Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี กัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

    สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย

    อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกินกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

    กมธ. มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ

    1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง
    2. จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

    ทั้งนี้ ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ (Startup) 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกอบการไทย 20% เช่น TikTok, eBay, Alibaba ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขั้นต่ำ 15% ภายในปี 2570

    1. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น
    2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำทรัพย์สินออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ
    3. ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริจาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท. หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-committee-proposes-tax-overhaul-to-tackle-rising-public-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtOEcjKcXfSsJJdH-cKOk

  • ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    วันที่ 19 เมษายน 2569 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จากกระแสที่หลายฝ่ายกล่าวถึงอำเภอสุไหงโก-ลกว่าเป็นพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทั้งที่สุไหงโก-ลกเคยเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่รุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และเป็นประตูสำคัญของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ามาค้าขาย สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้หากยังปล่อยให้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดขยายตัวต่อไป ภาพลักษณ์ของเมืองจะยิ่งถูกบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้มาเยือนก็จะยิ่งลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลานในระยะยาว

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ในฐานะคนสุไหงโก-ลก ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง และขอฝากไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง อำเภอ รวมถึงทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ กวดขัน และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ

    “ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่แล้ว หากยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน และลดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

    ผมขอเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูสุไหงโก-ลกให้กลับมาเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเชื่อถืออีกครั้ง เพราะบ้านของเรา เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และผมเชื่อว่า หากเราจริงจังมากพอ สุไหงโก-ลกจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง”นายสัมพันธ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hqjH98u5ad5AKsO8qZEmD

  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O93YAZPvdEm4-KDUfQack

  • คลิป ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ ถูกจู่โจมกะทันหัน FC แฉพฤติกรรม’แม่เฒ่า’ ระวัง | คมชัดลึก

    คลิป ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ ถูกจู่โจมกะทันหัน FC แฉพฤติกรรม’แม่เฒ่า’ ระวัง | คมชัดลึก

    โลกออนไลน์ระอุ คลิปเหตุการณ์ชวนตกใจ “ฟิล์ม ธนภัทร” ถูกหญิงสูงวัยพุ่งเข้าประชิดตัวกลางห้างดัง จนพระเอกหนุ่มตั้งตัวแทบไม่ทัน ชาวเน็ตแห่วิจารณ์หนัก พร้อมเตือนภัยคนดังและสังคม.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/616041&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVhjJ4Z_y-S_Z8QW0A6lt

  • นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” หนุน “เมาแล้วขับ-ขับรถประมาท” โดนโทษหนัก : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” หนุน “เมาแล้วขับ-ขับรถประมาท” โดนโทษหนัก : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า

    1.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 74.66%
    • บทลงโทษมากเกินไป 11.60%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 12.67%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 1.07%

    2.เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 70.38%
    • บทลงโทษมากเกินไป 8.86%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 20.38%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.38%

    3.ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 60.15%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.04%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 4.66%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    4.ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 60.08%
    • บทลงโทษมากเกินไป 28.09%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 11.68%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    5.ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 50.40%
    • บทลงโทษมากเกินไป 14.96 %
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 26.41%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.23%

    6.ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน)

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 50.24%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.34%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 5.89%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.53%

    7.ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 55.57%
    • บทลงโทษมากเกินไป 38.70%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 5.50%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.23%

    8.ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม) : ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 55.11%
    • บทลงโทษมากเกินไป 34.73%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 9.85%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.31%

    9.ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 54.28%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.88%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 9.69%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    10.ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 40.69%
    • บทลงโทษมากเกินไป 54.43%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 4.58%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.30%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFI0IQ6ZRB3U9QOHP78FWJ5GQWRFVDF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rHEvRlSXXWi3CvD5UCImf

  • ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    19 เมษายน 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง

    “ผมยังเห็นว่าความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้าง ผมจะทดลองนำเสนอทางเลือกตามกรอบกฎหมายที่เราพอจะมีครับ”

    นายรอมฎอน ระบุว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ครับ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของเลขาธิการ ศอ.บต.ในขณะที่อีกคนคือประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ)

    ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฎข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต.มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย

    ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาฯ ก็อาจเสนอต่อเลขาธิการได้เลยโดยตรง แล้วค่อยรายงานให้สภาฯ ทราบโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคล ๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือตำแหน่งในกองทัพต่าง ๆ

    แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน

    จริงอยู่ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของ กองทัพบก และ กอ.รมน.นั้นเกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่ง รอง ผอ.รมน. นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ส่วน เสธ.ทบ. ก็เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือ แม่ทัพภาค โดยตำแหน่งเช่นกัน

    แต่ต้องบอกว่า ผอ.รมน.ภาค 4 กับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. นั้นแตกต่างกัน คำว่า สน. หรือ “ส่วนหน้า” หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่อยู่หน้างานในพื้นที่ส่วนหน้า แม้ที่ผ่านมา ทั้งสองตำแหน่งนี้จะรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน ก็คือท่านแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเอง แต่จากกรอบของกฎหมายที่กล่าวไล่เรียงมานั้นทำให้เราสามารถคิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ตำแหน่งในสนามอาจเป็นข้าราชการคนอื่น ๆ ทั้งที่อาจเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน

    “ผอ.รมน.ภาค 4 สน. อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมาก็ได้ครับ”

    ในอดีตไม่นานมากนัก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่างกองทัพน้อยที่ 4 ในปี 2557 ภายใต้การบริหารของ คสช. ก็มีเป้าหมายในการออกแบบให้แม่ทัพน้อยที่ 4 (มทน.4) นั้นมีภารกิจรับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูภาพรวมของทั้งภาค

    ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กองทัพภาคที่ 4 ก็มีอัตราพลโทสองคน เป็นกองทัพภาคสุดท้ายที่จัดตั้งกองทัพน้อย

    นั่นหมายความว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อาจจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของกองทัพ แต่เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า ทางเลือกก็คือการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คนใหม่ที่อาจจะมาจากแม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ หรือข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เนื่องจาก โดยเนื้อแท้แล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือน

    “ส่วนว่าทางเลขาธิการหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 12 และมาตรา 23 นี้หรือไม่ คงต้องคิดอ่านคำนวณให้รอบด้านครับ เพราะผมเข้าใจว่าสภาวะผู้นำของหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเปราะบาง ผมเองไม่ได้มีความคิดเห็นไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจนนัก แต่จากบทบาทของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะหลังนี้ด้วยความกังวล จึงขอเสนอทางเลือกทางนี้ให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา”

    ต้องกล่าวด้วยว่า ดาบในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. และประธานสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นหนึ่งในความพิเศษ ของชายแดนภาคใต้ครับ ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ว่านี้จะไม่มีที่มาที่ไป อันที่จริงแล้วเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของรัฐบาลป๋าเปรมในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทาง การเมืองนำการทหาร ซึ่งตกผลึกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 จัดตั้ง ศอ.บต.รุ่นแรกขึ้นมา

    ในตอนนั้น ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งมีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ เนื่องจากมีความขัดแย้งและตึงเครียดหลายกรณีจากการร้องเรียนและประท้วงข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมที่ถูกย้ายลงไปชายแดนใต้ ในตอนนั้น การถูกย้ายไปชายแดน (ใต้) ถือเป็นการโทษทัณฑ์ในระบบราชการ กลายเป็นว่าในพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเมืองการปกครองที่สุด เป็นที่ถ่ายเทปัญหาบุคลากรภาครัฐที่มีปัญหาจากที่อื่น มาสะสมปัญหาพูนพอกต่อเนื่องไม่รู้จบ

    ที่จริงแล้ว ดาบอาญาสิทธิ์นี้ยังมีที่มาจากรากฐานความคิดที่ฝังอยู่ในแนวนโยบายของรัชกาลที่ 6 ในยุคสมัยของมณฑลปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม “หลักรัฐประศาสโนบาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาที่ 3/78 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2466 (ศอ.บต. เพิ่งจัดงานครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปีก่อน)

    ความในข้อ 5 จากหลัก 6 ประการ มีดังว่า

    “ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานี พึงเลือกฟั้นแต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งไปบรรจุให้เต็มตำแหน่ง หรือส่งไปเปนทางลงโทษเพราะเลว

    เมื่อจะส่งไป ต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณทางการ อันจะพึงประพฤติระมัดระวัง โดยหลักที่ได้กล่าวในข้อ 1 ข้อ 3 แลข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้นเนือง ๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ดาบอาญานี้มีอิทธิฤทธิ์มากนัก ทำให้ ศอ.บต.มีสถานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารราชการในพื้นที่ (ตามเป้าหมายองกฎหมาย 2553) โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถ่วงดุลกับทางกองทัพและ กอ.รมน.ไปด้วย

    ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้หลังการยึดอำนาจของ คสช. คณะรัฐประหารมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2559 เพื่อตัดทอนอำนาจของสภาที่ปรึกษาลง โดยเฉพาะประเด็นนี้

    “แต่ข่าวดีก็คือ ในสภาฯ สมัยที่แล้ว เราได้ตรากฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ไป นั่นเท่ากับว่าสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้อำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากประชาชนในทางอ้อมมีเสียงที่ดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในตรวจถ่วงดุลการทำงานของข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ยังจำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายพลเรือน ครับ”

    นายรอมฏอน กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม้สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/982092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BrnUzZfSgBv0iXKGmyz9x

  • อดนอน นอนไม่พอ ทำให้ลำไส้พัง-ระบบทางเดินอาหารรวน จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    อดนอน นอนไม่พอ ทำให้ลำไส้พัง-ระบบทางเดินอาหารรวน จริงหรือไม่? : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check: ข่าว “อดนอนทำให้ลำไส้พัง เพราะสมองส่งสัญญาณผิด” จริงหรือเป็นข่าวบิดเบือน?

    ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความเตือนสุขภาพว่า “การอดนอนทำให้ลำไส้พัง เนื่องจากสมองส่งสัญญาณผิด จนระบบทางเดินอาหารรวน” พร้อมอ้างอิงหน่วยงานด้านการแพทย์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมการนอน

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวถูกจัดว่าเข้าข่ายข่าวบิดเบือน (Fake News) ที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกองบรรณาธิการ Sanook News ได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ “การอดนอนทำให้ลำไส้พัง” เนื่องจากสมองส่งสัญญาณผิดจนระบบทางเดินอาหารรวน ตามที่มีการแชร์และอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานทางการแพทย์?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ประเด็นดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยในสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะการศึกษาในหนูทดลอง ซึ่งเป็นเพียงการศึกษาขั้นต้นเพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างการนอนหลับกับระบบทางเดินอาหาร

    ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการแพทย์ เช่น สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ผลการศึกษาดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาสรุปใช้กับมนุษย์ได้โดยตรง เนื่องจากยังขาดหลักฐานทางคลินิกในคน

    นอกจากนี้ การกล่าวอ้างว่า “อดนอนทำให้ลำไส้พัง” ถือเป็นการสื่อสารที่เกินจริงจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เพราะแม้การอดนอนอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม แต่ยังไม่มีข้อยืนยันว่าทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อระบบลำไส้ตามที่กล่าวอ้าง

    การนำข้อมูลจากงานวิจัยในสัตว์ทดลองมาเผยแพร่โดยไม่ระบุข้อจำกัด อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน และเป็นลักษณะของข่าวบิดเบือนที่พบได้บ่อยในโซเชียลมีเดีย

    ข้อเท็จจริง

    ข้อมูลที่อ้างว่า “อดนอนทำให้ลำไส้พัง” เป็นข่าวบิดเบือน เนื่องจากเป็นเพียงผลการศึกษาในสัตว์ทดลอง และยังไม่มีหลักฐานยืนยันในมนุษย์ จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดขึ้นจริงตามที่กล่าวอ้าง

    อ้างอิง

    1. กรมการแพทย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9884530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMah95FlZFuhhM01MqaWD

  • มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’

    มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’

    ทำตามสูตรสำเร็จของชีวิต มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 43% ‘ทำงานต่ำศักยภาพ’ AI กระทบงานระดับเริ่มต้น-ทักษะบัณฑิตไม่ตรงที่ตลาดงานต้องการ

    เหล่าบัณฑิตต่างก็มั่นใจว่า การเดินตาม “สูตรสำเร็จของชีวิต” มาอย่างถูกต้อง ทั้งกู้เงินเรียน ยอมอดนอนติวสอบและทำแล็บตลอด 4 ปี เพื่อแลกกับ “ใบปริญญา” ใบเดียว

    ทว่าความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ บัณฑิตจบใหม่หลายคนกลับต้องไปทำงานที่คนจบแค่ชั้นมัธยมก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานแคชเชียร์ร้านเสื้อผ้า บาริสต้าชงกาแฟ หรือรับจ้างเลี้ยงเด็ก เพียงเพื่อให้มีเงินประทังชีวิตไปวันๆ

    นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Underemployed หรือ กลุ่มบัณฑิตที่ติดอยู่ในงานที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพตามวุฒิการศึกษา ข้อมูลจาก ธนาคารกลางสหรัฐหรือว่าเฟด สาขานิวยอร์ก ณ เดือนธันวาคม 2025 ระบุว่า มีบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐ ในช่วงอายุ 22-27 ปี  ถึง 43% ที่อยู่ในสภาวะนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3% ภายในปีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 แม้จะยังไม่รุนแรงเท่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ก็ตาม

    มีใบ ‘ปริญญา’ แต่ได้เงินเท่าเด็กมัธยม วิกฤติเด็กจบใหม่ 'ทำงานต่ำศักยภาพ'

    AI และความไม่สมดุลของ ‘ทักษะ’

    หลายคนอาจพุ่งเป้าไปที่ AI  ซึ่งงานวิจัยจาก Stanford Digital Economy Lab และ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ยืนยันว่า AI กำลังเข้ามาแย่งงานระดับเริ่มต้น  ในสายงานที่ต้องใช้สมอง เช่น การเขียนโปรแกรม งานบริการลูกค้า และการตลาด

    แต่ลึกไปกว่านั้น ปัญหานี้สะสมมานานถึง 20 ปี ข้อมูลจาก Lightcast บริษัทวิเคราะห์แรงงาน พบความลักลั่นที่น่ากลัว คือในขณะที่คนจบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 54% แต่งานระดับที่รองรับบัณฑิตเหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 42% เท่านั้น 

    Elena Magrini หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Lightcast ถึงกับกล่าวว่า “เส้นทางจากการศึกษาไปสู่การทำงานดูเหมือนจะขาดสะบั้นลงเป็นครั้งแรก”

    เมื่ออุปทานล้น แต่อุปสงค์ขาดแคลน

    สิ่งที่นักศึกษาเรียนมากับความต้องการของเศรษฐกิจโลกเริ่มเดินสวนทางกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ตำแหน่งงานในสายสุขภาพ เพราะมีตำแหน่งว่างถึง 1.9 ล้านตำแหน่ง แต่คนจบด้านนี้กลับเพิ่มขึ้นเพียง 5% ในรอบ 10 ปี

    รวมทั้ง ตำแหน่งงานในสายวิทยาการคอมพิวเตอร์  ที่มีคนจบเพิ่มขึ้นถึง 110% แต่ตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้น

    ความไม่สมดุลนี้ทำให้บริษัทใหญ่ๆ เช่น Amazon หรือ Atlassian เริ่มชะลอการจ้างงาน หรือเปลี่ยนไปใช้ AI แทน 

    ขณะที่รายงานจาก Forrester มองว่าการอ้าง AI เพื่อเลิกจ้างบางครั้งก็เป็นเพียง “การฟอกขาว” เพื่อลดต้นทุนทางการเงินเท่านั้น

    โคดี้ วิสคาร์ดิส วัย 29 ปี เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุด เขาจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และส่งใบสมัครไปเกือบ 1,000 แห่ง แต่ได้สัมภาษณ์เพียง 6 ครั้ง สุดท้ายเขาต้องผันตัวไปเป็น “ช่างไฟฟ้า” ในสหภาพแรงงาน ซึ่งจ่ายให้เขาสูงถึงชั่วโมงละ 63 ดอลลาร์  ประมาณ 2,200 บาท ซึ่งมากกว่างานออฟฟิศระดับเริ่มต้นหลายเท่า

    โคดี้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “มหาวิทยาลัยควรช่วยให้คุณได้งานที่ดี เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องติดหนี้แสนดอลลาร์แต่ได้ค่าแรงขั้นต่ำ” แม้ตอนนี้เขาจะรายได้ดีจากการใช้แรงงาน แต่เขาก็ยังฝันที่จะเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ตามที่เรียนมา

    ความหวังที่ปลายอุโมงค์?

    แม้สถานการณ์จะดูแย่ แต่ เจสัน อาเบล จากธนาคารกลางนิวยอร์ก ให้ข้อมูลปลอบใจว่า จากสถิติหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 บัณฑิตส่วนใหญ่มักจะสามารถไต่เต้ากลับไปทำงานที่ตรงสายได้ภายใน 5 ปี การทำงานต่ำกว่าศักยภาพในช่วงแรกอาจเป็นเพียง “เรื่องชั่วคราว” สำหรับหลายๆ คน

    อย่างไรก็ตาม ภาระการปรับตัวตอนนี้ตกอยู่ที่ตัวนักศึกษาเอง เห็นได้จากที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งปีนี้ยอดจองเรียนวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นแล้วว่าโลกแห่งความเป็นจริง… ใบปริญญาใบเดียวอาจไม่พออีกต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1230186&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V3FoPLdnJ80JMyJIQOSkF

  • ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ อยุธยา ประชุมคัดเลือก ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน ณ ห้องประชุมมงคลบพิตร 1 ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือก คัดสรร ผู้ขอรับพระราชทานทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทาน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) และประสานงานระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 โดยมี นางศุทธิกานต์ วงศ์สถิตจิรกาล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำริให้ดำเนิน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเมื่อปี 2552 ทรงให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต่อมาในปี 2553 ทรงให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยที่เรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม ด้วยการพระราชทานทุนการศึกษาให้กับผู้ที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีโอกาสศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ สายอาชีพ และศึกษาต่อเนื่องไปจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาที่ขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง และเข้าสู่การมีอาชีพอย่างมั่นคง โดยให้จังหวัดคัดเลือกคัดสรรนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 18 ปีการศึกษา 2569 ระดับจังหวัด : จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 6 ราย ส่งสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 เพื่อเข้าสู่กระบวนการในระดับภาคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5790917/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JskhQ_m-YfeRUmHFJIYvE

  • “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    “ก่อแก้ว” แจกลอตเตอรี่คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำ นับวันรอ “ทักษิณ” พักโทษ 11 พ.ค.นี้

    นับวันรอ “ทักษิณ ชินวัตร” พักโทษ 11 พ.ค.นี้ “ก่อแก้ว” นำทีมแจกลอตเตอรี่ทุกวันอาทิตย์ รวม 500 คู่ ให้คนเสื้อแดงหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ยก เป็นผู้ที่เคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน 2569 นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตแกนนำ นปช. เดินทางมาแจกสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ จำนวน 100 คู่ ให้กับประชาชนคนเสื้อแดง ที่มาทำกิจกรรมกินข้าวหน้าเรือนจำ ให้กำลังใจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคนเสื้อแดงรอต่อคิวเพื่อรับสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างเป็นระเบียบ โดยทางทีมงานบนเวทีกำชับว่าให้รับได้คนละ 1 คู่ ห้ามวน เพื่อให้ได้รับกันอย่างครบถ้วน

    นายก่อแก้ว เปิดเผยว่า นายทักษิณ คือผู้ที่ตนเคารพและศรัทธามาตลอดบนเส้นทางการเมือง จากผลงานในการสร้างโอกาสและความหวังแก่คนไทยจำนวนมาก ทั้ง “ให้โอกาส ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล” จากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผ่านมา 20 ปี ทำให้คนไทยหลายแสนคนรอดตาย “ให้โอกาส ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน” เพื่อทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ หรือเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวได้ เช่น กองทุนหมู่บ้าน OTOP “ให้โอกาส เด็กไทย เข้าถึงการศึกษา”  ทั้งในและต่างประเทศ ในโครงการ 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนการศึกษาจากหวยบนดิน “ให้ความสุขและความหวังกับคนไทย” ในการพัฒนาจนทำให้ประเทศไทยเกือบเจริญ กลายเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย รวมถึง “คืนศักดิ์ศรี” แก่ประชาชนคนธรรมดาทุกคน โดยการปฏิรูประบบราชการ ให้ข้าราชการมีหน้าที่สำคัญคือการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ประชาชนไม่ต้องไปร้องขอใครหน้าไหน ในวันที่ต้องไปติดต่อราชการพื้นฐาน ผลงานอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายได้ไม่รู้จบ 

    ก่อนจะระบุต่อไปว่า ผ่านมา 20 ปี ยังไม่มีใครทำได้ หรือมีความคิดอ่านเทียบเท่าคนๆ นี้ อีกไม่เกิน 1 เดือน ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ ท่านจะได้รับการพักโทษ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผู้คนมากมายไปรอรับท่าน ในทุกวันอาทิตย์นับตั้งแต่ท่านถูกจำคุก มีกิจกรรมนัดเยี่ยมหน้าเรือนจำ ที่พี่น้องจำนวนมากไปให้กำลังใจไม่ขาดสาย ต้องขอบคุณทุกท่านมาในโอกาสนี้

    “แต่ใน 4 สัปดาห์สุดท้ายนี้ ผมขอตอบแทนพี่น้องที่ไปเยี่ยม ด้วยการสร้างความหวังเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่พี่น้อง ด้วยการแจกลอตเตอรี่ ถึงแม้จะเป็นความหวังเล็กๆ แต่ตราบใดที่ยังมีความหวัง ก็จะเป็นพลังใจให้แก่หลายๆ ชีวิตครับ วันที่ 19 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 26 เมษายน 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 แจกลอตเตอรี่ 100 คู่ วันที่ 10 พฤษภาคม แจกลอตเตอรี่ 200 คู่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927456&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RBjTElWF6eiehSn5v9-sw