Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กยศ. ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. อย่างเป็นระบบ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในฐานะนายจ้างที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ผ่านการหักเงินเดือนบุคลากรที่เป็นผู้กู้ยืม เพื่อส่งคืนเงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงาน “กยศ. Expo สร้างโอกาส สร้างอนาคต” โดยมี นางสาวสมฤทัย รัตนมณี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน People Strategic Partner เป็นผู้แทนธนาคารเข้ารับรางวัล จาก นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ อาคารคอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

    ภายใต้กลยุทธ์ “Digital Bank with Human Touch” ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใส่ใจในคุณค่าของมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนทุนมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในองค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนภารกิจของ กยศ. ผ่านระบบการหักเงินเดือน ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินแก่ผู้กู้ยืม และสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้กองทุนได้อย่างเป็นระบบ โดยตลอดระยะเวลากว่า 27 ปีที่ผ่านมา  กยศ. สามารถสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยแล้วกว่า 7.1 ล้านราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

    รางวัลในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573722/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39OSlPwuud66nBTWIfNftN

  • 10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ อันดับ 1 อยู่ในเอเชีย

    10 ประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ จากงานวิจัยเผยที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    ในยุคโซเชียลมีเดีย การถ่ายเซลฟี่ให้สวยสมบูรณ์แบบอาจกลายเป็นเรื่องอันตรายได้ และงานวิจัยใหม่โดยสำนักงานกฎหมาย The Barber Law Firm เผยว่าที่ไหนบ้างที่การถ่ายเซลฟี่เสี่ยงที่สุด

    นักวิจัยของสำนักงานได้ศึกษากรณีอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่ทั่วโลกตั้งแต่มีนาคม 2014 ถึงพฤษภาคม 2025 โดยอ้างอิงจากรายงานข่าวใน Google News การศึกษาครอบคลุมเฉพาะกรณีที่การพยายามถ่ายเซลฟี่ส่งผลโดยตรงต่อการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

    “อินเดีย” ถูกจัดให้เป็นประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 42.1% ของอุบัติเหตุจากเซลฟี่ทั่วโลก จากกรณีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 271 รายที่รายงานในอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 214 ราย และบาดเจ็บ 57 ราย

    นักวิจัยระบุว่าสาเหตุสำคัญมาจากการที่พื้นที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง การเข้าถึงสถานที่อันตรายได้ง่าย เช่น หน้าผาและรางรถไฟ รวมถึงวัฒนธรรมโซเชียลมีเดียที่เข้มแข็ง

    Ketut Subiyanto

    “สหรัฐอเมริกา” อยู่อันดับ 2 โดยมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าอย่างมาก โดยมีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายเซลฟี่รวม 45 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 37 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย

    “รัสเซีย” อยู่อันดับ 3 มีผู้ประสบอุบัติเหตุรวม 19 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิต 18 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย

    แม้ตัวเลขเหล่านี้จะต่ำกว่าอินเดียมาก แต่ก็ยังสะท้อนรูปแบบที่น่ากังวล โดยเฉพาะในสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนมักเสี่ยงเพื่อเก็บภาพช่วงเวลาที่อันตราย

    “ปากีสถาน” อยู่อันดับ 4 มีผู้เสียชีวิต 16 ราย และไม่มีผู้บาดเจ็บ ขณะที่ “ออสเตรเลีย” ติดอันดับ 5 มีผู้เสียชีวิตจากเซลฟี่ 13 ราย และบาดเจ็บเพียง 2 ราย

    จากการศึกษาพบว่าสาเหตุการเสียชีวิตจากเซลฟี่ที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลกคือการตกจากที่สูง คิดเป็น 46% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจากหลังคา หน้าผา หรือโครงสร้างสูง การประสบอุบัติเหตุจากความสูงยังคงเกิดบ่อยที่สุดและมักร้ายแรงที่สุด

    “งานวิจัยของเราเผยให้เห็นเทรนด์ที่น่ากังวล เมื่อความต้องการการยอมรับบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องมีชีวิตจริง ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบไม่คุ้มกับอันตรายแน่นอน” Kris Barber ผู้ก่อตั้งและทนายความหลักของ The Barber Law Firm กล่าวในแถลงการณ์

    “สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพียงแค่ถอยออกมาเล็กน้อยหรือเลือกมุมที่ปลอดภัยกว่า”

    James Frid

    10 อันดับประเทศที่อันตรายที่สุดในการถ่ายเซลฟี่

    1. อินเดีย – 271 ราย
    2. สหรัฐอเมริกา – 45 ราย
    3. รัสเซีย – 19 ราย
    4. ปากีสถาน – 16 ราย
    5. ออสเตรเลีย – 15 ราย
    6. อินโดนีเซีย – 14 ราย
    7. เคนยา – 13 ราย
    8. สหราชอาณาจักร – 13 ราย
    9. สเปน – 13 ราย
    10. บราซิล – 13 ราย

    ด้วยความนิยมที่ยังคงสูงของแพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ TikTok แรงกดดันในการถ่ายเซลฟี่ที่โดดเด่นและท้าทายจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคย

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความต้องการสร้างคอนเทนต์ไวรัลมักมีอิทธิพลมากกว่าความปลอดภัยพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้คนเสี่ยงโดยไม่จำเป็นและบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในชาเลนจ์อันตรายบน TikTok

    ไม่นานมานี้ นักท่องเที่ยวคนหนึ่งในอินเดียที่พยายามถ่ายภาพกับช้าง แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากถูกเหยียบย่ำและถอดเสื้อผ้า ทำให้เห็นก้นอันเปลือยเปล่าของเขาให้สัตว์ต่าง ๆ ได้เห็น

    นี่เป็นการเสี่ยงที่ประมาทและน่าอาย แต่โชคดีที่จบลงเพียงด้วยวิดีโอช็อก ไม่ใช่ชีวิตของเขา

    “มักมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในการเก็บภาพช่วงเวลาสวยงามโดยไม่เสี่ยงชีวิต ไม่มีจำนวนไลก์หรือแชร์ใดที่สามารถชดเชยความเสี่ยงต่อชีวิตของคุณได้” Barber กล่าวถึงอันตรายจากการเสี่ยงเพื่อถ่ายเซลฟี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836326/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z4b3yuJvsrW7QdoCUqv0H

  • วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุม และได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ คณะที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย ผู้บริหารจาก วช. และทีมนักวิจัย ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดยมี รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ และคณะที่ปรึกษา ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับทุนวิจัยจาก วช. มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ซึ่งรูปแบบการให้ทุนมีการปรับเปลี่ยนตามการปฏิรูประบบวิจัย จุดเปลี่ยนที่สำคัญเริ่มในปีงบประมาณ 2562 จึงมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงโครงการในระยะก่อน โครงการปัจจุบัน และโครงการในอนาคต เพื่อนำไปขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ต่อไป โดยการประเมินการใช้ประโยชน์ และความคุ้มค่าด้วยกลไกต่าง ๆ นั้น มีความสำคัญ วช. ภายใต้กระทรวง อว. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สามารถนำงานที่แล้วเสร็จจากทุนเดิมและจากทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์. (Strategic Fund : SF) ที่มีอยู่นำไปต่อยอดขยายผลสู่แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ที่ริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่องมาก่อน วช.จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนท่านนักวิจัย การดำเนินงานของศูนย์ฯ และงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

    รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ กล่าวว่า ในนามของ “แผนงานศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” ศูนย์ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้การสนับสนุนทุนจาก วช. ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 รวมถึงการวิเคราะห์โอกาสตลอดจนการขับเคลื่อน การนำไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ สังคม ชุมชน พาณิชย์ และนโยบาย ในการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลจากการประเมินโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุน ประจำปีงบประมาณ 2564

    ถัดมาเป็น การนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ พร้อมตัวอย่างผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “โครงการจากวิจัยสู่ธุรกิจ Start-up ในนาม บริษัท สยามโนวาส จำกัด (Siamnovas Company Ltd.)” นำเสนอโดย : ผศ. ดร.วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ ที่ปรึกษานวัตกรรม บริษัท สยามโนวาส จำกัด ซึ่งดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี ปัจจุบัน M.Zlex พัฒนาถึง version5 และขยับไปขอรับการสนับสนุนจาก BOI เพื่อขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการช่วยลด PM2.5 และก๊าซมีเทน

    “โครงการศึกษาเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี กรณีศึกษาสายพันธุ์ข้าว กข.41” นำเสนอโดย : นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดกรมชลประทาน ในการทำนาเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ย และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันขยายผลร่วมกับกรมการข้าวโดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

    และ “แผนงานการย้ายปลูกหญ้าทะเลและนิเวศบริการของหญ้าทะเล นำเสนอโดย : รศ. ดร. จารุวรรณ มะยะกูล ผู้ร่วมโครงการวิจัย สังกัด มหาวิทยาสงขลานครินทร์ ที่นำผลงานไปดำเนินการขยายผลร่วมกับอาสาสมัครในพื้นที่เกาะลิบงซึ่งประสบปัญหาหญ้าทะเลลดลงอย่างรุนแรง รวมกับ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ

    สุดท้ายเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนที่นำทางเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Management Roadmap)” โดย ผศ. ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล เพื่อเป็นข้อเสนอให้กับหน่วยงานบริหารทุนและนักวิจัยในการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนสร้างผลลัพธ์ และผลกระทบมากยิ่งขึ้น

    และปิดท้ายด้วย ศ.อดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม วช. กล่าวปิดการประชุมด้วยการให้กำลังใจนักวิจัย และผู้ทำงานในระบบวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้อง การความทุ่มเทในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้จริง เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952315&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hy9bY4ZW34IyI8bwY7fkL

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน

    29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ

    “ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น

    หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน

    โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

  • คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    มหาวิทยาลัยเอเชีย และแปซิฟิก (UA&P) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำของปี 2567 ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรจากสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบจากฤดูพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงน้อยลง ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ อัตราการขยายตัวดังกล่าวจะมากกว่าร้อยละ 5.2 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และร้อยละ 5.5 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5.5 – 6.5 สำหรับปี 2568 ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงแข็งแกร่งจากปัจจัยสนับสนุนของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ แม้จะถูกจำกัดด้วยภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อเงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFW) โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมปรับลดลงเหลือร้อยละ 0.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี จากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและอาหาร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 – 4 รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 หลังจากชะลอตัวในช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ 45 วันระหว่างการเลือกตั้ง วันที่ 28 มีนาคม – 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 125 จุดพื้นฐาน (bps) ทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 5.25 สำหรับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจผันผวนตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์และธนาคารกลางสหรัฐฯ (US Federal Reserve) ขณะที่ตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากปัจจัยสนับสนุนด้านอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การกู้ยืมของรัฐบาลกลางที่เกือบครบตามเป้าหมาย และแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่มเติมอีกรวม 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2568

    ผลกระทบจากภาษีศุลกากร

    ANZ Research ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจเผชิญแรงกดดันภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยดุลการค้าด้านบริการมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกในภาค Business Process Outsourcing (BPO) และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะยังคงแข็งแกร่ง ดุลการค้าด้านบริการลดลงเหลือ 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาลแรก จาก 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ IT – BPO กำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านในระยะสั้น โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากมาตรการภาษี อาจส่งผลต่อความต้องการบริการจากภาคธุรกิจ IT – BPO โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ หากความต้องการจากสหรัฐฯ ชะลอลง อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากบริการของฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ IT- BPO ยังเผชิญกับแรงกดดันจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น โดยแรงงานที่มีทักษะต่ำจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุด สำหรับบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าความต้องการส่งออกสินค้าจะอ่อนตัวลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้การพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกจะส่งผลถึงฟิลิปปินส์เช่นกัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ความต้องการนำเข้าจากการบริโภคภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลการค้าขยายตัวมากขึ้น 

    ในขณะเดียวกัน คาดว่า ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ที่จะเก็บจากการโอนเงินกลับประเทศ (Remittances) จากสหรัฐฯ โดยจะบังคับใช้เฉพาะการเงินโอนแบบเงินสด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของประเทศในระดับปานกลาง ทั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีการพึ่งพารายได้จากเงินโอนกลับประเทศจากสหรัฐอเมริกาสูง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของเงินโอนกลับประเทศทั้งหมด โดยเงินโอนกลับดังกล่าวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน การบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินผลกระทบโดยรวมของการขึ้นภาษีดังกล่าวประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของยอดเงินโอนทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะจำกัดในปี 2569 การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเงินโอนที่ส่งกลับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 การส่งเงินกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ 16.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเงินโอนกลับจากแรงงานบก (land-based workers) เป็นแรงงานที่มีสัดส่วนมากที่สุด

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World

    บทวิเคราะห์/ ข้อคิดเห็น
    •    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 5.8 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำหนดไว้ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานหลังสิ้นสุดช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจ IT – BPO ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเตรียมบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ต่อการโอนเงินกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนและเสถียรภาพการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ากระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัดก็ตาม ทั้งนี้ การโอนเงินกลับประเทศยังคงเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ความผันผวนของค่าเงินและทิศทางตลาดพันธบัตร โดยตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงและการกู้ยืมของภาครัฐที่เกือบครบตามเป้าหมาย ขณะที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่การขาดดุลการค้ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    •    ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การบริโภคภาคครัวเรือนของฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาสแก่ผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันการผ่อนคลายนโยบายการเงินและเสถียรภาพตลาดพันธบัตรอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนธุรกรรม อย่างไร
    ก็ตาม ผู้ส่งออกไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรและภาษีการโอนเงินของสหรัฐฯ ที่อาจลดกำลังซื้อของภาคครัวเรือนฟิลิปปินส์ การขาดดุลการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ตลอดจนความเสี่ยงจากผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคแรงงานและรายได้ครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อไป

    —————————————

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
    สิงหาคม 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i4orjff4ml6ar8j1gqmheqmj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nXtiDSBuUijzlAvy_Bm9

  • พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดี “คลิปเสียง” ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยศาลนัดออกนั่งบัลลังก์เวลา 15.00 น. เพื่ออ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีรับฟัง

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง

    นายสุพรรณ รักษา พ่อค้าหมูสดฝั่งตรงข้ามตลาดชายแดน กล่าวว่า ตนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้จริง โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน เพราะส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก “ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก ค้าขายไม่ได้ คนเงียบแทบทั้งตลาด”

    ด้านนางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดชายแดน เปิดเผยว่า อยากได้ผู้นำใหม่ที่จริงใจและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ พร้อมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเมืองที่มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง “เราทำมาหากินลำบากมาก ต้องเลี้ยงครอบครัวและลูกน้อง แต่ช่วงนี้ขาดทุนตลอด อยากให้นายกฯ คนใหม่ มาช่วยพัฒนาและทำให้ประชาชนอยู่ได้จริง”

    เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนชายแดนต้องการมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและธนาคาร ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้และสินเชื่อระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระที่เกิดจากปัญหาชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บางส่วนของประชาชนในพื้นที่ยังเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” ที่มีความเป็นกลางและมีความสามารถเพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ เพราะยิ่งช้า ประชาชนก็ยิ่งลำบากมากขึ้น

    สำหรับบรรยากาศการค้าชายแดนช่องจอมในช่วงนี้ พบว่ามีฝนตกเป็นระยะ ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิด เพราะชาวกัมพูชาบางส่วนกลับประเทศ และผู้ค้าชาวไทยก็ยังไม่มั่นใจสถานการณ์ ขณะที่ร้านขายพืชผักและของสดบางร้านยังเปิดบริการ เพื่อรองรับลูกค้าประจำ แม้ยอดขายจะไม่ดีนัก โดยบางครอบครัวยังเตรียมเก็บเงินสำรองไว้สำหรับการอพยพรอบใหม่ หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่คลี่คลาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5062861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8f98kCDjlP8J-ddX-7Ql

  • อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม

    อารักชี: อิหร่านจะตอบโต้การกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม
    🔹รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสามประเทศในยุโรป และผู้แทนฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้โทรศัพท์ถึงนายซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อแจ้งความตั้งใจที่จะรายงานอย่างเป็นทางการต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อเริ่มกระบวนการที่เรียกว่า “การระงับข้อพิพาท” ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA)
    🔹รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเน้นย้ำถึงบทบาทที่รับผิดชอบและเจตนาดีของอิหร่านในการยึดมั่นในแนวทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และกล่าวว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะตอบสนองต่อการกระทำที่ผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลของทั้งสามประเทศยุโรปอย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์แห่งชาติของตน
    🔹อารักชียังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) พร้อมแสดงความหวังว่าสามประเทศยุโรปจะปรับเปลี่ยนแนวทางที่ผิดพลาดนี้ให้เหมาะสมภายในไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยความรับผิดชอบและการเข้าใจต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

  • เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย “แบนมือถือ” ในห้องเรียน แก้ปัญหา”เด็กติดจอ”

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    • เกาหลีใต้ผ่านกฎหมาย ห้ามใช้สมาร์ทโฟนระหว่างชั่วโมงเรียนทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม ปี 2026 เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับโรงเรียน
    • เป้าหมายหลักคือเพื่อต่อสู้กับ “ภาวะเสพติดสมาร์ทโฟน” ในกลุ่มเยาวชน ซึ่งมีสถิติสูงถึง 43% และเพื่อส่งเสริมสมาธิในการเรียนรู้และพัฒนาการทางสังคมของนักเรียน
    • แม้จะผ่านการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น แต่ยังคงมี ข้อถกเถียงในประเด็นสิทธิของนักเรียน และการมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับความกดดันในระบบการศึกษา

    สภาเกาหลีใต้ลงมติผ่านร่างกฎหมายแบนการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะในห้องเรียนทั่วประเทศ หวังแก้ปัญหาเด็กติดจอและเพิ่มสมาธิในการเรียนรู้ เริ่มมีผลปี 2026

    สภาเกาหลีใต้ได้ผ่านร่างกฎหมายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ Smart Device ระหว่างชั่วโมงเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ภาคการศึกษาใหม่ในเดือนมีนาคม ปี 2026

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    กฎหมายฉบับนี้เป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์เสพติดสมาร์ทโฟนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และมีงานวิจัยชี้ถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

    สถิติจากรัฐบาลในปี 2024 พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของประชากรเกาหลีใต้กว่า “51 ล้านคน” มีภาวะพึ่งพาสมาร์ทโฟนมากเกินไป แต่ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เป็น “43%” ในกลุ่มเยาวชนอายุ 10-19 ปี

    เกาหลีใต้ ใช้กฎหมาย

    ผู้ปกครองและครูต่างแสดงความกังวลว่า ‘การใช้สมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อผลการเรียนของนักเรียน ทำให้ขาดสมาธิ และแย่งชิงเวลาที่ควรใช้ในการทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์’

    โช จอง-ฮุน ส.ส. ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า มี “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่สำคัญ” ซึ่งบ่งชี้ว่าการเสพติดสมาร์ทโฟนมี “ผลกระทบที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางสมองและการเติบโตทางอารมณ์ของนักเรียน”

    แม้กฎหมายจะห้ามใช้โทรศัพท์เฉพาะช่วงเวลาเรียน แต่ยังให้อำนาจครูในการจำกัดการใช้ในบริเวณโรงเรียนได้ พร้อมทั้งกำหนดให้โรงเรียนต้องจัดอบรมเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม กฎหมายมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ หรือกรณีจำเป็นเพื่อการศึกษาและเหตุฉุกเฉิน

    ท่าทีต่อกฎหมายฉบับนี้ยังคงเสียงแตกในหมู่ครู โดยสมาพันธ์ครูแห่งเกาหลี (KFTA) ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม สนับสนุนกฎหมายโดยให้เหตุผลว่าช่วยสร้างรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคง ในการควบคุมการใช้โทรศัพท์และลดปัญหาการกระทบกระทั่งกับนักเรียน

    ขณะที่สหภาพครูและคนทำงานด้านการศึกษาเกาหลี (KTU) ยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน โดยสมาชิกบางส่วนกังวลว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิของนักเรียน และมองว่ากฎหมายนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แทนที่จะจัดการกับต้นตอความเครียดที่แท้จริงของนักเรียน เช่น ระบบการแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กดดันอย่างหนัก

    ที่มา : BBC, REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-tech/gadget/859516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FohL-DujXLDGZpfTiS7B8

  • TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีนจัดว่ามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแม้จีนจะเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ทว่าศักยภาพในการผลิตน้ำมันของจีนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภค จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง และกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก อุปสงค์น้ำมันของจีนจึงมีอิทธิพลต่อดุลอุปสงค์-อุปทานน้ำมันโลกโดยตรง

    • โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 (7M25) จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นราว 300,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า (7M24) อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากฐานต่ำ เนื่องจากปี 2024 จีนชะลอการนำเข้าน้ำมันลงจากปีก่อนหน้า ทำให้เมื่อเทียบกับปี 2023 (7M23) ซึ่งจีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะคิดเป็นการเติบโตเพียง 40,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

    • สำหรับระยะข้างหน้า เศรษฐกิจจีนคาดมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายของปี สะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจจีนหลายภาคส่วน อาทิ การลงทุนสินทรัพย์ถาวร และการบริโภคครัวเรือนที่เริ่มอ่อนแรงลง

    • อีกทั้งการตกเป็นเป้าหมายหลักของสงครามการค้า ประกอบกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบาง ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง กดดันกำไรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการบริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคน้ำมัน

    • นอกจากนี้ จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ที่กำลังมุ่งสู่ประเทศจีนก็ยังอยู่ในแนวโน้มลดจำนวนลง สะท้อนการนำเข้าที่อาจชะลอลงในระยะถัดไป ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนจะไม่เพียงพอที่จะผลักดันอุปสงค์น้ำมันโลกในช่วงท้ายของปี 2025 เราจึงประเมินว่าตลาดน้ำมันยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักจาก OPEC ขณะที่แรงหนุนจากอุปสงค์โดยเฉพาะจากจีนมีจำกัด ราคาน้ำมันดิบ WTI จึงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อไปสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี และความเสี่ยงยังโน้มเอียงไปทางด้านต่ำ

    Highlighted Headlines

    • ไทย: ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ โดยศาลฯ จะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. วันนี้

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภคกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เดือน ส.ค. และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ค.

    • ไทย: รายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน โดย ธปท. เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income), การใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Spending) และปริมาณสินค้าคงคลังภาคการค้าส่ง (Wholesale Inventories) เบื้องต้น เดือน ก.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573697/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAW6SQlQMJy5UfK7SxzEE

  • สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย นำโดย ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมเวทีเสวนา “หนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงิน” ในงาน Thailand Focus 2025 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Beyond the Challenges โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นสัญญาณสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

    ผยง ชี้ว่า เศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานนอกระบบยังมีสัดส่วนสูง ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังพึ่งพาหนี้นอกระบบ ส่งผลให้ภาระหนี้จริงอาจเกิน 100% ของจีดีพี การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุม ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การยกระดับข้อมูลเครดิตให้ครบถ้วน และการสร้างระบบสวัสดิการที่ตรงจุด เพื่อลดความเปราะบางของครัวเรือนไทย

    สำหรับแนวทางเชิงโครงสร้าง สมาคมธนาคารไทยเสนอ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุม ความเป็นธรรม การแข่งขันเท่าเทียม การเข้าถึงข้อมูลอย่างเปิดกว้าง และการสร้างความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค พร้อมย้ำว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    นายผยง กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืน ควรยึด 5 แนวทางหลัก คือ
    1.ความครอบคลุม (Inclusive) โดยต้องชัดเจนว่าจะใช้สวัสดิการ กลไกตลาด หรือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า 
    2.ความเป็นธรรม (Fairness) ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงจริง ไม่สร้าง moral hazard 
    3.การแข่งขันเท่าเทียม (Level Playing Field) ระหว่างสถาบันการเงินแต่ละประเภท
    4.การแข่งขันและการเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้าง (Open Competition & Data Access) แข่งขันภายใต้กลไกตลาด และ
    5.การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค

    พยง ยังย้ำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    “จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการพัฒนาแรงงานสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ใช้ประโยชน์จาก Generative AI ให้มากขึ้นจากการที่ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 91% ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำทาง (Lighthouse) ในการปฏิรูป และแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

    — พยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-bankers-association-thailand-focus-2025-household-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lgdvA1Jlw3IOTZooECUAH