมงนอน” มากกว่าการตัดสินว่าเวลาตื่นช่วงไหนดีกว่ากันอย่างเด็ดขาด

    ข้อเท็จจริง

    ข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง การตื่นเช้าไม่ได้อันตรายกว่าการนอนดึกหากร่างกายได้รับการพักผ่อนเพียงพอ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน งานวิจัยเพียงชี้ให้เห็นว่า “การตื่นเช้ามืดทั้งที่นอนไม่พอ” ส่งผลเสียต่อร่างกายและอารมณ์มากกว่าการนอนดึกแต่ได้นอนในสัดส่วนที่เท่ากันเท่านั้น

    อ้างอิง

    1. Harvard Medical School
    2. Frontiers in Psychiatry
    3. รายงานข่าว ngoisao

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9884166/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10HiaoKZg9MqD-r4mthNMl

  • นายกฯ ลงใต้เคลียร์หลายปัญหา รวมปม “แม่ทัพภาค 4” เชื่อได้ข้อมูลมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ลงใต้เคลียร์หลายปัญหา รวมปม “แม่ทัพภาค 4” เชื่อได้ข้อมูลมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้วันนี้ ว่า มีความตั้งใจที่จะลงไปตรวจพื้นที่ชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว และขณะนี้มีหลายเรื่องเข้ามา จึงตั้งใจจะลงไปกำกับดูแลทุกอย่าง

    ส่วนที่เมื่อคืนนี้ เกิดเหตุความไม่สงบในพื้นที่หลายจุด ทั้ง จ.นราธิวาส และปัตตานี นายอนุทิน กล่าวว่า ขอลงไปดูหน้างานก่อน วันนี้มีรัฐมนตรีหลายคนร่วมลงพื้นที่ด้วย รวมไปถึงฝ่ายกองทัพ และ รมว.ศึกษาธิการ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ จะถือโอกาสเคลียร์ดราม่าแม่ทัพภาค 4 ด้วยหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า จะมีการลงไปประชุมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งน่าจะได้ข้อมูลมากกว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ รวมไปถึงข้อมูลด้านการข่าว ที่น่าจะมีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ที่สำคัญคือเรื่องของการพัฒนาพื้นที่จังหวัดภาคใต้ การจัดสรรงบประมาณเพื่อทำให้เกิดความสะดวก และความเจริญ รวมไปถึงการสร้างโอกาสต่าง ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่

    ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ ซึ่งวันนี้ตนได้ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร โดยจะเป็นการไปสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้าตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ส่วนกรณีที่โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ทำให้จะต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ส่วนที่กระทรวงศึกษาธิการ มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFG0IQ6YIGBEEP0HXZ3LP8XXUQ4HQCR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2snfObgzX4DjI1S7aRGohD

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กรณีกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่  

    วันนี้ได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  

    ส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่นั้น ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/prasert-chantharawongthong-april-17-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2anxm7L8BmIXzdMmQuwmON

  • สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนกำลังทำสิ่งที่หลายประเทศมองว่าเป็นเรื่องย้อนยุค โดยรัฐบาลกำลังตัดสินใจลดบทบาทของหน้าจอในห้องเรียนลงอย่างจริงจัง แล้วดึงหนังสือเรียน กระดาษ และปากกากลับมาแทน เป้าหมายคือแก้ปัญหาทักษะการอ่านเขียนของเด็กสวีเดนที่ร่วงลงต่อเนื่อง

    นโยบายนี้เรียกว่า från skärm till pärm ที่แปลตรงตัวว่า จากหน้าจอกลับสู่หนังสือ

    เกิดอะไรขึ้นในห้องเรียนสวีเดน

    สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีในห้องเรียนเร็วที่สุด แล็ปท็อปเริ่มเข้ามาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 พอปี 2015 นักเรียนมัธยมในโรงเรียนรัฐราว 80% มีอุปกรณ์ดิจิทัลใช้เป็นของตัวเอง

    ปี 2019 รัฐบาลชุดก่อนซึ่งนำโดยพรรค Social Democrat ผลักดันให้แท็บเล็ตเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรระดับอนุบาล ด้วยเหตุผลว่าต้องเตรียมเด็กเล็กให้พร้อมสำหรับโลกดิจิทัลตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง

    เพราะ PISA คือการทดสอบมาตรฐานการศึกษาระดับนานาชาติของ OECD วัดทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของเด็กอายุ 15-16 ปี ใช้เปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศทั่วโลก

    สวีเดนเคยเป็นประเทศที่ทำคะแนนได้ดีมาก แต่ร่วงหนักในปี 2012 ฟื้นตัวได้ช่วงหนึ่ง แล้วร่วงอีกครั้งทั้งคณิตศาสตร์และการอ่านเมื่อปี 2022 แม้จะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เล็กน้อย แต่คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าอังกฤษ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เด็กราว 24% ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของการอ่านจับใจความ

    Dr. Sissela Nutley นักประสาทวิทยาจากสถาบัน Karolinska ในสตอกโฮล์ม ชี้ว่าเทคโนโลยีทำให้เด็กเสียสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กคนอื่นทำบนหน้าจอ งานวิจัยระดับนานาชาติยังพบว่าการอ่านบนอุปกรณ์ดิจิทัลทำให้ประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กเล็ก

    Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ OECD ย้ำว่าต้องระวังเรื่องการสรุปเหตุและผล แต่ยอมรับว่าสวีเดนนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียนในระดับที่เรียกว่า extreme เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะใส่อุปกรณ์เข้าไปเยอะโดยไม่มีเป้าหมายทางการสอนที่ชัดเจน

    รายงานของ OECD เมื่อเดือนมกราคมปีนี้สรุปว่าโดยรวมแล้วเด็กสวีเดนได้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล แต่การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากในวิชาคณิตศาสตร์สัมพันธ์กับคะแนนที่ต่ำลง แม้ยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เลย

    เริ่มต้นนโยบาย ‘จากจอกลับสู่หนังสือ’

    Joar Forsell โฆษกด้านการศึกษาของพรรค Liberal ซึ่งหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ บอกตรง ๆ ว่าเป้าหมายคือการเอาหน้าจอออกจากห้องเรียนให้มากที่สุด ระดับเด็กเล็กไม่ควรมีหน้าจอเลย

    สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ปี 2025 โรงเรียนอนุบาลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลอีกต่อไป แท็บเล็ตไม่ถูกแจกให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ภายในปีนี้จะออกกฎห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทุกกรณี แม้จะอ้างว่าใช้เพื่อการเรียนก็ตาม

    รัฐบาลจัดสรรงบกว่า 2.1 พันล้านโครนาสวีเดน (ราว 7 พันล้านบาท) เพื่อซื้อหนังสือเรียนและคู่มือครู และหลักสูตรใหม่ที่เน้นการเรียนจากตำราจะเริ่มใช้ในปี 2028

    Forsell ยืนยันว่าการอ่านหนังสือจริง เขียนบนกระดาษจริง และคิดเลขบนกระดาษจริง ดีกว่าหน้าจอ ถ้าอยากให้เด็กได้ความรู้ที่ต้องการ

    แต่ฝั่งตรงข้ามก็มีเสียงดังไม่แพ้กัน สมาคม Swedish Edtech Industry ออกรายงานเตือนว่าการศึกษาที่เน้น Analog มากเกินไปจะทำให้เด็กไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงาน Jannie Jeppesen ซีอีโอของสมาคมและอดีตครู อ้างรายงานของ EU ที่ประเมินว่า 90% ของงานในอนาคตอันใกล้จะต้องใช้ทักษะดิจิทัล

    ประเด็นนี้มีน้ำหนัก เพราะสวีเดนเป็นประเทศที่ผลิต Unicorn ได้มากที่สุดในยุโรปเมื่อเทียบกับขนาดประชากรทั้ง Spotify และ Legora แพลตฟอร์ม AI สำหรับวงการกฎหมาย ล้วนเกิดที่นี่ Jeppesen เตือนว่าบริษัทเหล่านี้อาจย้ายไปที่อื่น ถ้าหาคนที่มีทักษะ IT ในประเทศไม่ได้

    อีกประเด็นคือเรื่อง AI รัฐบาลต้องการให้โรงเรียนมัธยมสอนเรื่องโอกาสและความเสี่ยงของ AI แต่ไม่ได้วางแผนสอนในระดับเด็กเล็ก Prof. Linnéa Stenliden จากมหาวิทยาลัย Linköping เตือนว่าสิ่งนี้จะสร้าง Digital Divide หรือช่องว่างทางดิจิทัล เด็กจากครอบครัวฐานะดีที่พ่อแม่สอนเรื่อง AI ได้จะได้เปรียบ ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    Jeppesen มองว่าจุดยืนของรัฐบาลเป็นเรื่อง populistic เน้นขายนโยบายที่ฟังดูดี แต่เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาจริง ๆ อย่างการกระจายทรัพยากรการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม ตามที่รายงานของหน่วยงานการศึกษาสวีเดนเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ระบุไว้

    Forsell ยืนยันว่าเด็กไม่ควรเรียนเรื่อง AI ก่อนที่จะอ่านออกเขียนได้ และปฏิเสธว่านโยบายนี้จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ เขามองว่าการให้การศึกษาที่ดีต่างหากที่จะช่วยลดช่องว่าง

    คำตอบว่าใครถูกยังไม่มี แต่สิ่งที่สวีเดนกำลังทดลองอยู่คือบทเรียนสำหรับทุกประเทศ เทคโนโลยีในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป และการถอดมันออกก็ไม่ใช่เช่นกัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือใช้อย่างไร ใช้เมื่อไหร่ และใช้เพื่ออะไร

    อ้างอิง: bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/sweden-back-to-basics-books-over-screens&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K4jbcbP5LvuWyflk-bnli

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดขยับลงในวันนี้ (17 เม.ย.) เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสแรกที่อ่อนแอของบริษัทไอทีอย่าง Wipro ได้หักล้างมุมมองเชิงบวกในวงกว้างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามอิหร่าน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 77,976.13 จุด ลดลง 12.55 จุด หรือ -0.02%

    หุ้น 7 กลุ่มจาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดลบ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    ดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีปรับตัวลดลง 0.5% โดยถูกกดดันจากการร่วงลง 2.5% ของหุ้น Wipro หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่ซบเซา และคาดการณ์ถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวในไตรมาสแรก โดยอ้างอิงถึงการจำกัดการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าภาคการธนาคารและการเงินของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานเชื้อเพลิง และมีข้อกังขาว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะช่วยบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้กดดันความเชื่อมั่นในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน

    ทางด้านข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างเลบานอนกับอิสราเอลได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า การพบปะหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านครั้งต่อไปอาจจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFG0IQCHNY0HZ6KMY37PD1NIU0095DF&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ToPp85aAneR7k1IT1PgA6

  • คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์. ภาพจาก TikTok Black Star’s Whisper. กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ภายหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อมีการ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view300352.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFQOn_bQiLJhRnQsLh-Jk

  • “สาวไทย” ในกุ้ยโจว ชื่นชมต้นแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เศรษฐกิจความงาม” | เดลินิวส์

    “สาวไทย” ในกุ้ยโจว ชื่นชมต้นแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เศรษฐกิจความงาม” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ว่า น.ส.มัลลิกา วงศ์พินิจ หรือม่านลี่ หญิงสาวชาวไทยวัย 25 ปี เดินทางมาเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีประยุกต์กุ้ยโจว ในเมืองปี้เจี๋ย ของมณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 และตกหลุมรักเมืองในหุบเขาแห่งนี้ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก

    มัลลิกาเผยว่า ที่นี่มีจังหวะชีวิตสบาย ๆ การเดินทางสะดวกเพราะบินตรงจากกรุงเทพฯ มากุ้ยหยาง และต่อรถไฟความเร็วสูงอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ส่วนรอบมหาวิทยาลัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่เอื้อต่อการเรียน

    ก่อนมาจีน มัลลิกาเรียนจบมหาวิทยาลัยในไทยและมีประสบการณ์การทำงาน 2 ปี เธอตระหนักดีว่า ทักษะภาษาจีนที่ดีจะเพิ่มโอกาสได้ทำงานดีๆ มากขึ้น กอปรกับแรงบันดาลใจจากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนต่อที่เมืองซีอานของมณฑลส่านซี และได้ทำงานในฝันเพราะทักษะภาษาจีนที่คล่องแคล่ว ทำให้มัลลิกายิ่งมุ่งมั่นตั้งใจจะเรียนต่อที่จีน เพื่อพัฒนาภาษาและศักยภาพของตัวเอง โดยมัลลิกาวางแผนว่า หลังจากเรียนภาษาที่จีนครบหนึ่งปีแล้วจะกลับไปหางานทำที่บริษัทจีนในไทย

    นอกจากการเรียน มัลลิกายังเดินทางท่องเที่ยวหลายเมือง เช่น กุ้ยหยาง เฉิงตู และเซี่ยเหมิน โดยผืนป่ากุหลาบพันปีบนภูเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,600 เมตรในเมืองปี้เจี๋ย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ 125.8 ตารางกิโลเมตร และมีกุหลาบพันปีหลากสีสันอยู่มากกว่า 40 สายพันธุ์ เป็นสถานที่ซึ่งเธอประทับใจมากที่สุด โดยเฉพาะสมบัติธรรมชาติแสนล้ำค่าอย่าง “ราชาดอกกุหลาบพันปี” ที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี และลำต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 80 เซนติเมตร

    มัลลิกายังประทับใจกับกิจกรรม “โปรยดอกไม้จากสรวงสวรรค์” ที่เธอได้ขึ้นสลิงทะยานกลางอากาศพร้อมโปรยกลีบดอกไม้จากตะกร้าเหนือหมู่ดอกกุหลาบพันปี ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่นอกจากชมวิวและดอกไม้ มัลลิกามองว่า “เศรษฐกิจความงาม” นี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ แต่ยังส่งเสริมการบูรณาการการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยิ่ง

    ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีในเมืองปี้เจี๋ย มัลลิกาสัมผัสได้ถึงมิตรภาพและความจริงใจของผู้คนท้องถิ่น ซึ่งต้อนรับดูแลเธออย่างอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว ทำให้เธอตั้งใจจะกลับไปบอกเพื่อน ๆ ในไทย ว่าจีนไม่ได้มีเพียงกำแพงเมืองจีนหรือแพนด้ายักษ์ แต่ยังมีสถานที่ที่งดงามอย่างเมืองปี้เจี๋ย ที่ซึ่งผู้คนแปรเปลี่ยนดอกกุหลาบพันปี เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีทางสู่ความมั่งคั่งอย่างน่าประทับใจ.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5787683/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uTNItH6S1jkXSxzgsAWwx

  • เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

    แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง กดภาคผลิต-ส่งออก-กำลังซื้ออ่อนแรงพร้อมกัน สะท้อนผ่านกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% และโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงัน” หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการหยุดยิง แต่ด่านการค้ายังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ และยังมีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะซ้ำ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยในภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 58.21% ต่ำกว่าระดับ 60% ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% จากปีก่อน แต่โรงงานปิดกิจการเพิ่มเป็น 141 โรง หรือเพิ่มขึ้น 58.43%

    “ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”

    • จีดีพี Q1 แนวโน้มต่ำกว่า 2%

    ช่วงปลายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังช่วงพักรบ 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับขึ้น

    ขณะเดียวกัน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ต้นทุน และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นราว 8–10% ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังประชาชนโดยตรง สะท้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลง และทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคธุรกิจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบายสต็อกต้นทุนสูง และรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2569 (ณ เม.ย. 2569) จะขยายตัวในกรอบ 1.2–1.6% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2–3% โดยการฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    • ส่งออก มี.ค.แผ่ว-เลวร้ายทั้งปี -3%

    ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. – ก.พ.) มีมูลค่า 61,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และการขยายตัวของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทยจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และปัจจัยด้านฤดูกาล

    ขณะที่ปัจจัยลบมาจากแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า อาทิ ข้าว สินค้าเกษตรและอาหารอื่น ๆ

    สำหรับแนวโน้มเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวลดลง เนื่องจากค่าระวางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2569 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีดีที่สุด จะขยายตัวได้ 1.1% กรณีฐาน/กลางจะติดลบ -1.0% และกรณีต่ำสุดหรือแย่สุด จะติดลบ -3.0%

    • Q2 ผันผวนหนัก-SMEเสี่ยงหยุดผลิต

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1 เผชิญต้นทุนและค่าครองชีพพุ่ง ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกเข้มงวด ผลิตเท่าที่จำเป็นหรือผลิตตามออร์เดอร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ บางรายขึ้น 20-40% ขณะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนเอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีความเสี่ยงธุรกิจปิดกิจการหรือหยุดผลิต

    แนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวนสูง มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขยายการผลิต เนื่องจากกังวลกำลังซื้อไม่รองรับและไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ตัดโอที และผลิตตามกรอบที่จำกัดเพื่อประคองธุรกิจ

    • บีโอไอ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นวิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับสู่ฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัย หลังบริษัทข้ามชาติเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

    บีโอไอชี้ว่าไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด ห่วงโซ่อุปทาน (ฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ 70-80% ของโลก และแผ่นวงจรอันดับ 1 ในอาเซียน) และศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub

    ทั้งนี้ เตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ เดินหน้ามาตรการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องพร้อมเร่ง Localization ผลักดันยุทธศาสตร์ Semiconductor ครบวงจร และออกหลักเกณฑ์ Direct PPA รองรับการลงทุน Data Center และ AI โดยตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์

    • สศก. จ่อปรับลดจีดีพีเกษตร

    แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ในปี 2569 เดิมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร (จีดีพีภาคการเกษตร) มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2–3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% จากแรงหนุนด้านทรัพยากรน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่เวลานี้ต้องปรับใหม่ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

    โดยในช่วงปี 2566–2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าเฉลี่ย 405,322 ล้านบาท เป็นสินค้าเกษตร 70,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.28 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตกระป๋อง ยางธรรมชาติ อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ และอาหารสุนัขหรือแมว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้นและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง รวมถึงกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

    • ททท.หดเป้าต่างชาติเที่ยวไทย

    ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด (ณ 14 เม.ย. 2569) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10.36 ล้านคน ลดลง 2.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาทจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,659,777 คน มาเลเซีย 1,093,636 คน รัสเซีย 792,629 คน อินเดีย 712,913 คน และเกาหลีใต้ 439,277 คน

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุด กรณี Best Case – สงครามยุติเร็ว 1-3 เดือน ตลาดระยะไกลฟื้น นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมาไทย ทำให้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 32-33 ล้านคน ลดลง 16% และกรณี Worst Case – สงครามยืดเยื้อ ค่าตั๋วพุ่ง น่านฟ้าปิด จะอยู่ที่ 27-29 ล้านคน หดตัว 25% จากเป้าหมาย 35-36.7 ล้านคน

    • อสังหาฯ ชะลอลงทุน-เร่งระบายสต็อกเก่า

    ส่วนนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และนายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน กระทบธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงและวัสดุผันผวนโครงการใหม่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น 5-10% ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนและสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้การลงทุนใหม่เสี่ยงไม่คุ้มและอาจกลายเป็นภาระสต็อก

     ทางออกไตรมาส 2 ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ หันเร่งระบายสต็อกเดิม โดยอนันดาฯ มีสต็อกรอขาย 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รองรับทั้งลูกค้าตะวันออกกลางและคนไทย ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1 ลดลง 5-10% สะท้อนตลาดชะลอตัวชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01isGtlo2GucW06dJfbgQE