Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่ง “คนละครึ่งพลัส” ให้กำลังใจ ครม.

    “วิสุทธิ์” จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่ง “คนละครึ่งพลัส” ให้กำลังใจ ครม.

    “วิสุทธิ์” สส.เพื่อไทย จี้ นายกฯ ออกมาตรการแก้ปากท้อง เร่งทำ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมให้กำลังใจ ครม. ฝ่าวิกฤติ ลั่น ต้องทุ่มเททั้งกายใจทำงานแบบใจซื่อมือสะอาด ประเทศชาติจะปลอดภัย

    วันที่ 18 เมษายน 2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การลงพื้นที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ตนมีความเป็นห่วงเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา เพราะการลงพื้นที่เห็นถนนโล่ง จะมีแน่นก็เป็นแค่บางช่วงที่มีกิจกรรม โดยรวมประชาชนไม่คึกคักเหมือนเทศกาลสงกรานต์ทุกๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กระทบมาจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้เขาจะหยุดยิงกัน แต่สินค้าหลายอย่างสูงขึ้นไปมากแล้ว บริษัทรับเหมาก็ไม่กล้ารับงานเพราะน้ำมันแพง บางบริษัทต้องให้คนหยุดงาน 

    นายวิสุทธิ์ ระบุต่อไปว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องรีบแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นการด่วน ต้องมีโครงการมาเพิ่มรายได้ให้ประชาชน อย่างคนละครึ่งพลัส ต้องรีบทำ หากต้องกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่ายก็ต้องทำ เพราะเท่าที่ฟังจากเกษตรกรมีปัญหากันมาก และสิ่งที่ สส. สะท้อนในสภาฯ ช่วงที่มีการหารือ ก็อยากให้นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ เพราะเหล่านั้นเป็นเสียงสะท้อนของประชาชนผ่านผู้แทน หากแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ก็คือการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ โดยตนยังได้รับฟังมาคือปัญหาวัวนม นมก็ขายกันไม่ได้ ถ้าลำบากมากๆเดี๋ยวก็จะมีการประท้วงกันอีก ตอนนี้สินค้าต่างๆราคาแพงขึ้น เช่น เรื่องปุ๋ย แต่พืชผลการเกษตรทั้งหมดกลับมีราคาต่ำ รายได้ไม่พอรายจ่าย 

    ทั้งนี้ ตนขอให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนให้ทำงานอย่างทุ่มเทฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ และขอฝากไปยังรัฐบาลและคนที่เป็นรัฐมนตรีจากทุกพรรคการเมือง ต้องทุ่มเททั้งกายใจ ทำงานแบบใจซื่อมือสะอาด แล้วประเทศชาติจะปลอดภัย เพราะถ้าใจไม่ซื่อมือไม่สะอาด ประเทศชาติจะล่มจม โครงการอะไรที่ออกมาต้องเป็นประโยชน์จริงๆ อย่าเพิ่งคิดหารายได้จากโครงการ ประเทศถึงจะเดินหน้าฝ่าวิกฤติได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927357&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZJl-9C0xoK4ZZbbEkuday

  • ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ส.ท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จับมือนักวิจัย หนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้พลังสะอาด ก้าวสู่เ “เสม็ดกรีนโมเดล” กระตุ้นท่องเที่ยว

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 เม.ย.ที่ห้องประชุมโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ระยอง อ.เมือง จ.ระยอง นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จ.ระยอง ได้ดึงนายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวบ้านเกาะเสม็ดต่อร่าง “แผนพัฒนาพลังงานทดแทนเชิงพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในบริบทของเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นแนวทางในการบูรณาการการจัดการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ
        
    นายวิเชียร จันทลุน นิสิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบขาดแคลนน้ำมัน และราคาสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และชาวเกาะเสม็ดต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งรถ และเรือ จึงได้ตื่นตัวสนใจพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยพบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลายราย ได้มีการติดตั้งใช้แผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น จากปัญหาดังกล่าว สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด และตน จึงได้มียกร่างขึ้นมา เพื่อส่งเสริมให้เกาะเสม็ดมีการใช้พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน เพื่อเป็นจุดขายด้านท่องเที่ยวของเกาะเสม็ด โดยส่งเสริมให้มีการใช้โซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ เพื่อให้เกาะเสม็ดเป็นเกาะสีเขียว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนขยะมาเป็นไบโอดีเซล หรือก๊าซชีวภาพมาใช้ในครัวเรือน ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤติน้ำมันแพงแล้ว ยังเป็นการสร้างจุดขายท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดที่สามารถลดภาวะเรือนกระจกลงได้อีกด้วย
        
    ด้าน รศ.ดร.ภาณุพงศ์ ใจบาล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มจพ. ระยอง เปิดเผยว่า สำหรับพลังงานทดแทนแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับงานวิจัยและใช้งานจริง ซึ่งขณะนี้ที่ใช้งานได้จริงคือ โซลาร์เซลล์ และจากทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยมาสร้างความรู้ และประชาพิจารณ์ให้ผู้ประกอบการ และชาวบ้าน นำมาปรับใช้บนเกาะเสม็ด มองว่าเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะเกาะเสม็ดจะได้แหล่งพลังงานทดแทนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งโซลาร์เซลล์ปัจจุบันได้มีการพัฒนาไปไกล มีการใช้อย่างแพร่หลาย ที่สำคัญตอบโจทย์ของรัฐบาลที่มีนโยบายส่งเสริมให้ใช้อยู่แล้ว และลดภาษี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ให้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เข้ามามีบทบาทกับการพัฒนาเกาะเสม็ด รวมถึงการท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่มีพลังงานสะอาด ซึ่งความเป็นไปได้ของเกาะเสม็ดที่มีโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะนั้น ก็ต้องมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ในที่พัก และรีสอร์ทให้เป็นรูปธรรม ส่วนชาวบ้านก็จะต้องมีการสร้างองค์ความรู้ให้เข้าใจโซลาร์เซลล์มากขึ้น
       
    นางสุพีรณัฐ พัฒนสาร ผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าไฟที่แพงอยู่แล้ว และคิดว่าจะหาพลังงานทดแทนมาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ทางสมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด ได้นำนักวิจัยเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ และชาวบ้าน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการส่งเสริมใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ดีและน่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะการใช้โซลาร์เซลล์ ปัจจุบันรัฐบาลลดทอนขั้นตอนการอนุญาตลง สามารถที่จะทำได้ทันที หลังตอนนี้ยิ่งเจอวิกฤตน้ำมันแพง ค่าไฟแพงด้วย
       
    นายพิศณุ เขมะพรรค์ นายกสมาคมเกาะเสม็ด เปิดเผยว่า โครงการพลังงานสะอาดดังกล่าว เป็นประโยชน์กับชาวเกาะเสม็ดโดยแท้ สมาคมท่องเที่ยวเกาะเสม็ด จะผลักดันให้เกิดขึ้นทั้งเกาะ ซึ่งโครงการดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นเกาะสีเขียว สิ่งนี้ยังจะเป็นการยกระดับนำร่องการท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดให้เป็นตัวอย่างของพื้นที่อื่น ซึ่งจากนี้ไปจะมีทีมลงไปสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ และชาวบ้านบนเกาะให้รับทราบอย่างถ่องแท้ ให้เกาะเสม็ดเป็นโมเดลในด้านพลังงานทดแทนในอนาคต
       
    ด้านนางสริญทิพญ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ในภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง หากทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด จะทำให้การท่องเที่ยวยกระดับขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่นในต่างประเทศ มีการใช้รถ EV เพื่อลดมลพิษในแหล่งท่องเที่ยว ถ้าหากแหล่งท่องเที่ยวในไทยเปิดใจในเรื่องดังกล่าว ก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้น ในส่วนของเกาะเสม็ด หากมีการลดมลพิษลง ใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ซึ่งหากเกาะเสม็ดเป็น “เสม็ดกรีนโมเดล” ได้ จะส่งผลดีกับภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดระยอง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ EEC ด้วย เชื่อว่าการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง จะก้าวไปสู่อีกขั้นแน่นอน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rsxd6bFZjjYKRY4PfqQDt

  • ‘เอกนิติ’ เล็งออก พ.ร.บ.โอนงบ 1 แสนล้าน ดูแลเศรษฐกิจไทย

    ‘เอกนิติ’ เล็งออก พ.ร.บ.โอนงบ 1 แสนล้าน ดูแลเศรษฐกิจไทย

    ‘เอกนิติ’ เล็งออก พ.ร.บ.โอนงบ 1 แสนล้าน ดูแลเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวยอมรับว่า มีความกังวลว่าการจัดเก็บรายได้ปีนี้จะหลุดเป้า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากวิกฤตสงคราม วิกฤตพลังงาน และอาจมีอีกหลายวิกฤตที่รออยู่ ดังนั้นประเทศไทยต้องปรับตัว 

    สำหรับส่วนของภาครัฐ จะเริ่มจากการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น, ดัชนีที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงค่างานระหว่างวันเปิดซองประกวดราคาและวันส่งมอบงานจริง หรือการปรับลดค่า K สำหรับภาคก่อสร้าง

    รวมถึงการเกลี่ยงบประมาณรัฐที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างภายในสิ้นเดือนเม.ย.นี้ เพื่อนำงบประมาณมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะเป็นการออกพ.ร.บ.การโอนเงินงบประมาณ เพื่อความโปร่งใส คาดว่าจะได้เงินประมาณ 100,000 ล้านบาท

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    “เราออกเป็น พ.ร.ก. โอนงบฯ ก็ได้ แต่จะออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส”
     

    นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า ในช่วงสงกรานต์จะเข้าร่วมประชุมธนาคารโลก และจะหารือกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ เกี่ยวกับวิกฤตโลกที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นแนวทางการพิจารณาปรับเพดานหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ได้ เนื่องจากหลายๆ ประเทศหนี้สาธารณะสูงกว่าประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ต้องมีคำตอบว่าจะเอาเงินไปทำอะไร ซึ่งต้องมีคำตอบที่ชัดเจน 

    สำหรับปัจจุบันกรอบเพดานหนี้สาธารณะของไทยกำหนดไว้ที่ 70% ของจีดีพี ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ขณะที่ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนก.พ.69 สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66.09%ต่อจีดีพี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hwMhZxQTvVfTgKrOS3gBZ

  • “เอกนิติ” พบ “ประธานธนาคารโลก” ตอกย้ำความร่วมมือด้านการพัฒนา ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WB

    “เอกนิติ” พบ “ประธานธนาคารโลก” ตอกย้ำความร่วมมือด้านการพัฒนา ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WB

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WDBbUZvIqhJxfJErcI7Vs

  • ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกรหัวขบวนจากทั่วประเทศเข้าพบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 สะท้อนบทบาทของสถาบันการเงินภาครัฐในการยกระดับภาคเกษตรสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่

    นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ให้การต้อนรับกลุ่มลูกค้าเกษตรกรต้นแบบ ซึ่งครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ตั้งแต่การแปรรูปยางพาราไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น หมอนและที่นอนยางพารา การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชท้องถิ่น ไปจนถึงการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลไม้พรีเมียมเพื่อการส่งออก

    หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ วิสาหกิจชุมชนฟรุทส์ฟาร์มอุบล ที่พัฒนาการปลูกกล้วยหอมทองจนสามารถส่งเข้าสู่โมเดิร์นเทรดและตลาดญี่ปุ่น พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเกษตรกรใน 5 จังหวัดภาคอีสาน สะท้อนการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและยกระดับมาตรฐานสินค้า

    ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ ได้ต่อยอดวัตถุดิบท้องถิ่นสู่สินค้าใหม่ เช่น ผลิตภัณฑ์จากใยกล้วย อาหารแปรรูปเพื่อสุขภาพ หรือเครื่องดื่มจากผลไม้ ซึ่งล้วนเป็นการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” จากฐานการผลิตเดิม

    ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันความสำเร็จของเกษตรกรกลุ่มนี้ คือการนำองค์ความรู้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น มาปรับใช้ ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่

    บทบาทของ ธ.ก.ส. ในครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดเพียงการสนับสนุนเงินทุน แต่ยังทำหน้าที่เป็น “แกนกลางการพัฒนา” ผ่านแนวคิด Essence of Agriculture ที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้เข้ากับภาคเกษตร

    ธ.ก.ส.ดันเกษตรหัวขบวน ปั้นสินค้าแปรรูป-นวัตกรรม ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    อีกกลไกสำคัญคือแพลตฟอร์ม BAAC Matching ที่รวบรวมสินค้าเกษตรคุณภาพจากทั่วประเทศมาไว้ในช่องทางออนไลน์เดียว ช่วยเปิดตลาดใหม่ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านช่องทางจำหน่าย และเพิ่มโอกาสในการเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZidvjjAeC2e6XR5oq1y_b

  • น้ำมัน WTI ปิดร่วง $10.84 หลังอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ : อินโฟเควสท์

    น้ำมัน WTI ปิดร่วง $10.84 หลังอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ : อินโฟเควสท์

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันศุกร์ (17 เม.ย.) หลังอิหร่านประกาศว่า การเดินเรือพาณิชย์ทั้งหมดสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการหยุดยิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านตกลงว่าจะไม่ปิดช่องแคบดังกล่าวอีก

    ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. ร่วงลง 10.84 ดอลลาร์ หรือ 11.45% ปิดที่ 83.85 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ร่วงลง 9.01 ดอลลาร์ หรือ 9.07% ปิดที่ 90.38 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบทั้งสองประเภทปรับตัวลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย.

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายหนึ่งเปิดเผยว่า เรือทุกลำสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แต่ต้องมีการประสานงานกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน พร้อมระบุว่า การปลดล็อกเงินทุนของอิหร่านเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงดังกล่าว

    ข้อมูลติดตามการเดินเรือระบุว่า มีเรือประมาณ 20 ลำที่กำลังเคลื่อนตัวจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทางออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ผู้สื่อข่าวของ Axios รายงานบน X ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจความยาว 3 หน้า เพื่อยุติสงคราม

    ทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.) ว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปในอิหร่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อกู้คืนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และนำกลับมายังสหรัฐฯ

    ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลงก่อนหน้านี้แล้ว หลังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาเพิ่มเติมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์นี้ และมีการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างเลบานอนและอิสราเอล ซึ่งเพิ่มความหวังให้กับนักลงทุนว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจใกล้สิ้นสุดลง

    ในการแก้ไขประเด็นที่ยังเป็นอุปสรรคในการเจรจา ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านเสนอว่าจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นระยะเวลานานกว่า 20 ปี

    ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ว่า จะต้องติดตามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เชื่อว่าใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว

    ทรัมป์ยังระบุเมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.) ว่า สหรัฐฯ ได้สั่งห้ามอิสราเอลไม่ให้ดำเนินการทิ้งระเบิดเพิ่มเติมในเลบานอน โดยใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวกว่าปกติต่อพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ

    ไม่นานหลังจากมีการประกาศเปิดช่องแคบ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า มาตรการปิดล้อมทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกำลังพลมากกว่า 10,000 นาย ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

    นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า การจราจรในช่องแคบอาจหยุดชะงักอีกครั้ง หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้

    ส่วนในสหรัฐฯ นั้น บริษัทพลังงานได้ลดจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้งานลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ตามรายงานที่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดของ Baker Hughes ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (17 เม.ย.)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585881&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NMoVelY4qiMX4Oh0zMmlT

  • 10 พาสปอร์ตแพงที่สุดในโลก 2026 รู้ค่าธรรมเนียมแล้วจะร้อง ‘อุ๊ย!’

    10 พาสปอร์ตแพงที่สุดในโลก 2026 รู้ค่าธรรมเนียมแล้วจะร้อง ‘อุ๊ย!’

    กระเป๋าแทบฉีก! เปิด 10 ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ตที่แพงที่สุดในโลก 2026

    พาสปอร์ตเล่มเล็กๆ ที่เราใช้เดินทาง บางประเทศต้องจ่ายเงินซื้อในราคาที่ซื้อสมาร์ทโฟนได้เครื่องหนึ่งเลยทีเดียว! ในปี 2026 หลายประเทศมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตามสภาวะเศรษฐกิจและค่าเงิน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 10 อันดับประเทศที่ค่าพาสปอร์ตแพงที่สุดในโลก มาดูกันว่าประเทศไหนจะครองแชมป์ราคา “มหาโหด” ที่สุดในปีนี้

    10 อันดับพาสปอร์ตแพงที่สุดในโลก 2026

    1. ตุรกี : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 13,410 TRY (คิดเป็นเงินไทยราว 9,800 บาท)
    2. ออสเตรเลีย : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 422 AUD (คิดเป็นเงินไทยราว 9,500 บาท)
    3. เม็กซิโก : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 4,280 MXN (คิดเป็นเงินไทยราว 7,800 บาท)
    4. ลิกเตนสไตน์ : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 140 CHF (คิดเป็นเงินไทยราว 5,700 บาท)
    5. สหรัฐอเมริกา : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 165 USD (คิดเป็นเงินไทยราว 5,300 บาท)
    6. นิวซีแลนด์ : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 247 NZD (คิดเป็นเงินไทยราว 4,500 บาท)
    7. อิตาลี : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 116 EUR (คิดเป็นเงินไทยราว 4,300 บาท)
    8. ออสเตรีย : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 112 EUR (คิดเป็นเงินไทยราว 4,200 บาท)
    9. สหราชอาณาจักร : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 94.5 GBP (คิดเป็นเงินไทยราว 4,000 บาท)
    10. แคนาดา : ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ต 10 ปี : 163.5 CAD (คิดเป็นเงินไทยราว 3,800 บาท)

    สาเหตุที่พาสปอร์ตของ ตุรกี, ออสเตรเลีย และลิกเตนสไตน์ มีราคาสูงโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในปี 2026 เกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับนโยบายเศรษฐกิจ เทคโนโลยีความปลอดภัย และโครงสร้างการบริหารจัดการภายในประเทศ ดังนี้

    ตุรกี : ผลกระทบจากเงินเฟ้อและการประเมินภาษีใหม่

    • รัฐบาลตุรกีใช้ระบบการปรับอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมตาม “อัตราการประเมินมูลค่าใหม่” ซึ่งอิงตามดัชนีราคาผู้ผลิต หากเงินเฟ้อในประเทศสูง ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ตก็จะพุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ
    • ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ รัฐบาลปรับขึ้นค่าธรรมเนียมภาครัฐเพื่อเพิ่มรายได้เข้าคลัง

    ออสเตรเลีย : การปรับตามค่าครองชีพ 

    • กฎหมายออสเตรเลียกำหนดให้มีการปรับราคาค่าธรรมเนียมพาสปอร์ตทุกวันที่ 1 มกราคมของทุกปี ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทำให้ราคา “ไม่เคยคงที่” และขยับขึ้นทุกปี
    • ออสเตรเลียมีการใช้ชิป e-Passport รุ่นใหม่และระบบ Biometric ที่ซับซ้อน ซึ่งรัฐบาลใช้โมเดล “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” (User-pays model) เพื่อนำเงินมาพัฒนาระบบนี้โดยไม่ใช้ภาษีรวมของประชาชน

    ลิกเตนสไตน์ : ค่าครองชีพและสวัสดิการระดับพรีเมียม

    • ลิกเตนสไตน์เป็นประเทศขนาดเล็กที่มีค่าครองชีพและรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ค่าธรรมเนียมเอกสารราชการจึงถูกตั้งไว้สูงตามมาตรฐานรายได้ประชาชน
    • เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็กมาก การผลิตพาสปอร์ตที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงในจำนวนน้อย ทำให้ต้นทุนต่อเล่มสูงกว่าประเทศขนาดใหญ่ที่มี Economy of Scale

    ประเทศไทยมีค่าธรรมเนียมพาสปอร์ตอยู่ที่เท่าไหร่?

    ประเทศไทยในปี 2026 ค่าธรรมเนียมการทำพาสปอร์ต (หนังสือเดินทางธรรมดา) ยังคงไม่มีการปรับขึ้นราคา

    ค่าธรรมเนียมพาสปอร์ตไทย 2026

    • พาสปอร์ต 10 ปี (สำหรับผู้ใหญ่): 1,500 บาท
    • พาสปอร์ต 5 ปี: 1,000 บาท

    ต้องการเล่มด่วน (รับเล่มในวันเดียว)

    หากมีความจำเป็นต้องใช้เร่งด่วน สามารถยื่นคำขอได้ที่กรมการกงสุล (ก่อนเวลา 11.00 น.) โดยมีค่าธรรมเนียมดังนี้:

    • เล่มด่วน 10 ปี: 3,500 บาท
    • เล่มด่วน 5 ปี: 3,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949688/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_sEXacBfF3y-RRosc23Hi

  • ความสำเร็จดาวเทียมฝีมือคนไทย! “TSC-1” พัฒนาเองกว่า 60% ผ่านบททดสอบอวกาศสุดหิน “อ.เชน” ดูถึงที่ มั่นใจความพร้อม เตรียมพร้อมทะยานสู่ Flight Model ปีหน้า

    ความสำเร็จดาวเทียมฝีมือคนไทย! “TSC-1” พัฒนาเองกว่า 60% ผ่านบททดสอบอวกาศสุดหิน “อ.เชน” ดูถึงที่ มั่นใจความพร้อม เตรียมพร้อมทะยานสู่ Flight Model ปีหน้า

    วันนี้ (18 เม.ย.) ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium : TSC) ในการพัฒนาโครงการดาวเทียม TSC-1 โดยได้รับการสนับสนุนจาก บพค. ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศไทย

    โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เข้าเยี่ยมชมอาคารปฏิบัติการพัฒนาต้นแบบและบ่มเพาะเทคโนโลยี เพื่อตรวจเช็กความพร้อมของห้องปฏิบัติการทัศนศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกระจกกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.8 เมตร รวมถึงห้องปฏิบัติการประกอบดาวเทียม (Clean Room) และห้องปฏิบัติการดาราศาสตร์วิทยุ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการประกอบและทดสอบระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน

    ในการตรวจเยี่ยม ศ.ดร.ยศชนัน ได้รับฟังรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงานของดาวเทียม TSC-1 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาด Microsatellite น้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม ที่มีความโดดเด่นในด้านการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยวิศวกรไทยสามารถพัฒนาอุปกรณ์และระบบภายในดาวเทียมขึ้นเอง (In-house) ได้สูงถึง 60% ประกอบด้วยระบบสำคัญอย่าง กล้องถ่ายภาพรายละเอียดสูง (Hyperspectral imaging), อุปกรณ์วัดสภาพอวกาศ (Space weather payload) ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล, ระบบไฟฟ้าและพลังงาน, ระบบโครงสร้างและการควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงการเขียนซอฟต์แวร์ควบคุมการวางตัวดาวเทียม (ADCS Software) ระบบซอฟต์แวร์ภายใน และสถานีภาคพื้นดิน (Ground station) ทั้งหมดด้วยฝีมือคนไทย ในขณะที่ยังคงนำเข้าเฉพาะระบบสื่อสาร และอุปกรณ์เซนเซอร์หรือตัวขับเคลื่อนบางส่วนจากต่างประเทศเท่านั้น

    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้แสดงความชื่นชมความสำเร็จของทีมวิจัยที่สามารถนำดาวเทียมเข้าสู่เฟสต้นแบบทางวิศวกรรม (Engineering Model) และผ่านการทดสอบสภาวะจำลองอวกาศที่เข้มงวดเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบในสภาวะสุญญากาศและอุณหภูมิสุดขั้ว (Thermal Vacuum), การทดสอบการทนทานต่อรังสี (Radiation) และการทดสอบแรงสั่นสะเทือน (Vibration) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่ยืนยันว่าเทคโนโลยีที่คนไทยพัฒนาขึ้นมีความเสถียรและพร้อมใช้งานในสภาวะจริงในอวกาศ

    สำหรับก้าวต่อไป โครงการกำลังจะพัฒนาเข้าสู่เฟส Flight Model หรือการสร้างดาวเทียมดวงจริงที่จะใช้ส่งขึ้นสู่อวกาศภายในปีหน้า ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่กระทรวง อว. สามารถผลักดันให้ประเทศไทยขยับจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและสร้างดาวเทียมวิจัยด้วยตัวเองอย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) สร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอวกาศให้กับประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i3lNfdmpgSkxNqcGpfVoA

  • มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    สังคม-สตรี

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) จับมือ BytePlus: แถลงข่าวความร่วมมือสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล SPU เป็นพันธมิตรทางวิชาการรายแรกของ BytePlus ในประเทศไทย

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.44 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ สร้างก้าวสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ BytePlus ประเทศไทย โดย BytePlus คือหน่วยธุรกิจเทคโนโลยีระดับองค์กรของ ByteDance ที่ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีแก่บริษัททั่วโลก

    ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการเทคโนโลยี AI ล้ำสมัยเข้ากับการเรียนการสอนด้านการผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมสื่อที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในฐานะสถาบันการศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่ร่วมมือกับ BytePlus ในระดับนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุมกำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการศึกษาด้านสื่อที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยนักศึกษาจะได้มีโอกาสเข้าถึงและทดลองใช้เทคโนโลยีระดับสูงแบบเดียวกับที่ใช้ในแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำของโลก

    สำหรับจุดประสงค์สำคัญของความร่วมมือ ได้แก่

    Next-Gen AI Video Generation Solution นักศึกษาสามารถเปลี่ยนแนวคิดนามธรรมให้กลายเป็นคอนเทนต์วิดีโอคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว

    High-Fidelity AI Image Generation Solution  นักศึกษาสามารถสร้างคอนเซ็ปต์อาร์ตและสตอรี่บอร์ดที่มีความสมจริงสูง ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพฉากภาพยนตร์หรือแคมเปญโฆษณาที่ซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาที

    Exclusive Resource Accessนักศึกษาจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูงผ่าน BytePlus พร้อมการฝึกใช้งานเครื่องมือเดียวกับที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกใช้

    Media Entrepreneurship (ผู้ประกอบการด้านสื่อ) หลักสูตรไม่ได้เน้นเพียงการสร้าง “วิดีโอที่ดูน่าตื่นตา” เท่านั้น แต่ยังผสานทักษะความคิดสร้างสรรค์กับ Data Intelligence เพื่อสอนให้นักศึกษาสร้างคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชม มีโอกาสกลายเป็นไวรัล และสามารถสร้างรายได้จริง

    Roadmap: การสร้างยุคใหม่ของนักนวัตกรรมภาพยนตร์ นอกเหนือจากการเรียนการสอนในห้องเรียน SPU และ BytePlus ยังเตรียมเปิดตัว การแข่งขันภาพยนตร์ AI (AI Film Competition) เพื่อผลักดันขอบเขตใหม่ของการเล่าเรื่องผ่านสื่อดิจิทัล

    ผู้เข้าร่วมจะได้รับการให้คำปรึกษาโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญของ BytePlus ซึ่งจะช่วยสร้างเส้นทางให้นักศึกษาก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและระดับภูมิภาค ในฐานะ “Media Innovators” หรือ นักนวัตกรรมสื่อ

    ผศ.มานินทร์ เจริญลาภ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า “ “เป้าหมายของเราคือทำให้นักศึกษา SPU ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง BytePlus เรากำลังมอบ ‘พลังพิเศษทางความคิดสร้างสรรค์’ ให้กับนักศึกษา เพื่อให้พวกเขากลายเป็นบุคลากรที่ตลาดระดับโลกต้องการตัวมากที่สุด”

    ด้าน คุณชลิตา สมุทรรัตน์ Senior Vice President ของ BytePlus ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีอย่างยิ่งกับศักยภาพที่ AI สามารถนำมาสู่โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ และเราหวังว่าจะได้ช่วยให้นักศึกษาไทยค้นพบรูปแบบใหม่ ๆ ในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์และความหลงใหลของพวกเขา ด้วยการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของงานสร้างสรรค์และตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการผลิตสื่อ เราสามารถนำเสนอ Soft Power ของไทยสู่เวทีโลกได้อย่างโดดเด่น”

    อย่างไรก็ตามสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรและกิจกรรมได้ที่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมเว็บไซต์: www.spu.ac.th Facebook: https://web.facebook.com/COMM.ARTSPU
    โทรศัพท์: 02 579 1111

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/social/473060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o0xqkQP3uUyP19HxGit5X

  • ไทยฮอนด้ารับรางวัล | เดลินิวส์

    ไทยฮอนด้ารับรางวัล | เดลินิวส์

    ไทยฮอนด้า ได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการประจำปี 2569 จากบทบาทในการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง นายอารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล พร้อมรับมอบประกาศเกียรติคุณและเข็มที่ระลึก “เสมาคุณากร” จาก นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร และหน่วยงานที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาของประเทศ โดยสะท้อนถึงความสำคัญของภาคีเครือข่ายในการร่วมพัฒนาทักษะ สร้างโอกาสทางการเรียนรู้ และยกระดับกำลังคนคุณภาพให้กับสังคมไทย

    ไทยฮอนด้าสนับสนุนงานด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายโครงการสำคัญ อาทิ

    • กิจกรรมอบรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจรารจรในสถานศึกษา 358 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนกว่า 150,423 คน
    • การแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ
    • โครงการอบรมอาชีวะรุ่นใหม่ มีใบขับขี่ สวมหมวกกันน็อก 100% พร้อมสนับสนุนหมวกกันน็อกจำนวน 6,000 ใบ
    • โครงการอบรมเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุดแก่ครู 335 คน เพื่อนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดสู่ผู้เรียน
    • การแข่งขันฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อส่งเสริมความรู้ ทักษะ และแนวคิดด้านนวัตกรรมในกลุ่มเยาวชนไทย

    นอกจากนี้ ไทยฮอนด้ายังเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน” ที่มอบหมวกกันน็อกจำนวน 112,440 ใบ โดยมุ่งส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมถึงการสนับสนุนโครงการอาชีวะช่วยประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ด้วยการมอบน้ำมันเครื่อง 7,200 ขวด และเซฟตี้สติกเกอร์สะท้อนแสงสำหรับติดรถจักรยานยนต์อีก 4,000 ชุด ซึ่งมีส่วนช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวะได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม การสนับสนุนดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับทั้งทักษะ ความปลอดภัย และโอกาสทางการเรียนรู้ของเยาวชนไทย พร้อมปูพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาตนเองและการเติบโตเป็นกำลังคุณภาพของประเทศในอนาคต

    การได้รับรางวัลครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยฮอนด้าในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคการศึกษาและอาชีวศึกษา ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5789963/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y47FG7lN8hj7KFUOAGt6q