Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันดิบ 25/04/69 จับตาทิศทางก่อนเปิดตลาด

    ราคาน้ำมันดิบ 25/04/69 จับตาทิศทางก่อนเปิดตลาด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143601&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21bWYBc5n5q7Iurzg0W_y3

  • ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    ข่าวดี“เศรษฐกิจไทย”ท่ามกลางแรงกดดันไฟสงคราม-น้ำมันแพง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,195 ระหว่างวันที่ 26-29 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในห้วงเวลาที่โลกกำลังร้อนระอุ ไม่ต่างจากอุณหภูมิบ้านเรา ทั้งจากแรงปะทะของ “สงครามตะวันออกกลาง” ไปจนถึง “ราคาพลังงาน” ที่ไต่ระดับสูงขึ้น ข่าวดีของ “เศรษฐกิจไทย” อาจไม่ได้หวือหวา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี อย่างน้อยที่สุด การที่ “มูดี้ส์” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “เครดิตเรตติ้ง” ระดับโลก ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” พร้อมคงอันดับไว้ที่ระดับ Baa1 ก็เปรียบเสมือน “สัญญาณบวก” ในวันที่หลายประเทศยังต้องฝ่าคลื่นลมแรง

    *** การปรับมุมมองของ “มูดี้ส์” ครั้งนี้ ได้ปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภายนอกที่ลดลง โดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐที่แรงกดดันลดลง ในขณะที่การส่งออกไทย ปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 11.9% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก อีกปัจจัยที่มูดี้ส์ตัดสินใจขยับ Outlook ไทยขึ้นไปเท่ากับเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ ความชัดเจนทางการเมือง

    โดยชี้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาช่วยลดความผันผวนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไทยยังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในปี 2568 เติบโตสูงถึง 66% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว

    *** แต่ “มูดี้ส์” ก็เตือนว่า ไม่ควรประมาทเกินไป เพราะภายใต้ความกังวลที่ลดลง ไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ” โดยคาดการณ์ว่า จีดีพีของไทย ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2570 ก็อาจจะโตได้เพียงแค่ 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหานี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างที่อ่อนแอ ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน “หนี้ครัวเรือน” ที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ลดลงจาก 3% ในช่วงก่อนโควิด-19 เหลือเพียงประมาณ 2.5%

    *** อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า แสดงให้เห็นว่า พื้นฐานของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นเราต้องเสริมความแข็งแกร่งนี้ขึ้นไป การที่เขาจัดลำดับดีขึ้นมา ทำให้เรื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศในทุกมิติจะทำให้มีผลที่ดีขึ้น

    *** อย่างไรก็ตาม “ว.เชิงดอย” เห็นว่า การที่ไทยได้ “เครดิตเชิงบวก” ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง หากแต่เป็นเพียง “บันไดขั้นแรก” ที่เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจมากขึ้น เมื่อความเสี่ยงลดลงในสายตา “มูดี้ส์” ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศก็มีแนวโน้มดีขึ้น ความเชื่อมั่นในพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้น และที่สำคัญคือ “เม็ดเงินลงทุนโดยตรง” (FDI) มีโอกาสไหลเข้าได้ง่ายขึ้น  แต่ภาพใหญ่ยังไม่ใช่เรื่องให้วางใจ

    เพราะอีกด้านหนึ่ง “แรงกดดัน” กำลังถาโถม ทั้งสงครามที่กระทบราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ …จังหวะนี้รัฐบาลต้องเร่งแปลง “ความเชื่อมั่น” ให้เป็นการลงทุนจริง ภาคเอกชนต้องแปลงโอกาสให้เป็นการขยายธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจต้องแปลงเสถียรภาพให้เป็นการเติบโต

    *** รอช้าไม่ได้…และแล้ว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็ได้ออกมาประกาศชัด “โครงการคนละครึ่งพลัส” จะเปิดลงทะเบียนได้ช่วงเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายจริงได้ 1 มิ.ย. 2569 โดยรอบนี้จะเน้นช่วยเหลือแบบ “เยียวยา” เปลี่ยนชื่อโครงการจาก “คนละครึ่งพลัส” เป็น “ไทยช่วยไทยพลัส”  ประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60 เพิ่มระยะเวลาจาก 2 เดือน เป็น 4 เดือน ทั้งนี้จะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท 

     *** “เอกนิติ” ย้ำว่า กระทรวงการคลังได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจลากยาว และส่งผลกระทบต่ออเงินเฟ้อ และ จีดีพี เป็นบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท และ การทำ พ.ร.บ.โอนงบ 2569 ซึ่งจะเริ่มเห็นตัวเงินชัดหลัง 30 เม.ย.นี้

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินสูงสุด 5 แสนล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย. ถึง ก.ย.เพื่อเป็นเครื่องมือรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และเพื่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% ของจีดีพี เนื่องจากยังมีช่องว่างทางการคลังเพียงพอ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/657523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kv4R2iwqKowpZqFsLBsX8

  • วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    วิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ควรให้นมแม่นานแค่ไหน? ช่วยลูกอัปคะแนนเลข-การอ่าน

    งานวิจัยเผย “ระยะเวลาทอง” ของการให้นมแม่ กุญแจสำคัญสู่คะแนนคณิต-การอ่านที่ดีกว่าของลูกน้อย

    แม้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “นมแม่ดีที่สุด” แต่คำถามที่ว่าควรให้นมนานแค่ไหนถึงจะ “เพอร์เฟกต์” (6 เดือน? 1 ปี? หรือนานกว่านั้น?) ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอด

    ล่าสุด งานวิจัยใหม่จากประเทศจีนอาจช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นว่า “ยิ่งให้นมนาน ยิ่งส่งผลดีต่อสติปัญญา” โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย

    ยิ่งนาน ยิ่งได้เปรียบในห้องเรียน

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับชาติในจีน นักวิจัยพบว่าเด็กช่วงอายุ 10-15 ปี ที่ได้กินนมแม่เป็นระยะเวลานาน มีทักษะการคำนวณและภาษาที่โดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่สูงนัก จะได้รับประโยชน์นี้อย่างเห็นได้ชัดเมื่อทำแบบทดสอบทางสติปัญญา

    ดร. แอนดรูว์ อาเดสแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และพฤติกรรม ระบุว่างานวิจัยนี้ช่วยตอกย้ำความจริงที่หลายคนอาจมองข้ามว่า “ไม่ใช่แค่การเลือกระหว่างนมแม่กับนมผง แต่ระยะเวลาในการให้คือตัวแปรสำคัญ”

    • มาตรฐานที่ควรจะเป็น: สมาคมกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน (AAP) สนับสนุนให้ให้นมแม่ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป

    • สถานการณ์จริง: ในสหรัฐฯ มีคุณแม่เพียง 35% เท่านั้นที่สามารถทำได้ เนื่องจากอุปสรรคทางร่างกาย (อาการเจ็บหัวนม/น้ำนมน้อย) และอุปสรรคทางสังคม (ขาดการลาคลอด/ขาดแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง)

    ทำไมต้อง “นานกว่า 6 เดือน”?

    งานวิจัยในประเทศร่ำรวยมักถูกมองว่าผลลัพธ์อาจคลาดเคลื่อน เพราะแม่ฐานะดี (ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ดีอยู่แล้ว) มักเป็นกลุ่มที่ให้นมแม่ได้นานกว่า แต่ในจีนผลกลับตรงกันข้าม คือแม่ฐานะยากจนมักให้นมแม่นานกว่า ซึ่งผลการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มนี้กลับมีพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

    iStockphoto

    เหตุผลเบื้องหลังความฉลาด:

    • โภชนาการที่เหนือชั้น: นมแม่คือ “ยาเฉพาะบุคคล” ที่ปรับสูตรมาเพื่อลูกน้อยโดยเฉพาะ มีสารอาหารที่นมผงเลียนแบบไม่ได้

    • เกราะป้องกันโรค: นอกจากบำรุงสมองแล้ว นมแม่ยังสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน หอบหืด และมะเร็งในเด็ก

    ดีต่อลูก และดีต่อแม่ด้วย

    การให้นมแม่เป็นระยะเวลานานไม่ได้สร้างแค่ “ไอน์สไตน์ตัวน้อย” แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพคุณแม่เองในระยะยาว:

    • ประโยชน์ทันที: ลดความเสี่ยงเต้านมอักเสบ คัดตึง และช่วยเรื่องสุขภาพจิต

    • ประโยชน์ระยะยาว: ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคหัวใจ

    แม้คุณแม่บางท่านอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถให้นมแม่ได้ แต่ ดร. เอเดสแมน ย้ำชัดว่า “ยิ่งคุณแม่ให้นมได้นานเท่าไหร่ ทั้งแม่และลูกก็จะได้รับประโยชน์มหาศาลมากขึ้นเท่านั้น”

    แหล่งอ้างอิง

    1. New York Post

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9885794/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RsfAH1JLTPUFrEKAoLbsU

  • สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    สอวช. จับมือ มจธ. เปิดหลักสูตร STIP08 ปั้นนักนโยบายยุคใหม่ รับมือวิกฤตโลกด้วยแนวคิด Mission-Oriented

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 8 (STI Policy Design: STIP08) มุ่งพัฒนานักนโยบายรุ่นใหม่ให้สามารถขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ด้วยแนวทางนโยบายแบบมุ่งเน้นพันธกิจ (Mission-oriented Innovation Policies: MOIP)

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า โลกปัจจุบันเผชิญความผันผวนสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศและการกำหนดนโยบาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพผู้กำหนดนโยบายให้สามารถออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหลักสูตร STIP ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น

    สำหรับหลักสูตร STIP08 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนานโยบายด้าน อววน. และนโยบายสาธารณะบนฐานข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ให้สอดคล้องกับภาคส่วนต่าง ๆ การมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงเพื่อแปลง “งานวิจัยและนโยบาย” สู่ “ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” (Research to Impact) ผ่านการจัดทำข้อเสนอนโยบายที่ใช้ได้จริง และการสร้างเครือข่ายนักพัฒนานโยบายเพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติ

    ด้าน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและประเทศ ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต้องอาศัยข้อมูลจริงเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุด ผู้เข้าร่วมอบรมในฐานะนักออกแบบนโยบายจึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงการให้ความสำคัญกับการประเมินผลนโยบาย เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง

    ภายในการปฐมนิเทศหลักสูตร ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการออกแบบนโยบาย อววน. และนโยบายสาธารณะ ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง พร้อมสร้างเครือข่ายนักนโยบายของประเทศ ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการ STIPI มจธ. อธิบายโครงสร้างหลักสูตรที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาและโอกาส การเลือกใช้เครื่องมือนโยบาย การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การประเมินงบประมาณและผลกระทบ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงนโยบาย โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมอบรม 42 คน จาก 31 หน่วยงาน

    ในโอกาสนี้ ดร.สุรชัย ยังได้บรรยายหัวข้อ “แนวทางการพัฒนานโยบายโดยหลักการนโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นพันธกิจ (MOIP)” โดยเน้นการแปลงโจทย์ระดับประเทศให้เป็นภารกิจที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย นวัตกรรม และการศึกษาอย่างตรงเป้าหมาย ผ่านแนวคิด Portfolio of Innovation และการบูรณาการทรัพยากรข้ามสาขา เปลี่ยนจากการพัฒนาแบบรายสาขา (Sector-based) สู่การมุ่งผลลัพธ์เชิงภารกิจที่วัดผลได้ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน

    พร้อมกันนี้ ยังได้สะท้อนทิศทางการจัดทำกรอบนโยบาย อววน. พ.ศ. 2571–2575 ที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการแก้โจทย์ประเทศและสร้างโอกาสใหม่ โดยใช้แนวทาง Mission Portfolio เพื่อบริหารโครงการอย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรและสำรวจทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้าน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนาประเทศด้วย อววน. ว่า เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความกังวลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจจากภูมิรัฐศาสตร์ และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีพลิกผัน (Disruptive Technologies) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และควอนตัม

    ทั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามและประเมินผลนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Transformative Change) โดยต้องตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และนำผลประเมินไปปรับปรุงทิศทางนโยบายและการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ

    ตัวอย่างการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการด้านกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food) ผ่านการปรับบัญชี Health Claims ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ลดระยะเวลาการเข้าสู่ตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprise) ผ่านการปรับกฎหมาย การพัฒนาระบบนิเวศธุรกิจนวัตกรรม การสร้างแพลตฟอร์มขยายตลาด (E-Commercial and Innovation Platform: ECIP) การสนับสนุนการร่วมลงทุนผ่านกลไก University Holding Company (UHC) และนโยบาย Offset เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    หลักสูตร STIP08 จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านนโยบาย ที่พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการขับเคลื่อนเชิงระบบ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/291828&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07roLUhY12M4TQcasW5RTT

  • ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

    ปธ.ศาลฎีกาเปิด ค่ายต้นกล้าตุลาการ 14 ปั้นเยาวชนเรียนรู้กฎหมาย

     สำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 14 มีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม 

    จำนวน 150 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 956 คน 

    โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 เมษายน 

    ถึง 1 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้

    ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ศาลฎีกา 

    ศาลจังหวัดนครนายก วิทยากรทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม สำหรับการจัดกิจกรรมยังคงแนวทาง

    ในการให้ความรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังสิ่งดีงามผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

          นายสุริยัณห์ กล่าวว่าโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการรุ่นที่ 14 ประจำปีนี้ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการ ฯ มีความตั้งใจที่จะยกระดับรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความเข้มข้นและครบวงจรมากกว่า

    ที่เคยเป็นมา โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์ตรง สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางวิชาชีพในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่โครงการ คือการพาน้อง ๆ เยาวชนย้อนรอยประวัติศาสตร์ผ่านการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุของศาลยุติธรรม ซึ่งถือเป็นแหล่งรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการของกฎหมายไทย การเข้าชมในส่วนนี้จะช่วยให้เยาวชนเข้าใจถึงรากฐานและอุดมการณ์ของตุลาการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

    ของประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว โครงการในปีนี้ยังได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยการนำคณะเยาวชนเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศาลจังหวัดนครนายก 

    ซึ่งถือเป็นอีกจุดสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสกับบรรยากาศการทำงานจริงในทุกมิติแบบเจาะลึก 

          นอกจากนี้ นายสุริยัณห์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่าค่ายต้นกล้าตุลาการตลอดระยะเวลา 13 รุ่นที่ผ่านมา 

    สิ่งที่เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของโครงการได้ดีที่สุด คือการได้เห็นเมล็ดพันธุ์ที่เราบ่มเพาะเติบโตอย่างสง่างามในเส้นทางวิชาชีพกฎหมาย โดยปัจจุบันมีอดีตเยาวชนต้นกล้าตุลาการที่สามารถก้าวไปถึงจุดหมายในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษาได้แล้วถึง 12  คน และยังทำงานในสายวิชาชีพกฎหมาย อัยการ ทนายความอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมถึงสาขาวิชาชีพอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นตัวเลขเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่าโครงการนี้ สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปูรากฐานทางกฎหมายให้แก่เยาวชนได้อย่างเป็นรูปธรรม 

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของค่ายต้นกล้าตุลาการไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนผู้พิพากษาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการส่งต่อเยาวชนออกไปสู่สังคมในหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้

    เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนและนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 

    ทั้งนี้คณะทำงานจึงมุ่งหวังว่าตลอดระยะเวลา 7 วันจากนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญให้เยาวชนทุกคนได้ค้นพบตัวตนพร้อมนำประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เกิดความสงบสุข

    และเป็นธรรมสืบไป ไม่ว่าจะเติบโตไปอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976559&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mW1InmK7bSE0so_-SIXOW

  • จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    จีนยังครองแชมป์ มหาวิทยาลัยที่ดีสุดในเอเชีย ประจำปี 2026

    ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถึงอันดับขยับแต่อาจยังไม่ทันโลก

    แม้ว่าคะแนนรวมของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น แต่ลำดับกลับลดลง นั่นเป็นเพราะการถดถอยเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าแม้จะพัฒนาขึ้น แต่ความเร็วในการพัฒนานั้นช้ากว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลก และช้ากว่าการก้าวกระโดดของจีน

    สิ่งที่น่ากังวลของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็คือ สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย คุณภาพงานวิจัย และคะแนนความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เป็นส่วนที่คะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในทั้งสองประเทศ

    • มาเลเซีย ดาวรุ่งที่น่าจับตามองของภูมิภาค

    สำหรับมาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เติบโตอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดย Universiti Teknologi Petronas (UTP) พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 35 (ร่วม) จากเดิมอันดับ 43

    กลยุทธ์ของมาเลเซียก็คือการนำโมเดลความสำเร็จจากสิงคโปร์มาใช้ และวางตัวเป็นพันธมิตรด้านการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของจีนในกลุ่มอาเซียน

    นอกจากนี้มหาวิทยาลัยเอกชนในมาเลเซียให้ความสำคัญกับการจัดอันดับโลกอย่างจริงจัง และมีการพัฒนาคะแนนรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ยของมหาวิทยาลัยทั่วโลกอย่างมาก

    และสำหรับประเทศไทยนั้นก็มีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับการจัดอันดับของเอเชียเช่นกัน ก็คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ 134

    เรียกได้ว่าผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียปี 2026 นี้ สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันทางการศึกษาในเอเชียนั้นทวีความรุนแรงขึ้นมาก แถมประเทศที่เคยเป็นผู้นำอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นก็กำลังถูกท้าทายด้วยงบประมาณและทรัพยากรจากจีน รวมถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาเลเซีย

    อ้างอิงข้อมูล : Times Higher Education

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmrEN0QabGcowHERqPnD2

  • ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เขาค้อ เพชรบูรณ์

    ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว” เขาค้อ เพชรบูรณ์

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/PL59VyyalAOL&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw306pMqp0QocyV8joAp0Eub

  • กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กยศ. จ่อฟ้องลูกหนี้ค้างชำระ 1 แสนราย เปิดทางสุดท้ายปรับโครงสร้างหนี้

    กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างส่งหนังสือบอกเลิกสัญญากับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้ และมีการค้างชำระหนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี (งวดรายปี ) ซึ่งจะถูกดำเนินคดีภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 จำนวนประมาณ 100,000 ราย 

    ซึ่งหากผู้กู้ยืมเงินไม่ประสงค์ที่จะถูกดำเนินคดีต่อศาลก็ขอให้ติดต่อชำระหนี้ที่ค้างชำระต่อ กยศ. โดยเร็ว หรือหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ผู้กู้ยืมเงินก็สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID 

    การปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว มีผลให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถกลับมาชำระหนี้ได้และทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีต่อศาล นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างหนี้จะทำให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

    • ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา 
    • ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี 
    • ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน 
    • เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%”

    กยศ. ขอเน้นย้ำว่า หากผู้กู้ยืมเงินรายใดไม่มีความประสงค์จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาลก็ขอให้เร่งชำระหนี้หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์กับ กยศ. โดยเร่งด่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/657516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QdUGSbrBfmbA_uk4areJr

  • “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “นายกฯ” หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาเป็นพลังสร้างสันติภาพ พัฒนาเยาวชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/143519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tj9Ien_5VRgnWoeg0qQ3s

  • “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

    “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

    “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน เผยเหตุผลส่วนตัวไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้มาโดยตลอด 

    วันที่ 25 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก เอิง – นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ ของนางสาวนิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เอิงขอขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาและทีมงานทุกท่านที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้เอิงมาโดยตลอด ขอบคุณที่พูดคุย แนะนำ ติติง ชื่นชมและสะท้อนปัญหาต่าง ๆ เอิงรับฟังด้วยใจเสมอมา ขอบคุณทุกท่านจากใจ

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนางสาวนิศามาศ พร้อมเปิดแคมเปญหลัก “พัทยาเพื่อทุกคน” โดยตอนนั้น นางสาวนิศามาศ ประกาศชัดต้องการเป็นนายกพัทยาผู้หญิงคนแรกที่เป็นตัวแทนของทุกคน โดยไม่ต้องอยู่ใต้เงาใคร เน้นกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทุกชุมชน ไม่จำกัดอยู่แค่แหล่งท่องเที่ยว โดยวางเป้าหมายสร้างพัทยาให้เป็น เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว และเมืองน่าลงทุน

    สำหรับนางสาวนิศามาศ จบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยบูรพา และมีประสบการณ์การทำงานที่โชกโชน ทั้งในแวดวงโรงแรม การศึกษา รวมถึงงานนิติบัญญัติในฐานะเลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว และกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงินฯ ของสภาผู้แทนราษฎร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2928757&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sqz_8Vy2htzyebG3NidbF