Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ ระบุว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเกษตรกรรมและน้ำเสียชุมชน โดยในรอบ 350 วัน ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้เพียงประมาณ 90 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนร่วมลดมลพิษ

    ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนสะท้อนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ ระบุว่า คุณภาพน้ำและสภาพอากาศส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง และเรียกร้องให้ภาครัฐมีแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

    นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ ชี้ว่าปัญหาฝุ่นและน้ำกระทบภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกาแฟที่พึ่งพาระบบนิเวศป่า ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไฟป่า

    ด้านนักศึกษาและเครือข่ายเยาวชน สะท้อนผลกระทบในระดับพื้นที่ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ ระบุว่าการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกซบเซา ชุมชนต้องหาน้ำสะอาดใช้

    ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เสนอให้สร้างพื้นที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน

    โดย เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงประเด็นท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ กลไกความร่วมมือ และนโยบายเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    ถกเข้ม

    ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร กล่าวว่า เวลาเราพูดเรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะต้องขออนุญาตแบ่งความเข้าใจในเรื่องของคำว่าพรมแดนเป็น 3 กรอบ  กรอบแรกก็คือกรอบที่เรียกว่าเป็นภูมิประเทศที่มีพื้นที่เขตแดนติดต่อกัน  กรอบแบบที่สองที่เราควรจะนำมาใช้พิเคราะห์ก็คือเป็นรัฐกับรัฐ  กรอบสุดท้ายก็คือกรอบที่รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกัน แชร์ความร่วมมือร่วมกัน ตนคิดว่า 3 กรอบนี้อาจจะต้องมาโฟกัสแต่ละกรอบว่าแต่ละกรอบควรจะมีกลไก มีวิธีการ มีใครบ้างที่อยู่ในนั้นในการที่จะร่วมขับเคลื่อน

    ทุกวันนี้เราจะเห็นเฉพาะกรอบความร่วมมือระดับใหญ่ที่มีรัฐต่างๆ ก็คือในระดับภูมิภาค กลไกกรอบความร่วมมือเหล่านั้นเราจะเห็นว่ามันมีทั้งข้อท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรอบของอาเซียนเองก็จะมีปัญหาข้อหนึ่งก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอธิปไตยเขตแดน ถึงแม้ว่ามันจะมีผลกระทบมาต่อประเทศประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

    ดังนั้น ตนคิดว่าเราอาจจะต้อง Re-engineering ระบบวิธีคิดของเรื่องของกรอบความร่วมมือในระดับโลกก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีความคิดในกลุ่มนักวิชาการอาเซียนศึกษาหลายท่านนะครับ ก็พยายามที่จะบอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับคำว่าข้ามแดน Transboundary พวกนี้อาจจะต้องมา เขาเรียกว่า Re-calibrate ใหม่ มา Re-thought ใหม่ มา Re-define ใหม่ว่าเราจะสามารถที่จะสร้างกลไกความร่วมมือแบบแทรกแซงได้ไหม อันนี้คือกรอบความร่วมมือระดับใหญ่

    ส่วนกรอบความร่วมมือระดับรัฐกับรัฐเอง ซึ่งผมคิดว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนตอนบนเนี่ย เรามีวิธีการที่เรียกว่า ASEAN Way หรือความไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่เราใช้ Trust มากขึ้น ในการที่จะสร้างความไวเนื้อเชื่อใจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการการพัฒนา การแชร์กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมช่วยในอีกประเทศหนึ่งโดยใช้กระบวนการความไว้วางใจเข้าไปช่วยเหลือ

    ทั้งหมดทั้งมวลในกรอบที่สองที่เป็นรัฐกับรัฐ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับถ้าไม่มีหน่วยงานภายในประเทศนั้นที่อยู่ในรัฐนั้น เช่น ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ในการที่จะสร้าง เรียกว่าเป็น Diplomacy หรือว่านโยบายทางการศึกษา นโยบายทางสาธารณสุข นโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สามารถส่งต่อข้ามไปช่วยเขาได้

    “เพราะฉะนั้นอย่างภาคส่วนมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาข้ามแดน โดยเฉพาะสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องของคำว่าความยั่งยืน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศของเราได้ยังไง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ยั่งยืน ยังไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเราคงต้องจับมือร่วมกันจากสเกลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ลงมาถึงสเกลที่เป็นระดับรัฐ แล้วก็ลงมาสู่ระดับที่อยู่ในรัฐ ในระดับของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในแต่ละประเทศที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ตนคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดผมคิดว่า เราอาจจะต้องไม่ Think Big   แต่เรา Think Small เราลองทำสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับภูมิภาค ในระดับรัฐ ในระดับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศดูไหม ภาคประชาชน ภาคสังคม ใช้คำว่าประชาชนกับประชาชนมากกว่าที่จะใช้คำว่ารัฐกับรัฐ ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งคำว่ารัฐกับรัฐ แต่ให้ทำงานคู่ขนานกันมากขึ้น ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Track ในการประสานกันระหว่างจากด้านบนลงมาสู่ข้างล่าง จากข้างล่างขึ้นไปสู่ตรงกลางและไปสู่ข้างบน

    ตนคิดว่าถ้าอยากจะพัฒนาให้เรื่องข้ามแดนมันสำเร็จ คงต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ โดยเฉพาะเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุด

    ดร.นิชานท์ กล่าวอีกว่า งานครั้งนี้เป็นงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชานวัตกรรมสังคมนะครับ ซึ่งอยู่ในภาควิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ เขามีหน้าที่ในการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหา หาทางออก ไม่ใช่แค่บอกว่าปัญหาคืออะไร แต่เค้าจะต้องมีวิธีการสร้างกลไกที่เรียกว่า กลไกนวัตกรรมสังคม เพื่อจะเป็น Changemaker ในการที่จะสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างภาคส่วนต่างๆ เหมือนงานวันนี้ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จะเห็นเลยว่านักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มจัดงานทั้งหมดด้วยตัวเอง เลือกคนที่จะมาเป็นวิทยากรเอง เลือกผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในภาคส่วนต่างๆ เอง แล้วก็ใช้ความรู้ที่เขามีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ในการมาตกผลึกสกัดออกมาเป็นงานสัมมนาครั้งนี้

    ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้มีความหมายมากสำหรับพวกเค้า แล้วก็มีคุณค่าด้วยสำหรับพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ อาจารย์ คนเชียงราย คนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่ง Message นี้ ส่งต่อไปให้ถึงเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงเยาวชนข้ามแดนที่เราอยากจะสร้างความสัมพันธ์ประสาน เพราะฉะนั้นความมั่นคงรูปแบบใหม่ถือว่าตอนนี้ไม่ใช่ความมั่นคงเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความมั่นคงร่วมกัน

    ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนะกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 2  มีนโยบายในการไปเจรจากับทางการเมียนมา กับทางการจีน เพื่อหาทางออกในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน  ซึ่งตอนนี้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเนี่ย มีเพียงวลีเดียวที่บอกว่า ปัญหามีการทำเหมือง แบบลักลอบทำเหมือง ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลแปลงเอานโยบายตรงนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยการเจรจากับจีนและเมียนมา

    ด้าน ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ในประเด็นของเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PM 2.5 คือมลพิษทางอากาศ แล้วก็เรื่องของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดมันอยู่ข้างนอกทั้งหมด อย่างกรณีที่จังหวัดเชียงรายเราพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้เราจะลดฮอตสปอตได้ดี เบิร์นแอเรียเราน้อยที่สุด แต่ปัญหามันไม่ได้หายไปเลย แล้วมันก็หนักขึ้นทุก ๆ ปี มันไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหามันก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบไร้พรมแดน นั่นคือชวนคนในแต่ละแดนเนี่ยมาหารือกัน แล้วก็ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดในเรื่องของกลไกของความร่วมมือ

    แต่สิ่งหนึ่งค่ะที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดนจากเรื่องของมลพิษทางอากาศ มันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ

    อย่างในระหว่างความร่วมมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของแต่ละประเทศเอง หรือการที่จะมีลักษณะการเป็นรูปธรรม เรายังไม่เห็นตรงนั้น อยากจะให้ทุกภาคส่วนเรียนรู้จากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนว่าเราได้ทั้งภาครัฐเองมีความคืบหน้ามีความพยายามที่จะก่อให้เกิดอาเซียนเฮซฟรีเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของเคลียร์สกายสแตรทิจีก็ดี มันเป็นความพยายามที่กำลังจะทำแล้วก็นำไปสู่แอ็คชันต่อไป

    ทุกอย่างเราไม่อยากให้เป็นแค่เอกสาร ไม่อยากให้เป็นแค่โต๊ะเจรจา ไม่อยากให้เป็นแค่ลักษณะของเอกสารความร่วมมือ แต่เราต้องการแอ็คชัน และไม่ใช่แอ็คชันแพลน แต่เป็นแอ็คชันแอคทิวิตีร่วมกัน เรามีแนวความคิดร่วมกันอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม ในประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่เราจะมีจังหวัดละ 1 ประเทศอะค่ะที่จะมาแอ็คชันร่วมกัน ในในแนวของบอร์เดอร์เหล่านี้ ผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แหล่งกำเนิดไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าแหล่งกำเนิดนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นมลพิษของทางอากาศเรารู้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากโอเพนเบิร์นนิงแล้วมันคืออะไร เราอยากจะชวนให้สืบเสาะให้เป็นรูปธรรมแบบนั้นออกมา และเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่เป็นแค่ข้อกำหนดว่าเราจะลดฮอตสปอตกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไม่ลดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เราไม่มีตรงนั้นต่อมา

    เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสาเหตุหลักของน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในประเทศของเรา หรือไม่ได้อยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976262&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvSlIS2Cy_rbA2rwvtxNq

  • เชียงใหม่ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษโลก 19/04/69  วิกฤตฝุ่นพิษ

    เชียงใหม่ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษโลก 19/04/69 วิกฤตฝุ่นพิษ

    เชียงใหม่พุ่งอันดับ 2 เมืองมลพิษโลกวันที่ 19 เม.ย. 69 ด้วย AQI 186 ตามหลังเดลี อินเดีย สะท้อนวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-สุขภาพ

    เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 19 เมษายน 2569 ข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลกได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ เมื่อ ‘เชียงใหม่’ นครแห่งวัฒนธรรมล้านนา ทะยานขึ้นสู่อันดับ 2 ของเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นถึงผลกระทบต่อชีวิตและเศรษฐกิจ

    ชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 186 ณ เวลา 06.00-07.00 น. ของวันที่ 19 เมษายน 2569 ตามหลังเพียงกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ที่มี AQI 344 ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงคุกคามสุขภาพประชาชนและภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในภาคเหนือของไทยอย่างต่อเนื่อง

    สถานการณ์วิกฤต: เชียงใหม่รองแชมป์เมืองมลพิษโลก

    รายงานสดจากแพลตฟอร์มติดตามคุณภาพอากาศทั่วโลกเมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 19 เมษายน 2569 ได้เผยข้อมูลที่น่าตกใจ โดยระบุว่าเทศบาลนครเชียงใหม่ของประเทศไทยมีค่า AQI พุ่งสูงถึง 186 จัดอยู่ในกลุ่ม ‘ไม่ดีต่อสุขภาพ’ (Unhealthy) และเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ที่มีค่า AQI สูงถึง 344 ซึ่งอยู่ในระดับ ‘อันตราย’ (Hazardous) สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับปัญหาหมอกควันจากการเผาในที่โล่งและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสะสมของมลพิษ

    เจาะลึก 10 อันดับเมืองมลพิษโลก: เอเชียครองแชมป์

    จากการจัดอันดับในวันเดียวกัน เมื่อช่วงเวลา 06.00-07.00 น.ของววันที่ 19 เม.ย.69 พบว่า 10 อันดับแรกของเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    1.เดลี, อินเดีย AQI 344

    2.เทศบาลนครเชียงใหม่, ไทย AQI 186

    3.กาฐมาณฑุ, เนปาล AQI 164

    4.เฉิงตู, จีน AQI154

    5.ฮานอย, เวียดนาม AQI 152

    6.เชินเจิ้น, จีน AQI151

    7.จาการ์ตา, อินโดนีเซีย AQI 149

    8.อู่ฮั่น, จีน AQI 142

    9.ธากา, บังกลาเทศ AQI142

    10.ฮ่องกง, ฮ่องกง AQI138

    ธากา, บังกลาเทศ: AQI 142

    ฮ่องกง, ฮ่องกง: AQI 138

    ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องการความร่วมมือและการแก้ไขอย่างจริงจังจากหลายประเทศ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชียงใหม่

    การที่เชียงใหม่ติดอันดับเมืองมลพิษโลกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในพื้นที่ จากข้อมูลของสภาหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าในช่วงฤดูฝุ่นควัน นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมีแนวโน้มที่จะยกเลิกการเดินทางหรือลดระยะเวลาพำนักลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการปัญหามลพิษนี้อย่างยั่งยืน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่าเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

    ภัยเงียบต่อสุขภาพ: PM2.5 คุกคามชีวิต

    นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ยังเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจจากโรงพยาบาลในเชียงใหม่ให้ความเห็นว่า ‘เราพบผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูฝุ่นควัน ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง’ การป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากาก N95 และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้

    แนวทางแก้ไขและมุมมองจากภาครัฐและเอกชน

    ภาครัฐและภาคเอกชนในเชียงใหม่และระดับประเทศต่างตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นควันเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งการควบคุมการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ‘ทำงานเชิงรุก’ ทั้งการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ ขณะที่ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้เชียงใหม่สามารถกลับมาเป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

    วิกฤตมลพิษทางอากาศที่ทำให้เชียงใหม่ติดอันดับ 2 ของโลกในวันที่ 19 เมษายน 2569 เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องเฉพาะฤดูกาลอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามระยะยาวที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกคน การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีลดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการสร้างความตระหนักรู้ในระดับภูมิภาค จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกฟื้นสถานการณ์ เพื่อให้เชียงใหม่และเมืองอื่นๆ ในเอเชียสามารถกลับมามีอากาศที่สะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/142146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vFGb8KtMidTzLc75LdEVM

  • ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท ถึง 24 เม.ย. 69

    ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท ถึง 24 เม.ย. 69

    ลงทะเบียนรับเงินเยียวยาค่าน้ำมัน 6,000 บาท สำหรับกลุ่มรถขนส่ง-รถโดยสาร ขยายเวลาถึง 24 เม.ย. 69

    กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ประกาศขยายเวลาลงทะเบียนโครงการ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้ “น้ำมันดีเซลหรือเบนซินล้วน” รับมือวิกฤตราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

    รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือ

    รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม มุ่งลดภาระค่าครองชีพประชาชนและประคับประคองเศรษฐกิจ โดยกำหนดจ่ายเงินช่วยเหลือตามสัดส่วนการให้บริการจริง ภายใต้กรอบเวลา 42 วัน (เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2569)

    ช่องทางการลงทะเบียน (ตลอด 24 ชั่วโมง)

    1. ออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/

    2. Walk-in: ดำเนินการได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

    เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิ

    • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้เชื้อเพลิง “น้ำมันดีเซลหรือเบนซินล้วน”

    • การเตรียมข้อมูล:

      • บุคคลธรรมดา: บัญชีธนาคารต้องผูก พร้อมเพย์ (PromptPay) ด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก

      • นิติบุคคล: บัญชีธนาคารต้องผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

    • เอกสารที่ต้องแนบ:

      • สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

      • หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (ถ้ามี)

      • หลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร (ตามประเภทรถ)

    ขยายเวลาเพื่ออำนวยความสะดวก

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า จากความสนใจที่ล้นหลามในช่วง 2 วันแรก (16-17 เม.ย.) ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 116,000 คัน กรมฯ ได้เร่งปรับปรุงระบบให้เสถียรยิ่งขึ้น และตัดสินใจขยายเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและครบถ้วน

    คำแนะนำ: กรมการขนส่งทางบกเชิญชวนให้รีบมาลงทะเบียนเพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วน 1584

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949684/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D8ji2QDsH4hU5_GfJ16JV

  • อย่าเพิ่งด่าถ้ายังไม่รู้จริง! อินฟลูดัง ร่ายยาว GDP ไทยโตช้าเพราะอะไร? ชี้ทุกประเทศมี กองไฟของตัวเอง

    อย่าเพิ่งด่าถ้ายังไม่รู้จริง! อินฟลูดัง ร่ายยาว GDP ไทยโตช้าเพราะอะไร? ชี้ทุกประเทศมี กองไฟของตัวเอง

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.02 น.

    วันที่ 18 เมษายน 2569 ตี๋ นพ Tee Nop อินฟลูการเมืองชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “Tee Nop” ระบุว่า ประเทศไทย ในสายตาของเดอะแบก

    ผมโดนแซะทุกวันครับว่าจะแบกประเทศ แบกรัฐบาลอะไรนักหนา ผมก็ตอบทุกวันเหมือนกันว่าอันไหนไม่ใช่ก็เถียงมา ไม่ใช่มาด่ามาแซะโง่ๆโดยไม่มี ข้อมูลอะไร เห็นหลายวันมานี้ กระดี๊กระด๊า

    หางหมุนเป็นเฮลิคอปเตอร์เลย กับข่าวการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแม่ แผ่นดินเกิด ที่ให้ข้าวมันกินทุกวันนั้น ต่ำ….แล้วเค้าดีใจกัน

    เอาจริงนะ เวลาเห็นคนบางกลุ่มในไทยชอบพูดว่า “ประเทศนี้กำลังจะพัง GDP โตนิดเดียว อเมริกาน่าอยู่กว่าเยอะ” แล้วแชร์ภาพแนวๆ นี้ มันชวนให้ถามกลับแรงๆ ว่า…ดูข้อมูลครบหรือดูแค่สิ่งที่

    อยากเชื่อ?

    ภาพนี้มันกำลังเล่าว่า “อเมริกาหนี้พุ่ง ดอกเบี้ยบาน จ่ายดอกเบี้ยทะลุเพดานประวัติศาสตร์” ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ ระดับที่ดอกเบี้ยกลายเป็นรายจ่ายอันดับต้นๆ ของประเทศ แล้วคนไทยบางคน

    ยังอวยว่าเป็นแดนสวรรค์แบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็ดูย้อนแย้งหน่อยๆ

    คือไม่ได้บอกว่าไทยแม่งดีเลิศอะไรขนาดนั้นนะ เราก็มีปัญหาเต็มไปหมด ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองงอแง ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ แต่จะให้บอกว่า “ไทยกำลังจะล่มสลาย ส่วนอเมริกาคือ

    ยูโทเปีย” อันนี้มันก็เว่อร์ไปอีกฝั่งแบบไม่ใช้สมองเหมือนกัน

    แล้วอีกเรื่องที่ชอบโดนหยิบมาด่าแบบมักง่ายคือ “GDP ไทยโตน้อย”

    ใช่ โตไม่แรงเท่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ…แต่เคยดูไหมว่า “เงินทุนไทยมันไหลออกไปโตที่ไหน?”

    ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยไปลงทุนในเวียดนามแบบจริงจัง ทั้งโรงงาน อุตสาหกรรม ค้าปลีก อสังหา ฯลฯ

    พูดง่ายๆ คือ “กำไรบางส่วนมันไปโผล่ใน GDP เวียดนาม” ไม่ได้อยู่ในตัวเลขไทยล้วนๆ

    เวียดนามโตไว? ถูก

    แต่ส่วนหนึ่งก็เพราะเงินทุนจากต่างชาติ—including ไทย—ไหลเข้าไปปั้นเขาด้วย  570,000 ล้านบาทคือตัวเลขเมื่อสิ้นปี 2024

    ทีนี้พอหันกลับมามองไทย แล้วบอกว่า “ทำไมไม่โตแบบเขา” โดยไม่ดูว่าเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปช่วยให้เขาโต…มันก็เหมือนบ่นเกมแพ้ทั้งที่เราเป็นคนส่งตัวเก่งไปให้อีกทีมเองนั่นแหละ

    ลองคิดง่ายๆ:

    ประเทศที่หนี้ระดับมหาศาลแบบอเมริกา ก็ไม่ได้ชิลอย่างที่หลายคนมโน

    ประเทศที่โตแรงอย่างเวียดนาม ก็ไม่ได้โตลอยๆ แบบไม่มีใครช่วย

    ประเทศที่โตช้าอย่างไทย ก็ไม่ได้แปลว่า “กำลังพัง” เสมอไป

    บางคนชอบพูดว่า “GDP โตน้อย = ประเทศห่วย” แล้วเอาไปเทียบแบบเด็กๆ กับประเทศอื่น ทั้งที่บริบทมันต่างกันคนละเรื่อง ขนาดเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร เงินทุนไหลเข้า-ออก มันซับ

    ซ้อนกว่านั้นเยอะ

    พูดตรงๆ เลยนะ การเป็น “นักด่าประเทศตัวเองมืออาชีพ” ไม่ได้ทำให้ดูฉลาดขึ้น ถ้าข้อมูลที่ใช้มันครึ่งๆ กลางๆ แล้วเอามาเหยียบประเทศตัวเองเพื่ออวยอีกประเทศแบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็แค่อคติ

    อีกแบบหนึ่ง

    จะวิจารณ์ก็จัดเต็มไปเลย แต่อย่างน้อยต้อง “รู้จริงก่อนด่า”

    ไม่ใช่ด่าเอามัน แล้วฝันว่าที่อื่นคือสวรรค์

    เวียดนามเองตอนนี้อยู่ได้เพราะแรงงานราคาถูก วันหนึ่งถ้าประเทศพัฒนาขึ้น ค่าแรงก็จะสูงขึ้นเป็นธรรมดาตามคุณภาพชีวิต แล้วก็จะมาเจอปัญหาเดียวกันกับไทย เรื่องนี้รู้ดีเฉพาะไทยผ่านมาแล้ว

    แต่เด็กเพิ่งเกิด มันไม่รู้ไงมันก็ปากดีไปเรื่อยๆ

    สุดท้ายแล้ว…ทุกประเทศมันก็มี “กองไฟของตัวเอง” ทั้งนั้นแหละ แค่บางคนเลือกจะไม่มอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/959224&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37lOIH6AdBKnkTDFkGMIeT

  • ดาวโจนส์ 18/04/69 นักวิเคราะห์ชี้ทิศทางตลาดโลกและไทย

    ดาวโจนส์ 18/04/69 นักวิเคราะห์ชี้ทิศทางตลาดโลกและไทย

    เจาะลึกดัชนีดาวโจนส์ 18 เม.ย. 2569 พร้อมบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เตรียมรับมือความผันผวน

    ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมลูกใหม่ หรือนี่คือโอกาสทองที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม? ดัชนีดาวโจนส์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 กำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่าที่คุณคิด!

    เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดด้วยการเคลื่อนไหวที่ผันผวนเล็กน้อย โดยนักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในระยะต่อไป นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างออกมาให้ความเห็นถึงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสในการลงทุน

    ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ: แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

    ดัชนีดาวโจนส์ ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของ Fed ทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป นักวิเคราะห์จาก JPMorgan Chase ชี้ว่า การที่ Fed ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น (Higher for Longer) เป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง

    ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจภายในประเทศ

    การเคลื่อนไหวของดัชนีดาวโจนส์และนโยบายการเงินของ Fed มีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index) และค่าเงินบาท นายสมศักดิ์ เจริญพร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า “เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน นักลงทุนต่างชาติมักจะชะลอการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งอาจทำให้เห็นแรงขายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยหนุนจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว” การที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ อาจเป็นผลดีต่อภาคการส่งออก แต่ก็เพิ่มภาระต้นทุนการนำเข้าและหนี้ต่างประเทศในเวลาเดียวกัน

    มุมมองนักวิเคราะห์: โอกาสในวิกฤต?

    นักวิเคราะห์จากบล.ภัทร มองว่า แม้ตลาดจะมีความผันผวน แต่ก็ยังคงมีโอกาสในการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มพลังงานทางเลือกที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีปันผลสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่ตลาดไม่แน่นอน นายธนากร วัฒนสุข ผู้บริหารกองทุนจาก บลจ.กรุงศรี ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “นักลงทุนควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และเน้นการลงทุนระยะยาว โดยเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้”

    ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในระยะกลางถึงยาว

    นอกจากนโยบายการเงินของ Fed แล้ว นักลงทุนยังต้องจับตาปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อดัชนีดาวโจนส์และตลาดโลก ได้แก่:

    รายงานผลประกอบการของบริษัท: บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) และบริษัทชั้นนำอื่นๆ จะทยอยประกาศผลประกอบการ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของภาคธุรกิจและทิศทางของตลาดในระยะต่อไป

    สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ความตึงเครียดทางการค้าและสงครามในภูมิภาคต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์

    นโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ: แผนการใช้จ่ายภาครัฐและการลดภาษีอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะได้

    การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ: การเลือกตั้งในปลายปีนี้จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    คำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย

    ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเช่นนี้ นักลงทุนไทยควรใช้ความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน การทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐานของบริษัทที่ลงทุน การประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที

    ดัชนีดาวโจนส์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาที่ตลาดโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ นักลงทุนที่เข้าใจและสามารถปรับตัวได้ จะสามารถคว้าโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว เศรษฐกิจไทยเองก็กำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีวินัยในการลงทุนจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดทุนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142141&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oAP8q0EDbluv2MSNphKS1

  • รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

    รายงานพิเศษ : ดัน 2 งานวิจัย..เพิ่มมูลค่า ‘กาแฟเกอิชา’ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเขาเชียงราย

    วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภค (FMCG) ชั้นนำของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้โครงการยกระดับการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง “เกอิชา” เทียบชั้นมาตรฐานสากล สนับสนุนชุมชนชาวเขาให้มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจระดับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมการแปรรูปเปลือกกาแฟเป็นถ่านกัมมันต์สำหรับใช้ในระบบกรองน้ำ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่สูงของ จ.เชียงราย ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ คือ การมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง NEO ในฐานะผู้นำนวัตกรรมสินค้าอุปโภคชั้นนำของประเทศไทย จึงมุ่งมั่นสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ด้วยเชื่อว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจนั้น จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าร่วมทั้งในด้านการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็ง

    ตัวอย่างความร่วมมือที่ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ การผสานศักยภาพระหว่างภาคเอกชนที่มีความเข้าใจตลาด กับภาคการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและงานวิจัย โดยเฉพาะกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ NEO มีโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน อาทิ โครงการศึกษาและการพัฒนาการผลิตกาแฟอะราบิกาสายพันธุ์คุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกกาแฟสายพันธุ์ “เกอิชา” (Geisha) รวมถึงการบริหารจัดการแปลง และการดูแลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้กับชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาและส่งเสริมการเพาะปลูกกาแฟ เกอิชา ณ หมู่บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย งานวิจัยนี้ช่วยให้ชุมชนชาวเขามีองค์ความรู้ในการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

    โครงการการใช้ประโยชน์ถ่านกัมมันต์จากเปลือกกาแฟในระบบกรองน้ำ ภายใต้แนวคิดการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยลดของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตกาแฟ พร้อมได้น้ำที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับการแปรรูป และลดการใช้สารกรองในระบบ นอกจากนี้ ยังเป็นการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ด้านสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันชาวชุมชนบ้านดอยช้าง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ได้มีน้ำสะอาดอุปโภคและบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำและสารกรอง และลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี (Well-Being) อย่างยั่งยืน

    “โครงการนี้สะท้อนแนวคิด Circular Economy ที่ NEO มุ่งผลักดัน โดยนำทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสียกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม เราเชื่อว่าทรัพยากรท้องถิ่นไทยมีศักยภาพสูง หากได้รับความพัฒนาอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนงาน R&D ในท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรมูลค่าสูงและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน” นายสุทธิเดช กล่าวและว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว การสนับสนุนงานวิจัยในประเทศเป็นอีกกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ NEO มีความพร้อมในการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอยู่เสมอ นอกจากนี้การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพทรัพยากรท้องถิ่นในประเทศ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านซัพพลายเชน ที่บริษัทสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพต่อไปในอนาคต

    ในระยะยาว NEO ตั้งเป้าขยายงานวิจัยสู่นวัตกรรมสินค้าอุปโภคที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในทุกมิติ โดยยังคงรักษาพันธสัญญาในการเป็นพันธมิตรกับภาคการศึกษา เพื่อบ่มเพาะนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะก้าวมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพื่อบรรลุตามเป้าหมายการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างชุมชน สถาบันการศึกษา และบริษัท โดยมีงานวิจัยเป็นตัวเชื่อมโยง เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นตัวนำ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ภาคธุรกิจและสังคมไทย

    “ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คือบทพิสูจน์วิสัยทัศน์ของ NEO ที่ไม่ได้มองเพียงผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องการสร้างองค์ความรู้ที่ยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมไทย ผ่านการยกระดับคุณภาพทรัพยากรภายในประเทศเทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิต ยังสร้างความภูมิใจให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย” นายสุทธิเดช กล่าวสรุป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/959107&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7hGFN2f-uGxyg7h_UMIy

  • พลิกไวนิลเหลือใช้ เป็นสื่อเรียนรู้ใหม่ ดันโมเดลธุรกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    พลิกไวนิลเหลือใช้ เป็นสื่อเรียนรู้ใหม่ ดันโมเดลธุรกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    ร็อคเทค โกลบอล จำกัด (มหาชน) (ROCTEC) ปรับแนวทางดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตขององค์กร

    ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี ร็อคเทคมองว่าความรับผิดชอบทางธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผลประกอบการหรือประสิทธิภาพของการสื่อสาร แต่รวมถึงการจัดการทรัพยากรในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home – OOH) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุจำนวนมาก ตั้งแต่การผลิต ติดตั้ง ไปจนถึงการจัดการหลังจบแคมเปญ

    จุดเริ่มต้นหลักๆ อยู่ที่การปรับมุมมองต่อ ‘ไวนิล’ ซึ่งเดิมมักถูกจัดเป็นของเสียหลังใช้งาน ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและยืดอายุการใช้งานวัสดุให้นานที่สุด

    ร็อคเทคจึงนำไวนิลที่หมดหน้าที่จากสื่อโฆษณามาแปรรูป (Upcycling) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แทนการทิ้งหรือกำจัด ช่วยลดปริมาณของเสีย และเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเดิมให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเป็นสื่อการเรียนการสอน สื่อเตือนภัยทางไซเบอร์ สื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และกระเป๋านักเรียน ก่อนส่งมอบให้โรงเรียน 4 แห่งในจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ โรงเรียนบ้านทุ่งน้อย โรงเรียนบ้านโพนยาง โรงเรียนบ้านเห็นอ้ม และโรงเรียนบ้านหนองตาเขียงหนองดู

    โครงการดังกล่าวสร้างผลงานรวมมากกว่า 300 ชิ้น คิดเป็นการนำวัสดุที่เข้าร่วมโครงการกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 100% และมีการส่งมอบในเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่าวัสดุที่เคยหมดหน้าที่ ยังสามารถต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งในด้านการเรียนรู้และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

    นอกจากจะช่วยลดของเสียแล้ว โครงการยังมีส่วนสร้างโอกาสทางการศึกษา และเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนในพื้นที่ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ทั้งด้านการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ขณะเดียวกัน ร็อคเทคยังตั้งเป้าขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และเตรียมขยายผลสู่โรงเรียนในจังหวัดอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและต่อยอดประโยชน์ในหลายพื้นที่

    ทั้งนี้ บริษัทดำเนินธุรกิจหลักด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Solutions) ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจสื่อภายใต้กรอบอีเอสจี โดยเน้นการใช้สื่ออย่างรับผิดชอบ และเพิ่มสัดส่วนสื่อดิจิทัลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรเมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791902/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PaRG1ImK8ZMk1GQihrLMz

  • เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

    เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

    เชียงรายกำลังเสียแต้มจากสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง

    เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ครั้งหนึ่งเชียงรายขายตัวเองได้ด้วยภาพจำที่ชัดมาก เมืองเหนือสุดที่มีอากาศเย็นกว่าเมืองใหญ่ ผู้คนไม่แน่น วิวภูเขาและวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์ และการเดินทางมาถึงเหมือนเป็นรางวัลของคนที่อยากหนีความเร่งรีบ แต่ภาพจำนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากฝุ่นควัน เพราะเมื่อ “อากาศ” ซึ่งเคยเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดกลับกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง เมืองก็ย่อมเสียเปรียบในเกมการท่องเที่ยวทันที โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่มีทางเลือกมากขึ้นและตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป หากสะท้อนผ่านตัวเลขเข้าพักที่ผู้ใช้แนบมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเชียงราย เชียงใหม่ และน่านอ่อนตัวลงพร้อมกันในเดือนมีนาคม ภาพที่เกิดขึ้นคือ “ความเสียหายเชิงภูมิภาค” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และยิ่งเมื่อข้อมูลทางการยังชี้ว่าช่วงกลางเดือนเมษายนค่าฝุ่นในภาคเหนือตอนบนยังสูงเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความลังเลของนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนมีโรคประจำตัว หรือคนทำงานที่อยากพักสั้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตต่อโดยไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพ

    ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เชียงรายไม่สามารถใช้ตรรกะเดิมว่า “เดี๋ยวถึงฤดูหนาวคนก็กลับมาเอง” ได้อีกต่อไป เมืองที่หวังพึ่งฤดูกาลอย่างเดียวจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่สภาพอากาศผันผวนและนักท่องเที่ยวมีข้อมูลอยู่ในมือแบบเรียลไทม์ เมื่อภาพฟ้าหม่น ค่าฝุ่นสูง และรีวิวการเดินทางแพร่กระจายเร็วมากบนโซเชียล เมืองท่องเที่ยวจึงต้องแข่งขันกันด้วย “ความเชื่อมั่น” พอ ๆ กับความสวยงาม และเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่แทนการพึ่งเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียว

    นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังอยากเที่ยว แต่เที่ยวด้วยเหตุผลใหม่

    ถ้ามองจากมุมของอุปสงค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวไม่ได้ถดถอยเสมอไป แต่กำลังปรับรูปแบบ Agoda รายงานว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของ Gen Z ไทยวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ถึง 3 ทริปในปี 2026 และมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกทริปสั้นเพียง 1 ถึง 3 วัน ขณะที่ 77 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อน 72 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับงบประมาณ และ 57 เปอร์เซ็นต์ใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่พัก นอกจากนี้ Agoda ยังระบุในรายงานตลาดไทยว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางไทยมีแนวโน้มเที่ยวในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลายทางรองน่าสนใจขึ้นคือราคา ความปลอดภัย และแรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย

    ความหมายของข้อมูลชุดนี้สำหรับเชียงรายชัดมาก เมืองไม่จำเป็นต้องรอแต่นักท่องเที่ยวแบบพักยาว 4 คืน 5 คืน หรือรอเฉพาะเทศกาลใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ตรงกันข้าม เมืองควรออกแบบตัวเองให้รองรับ “ทริปสั้นแต่กลับมาบ่อย” เพราะนี่คือรูปแบบการเดินทางที่กำลังโต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากรีชาร์จเร็ว ใช้งบคุมได้ และไม่ต้องจัดแผนซับซ้อน จุดขายใหม่ของเชียงรายจึงไม่ควรอยู่ที่การเป็นปลายทางไกลที่ต้องตั้งใจมาครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ควรขยับไปเป็นเมืองที่มา 2 คืนได้ มาเสาร์อาทิตย์ได้ มาเพื่อพักใจได้ และมาแล้วรู้สึกคุ้มกับเวลาและเงินที่จ่ายไป

    เมื่อมองในกรอบนี้ เชียงรายยังมีโอกาส เพราะเมืองมีต้นทุนที่เหมาะกับทริประยะสั้นอยู่มาก ทั้งกาแฟ ชา งานคราฟต์ วัดร่วมสมัย เมืองเก่า เส้นทางริมโขง ชุมชนบนดอย และอำเภอชายแดนที่ให้อารมณ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ปัญหาจึงไม่ใช่เชียงราย “ไม่มีอะไรขาย” แต่คือสิ่งที่เชียงรายมี ยังไม่ได้ถูกจัดแพ็กให้ตอบพฤติกรรมการเดินทางแบบใหม่อย่างเฉียบพอ เมืองยังเล่าเรื่องตัวเองแบบกว้างและกระจายเกินไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังอยากได้คำตอบที่ง่ายขึ้นว่า มาแล้วพักตรงไหน กินอะไร ทำอะไรได้บ้างใน 48 ชั่วโมง

    เมื่อเชียงใหม่ชนะด้วยอาหาร เชียงรายยิ่งต้องหาตำแหน่งของตัวเองให้ชัด

    อีกสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเชียงใหม่ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของเอเชียด้านกิจกรรมอาหารจากข้อมูลการจองกิจกรรมบน Agoda ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 โดยมีกรุงเทพฯ ฮอยอัน โฮจิมินห์ซิตี้ และฮานอยตามมา ขณะเดียวกัน Agoda ยังระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาอยู่ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า นี่คือสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองอาหารเป็นแค่ของประกอบการเดินทางอีกแล้ว แต่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเอง

    สำหรับเชียงราย นี่คือทั้งแรงกดดันและโอกาสพร้อมกัน แรงกดดันคือเมืองข้างเคียงอย่างเชียงใหม่กำลังยึดตำแหน่ง “เมืองอาหาร” ในระดับภูมิภาคได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเชียงรายยังขายภาพกว้าง ๆ เรื่องธรรมชาติ วัด และอากาศดีเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะถูกเปรียบเทียบในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่โอกาสคือเชียงรายยังมีทรัพยากรทางรสชาติและวัฒนธรรมอาหารที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่สูง ชาจากแม่ฟ้าหลวง อาหารล้านนาเชิงชายแดน วัตถุดิบชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าของดอย ชายแดน และแม่น้ำโขง ซึ่งเชียงใหม่ไม่มีเหมือนกัน

    ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเชียงรายจะสู้เชียงใหม่ด้วย “อาหาร” ได้ไหม แต่คือเชียงรายจะทำให้อาหารของตัวเองมี “ประสบการณ์” มากพอจนคนอยากเดินทางมาไหม ถ้าเชียงใหม่ขายคลาสทำอาหารและอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือขายการกินในฐานะการเชื่อมผู้คนกับแหล่งปลูก แหล่งคั่ว แหล่งหมัก และชุมชนต้นทาง ยิ่งในวันที่นักท่องเที่ยวอยากได้ของแท้มากขึ้น เมืองที่เชื่อมอาหารกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตได้ลึกกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในตลาดเดียวกันโดยไม่ต้องลอกกัน

    การเดินทางกำลังบอกว่า เชียงรายต้องคิดแบบเมืองที่เชื่อมต่อสะดวก ไม่ใช่เมืองที่สวยอย่างเดียว

    อีกด้านหนึ่งของโจทย์ คือเรื่องการเข้าถึง กระทรวงคมนาคมสรุปการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 7 วันว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะรวม 17,436,582 คน เพิ่มขึ้น 0.29 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถเข้าออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทางลดลง 9.54 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าพฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ระบบขนส่งที่คาดการณ์ได้และเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น

    สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขผู้ใช้บริการสูงสุดยังอยู่ที่ทางถนน 131,194 คนในช่วงสงกรานต์ 7 วัน ซึ่งชี้ว่า “การเข้าถึงปลายทาง” ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเมืองอยากได้ประโยชน์จากเทรนด์เที่ยวสั้นและเที่ยวบ่อย เมืองต้องไม่ใช่แค่มีสิ่งน่าสนใจ แต่ต้องเข้าถึงง่าย วางแผนง่าย และต่อเชื่อมง่ายด้วย เชียงรายจึงควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การเชื่อมสนามบินกับย่านท่องเที่ยว การเชื่อมสถานีขนส่งกับเมืองสร้างสรรค์ คาเฟ่ ชุมชน และจุดหมายรอง ไปจนถึงแพ็กเกจที่ทำให้คนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวก็เที่ยวได้ครบในเวลาจำกัด

    หากยังปล่อยให้เชียงรายเป็นเมืองที่ “ต้องมีรถถึงจะเที่ยวสนุก” เมืองก็จะเสียแต้มในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ทันที เพราะคนกลุ่มนี้ให้ค่ากับความง่ายและความยืดหยุ่นพอ ๆ กับความสวยงาม เมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีแลนด์สเคปดี แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดการประสบการณ์เดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ลื่นไหลได้ด้วย และนี่คือจุดที่เชียงรายยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

    คำถามเรื่องประชากรยิ่งทำให้ตลาดท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน

    ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการอ้างตัวเลขจาก World of Statistics ว่าไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเด็นนี้ควรระบุอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้กว่าอย่างธนาคารโลกและ Thailand Economic Monitor ยังพบว่าค่าที่ยืนยันได้ล่าสุดของไทยอยู่ราว 1.2 ถึง 1.3 ในปี 2023 ไม่ใช่ 0.78 อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลข 0.78 ยังไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเท็จจริงตายตัวในตอนนี้ แต่แนวโน้ม “เกิดต่ำมากและสังคมสูงวัยเร็ว” เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความหมายต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

    ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเชียงรายคือ เมืองไม่ควรคิดตลาดแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนภาพครอบครัวใหญ่ พาลูกหลานหลายคนขึ้นเหนือปีละครั้งเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะในโลกของครัวเรือนเล็กลง คู่รักมากขึ้น คนโสดมากขึ้น และคนวัยทำงานเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น ความต้องการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมืองที่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น จะพลาดตลาดจริงที่กำลังโต คือกลุ่ม 2 คน กลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ และคนที่เดินทางเพื่อพักใจ ไม่ใช่เพื่อทำเช็กลิสต์สถานที่ให้ครบที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ หากเชียงรายจะปรับจุดขายให้ตรงเวลา เมืองควรขยับภาพลักษณ์จาก “เมืองทริปครอบครัวใหญ่ในหน้าหนาว” ไปสู่ “เมืองพักใจของคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็กที่กลับมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี” มากขึ้น นี่ไม่ใช่การลดขนาดความฝัน แต่คือการปรับให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรและรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของตลาดในวันนี้

    จุดขายใหม่ของเชียงรายควรอยู่บน 4 แกนที่จับต้องได้

    แกนแรกคือ “อากาศและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้” เพราะในวันที่ฝุ่นเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น การตลาดแบบสวยงามอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เชียงรายควรคิดเรื่องการสื่อสารข้อมูลอากาศ พื้นที่ปลอดภัย กิจกรรมในร่ม และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ เมืองที่กล้ายอมรับปัญหาและจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส จะน่าเชื่อถือกว่าการพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    แกนที่สองคือ “ทริปสั้นที่มีความหมายชัด” เช่น 2 วัน 1 คืนสายกาแฟ 3 วัน 2 คืนสายพักใจ ทริปคู่รักริมโขง หรือทริปอาหารและศิลปะร่วมสมัยในเมือง เพราะข้อมูล Agoda ชี้ชัดแล้วว่าคนไทยจำนวนมากอยากเที่ยวแบบสั้น ง่าย และบ่อยขึ้น เมืองที่ทำแพ็กเกจให้เข้าใจง่ายจะได้เปรียบกว่าเมืองที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องไปต่อจิ๊กซอว์เองทีละชิ้น

    แกนที่สามคือ “อาหาร กาแฟ และประสบการณ์ลงมือทำ” เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังแรงขึ้นในระดับเอเชีย หากเชียงใหม่ชนะด้วยอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายควรชนะด้วยเสน่ห์ของกาแฟพื้นที่สูง อาหารชายแดน อาหารชาติพันธุ์ เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ ชงกาแฟ เก็บชา หรือทำอาหารท้องถิ่นที่ผูกกับเรื่องเล่าของชุมชนและภูมิประเทศ เมืองจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อขาย “ประสบการณ์กิน” ไม่ใช่ขายแค่ “ร้านอร่อย”

    แกนสุดท้ายคือ “การเชื่อมต่อที่ง่ายและคุ้มค่า” เพราะต่อให้เมืองมีของดีเพียงใด ถ้าเดินทางลำบาก นักท่องเที่ยวทริประยะสั้นก็จะเลือกเมืองอื่นทันที การทำให้เชียงรายเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวมากนัก เชื่อมสนามบิน สถานีขนส่ง เมืองหลัก และเมืองรองเข้าหากันได้ดี จะเป็นการเปลี่ยนเมืองจากปลายทางเฉพาะคนตั้งใจ ไปเป็นปลายทางที่คนตัดสินใจได้เร็วขึ้นและกลับมาได้บ่อยขึ้น

    เชียงรายต้องเลิกขายคำว่าเหนือสุดอย่างเดียว แล้วเริ่มขายเหตุผลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

    ในท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชียงราย “หมดมนต์ขลัง” เสียทีเดียว แต่อยู่ที่มนต์ขลังแบบเดิมไม่พอสำหรับโลกใหม่แล้ว คำว่าเหนือสุดแดนสยามยังมีพลังในเชิงอารมณ์ แต่ไม่เพียงพอจะต้านคำถามเรื่องฝุ่น ความคุ้มค่า การเข้าถึง และความคาดหวังใหม่ของนักเดินทาง ถ้าเชียงรายยังขายเพียงระยะทาง ความโรแมนติกของภูเขา และภาพวิวกว้าง ๆ เมืองก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการแข่งขันกับปลายทางที่ปรับตัวเร็วกว่า

    แต่ถ้าเชียงรายยอมปรับบทบาทตัวเอง เมืองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งกาแฟ ชา อาหาร ชายแดน ศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย เมืองเก่า และชุมชนที่เล่าเรื่องได้ลึกกว่าอีกหลายแห่ง เพียงแต่ต้องเล่าใหม่ให้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้เหมาะกับใคร มาแล้วได้อะไร ใช้เวลากี่วัน และกลับมาซ้ำได้อย่างไร

    ในเกมท่องเที่ยวยุคต่อไป เมืองที่ชนะอาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของนักเดินทางได้ดีที่สุด และสำหรับเชียงราย คำตอบอาจไม่ใช่การทำตัวให้เหมือนใคร หากคือการเปลี่ยนจากเมืองที่คน “อยากมาสักครั้ง” ไปสู่เมืองที่คน “อยากกลับมาอีกหลายครั้ง” มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-tourism-strategy-2026-genz/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EeUSvJc10e02UDQ8KQSge

  • พ่อเมืองประจวบฯ ลงนามปลดล็อกการค้า “ด่านสิงขร” เปิดขายเต็มรูปแบบ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนไทย-เมียนมา | เดลินิวส์

    พ่อเมืองประจวบฯ ลงนามปลดล็อกการค้า “ด่านสิงขร” เปิดขายเต็มรูปแบบ ฟื้นเศรษฐกิจชายแดนไทย-เมียนมา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้อำนวยการศูนย์สั่งการชายแดนไทย–เมียนมา ได้ลงนามในคำสั่งจังหวัดที่ 4/2569 ยกเลิกมาตรการจำกัดการค้าชั่วคราวที่เคยใช้ในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน พร้อมเปิดทางให้การค้าขาย ณ ด่านสิงขร กลับสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้จากที่ปัจจุบันสถานการณ์ความไม่สงบและการสู้รบในพื้นที่บ้านมูด่อง ประเทศเมียนมา คลี่คลายลงและเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีการสู้รบ ประกอบกับทางหอการค้าจังหวัดประจวบฯ และกลุ่มผู้ประกอบการค้าต่าง ๆ ได้ร้องขอให้มีการทบทวนมาตรการเดิมที่กำหนดให้ขนถ่ายสินค้าบริเวณพื้นที่อ้างสิทธิเฉพาะ (No Man’s Land) พรมแดนด่านสิงขร ในวันอังคารและวันเสาร์ เวลา 08.00-12.00 น. ทำให้เกิดความยากลำบากในการขนส่งสินค้าและไม่สอดคล้องกับวิถีการค้าที่เคยเป็นมา

    ดังนั้น ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ประจวบฯ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่ ให้กลับไปยึดตามคำสั่งที่ 1/2566 โดยให้เปิดการค้า สามารถทำการซื้อขาย นำเข้า-ส่งออกสินค้าได้ตามเวลาทำการปกติ ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร โดยผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าและยานพาหนะเป็นหนังสือต่อจังหวัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน เพื่อความเรียบร้อยในการจัดระเบียบจราจรและพื้นที่ขนถ่าย การนำเข้า-ส่งออกต้องเป็นไปตามกฎหมายศุลกากรและระเบียบของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเคร่งครัด โดยให้มีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.69 เป็นต้นไป 

    “การผ่อนปรนมาตรการในครั้งนี้ จังหวัดฯหวังว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน และส่งผลดีต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และการจ้างงาน โดยมีการแต่งตั้งป้องกันจังหวัดประจวบฯ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น ณ บริเวณด่านสิงขรอย่างใกล้ชิด การเปิดด่านสิงขรในครั้งนี้ จึงนับเป็นสัญญาณสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจในพื้นที่อีกครั้ง” นายสิทธิชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791785/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02inlpuqJF53yHEvlXVDzn

  • “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    “ก่อแก้ว”เตรียมแจกล็อตเตอรีคนไปเยี่ยม“ทักษิณ”ทุกวันอาทิตย์หน้าเรือนจำ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกพรรคเพื่อ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ”ทักษิณ ชินวัตร“ คือผู้ที่ผมเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง

    จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล”
    จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน”
    เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน Otop

    “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา”
    ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน

    “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย”
    ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย

    “คืนศักดิ์ศรี“ แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน
    โดยการปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน

    ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ

    ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้

    อีกไม่เกิน 1 เดือน

    ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน

    ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้

    แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจก ”ล็อตเตอรี่“ ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ

    วันที่ 19 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 26 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 3 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    วันที่ 10 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 200 คู่

    จะแจกเวลา 11.30 น.
    ตามกติกาคือ ใครไปก่อน ก็จะได้ก่อน

    พบกับ 19 เมษาฯ นี้ 11.30 น. เป็นต้นไป
    ที่เรือนจำคลองเปรมครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000036628&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ypvoiy3617uNtJUk1qhgR