Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    บรรยากาศการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังลดลงประมาณ 30%

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo05.jpg

    เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรม “Smile@Trang” ไปเมื่อวันที่ 3–5 เมษายนที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสมเด็จย่า 95 (เขาแป๊ะช้อย) อำเภอเมืองตรัง มีเป้าหมายเพื่อสร้างสีสัน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซบเซา โดยนำศิลปินและวงดนตรีมาจัดแสดงคอนเสิร์ตต่อเนื่อง 3 คืน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก

    วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักในพื้นที่ และกระตุ้นให้คนไทยหันมา “เที่ยวใกล้บ้าน” มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้ โดยหลังจากนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมต่อเนื่องในจังหวัดอื่น เช่น ปัตตานี ในช่วงปลายเดือนเมษายน

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ”การเที่ยวพื้นที่ใกล้บ้าน จะชูจุดขายช่วยเศรษฐกิจของท้องถิ่น การเดินทางสะดวก เป็นการท่องเที่ยวในระยะใกล้ๆ  ซึ่งเทศกาลสมายแอ็ทตรัง ได้ช่วยสร้างสีสันสร้างบรรยากาศความคึกคักกับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว หลังจากนี้ยังจะมีงาน ”สมายแอ็ดปัตตานี” ในช่วงวันที่ 24-25 เมษายน ที่ลานอบทอง จังหวัดปัตตานีอีกด้วย“

    ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ ‘ละอองภรณ์ ช่วยธานี’ ผู้จัดการลิบงการท่องเที่ยว สะท้อนว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังตรัง ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นคนในภาคใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ราคาทัวร์ทะเลยังคงเดิมที่ประมาณ 950 บาทต่อคน แต่ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo04.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo06.jpg

    “ภาพรวมการจองที่พักเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 หลังสงกรานต์ ซึ่งปกติถือเป็นช่วงท่องเที่ยวสำคัญ แต่ปีนี้ยอดจองล่วงหน้าลดลง และมีการยกเลิกเพิ่มขึ้น ปัญหาหลักคือ ไม่มีการจองใหม่เข้ามาเติม นอกจากนี้ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยนิยมจองที่พักแบบกระชั้นชิด หรือเดินทางแบบไม่วางแผนล่วงหน้า ขณะที่การใช้จ่ายในพื้นที่เมืองลดลง โดยเฉพาะสินค้าของฝากและของที่ระลึกที่ยอดขายหดตัวถึง 70-80%”

    ผู้ประกอบการยังเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก ทั้งราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ข่าวลือเรื่องน้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 25% ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ด้านสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรมจังหวัดตรัง จงกลณี อุสาหะ ที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรม จ.ตรัง ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะยาวตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดจีนยังไม่ฟื้นตัว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ช่วยพยุงตลาดได้ เช่น นักท่องเที่ยวอินเดีย และนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

    “ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการเตรียมปรับแผนการตลาด โดยเน้นดึงนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) จัดทำแพ็กเกจเชื่อมโยง ทะเล–เมือง–ภูเขา เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก รวมถึงพัฒนาจุดขายใหม่และสร้างเรื่องราวสินค้าในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง”

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้ผลักดันภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตรังไปสู่แนวทาง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rZb1Gpp9hjy5lzyY4Kca-

  • ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    เมืองปาย แหล่งท่องเที่ยวขี้นชื่อของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่วมจากควันพิษป่วยระนาว นักท่องเที่ยวหายไปเกือบร้อยละ 90 ขณะที่สถานการณ์ไฟป่ายังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่สามารถแก้ไขปัญหาการลอบเผาป่าได้แต่อย่างใด

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน)  เปิดเผยค่าฝุ่นพิษในพื้นที่ ภาคเหนือ พบ ค่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 63.1 – 193.2 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ  “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ”

    พบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้ 1.ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 91.1 มคก./ลบ.ม. 2. ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 105.2 มคก./ลบ.ม. และ 3. ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 182.7 มคก./ลบ.ม. โดยค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

    ก่อนหน้านั้น นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเน้นย้ำความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

    โดยวันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 14.00 น. สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ณ บ้านแม่ปิง ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าเกินมาตรฐานตรวจวัดได้ 169.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านแม่ปิง ได้ร่วมกับทีมผู้นำชุมชน และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 10 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกเข้าถึงบ้านเรือนราษฎร เพื่อแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและรณรงค์ให้ความรู้เรื่องภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพรุนแรง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมเจ้าหน้าที่ได้สาธิตวิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น พร้อมเน้นย้ำมาตรการดูแลตนเองตามแนวทางสาธารณสุข ได้แก่ มาตรการหลีกเลี่ยง โดยให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท หากจำเป็นต้องออกจากอาคารต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 อย่างเคร่งครัด มาตรการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ให้หลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะที่มาตรการตอบโต้หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจติดขัด หรือระคายเคืองดวงตา ให้รีบเข้าสู่พื้นที่ปิด (Clean Room) และทำความสะอาดชะล้างดวงตาและจมูกทันที หากอาการไม่ทุเลาให้เร่งพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน

    การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มุ่งหวังจะลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ฝุ่นควัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเครือข่าย อสม. เฝ้าติดตามอาการของประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อให้ความมั่นใจว่าประชาชนชาวแม่ฮ่องสอนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่เย็น ต.แม่ฮี้ อ.ปาย ในฐานะตัวแทนชาวอำเภอปาย เปิดเผยว่า ที่อำเภอปาย หมอกควันจากไฟป่าเราอยู่กับมันมาเกือบเดือนแล้ว ปัญหายิ่งแก้ยิ่งแย่ เช้าตื่นมาต้องหายใจใต้หน้ากาก ถามว่าเมื่อไหร่ประชาชนจะใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ควันเพิ่มขึ้นทุกวัน ไฟป่ามาทุกวันทั้ง ๆ ที่หน่วยงานราชการห้ามเข้าป่า กฎหมายบังคับไม่ให้ประชาชนเข้าป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมไฟป่าถึงลุกลามได้ทุกวัน ใครจะมาแก้ไขปัญหาให้ชาวปายได้บ้าง ขณะนี้สุขภาพคนแก่ ผู้ชรา เด็ก อยู่กันลำบากมากระบบทางเดินหายใจเสียหายกันไปหมด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน แก้ไขให้ยั่งยืน ทุกเช้าทั้งวันก็เป็นแบบนี้ไม่มีอะไรที่แก้ไขได้ยั่งยืนมากกว่านี้ ต้องรอให้ฟ้าฝนหรือเทวดาเข้ามาช่วยถึงจะแก้ปัญหาใช่ไหมคะ

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข ได้มีการโพสในเฟซบุคว่า นี่เวลาจะครบเดือนแล้วนะที่ปายเรากอดหมอกควันไฟแบบฟ้าไม่เคยเปิดเลยคนป่วยเพิ่มขึ้นพี่เจ็บคออักเสบมาเป็นอาทิตย์คุณหมอบอกคนป่วยทางเดินหายใจเยอะมาก ประกาศไม่ให้ชาวบ้านเข้าป่าเด็ดขาดโทษสูงแต่ทำไมไฟป่าเยอะเพิ่มขึ้น

    ผู้มีอำนาจแก้ปัญหาหากแก้ไม่ได้เราเปลี่ยนคนมาบริหารมั้ยเผื่อคนใหม่แก้ปัญหาตรงจุดไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้อำเภอปายเป็นเมืองต้องพัฒนาและเดินหน้าทุกรูปแบบทั้งธรรมชาติทั้งอากาศทั้งวัฒนธรรมทั้งความเข้าใจบริบทชุมชุมที่แท้จริง นายไม่ใช่แค่เอามาเป็นประธานเปิดงานท่านต้องเป็นผู้นำทั้งแก้ปัญหาและพัฒนาทุกด้านท่านเข้าใจคำว่าปายดีแค่ไหนแล้วทำบอกทำแล้วแก้แล้วท่านทำมากพอหรือยัง

    ชาวบ้านแทบไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตประจำวันออกไปควันเยอะป่วย จะไปดำรงชีพท่านห้ามไม่ให้เข้าป่าหาอาหารแล้วพวกท่านช่วยอะไรแก้ไขปัญหาชุมชนได้มั้ยแค่แมสชาวบ้านแทบไม่มีเงินซื้อแจกให้ครอบครัวละ5ชิ้นแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดแก้ปัญหาแบบไม่ยั่งยืน คนที่ออกมาวิจารณ์บ่นโดนแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทชาวบ้านต้องปิดปากฝืนทนกับอากาศแบบนี้หรือ

    นางสาวจุไรรัตน์  กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ปัญหาหมอกควันที่อำเภอปาย ถือว่าหนักมากที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยในห้วงไฟป่าที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้หดหายไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากทนกับสภาวะหมอกควันไฟป่าไม่ไหว ถึงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้าง ก็เป็นส่วนน้อย เนื่องจากมีการบุคตั๋วท่องเที่ยวล่วงหน้าเป็นปี จึงจำเป็นต้องมา และมาได้เพียงวันเดียวก็พากันกลับออกจากปาย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยค่ามลพิษในปาย เกินค่ามาตรฐานมาแล้ว 41 วัน และค่าเกินมาตรฐานในระดับสีแดงกับสีม่วง บางวันค่าสูงเกินมาตรฐานและติดอันดับโลกอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MLPNAdFQJiQRo4MaVCAZx

  • ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน ร่วมกับชุมชนชาวบางกระดี่ จัดงาน “อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สืบสานภูมิปัญญาชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

    นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีการสนับสนุนการจัดงานประเพณีในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และแสดงถึงอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น

    การจัดงานอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่ ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่สนับสนุนให้ประชาชนในชุมชน วัด และสถานศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนบางกระดี่ถือเป็นชุมชนชาวมอญเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชุมชนได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่

    สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีแห่พระโพธิสัตว์ การสรงน้ำพระ การสาธิตการทำอาหารไทยและขนมประเพณีไทยรามัญ การละเล่นพื้นบ้าน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมมอญ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบางกระดี่อย่างชัดเจน

    การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ทั้งนี้ ได้มีผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายพงษ์สรณัฐ ทองลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 26 นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 27 นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเขตบางขุนเทียน ผู้บริหารกลุ่มเขตกรุงธนใต้ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน

    การจัดงานไทยรามัญบางกระดี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสืบสานวัฒนธรรมชุมชนมอญเก่าแก่ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mfeZn1m4woub11OBukvP5

  • ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยภาพรวมการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ดึงดูดผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สะท้อนพลังเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า การจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 โดย ททท. ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 11-15 เม.ย. 69 บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท แยกเป็นการใช้จ่ายภายในพื้นที่จัดงาน ประมาณ 85.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวอีก 362.8 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของเทศกาลสงกรานต์ ในฐานะกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้สู่หลายภาคส่วน

    โดยตลอดการจัดงานทั้ง 5 วันนั้น กิจกรรมไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การแสดงโดรนกว่า 1,200 ลำ ที่เนรมิตท้องฟ้าเหนือสวนเบญจกิติให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งแสงสี ถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของสงกรานต์ไทยได้อย่างร่วมสมัย โซนลานเล่นน้ำ และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนการละเล่น และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย

    ททท. ยังมีการจัดกิจกรรม “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยภายในงาน จะมีประติมากรรม 6 ชิ้นงานจากศิลปิน และคาแรกเตอร์ชื่อดัง ทั้ง Cry Baby, Mamuang, 2CHOEY, POORBOY และ TOMATO TWINS ที่เปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใจกลางเมือง

    นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ

    • ประเพณีก่อพระทรายและวันไหลบางแสน วันที่ 16-17 เม.ย. 69 อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีแห่พญายม (สงกรานต์บางพระ) วันที่ 17-18 เม.ย. 69 ณ สวนสาธารณะบางพระ อ.ศรีราชา
    • งานวันไหลพัทยา 2569 วันที่ 17-19 เม.ย. 69 ณ บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีสงกรานต์สำราญใจ วันไหลเกาะช้าง วันที่ 19-21 เม.ย. 69 ณ สนามบินเล็ก เกาะช้าง จังหวัดตราด
    • งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 วันที่ 24-26 เม.ย. 69 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

    น.ส.ฐาปนีย์ แสดงความขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแล ช่วยเหลือ และต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต รวมทั้งเป็นต้นแบบในการร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม พร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ประทับใจ จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ ได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย และทำให้เกิดภาพงานสงกรานต์ของประเทศไทยที่น่าประทับใจเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยมีสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบเรียลไทม์ พร้อมยกย่องให้เทศกาลสงกรานต์ไทย เป็นหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวา และสะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น

    ทั้งนี้ ททท. จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา momentum ของการเดินทาง โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบาย “Value over Volume” ภายใต้แนวคิด The New Thailand เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLjiYwBe_2OlGuHs-xzsO

  • อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยกลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในปี2569 ให้เป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิต แทนที่จะเลือกทริปยาว ๆ แบบเดิม โดยนักเดินทางกลุ่มนี้หันมาให้ความนิยมกับทริปสั้น ๆ เพื่อเติมพลังให้กับตัวเองมากขึ้น ข้อมูลจากรายงาน Agoda Travel Outlook 2026 ระบุว่า Gen Z ชาวไทยมองว่าการเดินทางเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพักผ่อนจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และพร้อมให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงและตัวเลือกที่คุ้มค่า เพื่อให้สามารถเดินทางได้บ่อยยิ่งขึ้น

    16 เม.ย. 2569 – แม้ว่า Gen Z ชาวไทยจะเดินทางบ่อยขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยสำหรับ Gen Z ชาวไทยการเดินทางถือเป็นประสบการณ์ที่นิยมอยากแบ่งปันร่วมกับคนรัก นอกจากนี้ ทริปต่าง ๆ ยังต้องสอดคล้องกับตารางชีวิตและงบประมาณได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศ หรือการออกสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เป้าหมายของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทยในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือการมองหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างการหลีกหนีจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันและความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้

    ขณะเดียวกัน Gen Z ชาวไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยหันมาเน้นการเดินทางที่บ่อยขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นรูปแบบหลักในปัจจุบัน ข้อมูลจากอโกด้าระบุว่า 62% ของ Gen Z ชาวไทยมีแผนที่จะเดินทางอย่างน้อย 1-3 ทริปในปีพ.ศ. 2569 สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินทางที่วางแผนได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย แทนที่จะเลือกวันหยุดยาวตามเทศกาล นักเดินทางกลุ่มนี้กว่า 65% หันมาเลือกทริประยะสั้นเพียง 1–3 วันต่อทริป เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้นักเดินทางสามารถจัดสรรทริปสั้น ๆ ให้สอดคล้องกับงาน การเรียน และตารางชีวิตส่วนตัวได้อย่างยืดหยุ่น

    นอกจากนี้ มุมมองทางสังคมของการเดินทางระยะสั้นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดย 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขานิยมเดินทางร่วมกับคู่สมรสหรือคนรัก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบสั้นแต่บ่อยครั้งกับบุคคลใกล้ชิด

    สำหรับ Gen Z ชาวไทย การเดินทางในปี 2569 คือการรีชาร์จพลัง มากกว่าการเน้นเที่ยวชมสถานที่หรือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ โดย 77% ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และใช้เวลาไปกับการพักผ่อน

    ส่วนการวางแผนการเดินทาง งบประมาณยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับ Gen Z ชาวไทย โดย 72% ระบุว่า งบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 34% เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก หากสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ โดยแนวคิดเรื่องความคุ้มค่านี้ยังส่งผลต่อการเลือกที่พักเช่นกัน โดย 57% ของนักเดินทางกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกที่พัก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือที่พักให้เช่า

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ระบุว่า กลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเดินทางไปสู่การท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจนและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ การเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญในการรีชาร์จและหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่า อโกด้ามุ่งมั่นในการช่วยเหลือความต้องการในด้านการเดินทางผ่านตัวเลือกที่หลากหลายทั้งที่พัก เที่ยวบิน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทุกระดับงบประมาณ พร้อมรองรับทั้งจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/980768/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1of6uu7WLQ53A8locEsmYM

  • นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาเยือนเมืองเก่าสุโขทัย! เข้ากราบ “พระอจนะ” วัดศรีชุม เสริมมงคล ก่อนลงพื้นที่วัดปากแควดูจุดรับน้ำท่วมซ้ำซาก ปิดท้ายด้วยการสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ชาวบ้าน ย้ำชัดน้ำมันต้องพอ-ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาช่วงเดินทางกลับ

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 17.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ และติดตามสถานการณ์พลังงาน โดยมี นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 4 และภริยา , นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , เรือโท ภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายรัฐพล ธุระพันธ์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย , นายอำเภอเมืองสุโขทัย , ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย , ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับ


    ในการนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา และคณะได้เยี่ยมชมวัดศรีชุม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุโขทัย เป็นโบราณสถานสำคัญในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดดเด่นด้วย “มณฑป” ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระอจนะ” ซึ่งมีลักษณะงดงามและเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปกรรมและพุทธศาสนาในสมัยกรุงสุโขทัย จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดปากแคว เป็นวัดสำคัญของชุมชนในเขตอำเภอเมืองสุโขทัย มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตใจของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

    จากนั้น เวลา 18.10 น. ได้ตรวจเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปั๊มปตท.บางแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานเชื้อเพลิง การจำหน่ายน้ำมัน และการบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวทักทายประชาชนที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ปั๊มดังกล่าว และเติมน้ำมันให้ด้วยตนเอง สร้างความประทับใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะได้เยี่ยมชมร้านค้าบริเวณปั๊มปตท.บางแก้ว พร้อมสนับสนุนสินค้าเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3he-jfaCZlWbEYO4iqxAyE

  • รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หลังกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า ไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหา โรงเรียนปอเนาะเป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม จะร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000036270&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFvWL76jcZLYs0xw0E9A7

  • “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้

    “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้


    “ประเสริฐ” ยัน สช.กำกับดูแล รร.ปอเนาะอยู่แล้ว เผย วันนี้ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่ 

    ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

    เมื่อถามว่า โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่  นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42019&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d5Qrm7JSr2OWzytJuz6x2

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ เผยร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    17 เม.ย. 2569- ที่สนามบินดอนเมือง กองบิน 6 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้ อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้าตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อถามว่าส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/981182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JIHltQXqvyDgwiPx_D9fj

  • ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่

    #topnewstv #แม่ทัพภาคที่4 #ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1549504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dDNGZRpqiih3NSP6NIshm