Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่าน

    เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่านและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

    เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 เติบโต 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากดูเฉพาะตัวเลข นี่คือการเปิดปีที่แข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดเอาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าระดับการเติบโตนั่นก็คือโครงสร้างของการเติบโตครั้งนี้ เพราะข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน หรือ NBS ได้ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจจีนยังโตได้จากแรงหนุนด้านการผลิต การส่งออก อุตสาหกรรมขั้นสูง และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ไม่หายไป โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ อุปสงค์ภายในที่ยังไม่เร่งเต็มที่ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มสะท้อนชัดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส

    ถ้าแยกตาม โครงสร้างเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ภาคเกษตรจีนโต 3.8% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างโต 4.9% และภาคบริการโต 5.2% ตัวเลขนี้สำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่าแม้คนมักพูดถึงจีนในฐานะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แต่ในไตรมาสแรกภาคบริการโตเร็วกว่าภาคทุติยภูมิด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ยังเป็นฐานที่แข็งแรงมากพอจะพยุงทั้งระบบไว้ได้

    ในฝั่งของการผลิต ภาพชัดมากว่า จีน ยังขับเคลื่อนด้วย ภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โต 6.1% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 1.1% เมื่อแยกย่อยจะเห็นว่าภาคเหมืองแร่โต 6.0% ภาคการผลิตโต 6.4% และภาคไฟฟ้า ความร้อน ก๊าซ และน้ำโต 4.3% จุดที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมโต แต่คือ “อะไรโต”

    NBS ระบุชัดว่า เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตโต 8.9% และภาคการผลิตไฮเทคโตถึง 12.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโดยรวมมาก นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการเติบโตของจีนไม่ได้อยู่ที่โรงงานแบบเดิมอย่างเดียว แต่ขยับไปที่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น

    ตัวอย่างที่เห็นชัดจากข้อมูลของทางการจีนคือ ผลผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติโต 54.0% แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโต 40.8% และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมโต 33.2% ตัวเลขพวกนี้สำคัญมาก เพราะมันช่วยเปลี่ยนประโยคกว้างๆ อย่าง “จีนกำลังพัฒนาพลังการผลิตคุณภาพใหม่” หรือ 新质生产力 new quality productive forces ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ กล่าวคือ สิ่งที่โตไม่ใช่แค่ปริมาณการผลิต แต่เป็นการผลิตที่เชื่อมกับเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ การผลิตอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสีเขียวโดยตรง

    นอกจากนี้ ดัชนี PMI ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการ ก็บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตในเดือนมีนาคมยังอยู่ที่ 50.4 และดัชนีคาดการณ์การผลิตอยู่ที่ 53.4 ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นในภาคการผลิตยังอยู่ในโซนขยายตัว

    อีกด้านที่ไม่ควรมองข้ามคือ กำไรของภาคอุตสาหกรรม ในช่วงสองเดือนแรกของปี กำไรของกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 15.2% แตะ 1.0246 ล้านล้านหยวน ตัวเลขนี้ช่วยยืนยันว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นแค่การผลิตมากขึ้น แต่ผลประกอบการเองก็ปรับดีขึ้นด้วย จึงไม่แปลกที่ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นหนึ่งในฐานหลักของ เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรก

    แต่ถ้าจะบอกว่า เศรษฐกิจจีน โตเพราะอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะภาคบริการก็เด่นมากเช่นกัน มูลค่าเพิ่มของภาคบริการโต 5.2% โดยกลุ่มที่โตเร็วมากคือ บริการเช่าและธุรกิจ 12.2% บริการข้อมูล ซอฟต์แวร์ และไอที 10.6% การเงิน 6.5% ส่วนขนส่ง คลังสินค้า ไปรษณีย์ และที่พัก-อาหาร โต 4.3% เท่ากัน ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ไม่ได้มีแค่ “โรงงานกับการส่งออก” แต่กำลังมีเศรษฐกิจภาคบริการ (Service economy) ที่โตเร็วขึ้นในกลุ่มบริการสมัยใหม่ โดยเฉพาะบริการที่เชื่อมกับเทคโนโลยีและธุรกิจองค์กร

    ถ้ามองเฉพาะเดือนมีนาคม ดัชนีผลผลิตภาคบริการโต 5.0% ขณะที่กลุ่มข้อมูล ซอฟต์แวร์และไอทีโตถึง 11.8% บริการเช่าและธุรกิจให้เช่าโต 10.1% และการเงินโต 6.7% ดัชนีกิจกรรมภาคบริการอยู่ที่ 50.2 และดัชนีคาดการณ์อยู่ที่ 54.8 ซึ่งสะท้อนว่า service sector ยังอยู่ในโซนขยายตัว ไม่ใช่ฟื้นแบบเปราะบางอย่างเดียว นี่ทำให้บทวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐกิจจีน ในปี 2026 ต้องเปลี่ยนจากกรอบเดิมที่พูดแค่ “จีนพึ่งอุตสาหกรรม” ไปสู่กรอบที่เห็นทั้งอุตสาหกรรมขั้นสูงและบริการสมัยใหม่กำลังโตคู่กัน

    ในมิติของอุปสงค์ภายใน ยอดค้าปลีกรวมในไตรมาสแรกอยู่ที่ 12.77 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 2.4% เร็วขึ้นจากปลายปี 2025 อยู่ 0.7% โดยหากแยกตามพื้นที่จะพบว่าการใช้จ่ายในชนบทเติบโต 3.1% สูงกว่าในเขตเมืองที่ 2.3% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของการบริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เริ่มกระจายไปยังพื้นที่นอกเมืองมากขึ้น

    แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ในชนบทที่เติบโตเร็วกว่าเขตเมือง รวมถึงผลของนโยบายภาครัฐที่มุ่งขยายการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน การค้าดิจิทัล และตลาดผู้บริโภคในพื้นที่ระดับรอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่สูงกว่าในชนบทส่วนหนึ่งยังสะท้อนฐานที่ต่ำกว่า จึงยังไม่สามารถตีความว่าเป็นการขยายตัวของการบริโภคในวงกว้างอย่างเต็มรูปแบบ

    เมื่อพิจารณาร่วมกับโครงสร้างการใช้จ่าย จะพบว่าค้าปลีกสินค้าเติบโต 2.2% ขณะที่รายได้จากร้านอาหารและการจัดเลี้ยงเติบโต 4.2% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในยังอยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และมีความไม่สมดุลระหว่างสินค้าและบริการ โดยการใช้จ่ายด้านบริการฟื้นตัวได้ดีกว่าในระยะนี้

    การค้าปลีกภาคบริการในไตรมาสแรกโต 5.5% เท่ากับปีก่อนหน้า โดยบริการที่โตเร็วคือบริการสื่อสารและข้อมูล บริการที่ปรึกษาด้านท่องเที่ยว และบริการด้านวัฒนธรรม กีฬา และสันทนาการ ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะบ่งชี้ถึง “การใช้จ่ายของคนจีนไม่ได้หายไป” แต่กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่การใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเดินทาง และเศรษฐกิจดิจิทัล

    เมื่อพูดถึงการเติบโตของภาคบริการในจีน “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโมเดลการบริโภครูปแบบใหม่ในจีนที่เน้นภาคบริการมาก โดยเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเดินทางของจีนในปี 2025 โต 9.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 4.1% มาก และถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป จีนอาจกลายเป็นเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงปลายทศวรรษนี้ได้

    ขณะเดียวกัน จีนรับนักท่องเที่ยวขาเข้า 154.5 ล้านคนในปี 2025 เพิ่มขึ้น 17.1% และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศแบบฟรีวีซ่า 30.08 ล้านคน เพิ่มขึ้น 49.5% รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในจีนไม่ได้ฟื้นแค่เชิงปริมาณ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของจีน เพราะเชื่อมทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เทคโนโลยี และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ตัวอย่างอย่างการใช้ AR/VR ในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว หรือการสร้างประสบการณ์ immersive ผ่านเนื้อหาดิจิทัล ล้วนทำให้การบริโภคบริการมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    โครงสร้างค้าปลีกเองก็มีจุดน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้าม NBS ระบุว่า ยอดขายสินค้าอุปโภคพื้นฐานและสินค้าบางประเภทที่สะท้อนการยกระดับการบริโภคโตค่อนข้างเร็ว โดยอาหารและของใช้จำเป็นโต 10.0% เสื้อผ้าและสิ่งทอ 9.3% อุปกรณ์สื่อสาร 20.8% และทองคำเครื่องประดับ 12.6% นี่สะท้อนว่าแม้ค้าปลีกโดยรวมจะไม่ได้เร่งตัวแรง แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและหมวดที่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงไลฟ์สไตล์

    ในส่วนของการบริโภคออนไลน์ ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ทำให้เห็นว่าออนไลน์ไม่ได้เป็นแค่ e-commerce สำหรับสินค้ากายภาพอีกต่อไป โดยยอดค้าปลีกออนไลน์รวมสินค้าและบริการแตะ 4.98 ล้านล้านหยวน โต 8.0% โดยสินค้ากายภาพโต 7.5% และบริการออนไลน์โต 8.8% ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจีนกำลังขยับจาก goods-based consumption (การบริโภคที่เน้นสินค้า) ไปสู่ service-based และ digital-based consumption (การบริโภคที่เน้นบริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล) มากขึ้น

    แม้จะเติบโตดีในภาคอื่น แต่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างก็ยังอยู่ชัด ยิ่งโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 11.2% พื้นที่ขายอาคารใหม่ลดลง 10.4% และมูลค่าการขายลดลง 16.7% จุดนี้สำคัญมาก เพราะอสังหาริมทรัพย์ในจีนไม่ใช่แค่ภาคเศรษฐกิจหนึ่ง แต่เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งหลักของครัวเรือน เมื่อภาคนี้ยังไม่ฟื้น ความเชื่อมั่นและพฤติกรรมใช้จ่ายของประชาชนก็ยากจะเร่งขึ้นอย่างเต็มที่ ต่อให้รายได้ดีขึ้นหรือภาคบริการเริ่มฟื้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อุปสงค์ภายในยังไม่สามารถขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักได้แบบเต็มตัว

    ในฝั่งการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 1.7% พลิกจากการติดลบทั้งปีที่แล้ว และหากตัดอสังหาริมทรัพย์ออก การลงทุนจะโตถึง 4.8% นี่ชี้ชัดว่า “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบการลงทุน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโต 8.9% การผลิตโต 4.1% และการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคโต 7.4% โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานโต 28.3% อากาศยานและอวกาศโต 19.0% และบริการข้อมูลโต 20.9% ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในจีนกำลังค่อยๆ ย้ายจากภาคเก่าไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคตมากขึ้น

    สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ยังสะท้อนว่า ภาครัฐของจีน กำลังส่งสัญญาณชัดว่าต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และพยายามดึงเอกชนเข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ข้อมูล private investment ที่ลดลง 2.2% ก็ชี้ว่าเอกชนยังระมัดระวังอยู่ไม่น้อย

    ถัดมาคือการค้าระหว่างประเทศ ในภาพรวมของไตรมาสแรกนี้ มูลค่าการค้าโต 15.0% โดยส่งออกโต 11.9% และนำเข้าโต 19.6% สินค้ากลุ่มเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกโต 18.3% ภาคเอกชนมีสัดส่วนการค้า 57.3% และการค้ากับประเทศในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) โต 14.2% ภาพนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการค้าของจีนยังปรับตัวและ diversify ต่อเนื่อง

    แต่ถ้าซูมเข้าไปเฉพาะเดือนมีนาคม จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือ ส่งออกโตเพียง 2.5% แต่การนำเข้าพุ่ง 27.8% ความไม่สมดุลนี้ไม่ได้หมายความว่า อุปสงค์ภายในประเทศพุ่งอย่างเดียว หากพิจารณาในหมวดหมู่นำเข้าต่างๆ พบว่า มูลค่านำเข้าเพิ่มเร็วกว่าปริมาณส่งออกอย่างชัดเจน เช่น

    • IC มูลค่าเพิ่มราว 54% แต่ปริมาณเพิ่มราว 14%
    • ทองแดงมูลค่าเพิ่มเกือบ 67% แต่ปริมาณเพิ่มเพียงประมาณ 10%
    • ปุ๋ยมูลค่าเพิ่มเกือบ 59% แต่ปริมาณเพิ่มราว 27%

    รูปแบบนี้บ่งชี้ว่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นในเดือนมีนาคมมีลักษณะการขับเคลื่อนด้วยราคา หรือ price-driven มากกว่า ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ หรือ volume-driven ซึ่งพูดง่ายๆ คือจีนต้อง “จ่ายแพงขึ้น” มากกว่าที่ “ใช้มากขึ้น” และนี่เชื่อมตรงกับความผันผวนจากภายนอก โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบจึงพุ่งขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอกไม่ได้สะท้อนเฉพาะในข้อมูลการนำเข้าเท่านั้น แต่เริ่มปรากฏในระดับราคาภายในประเทศด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 0.9% เร่งขึ้นจากปลายปี 2025 โดยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.0% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเคยติดลบต่อเนื่องก่อนหน้านี้ หดตัวเพียง -0.6% ในไตรมาสแรก และกลับมาเป็นบวก 0.5% ในเดือนมีนาคม

    ดังนั้น ภาพรวมของราคาจึงสะท้อนสถานการณ์ที่ เศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญ “แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอก” มากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์ภายใน โดยแรงกดดันดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในภาคการผลิตก่อน และกำลังค่อยๆ ส่งผ่านเข้าสู่ระดับราคาผู้บริโภค

    ในด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเขตเมืองเฉลี่ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 5.3% และ 5.4% ในเดือนมีนาคม ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ตั้งไว้ราว 5.5% สะท้อนว่าตลาดแรงงานโดยรวมยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่วางไว้

    ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแรงกดดันในทุกกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในช่วงปลายปี 2025 ระบุว่า ปี 2026 จีนจะมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 12.7 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังอยู่ในระดับสูงราว 16% แม้จะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2026

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มการจ้างงาน เช่น 51job และ Zhaopin.com บ่งชี้ว่า โครงสร้างของตลาดแรงงานกำลังปรับตัว ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นในภาคเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความต้องการวิศวกร AI ที่สูงกว่าซัพพลายประมาณ 3 เท่า ขณะที่ความนิยมของภาคอสังหาริมทรัพย์และอินเทอร์เน็ตแบบเดิมลดลง

    เมื่อพิจารณาร่วมกัน แนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด (skill mismatch) มากกว่าการขาดแคลนตำแหน่งงานในภาพรวม กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะยังสามารถสร้างงานในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาคส่วนเหล่านี้ได้ทัน

    ในฝั่งนโยบาย ภาครัฐจีน เริ่มขยับชัดเจนมากขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันในตลาดแรงงานที่มีลักษณะเชิงโครงสร้าง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรระยะสั้นหรือ “mini-degrees” ที่ใช้เวลาเพียง 3–12 เดือน ควบคู่กับการขยายหลักสูตรอาชีวะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐในการแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับตลาดตามที่กล่าวข้างต้น

    ทั้งนี้ สามารถอธิบายได้อีกว่า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ทำให้ความสามารถของเศรษฐกิจในการดูดซับแรงงานในบางภาคส่วนลดลง โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นและงานที่ใช้ทักษะต่ำ โดยข้อมูลสำรวจจาก 51job ยังชี้ว่าแรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่า AI เป็นความเสี่ยงหลักต่ออาชีพในระยะยาว และกว่าครึ่งเชื่อว่างานพื้นฐานจำนวนมากจะถูกแทนที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    นักเศรษฐศาสตร์จีน เริ่มออกมาเตือนว่า ปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนจีนรุ่นใหม่อาจลุกลามเป็นความเสี่ยงทางสังคมในระยะยาว หากไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับแรงงานได้ทัน ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และขยายภาคบริการเพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างงาน

    ดังนั้น ท่าทีของภาครัฐจีนทั้งปีที่ผ่านมา ปีนี้ และอนาคตอันใกล้ จึงไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาระดับการจ้างงานในเชิงปริมาณ แต่เป็นการพยายาม “ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยใช้ทั้งการปฏิรูประบบการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการขยายภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการดึงดูดแรงงานในระยะยาว

    เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เศรษฐกิจที่ยังโตได้ดี แต่เป็นเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนฐานการเติบโตอย่างจริงจัง ฝั่งที่แข็งแรงคืออุตสาหกรรมขั้นสูง การผลิตไฮเทค ภาคพลังงานสะอาด และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะที่ฝั่งที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคืออสังหาริมทรัพย์ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มปรากฏในข้อมูลจริงแล้ว โดยเฉพาะในภาคการค้าและต้นทุนการนำเข้า

    สุดท้ายนี้ โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจจีนในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะรักษาเป้าหมาย 4.5 ถึง 5% ตามที่ตั้งเป้าไว้ ได้หรือไม่ แต่คือการที่จีนจะสามารถทำให้เครื่องยนต์ใหม่อย่างเทคโนโลยี พลังงานสะอาด บริการ และการบริโภคภายใน โตเร็วพอที่จะชดเชยแรงเสียดทานจากอสังหาริมทรัพย์และโลกภายนอกได้หรือไม่ หากทำได้ จีนจะไม่ได้แค่ “โตท่ามกลางแรงกดดัน” แต่จะกำลังวางฐานเศรษฐกิจชุดใหม่อย่างแท้จริง

    เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/world/economics/1230189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pNZkThe9zOsgpyEJGsGZF

  • ‘เอกนิติ’ นำทีมเศรษฐกิจถก IMF – เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ‘เอกนิติ’ นำทีมเศรษฐกิจถก IMF – เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ในประเด็นที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2569 เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม และหารือถึงนโยบายที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับกรรมการจัดการ IMF เพื่อยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2569 โดยการเตรียมงานด้านการจัดจ้างและโลจิสติกส์มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเน้นความมุ่งมั่นของไทยในการจัดงานให้ประสบความสำเร็จในระดับสากล   

    ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า   
     

    'เอกนิติ' นำทีมเศรษฐกิจถก IMF - เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้ 'เอกนิติ' นำทีมเศรษฐกิจถก IMF - เวิลด์แบงก์ ย้ำความพร้อมไทย เจ้าภาพจัดประชุม ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976266&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CGutbx2TJitHaoXcy9n_w

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 19 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 19 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 19 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 19 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 19/4/2569 เวลา 09.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 19 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 64.08 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 19 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949692/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G4f6pnq6YCXoW52rg1w0O

  • ไขคำตอบ! ทำไมวิกฤตพลังงานโลกราคา “ดีเซล” ถึงพุ่งแรงกว่า “เบนซิน” เสมอ

    ไขคำตอบ! ทำไมวิกฤตพลังงานโลกราคา “ดีเซล” ถึงพุ่งแรงกว่า “เบนซิน” เสมอ

    เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2569 โรเบิร์ต เรเปียร์ วิศวกรเคมีในอุตสาหกรรมพลังงาน วิเคราะห์ว่า ในโลกแห่งตลาดพลังงาน เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับภูมิภาค รูปแบบราคาที่มักจะปรากฏซ้ำรอยเดิมคือการที่น้ำมันดีเซลพุ่งทะยานสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าน้ำมันเบนซิน

    ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ระบุว่า นับตั้งแต่ความขัดแย้งในอิหร่านปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 6 เม.ย. ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.11 ดอลลาร์/แกลลอน ในขณะที่น้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 1.75 ดอลลาร์/แกลลอน ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนหลายประการ

    1.คลังสำรองน้ำมันที่ดีเซลมีน้อยกว่า

    โดยปกติแล้วน้ำมันเชื้อเพลิงกลั่น ซึ่งรวมถึงดีเซลและน้ำมันทำความร้อน จะมีปริมาณสำรองในคลังต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน เมื่อเกิดวิกฤตจึงไม่มี “กันชน” ที่เพียงพอในการดูดซับแรงกระแทกจากอุปทานที่ขาดหายไป ผิดกับเบนซินที่มีความยืดหยุ่นด้านการเก็บรักษาและการผลิตในท้องถิ่นมากกว่า

    2.ความเป็นเชื้อเพลิงระดับโลก

    น้ำมันเบนซินมักถูกผลิตและบริโภคภายในภูมิภาค แต่ดีเซลคือเชื้อเพลิงหลักของพาณิชย์นาวี การขนส่งทางบกข้ามทวีป และอุตสาหกรรมหนัก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลกได้รับผลกระทบ ราคาดีเซลทั่วโลกจึงถูกดีดตัวขึ้นทันทีเนื่องจากมีการซื้อขายและเชื่อมโยงกันในตลาดโลกอย่างเหนียวแน่น แม้ประเทศนั้น ๆ จะไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางโดยตรงก็ตาม

    3.ความไม่ยืดหยุ่นของอุปสงค์

    เมื่อราคาน้ำมันเบนซินแพง ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลสามารถเลือกขับรถให้น้อยลงหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะทดแทนได้ แต่น้ำมันดีเซลคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ รถบรรทุกส่งสินค้า รถไฟขนส่ง เรือเดินสมุทร เครื่องจักรในงานก่อสร้างและเกษตรกรรม ไม่สามารถหยุดการทำงานได้เพียงเพราะราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ที่เกษตรกรมีความต้องการใช้ดีเซลสูงที่สุด ส่งผลให้แรงกดดันด้านราคายิ่งทวีความรุนแรง

    4.โรงกลั่นไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ

    กระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ 1 บาร์เรลจะได้สัดส่วนของดีเซลและเบนซินที่ค่อนข้างคงที่ การจะเพิ่มกำลังการผลิตดีเซลให้มากขึ้นอย่างกะทันหันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคนิคและคุณภาพของน้ำมันดิบ รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ยิ่งในช่วงที่โรงกลั่นส่วนใหญ่เร่งผลิตเบนซินเพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อน ความยืดหยุ่นในการผลิตดีเซลจึงยิ่งลดน้อยลงไปอีก

    บทสรุปของปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซลคือ “เชื้อเพลิงทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญเชิงระบบสูงมาก เมื่อราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าทุกประเภทก็จะขยับตามทันที ตั้งแต่ราคาอาหาร วัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ดีเซลกลายเป็นกลไกหลักในการส่งผ่านอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ต่างจากเบนซินที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงในฐานะเจ้าของรถยนต์เป็นหลักเท่านั้น

    อ่านข่าว :

    ตร.เปิดคลิปเสียงคล้าย “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ 246 บาท – สั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา

    ขนส่งฯ ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือค่าน้ำมัน ถึง 24 เม.ย.69

    เกาหลีใต้โล่งอก! จับ “นึกกู” หมาป่าคืนสวนสัตว์ หลังหนีเที่ยว 9 วันเต็ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UiMgxlVXvxzU-bAUyo-BC

  • สส.รอมฎอน ชี้ “คำขอโทษ” นายกฯ-มทภ.4 ช่วยคลายตึงเครียดไฟใต้ แต่ยังไม่พอฟื้นความเชื่อมั่น

    สส.รอมฎอน ชี้ “คำขอโทษ” นายกฯ-มทภ.4 ช่วยคลายตึงเครียดไฟใต้ แต่ยังไม่พอฟื้นความเชื่อมั่น

    วันที่18 เมษายน 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า [ คำขอโทษ ความตึงเครียดที่ผ่อนคลาย และความท้าทายที่รออยู่ในไฟใต้ ] — ในระหว่างการลงพื้นที่ชายแดนใต้ 6 ชั่วโมงของนายกรัฐมนตรีและคณะในเมื่อวานนี้มีไฮไลท์สำคัญคือคำกล่าวขอโทษของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ในระหว่างการแถลงข่าว และคำขอโทษของท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน. ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญในการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายวัน

    อย่างไรก็ตาม ปฏิกริยาของผู้คนก็มีอยู่อย่างหลากหลายครับ ทั้งที่เห็นว่าท่านแม่ทัพฯ ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอโทษใด ๆ เนื่องจากคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าท่านได้แสดง #ความกล้าหาญ ในการสะท้อนภาพ #ความเป็นจริง แง่มุมนี้พบเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ดาดดื่น

    แต่ในทางกลับกัน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่น้อยก็รู้สึกว่าคำขอโทษเหล่านั้นไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตเพื่อที่เราจะเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ดังนี้ครับ

    ประการแรก คำกล่าวขอโทษเป็นการแสดงท่าทีที่อ่อนลงและเป็นวิธีในการคลี่คลายความตึงเครียดได้ดีเยี่ยม แต่ประเด็นก็คือเป็นคำขอโทษต่อความผิดอะไร? หรือจากคำพูดในประเด็นใด? เพราะหากไล่เรียงดูดี ๆ คำพูดที่เป็นประเด็นและสร้างผลสะเทือนต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คือคำกล่าวในระหว่างการปิดไมค์ที่ระบุถึงเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ (#ถ้าเป็นผม) ในขณะที่คำพูดอีกชุดหนึ่งคือการกล่าวอ้างว่าสถาบันการศึกษาศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะของผู้ก่อการร้าย ซึ่งท่านให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในอีกวาระหนึ่ง

    ทั้งสองประเด็นข้างต้นส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนแตกต่างกันครับ ปฏิกริยาของผู้คนในพื้นที่ต่อคำพูดที่พาดพิงสถาบันการศึกษาอย่างเหมารวมนั้นสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง กระทั่งเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาทั้งโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ปอเนาะ และตาดีกา ต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องความรับผิดชอบของท่านแม่ทัพฯ พร้อมทั้งเสนอให้มีการย้ายท่านออกจากตำแหน่ง

    ดูเหมือนว่าคำขอโทษจะตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องดังกล่าวไปบ้างแล้ว

    ในการแถลงข่าวสั้น ๆ เมื่อวานนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามต่อเนื่องถึงคำพูดในขณะปิดไมค์ กลายเป็นว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นผู้นำการแถลงข่าวกลับเป็นผู้ชิงตอบแทน โดยเน้นย้ำว่านี่เป็น #ความเห็นส่วนตัว และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจและขอให้ได้รับการให้อภัยไม่แตกต่างกัน

    จึงทำให้คำขอโทษของท่านแม่ทัพในวันนี้ดูเหมือนจะเป็นการยอมรับผิดต่อประเด็นที่พาดพิงกับสถาบันสอนศาสนาเป็นด้านหลักเท่านั้น

    เรามารับทราบจากการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ในอีกช่วงหนึ่งว่าท่านได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านแม่ทัพและหากไม่ติดอะไรก็ขอให้มีการขอโทษต่อประชาชน ท่าทีของท่านแม่ทัพจึงเหมือนจะเป็นการตอบสนองต่อข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ของท่านนายกฯ เองครับ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คาใจประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยก็คือคำกล่าวอ้างที่คลุมเครือและถูกตีความว่าเป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการใช้กำลัง โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงความชอบธรรมหรือความชอบด้วยกฎหมายใด ๆ ซึ่งในบริบทของสถานการณ์ความขัดแย้งและอ่อนไหวเปราะบางเช่นนี้ ยิ่งทำให้ความกังวลและหวาดระแวงที่มีมอยู่แต่เดิมถูกขยายออกไป ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าเหตุการณ์ลอบสังหาร สส. ที่มีองค์ประกอบของข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ อดีตเจ้าหน้าที่ และรถยนต์ของทางราชการนั้นทำให้ผู้คนกังวลว่าคดีนี้จะไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจริง

    คำพูดของผู้นำหน่วยที่มีความรับผิดรับชอบด้านความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ กลายเป็นการตอกย้ำและยืนยันความเชื่อเดิมอยู่แล้ว ยิ่งสร้างความระแวงสงสัยหนักขึ้นกว่าเดิม การจะปลดล็อคความรู้สึกเช่นนี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่ง่ายครับ

    ประการที่สอง ตลอดสองทศวรรษนั้น คำขอโทษทำงานมาแล้วหลายห้วงเวลา ถ้าทุกท่านจำได้ เหตุการณ์สำคัญอย่างโศกนาฏกรรมตากใบเป็นที่มาของคำขอโทษจากปากผู้นำทางการเมืองมาก่อนแล้ว ต่างกรรมต่างวาระ เท่าที่ผมรวบรวมเอาไว้มีอยู่อย่างน้อย 5 ครั้ง คือ

    1) คำขอโทษของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 เป็นการกล่าวขอโทษต่อหน้าผู้นำมวลชนที่ปัตตานีแทนรัฐบาลก่อนหน้า (รัฐบาลทักษิณ) ที่เพิ่งถูกทำรัฐประหารไป
    2) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัฒน์ อดีตนายกฯ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ในรายการตอบโจทย์ของ ThaiPBS หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่น้องสาวของท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
    3) คำขอโทษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในรายการออนไลน์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 ในวาระครบรอบ 18 ปี ของเหตุการณ์
    4) คำขอโทษของ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 หรือ 1 วันก่อนอายุความของคดีตากใบจะสิ้นสุดลง
    และ 5) คำขอโทษของท่านทักษิณฯ อีกครั้งในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ในระหว่างการลงพื้นที่นราธิวาสในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน

    คำขอโทษต่อเหตุการณ์รุนแรงระดับโศกนาฏกรรมเช่นนี้มีน้ำหนักอยู่พอสมควร เพราะผู้นำรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ยอมรับว่าเกิดความผิดพลาดจากการบริหารหรือการกระทำของรัฐ จึงกล่าวขอโทษต่อสาธารณะ

    แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ให้ความใส่ใจมากกว่าคือการทวงความยุติธรรมและความรับผิดรับชอบของผู้ที่มีส่วนต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว คำขอโทษเหล่านี้จะทรงพลังและมีผลต่อความคิดจิตใจของประชาชนอย่างมาก หากมาพร้อมกับการกระทำที่เอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะการเปิดเผยความจริงและอำนวยความยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา

    เพราะจะเป็นหลักประกันมากพอที่ยืนยันว่าสิ่งเลวร้ายในอดีตนั้น จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก

    เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของคำขอโทษข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่าคำพูดของผู้นำนั้นต้องการรูปธรรมที่ยืนยันหนักแน่นพอครับ

    เมื่อวานนี้ เราได้รับการยืนยันว่าการดำเนินคดีการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ จะได้รับความใส่ใจจากนายกฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ความกังวลว่าจะสืบสาวไปยังผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่นั้นก็ยังคงเป็นคำถามสำคัญอยู่ แม้แต่ผู้ประสบเหตุโดยตรงอย่าง สส.กมลศักดิ์ เองก็เปรยถึงเรื่องนี้หลังการพบปะกับนายกฯ แบบปิดห้องคุยกันที่บ้านศรียะลา จนถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า #ผู้ต้องหา คนสำคัญที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่าง ๆ นั้นกำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี การทำสำนวนของตำรวจยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ เรายังพบเห็นปฏิบัติการข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าแพร่มลทินต่อผู้สื่อข่าว นักการเมือง และผู้นำของภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้วันนี้นายกฯ จะรับหนังสือร้องเรียนของผู้สื่อข่าวไปแล้ว แต่ตลอดทั้งวันเราแทบจะไม่เห็นการสื่อสารที่จะเอาจริงเอาจังเรื่องนี้

    คำถามจึงอยู่ที่ว่าคำขอโทษของทั้งสองท่านในวันนี้จะมีความหมายอย่างไร? หากหน้าที่ของคำขอโทษมีไว้เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอกับผู้ให้ ตกลงแล้วคำขอโทษสั้น ๆ เมื่อวานนี้จะทำหน้าที่ของมันได้หรือไม่

    สำหรับผมแล้ว คำขอโทษเหล่านี้มีคุณค่าอยู่บ้างครับ มันผ่อนคลายความตึงเครียดที่ทำให้แม่ทัพเผชิญหน้ากับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในแง่หนึ่ง คำกล่าวเหล่านี้ได้ลดทอนน้ำหนักของข้อเรียกร้องให้มีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 จากเครือข่ายโรงเรียนสอนศาสนาลงไประดับหนึ่ง แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าคำขอโทษเหล่านี้จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้หรือไม่?
    คงต้องทิ้งท้ายตรงนี้ตรง ๆ ว่าหากท่านแม่ทัพฯ จะยังได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ต่อไปอีกสักระยะ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะระดับความเชื่อมั่นไว้วางใจต่อท่านนถูกลดทอนลงไปไม่น้อยครับ ช่วงเวลานี้คงเป็นบททดสอบสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ซึ่งอาจต้องอาศัยทั้งความต่อเนื่องของการสื่อสาร และการแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ

    เรายังต้องติดตามต่อไปว่าบรรดามาตรการที่ค่อนข้างแข็งกร้าวก่อนหน้านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่และอย่างไร ซึ่งรวมไปถึงแนวทางและการสื่อสารของภาครัฐทั้งที่เปิดเผยและปิดลับนั้นจะสร้างความเชื่อมั่นและบรรเทาความขัดแย้งและตึงเครียดได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/142129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kEnGC0u4QZkb2Us-nAiPL

  • “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    “ก่อแก้ว” จัดหนักแจกลอตเตอรี่ 500 คู่ คนเสื้อแดง รอรับ “ทักษิณ” กลับบ้าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 18 เม.ย. 2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงการเตรียมรับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพักโทษ ในวันที่ 11 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยระบุว่า 

    “ทักษิณ ชินวัตร” คือผู้ที่ผมเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก 

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย

    “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน Otop 

    “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา” ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน  

    “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย” ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย “คืนศักดิ์ศรี” แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน 

    โดยการปฏิรูประบบราชการให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญ คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ  

    ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้ อีกไม่เกิน 1 เดือน ในวันที่ 11 พ.ค. นี้ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน

    ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้ แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจก “ล็อตเตอรี่” ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ

    • วันที่ 19 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 26 เมษา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 3 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 100 คู่
    • วันที่ 10 พฤษภา แจกล็อตเตอรี่ 200 คู่

    จะแจกเวลา 11.30 น. ตามกติกาคือ ใครไปก่อน ก็จะได้ก่อน พบกับ 19 เมษาฯ นี้ 11.30 น. เป็นต้นไปที่เรือนจำคลองเปรมครับ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเปิดกลยุทธ์ ของนายก่อแก้ว อดีตนักเคลื่อนไหวตัวเอ้ของมวลชนเสื้อแดงนั้น คาดว่าทางพรรคเพื่อไทยจะใช้การแจกล็อตเตอรี่จำนวนมาก เพื่อดึงมวลชนคนเสื้อแดงให้กลับมาร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณและสร้างกระแสให้ประชาชนเห็นว่ายังคงมีผู้ชื่นชอบนายทักษิณฯ และพรรคเพื่อไทยอยู่เป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/616044&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hwvgrqnPDehTUG_ahOvPV

  • ชี้ ‘ภิกษุ’ ถูกต้องกายสตรี ‘มีความกำหนัด-จิตแปรปรวน’ ต้อง ‘อาบัติหนัก’ | เดลินิวส์

    ชี้ ‘ภิกษุ’ ถูกต้องกายสตรี ‘มีความกำหนัด-จิตแปรปรวน’ ต้อง ‘อาบัติหนัก’ | เดลินิวส์

    หลังจากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพ สีกาหอมแก้มพระสงฆ์ โดยเหตุเกิดที่อ.ปากช่อง จ.นครราชีสีมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม โดยต่อมาทางคณะสงฆ์อำเภอปากช่อง ได้ตรวจสอบพบว่าพระรูปดังกล่าวมาจากวัดป่าเทพธรรมาราม จ.ร้อยเอ็ด และทางเจ้าอาวาสได้พยายามติดต่อพระรูปดังกล่าวมาพิจารณาโทษตามพระธรรมวินัย แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้นั้น

    พระมหาใจ เขมจิตฺโต ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก จ.เขมจิตต์ ว่า มารยาของพระกับสตรี ว่า กุลบุตร เมื่อตัดสินใจอุปสมบทเป็น “ภิกษุ” ในพุทธศาสนาแล้ว จะต้องอบรมตนในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ท่านจัดศีลเป็นข้อต้นของระบบการพัฒนาตนในฐานะนี้ เพราะเป็นเรื่องที่แยกได้ชัดเจนว่า กิริยาและคำพูดของผู้บวชแล้วต่างจากผู้ที่ไม่บวชอย่างไร เพื่อให้ระวังสิกขาบทที่หนักที่สุด เพราะเมื่อละเมิดแล้วจำต้องหมดสถานภาพพระทันที และจะต้องระวังสิกขาบทที่หนักรองลงมา เรียกว่าครุกาบัติเช่นเดียวกัน ถึงแม้แก้ไขได้ด้วยการอยู่ปริวาสกรรม ประพฤติมานัต จนถึงสงฆ์อัพภานให้ เรียกรวมว่าประพฤติวุฏฐานวิธี แต่จัดเป็นเรื่องหนักที่ยากต่อการฟื้นศรัทธาเช่นในยุคปัจจุบันที่โลกสื่อสารรวดเร็วเช่นนี้

    ถ้าสังเกตในสิกขาบทที่เกี่ยวข้องตรงๆ จะขอยกตัวอย่างอาบัติสังฆาทิเสสข้อที่ 2 ชื่อว่า กายสังสัคคะสิกขาบท ว่าด้วยการถูกต้องกายมาตุคาม สิกขาบทบาลีว่า โย ปะนะ ภิกขุ โอติณโณ วิปะริณะเตนะ จิตเตนะ มาตุคาเมนะ สัทธิง กายะสังสัคคัง สะมาปัชเชยยะ , หัตถะคาหัง วา  เวณิคาหัง วา อัญญะตะรัสสะ วา อัญญะตะรัสสะ วา อังคัสสะ ปะรามะสะนัง , สังฆาทิเสโส ฯ แปลว่า อนึ่ง ภิกษุใดกำหนัดแล้ว มีจิตแปรปรวนแล้ว ถึงความเคล้าคลึงด้วยกายกับมาตุคาม จับมือก็ตาม จับช้องผมก็ตาม ลูบคลำอวัยวะอันใดอันหนึ่งก็ตาม เป็นสังฆาทิเสส ฯ

    ในพระวินัยปิฎก ท้ายสิกขาบทนี้ ท่านอธิบายศัพท์ว่า ภิกษุไว้หลายนัย เพื่อนิยามความหมายให้ครอบคลุม อธิบายศัพท์ว่า มาตุคาม คือผู้หญิง แก่ประเภทใดบ้าง อธิบาย เพื่อจำกัดความหมายคำว่ามือ, ซ้องผม, อวัยวะ และกิริยาจับต้อง รวมถึงอธิบายพฤติกรรมการจับต้องกายมาตุคาม ดังนี้ ที่ชื่อว่า ลูบคลำ คือ ถูก คลำ ลูบลง ลูบขึ้น ทับ อุ้ม ฉุด ผลัก กด บีบ จับ ต้อง ฯ และอธิบายกิริยาแต่ละอย่างนั้น โดยละเอียด ดังนี้

    ที่ชื่อว่า ถูก คือเพียงถูกต้อง ที่ชื่อว่า คลำ คือจับเบาๆ ไปข้างโน้นข้างนี้ ที่ชื่อว่า ลูบลง คือลูบลงเบื้องล่าง ที่ชื่อว่า ลูบขึ้น คือลูบขึ้นเบื้องบน ที่ชื่อว่า ทับ คือกดข้างล่าง ชื่อว่า อุ้ม คือยกขึ้นข้างบน ที่ชื่อว่า ฉุด คือรั้งมา ที่ชื่อว่า ผลัก คือผลักไป ที่ชื่อว่า กด คือจับอวัยวะกดลง ที่ชื่อว่า บีบ คือบีบกับวัตถุบางอย่าง ที่ชื่อว่า จับ คือ จับเฉยๆ ที่ชื่อว่า ต้อง คือเพียงต้องตัว ฯ

    ดังนั้นในกรณีที่ภิกษุเป็นฝ่ายจับต้องด้วยลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังกล่าวมานี้จึงเป็นอาบัติสังฆาทิเสส รวมถึงพระวินัยธรสามารถชี้พฤติกรรมของมาตุคามที่ปฏิบัติกับภิกษุในลักษณะเดียวกันนี้ว่าเข้าข่ายเป็นอาบัติสังฆาทิเสสได้ แต่ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ส่วนในฝ่ายหญิงนั้น พระภิกษุจำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเช่นกัน ท่านห้ามมิให้อยู่ในที่ลับหูลับตาสองต่อสอง  เพราะเป็นเรื่องไม่แน่นอน อาจถูกกล่าวหาด้วยอาบัติได้

    ในเมืองพุทธศาสนา เราจึงมีเกณฑ์ตัดสิน เกณฑ์พิจารณาตามหลักพระธรรมวินัย  สำหรับดูพฤติกรรมของภิกษุและสตรี ว่าปฏิบัติถูกต้องและตรงต่อฐานะของตนหรือไม่ เป็นพระภิกษุละเมิดศีล ไม่สำรวมในไตรสิกขาหรือไม่ เป็นสตรี  ละเมิดขอบเขตของพุทธบริษัทหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5792482/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RDGKrJV8lYD9ntIEGWk5f

  • ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ทำไม “ทำเลรังสิต”อาจกำลังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่มาแรงที่สุด

    ในอดีต “รังสิต” อาจเป็นภาพจำของ “เมืองหน้าด่าน” (Gateway) ที่ผู้คนเพียงแค่ขับรถผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือและอีสาน แต่วันนี้ ทำเลดังกล่าว กำลังเกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ สู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” (New Economic Hub) ที่สมบูรณ์ในตัวเอง 

    ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการผสานกันของโครงข่ายคมนาคม อภิมหาโปรเจกต์จากภาคเอกชน และฐานทรัพยากรมนุษย์ที่แข็งแกร่ง จนกลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง 

    Central Rangsit ตัวเร่งปฏิกิริยาสู่ Super Regional Mall

    จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นข่าวโด่งดังและสั่นสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้ ก็คือการประกาศแลนด์มาร์คใหม่ของ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บนเนื้อที่กว่า 750 ไร่ ซึ่งถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.1 แสนล้านบาท

    • ใหญ่กว่าที่เคยมีมา: โครงการนี้มีขนาดใหญ่กว่า Central Phuket (110 ไร่) และ Central Chiangmai Airport (130 ไร่) หลายเท่าตัว
    • นิยามใหม่ของเมือง: ไม่ได้มีเพียงศูนย์การค้า แต่ยังรวมถึง อาคารสำนักงานเกรดเอ เพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติ, โรงแรมและศูนย์ประชุม รองรับงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ และที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม
    • Double Hub เชิงพาณิชย์: การมาถึงของ Central Rangsit เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งเดิมของ Future Park Rangsit และ Zpell จะสร้างแรงดึงดูดกำลังซื้อจากประชากรครอบคลุมทั้งปทุมธานี อยุธยา สระบุรี และกรุงเทพฯ ตอนเหนือทั้งหมด

    โครงข่ายคมนาคม “Seamless Mobility” ร่นระยะทาง

    ขณะที่สิ่งที่ทำให้รังสิตก้าวข้ามการเป็น “ชานเมือง” คือระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น …

    • ระบบราง: รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) ใช้เวลาเพียง 20-25 นาที และในอนาคต (ปี 2572) ส่วนต่อขยายรังสิต-มธ.ศูนย์รังสิต จะเชื่อม “นิเวศการศึกษา” เข้ากับเมืองอย่างสมบูรณ์ 
    • ระบบถนน: เป็นจุดบรรจบของถนนสายหลัก ทั้งวิภาวดี-รังสิต, พหลโยธิน, วงแหวนกาญจนาภิเษก และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-โคราช) ที่จะเป็นประตูสู่ภาคอีสานที่รวดเร็วที่สุด 
    • ทางอากาศ: ความใกล้ชิดกับท่าอากาศยานดอนเมือง ช่วยส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินและการท่องเที่ยว

    พลังของ “Education Hub”เครื่องจักรเศรษฐกิจที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง

    ข้อมูลจาก พฤกษา โฮลดิ้ง หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่เข้ามาปักหมุดพัฒนาโครงการในย่านรังสิตอย่างต่อเนื่อง ยังระบุว่า รังสิต คือ ศูนย์รวมสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประชากรนักศึกษารวมกันกว่า 124,030 คน

    • Demand ที่คงที่: นักศึกษาจาก มธ.รังสิต, ม.กรุงเทพ และ ม.รังสิต สร้างดีมานด์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และบริการตลอดทั้งปี 
    • Campus Condo: เกิดโมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนการเช่า (Rental Yield) เสถียร โดยนักพัฒนาเจ้าใหญ่ เช่น AssetWise, SC Asset และ Sansiri ต่างโดดลงมาเล่นในเซกเมนต์นี้อย่างเข้มข้น 
    • Silicon Valley ตอนเหนือ: การมี อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) ตั้งอยู่ใกล้เคียง ช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ดึงดูดบุคลากรทักษะสูงและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    อีกทั้ง ทำเลรังสิตยังเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ด้วยศูนย์การค้าและแหล่งไลฟ์สไตล์ครบครัน อาทิ Future Park, Zpell, , Robinson, Lotus’s และ Market Village รวมถึงตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เช่น ตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง ขณะเดียวกันยังมีโรงพยาบาลชั้นนำ เช่น โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลเปาโล รังสิต รองรับการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร

    ฐานอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ กระดูกสันหลังความมั่งคั่ง

    เบื้องหลังความคึกคักคือภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง จังหวัดปทุมธานีมีโรงงานกว่า 3,000 แห่ง และการจ้างงานมากกว่า 200,000 คน

    • Smart Warehouse: รังสิตกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของคลังสินค้าสมัยใหม่ รองรับการเติบโตของ E-commerce และเป็นจุดกระจายสินค้า (Cross-Docking) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค 
    • GPP ที่เติบโต: รายได้จากการขนส่งและเก็บสินค้าในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวถึง 3.7% สะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทรงพลัง 

    วิสัยทัศน์ TOD  จาก Urban Sprawl สู่ Walkable City

    อย่างไรก็ดี ความท้าทายของรังสิตในอนาคตคือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD)

    • 4D Model: มุ่งเน้นความหนาแน่น (Density) และความหลากหลาย (Diversity) ของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบสถานีในรัศมี 600-1,000 เมตร 
    • เมืองเดินได้: แผนแม่บทมุ่งหวังให้รังสิตเป็น “เมืองอัจฉริยะ” ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ภายใน 10 นาทีผ่านการเดินหรือจักรยาน ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล 

    ทั้งนี้ บทสรุป ข้อมูลจาก REIC (ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ )ระบุว่าดัชนีราคาที่ดินเปล่าในพื้นที่แถบนี้พุ่งสูงขึ้นถึง 18.3% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาที่ดินรอบสถานีคูคตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7.45% ด้วยปัจจัยหนุนทั้งผังเมืองใหม่ที่ปลดล็อกการพัฒนาอาคารสูง และการลงทุนแสนล้านจากภาคเอกชน รังสิต จึงไม่ใช่แค่ย่านที่อยู่อาศัย แต่กำลังจะเป็น “หัวรถจักร” ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ เข้ากับภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่มาตรฐานสากลในศตวรรษที่ 21 อย่างน่าสนใจอีกด้วย 

    ที่มา : REIC ,พฤกษา ,เซ็นทรัลพัฒนา ,ดีดีพร็อพเพอร์ตี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2927170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hzJ8Ih4ugzDQAyJfNhnHB

  • “สัมพันธ์” วอนรัฐเร่งปราบสินค้าผิดกฎหมาย ฟื้น “สุไหงโก-ลก”กลับสู่เมืองเศรษฐกิจชายแดน มั่นใจ หากช่วยกันดูแลจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง

    “สัมพันธ์” วอนรัฐเร่งปราบสินค้าผิดกฎหมาย ฟื้น “สุไหงโก-ลก”กลับสู่เมืองเศรษฐกิจชายแดน มั่นใจ หากช่วยกันดูแลจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง

    เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า จากกระแสที่หลายฝ่ายกล่าวถึงอำเภอสุไหงโก-ลกว่าเป็นพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่สุไหงโก-ลกเคยเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่รุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และเป็นประตูสำคัญของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ามาค้าขาย สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า หากเรายังปล่อยให้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดขยายตัวต่อไป ภาพลักษณ์ของเมืองจะยิ่งถูกบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้มาเยือนก็จะยิ่งลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลานเราในระยะยาว ในฐานะคนสุไหงโก-ลก ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง และขอฝากไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง อำเภอ รวมถึงทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ กวดขัน และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติของบ้านเรา

    “ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่แล้ว หากยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน และลดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ผมขอเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูสุไหงโก-ลกให้กลับมาเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเชื่อถืออีกครั้ง เพราะบ้านของเรา เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และผมเชื่อว่า หากเราจริงจังมากพอ สุไหงโก-ลกจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08ZGBQ7p-thGYAvTpnMBEj

  • “จตุพร” แนะ ทุกฝ่ายพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน หลังเอ่ยปากขอโทษกันแล้ว | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    “จตุพร” แนะ ทุกฝ่ายพูดคุยสร้างความเข้าใจกัน หลังเอ่ยปากขอโทษกันแล้ว | เข้มข่าวค่ำ | 18 เม.ย. 69

    จตุพร ชี้ ถึงแม้ แม่ทัพภาค 4 จะขอโทษแล้ว แต่ “ไอโอ”ยังไม่จบ ปลุกปั่นมุ่งล็อกให้พื้นที่ชายแดนใต้ไม่สงบ แนะพูดคุยผู้นำศาสนา ปรับเข้าใจปอเนาะ แลกเปลี่ยนผู้นำชุมชน กระทุ้ง “นายกฯอนุทิน” รื้อโครงสร้างพลังงาน เน้นเป็นรัฐบาลวิกฤตใช้กฎหมายเข้มข้น

    #แม่ทัพภาค4 #ชายแดนใต้ #จังหวัดชายแดนใต้ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zyPU4h0M7LEmzkY38CACE