Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (28 ส.ค. 2568) เปิดตลาดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และจะผลักดันนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ต้องการ การแสดงท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มายาวนาน

    ตลาดเงินยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

    ด้านการลงทุนต่างชาติ ล่าสุดพบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,871 ล้านบาท ขณะเดียวกันซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 958 ล้านบาท สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง

    สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินวันนี้ ฝ่ายวิจัย ttb คาด USD/THB อยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนะนำทยอยซื้อเมื่ออ่อนค่าที่ 32.30 บาท และขายทำกำไรที่ 32.60 บาท ขณะที่ค่าเงินหลักอื่น ได้แก่ EUR/THB คาดที่ 37.50–38.00 บาท แนะนำซื้อ 37.50 บาท/ขาย 38.00 บาท, JPY/THB อยู่ที่ 0.2170–0.2230 บาท แนะนำซื้อ 0.2170 บาท/ขาย 0.2230 บาท รวมถึง GBP/THB ที่ 43.50–44.00 บาท และ AUD/THB ที่ 20.80–21.30 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7-sCsosBGUclbp635ve5

  • พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    จว.นครศรีธรรมราช และตำรวจสืบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เร่งทำการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีการหายตัวปริศนาของนายปฏิพล หรือ “ฟิล์ม หลักช้าง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/crime/morning/446655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvE8S7cxekZOxda2iopz7

  • พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างกลาง พร้อมด้วยหน่วยพิสูจน์หลักฐาน บก.จ.นครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้า…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/444133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOqPGYdp2yq3z7q49sdWU

  • หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ พร้อมขุดจุดต้องสงสัย จนพบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน ที่นครศรีธรรมราช หลังหายตัวนานเดือนครึ่ง คาดหักธุรกิจผิดกฎหมาย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2879334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zQBcpKIHXlZ13AwkWFfL_

  • พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    พบศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฆ่าฝังดินกลางหุบเขา – สำนักข่าวไทย อสมท

    นครศรีธรรมราช 28 ส.ค. – พบศพถูกฆ่าฝังกลางหุบเขาช้างกลาง คาดเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หนึ่งในขบวนการค้ายาถูกอุ้มฆ่าฝังดิน ล้างหนี้ยาบ้า 42000 เม็ด จากกรณ…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578081&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130py0L1OzA-i_B9ayXDKz

  • ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ข่าวทั่วไป

    28 ส.ค. 2025 เวลา 21:18 น.

    “จาตุรนต์” ชี้ไทยต้องปฏบัติตามสากล รัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กโดยไม่เลือกปฏิบัติ ต้องอนุโลมเด็กกัมพูชาได้รับการศึกษากรณีถูกจับเข้าเมืองผิดกฎหมาย

    เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงกรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปีถูกจับข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายและอาจถูกส่งกลับกัมพูชา ว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ปี ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13  ปีที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ทั้งนี้ แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ 

    อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD)

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ ได้แก่ 18 ม.ค. 2548 และ 5ก.ค. 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาเพื่อยืนยันหลัก Education for All

    มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

    ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่ หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

    นายจาตุรนต์ ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

    การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

    “หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด”

    ‘จาตุรนต์’ แนะอนุโลมให้เด็กกัมพูชา 13 ปีได้รับการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1196358&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1djF3_2YzssoSXHXXnmDwc

  • ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    ‘เท้ง’ แทงกั๊กเลิก MOU 43-44 ชงศึกษา 4 ข้อส่งต่อรัฐบาลหน้า มีความชอบธรรมสูงกว่า

    “หัวหน้าพรรคประชาชน” มองไม่จำเป็นต้องรีบหาข้อสรุปยกเลิก MOU 43-44 แต่ควรศึกษาไว้เป็นแนวทาง 4 ข้อ เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งและมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ ชี้ต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลปัจจุบัน-ผู้นำสองประเทศขัดแย้งกัน 

    28 สิงหาคม 2568 – เวลา 14.40 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกและทางทะเล (MOU 43 และ 44)

    นายณัฐพงษ์ อภิปรายว่า ถึงแม้สมาชิกทั้งหมดในสภาฯ ร่วมกันส่งข้อสรุปและส่งให้รัฐบาล ก๊เชื่อว่าปัญหาจะไม่จบ เพราะปัญหานี้มีต้นตอจากรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้นำประเทศ ความขัดแย้งของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เกิดขึ้นเพราะผู้นำ

    นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหา แม้ผลการศึกษาของสภาจะดีแค่ไหน แต่สุดท้ายประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ ต่างประเทศไม่ให้ความเคารพ ปัญหาจะได้แก้ไขหรือไม่

    “จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาก่อน หาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้า ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว

    นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกบางส่วนกังวลว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ที่เราทำมากว่า 20 ปี ช่วยให้เราเดินหน้าปักปันเขตแดนไปแล้ว 74 หลักเขตด้วยกัน ดังนั้น สมาชิกทุกคนไม่มีความจำเป็นต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปให้รัฐบาลที่ไร้ความชอบธรรมดำเนินการแก้ไขปัญหาในตอนนี้

    สำหรับกรอบในการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้ ประกอบด้วย 1. ศึกษาผลกระทบกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ

    2. ศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา

    3. ถ้าศึกษาเรื่องการยกเลิก ก็อย่าลืมคิดเผื่อว่าจะมีกลไกใดมาแทนที่ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่

    และ 4. การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่าง 2 ประเทศ ระหว่างมีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกการเดินหน้าปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/851808/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XKFkty5xkubSvn62vsjAG

  • หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    หารือสภา ไฟส่องสว่างถนนสุวรรณศร 33 และถนนสาย 304 ดับสนิทยาวเกือบ 20 กม. หวั่นเกิดอันตราย บนถนนสายหลัก – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/108952&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ktO8cZcJ3wxff2p0lNLT_

  • ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    เศรษฐกิจ

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทช.หนุนการท่องเที่ยว-การเดินทาง ผุดถ.สาย นม.4040 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ทช. ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย นม.4040 แยก ทล.2365 – บ้านโคกใบบัว อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้เรียบร้อยแล้ว 

    ถนนสายดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนและแหล่งเกษตรกรรม เชื่อมต่อสถานที่ราชการและเป็นเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสภาพถนนเดิมบางช่วงชำรุดเสียหายเนื่องจากการใช้งานเป็นระยะเวลานานประกอบกับมีปริมาณการจราจรมากกว่า 3,600 คัน/วัน โดยเฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านเป็นประจำ จึงมีความจำเป็นต้องขยายความกว้างและปรับปรุงโครงสร้างทางให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น โดย ทช. ได้ดำเนินการก่อสร้างขยายช่องจราจรและปรับปรุงชั้นพื้นทาง โดยวิธี PAVEMENT IN-PLACE RECYCLING  รวมระยะทางดำเนินการ 4.082 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ใช้งบประมาณรวม 37.920 ล้านบาท โดยแบ่งลักษณะการก่อสร้าง ดังนี้ 

    – ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ กม.ที่ 4+425 ถึง กม.ที่ 5+550 ระยะทาง 1.125 กิโลเมตร  

    – ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ กม.ที่ 7+935 ถึง กม.ที่ 9+500 ระยะทาง 1.565 กิโลเมตร

    – ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ กม.ที่ 10+062 ถึง กม.ที่ 11+375 ระยะทาง 1.313 กิโลเมตร พร้อมขยายความกว้างของถนนเดิม จาก 8.00 เมตร เป็น 12.00 เมตร

    – ช่วงที่ 4 ตั้งแต่ กม.ที่ 11+850 ถึง 11+929 ระยะทาง 0.079 กิโลเมตร

    ปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบริเวณเขื่อนลำแซะ ที่สามารถชมวิวธรรมชาติ และสะพานไม้ 100 ปี ที่ทอดยาวผ่านทุ่งนาสวยงามเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง และยกระดับมาตรฐานชั้นทาง เพื่อรองรับการขนส่งพืชผลทางการเกษตรให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/444214&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pTknbunvxUPAbaUgIxQtn

  • กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    กรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่การทรานส์ฟอร์ม “ราชการดิจิทัล” พร้อมให้บริการประชาชนเต็มรูปแบบ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 กรมการท่องเที่ยว จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 23 ปี พร้อมประกาศความคืบหน้าสำคัญของการพัฒนาระบบบริการดิจิทัล เพื่อยกระดับการทำงานและการให้บริการประชาชนตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “ครบรอบ 23 ปี สถาปนากรมการท่องเที่ยว” มีคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ กรมการท่องเที่ยว ห้องประชุม 1 ชั้น 3 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยวได้วางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ยกระดับผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ และวันนี้เราได้เดินทางมาถึงจุดที่ใกล้กับความสำเร็จของการทรานส์ฟอร์มสู่ระบบราชการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล”

    โดยโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่คือ การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศกลางเพื่อพัฒนา e-Service และฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งบูรณาการระบบงานสำคัญของกรมการท่องเที่ยว ครอบคลุมฐานข้อมูลสำคัญตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว แผนที่ด้านการท่องเที่ยว การประเมินและการยื่นขอรับรองมาตรฐานการอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ไปจนถึงระบบให้บริการงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (e-Service) ระบบการทดสอบเพื่อเป็นมัคคุเทศก์ (e-Exam) ระบบการอบรมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ (e-Learning) และระบบ Thailand Smart Tour (TST) ระบบที่ช่วยยกระดับการจัดการของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ จะทำให้การให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มเปิดใช้งานไปแล้วบางส่วน และตั้งเป้าพร้อมใช้งานเต็มระบบในปลายปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

    “ปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 23 ปีของกรมการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นปีแห่งความหวังที่ใกล้จะเห็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบการให้บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jO6qLdeKZSa-Aa1y7Jj__