Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทรู อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่

    ทรู อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่

    ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz เพิ่มที่นิมมาน-สนามบินเชียงใหม่ เปิดเต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz ยกระดับประสิทธิภาพมือถือรองรับเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ภาคเหนือ

    True Corporation Upgrades 5G Coverage in Nimman-Chiang Mai Airport

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้ายกระดับเครือข่าย 5G ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งอัปเกรดเปิดใช้เต็มแบนด์วิดท์ 90 MHz บนคลื่น 2600 MHz เพิ่มอีกหลังทยอยเปิดในพื้นที่สำคัญหลายจังหวัด ล่าสุดเสริมประสิทธิภาพการใช้งานดิจิทัลย่านนิมมานเหมินท์ และสนามบิน จ. เชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งยอดนิยมและมีการใช้งานหนาแน่นทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อความเร็วสูงสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดอันดับ 1 ภาคเหนือ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลที่เหนือกว่าสำหรับทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค

    การเร่งพัฒนาเครือข่าย 5G และ 4G ในเชียงใหม่เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและจะเสร็จทั่วประเทศราวเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานดิจิทัล และ 5G ที่เพิ่มขึ้น ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่นมีจำนวนผู้ใช้ 5G ทั่วประเทศสูงถึง 14.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (ข้อมูลไตรมาส 2/2568)

    ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคลื่นความถี่ 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นหลักของ 5G มาพัฒนาอย่างต่อเนื่องเต็มศักยภาพ โดยสามารถอัปเกรดใช้งาน 5G เต็มแบนด์วิดท์จำนวน 90 MHz ซึ่งตามปกติผู้ให้บริการมือถือทุกรายต้องแบ่งความจุแบนด์วิดท์ของคลื่น 2600 MHz เพื่อเปิดใช้งานทั้ง 5G และ 4G ร่วมกัน เพราะต้องนำมารองรับผู้ใช้งาน 4G ซึ่งมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถเปิดใช้งาน 5G ได้เต็มแบนด์

    หลังการประมูลคลื่นความถี่จาก สำนักงาน กสทช. ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่ครบที่สุดในไทยด้วย 8 คลื่นความถี่ครอบคลุมทุกย่าน ทั้งคลื่นความถี่ต่ำ-กลาง-สูง ได้แก่ 700 MHz, 900 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz โดยสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย และมอบประสบการณ์ 5G-4G เหนือระดับให้คนไทย

    ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ชนะการประมูลคลื่น 2300 MHz ซึ่งมีแบนด์วิดท์กว้างถึง 70 MHz มาเปิดใช้งาน 4G อย่างต่อเนื่องได้ทันที จึงทำให้นำคลื่น 2600 MHz มาปลดล็อกเปิด 5G ได้เต็มศักยภาพ และยังสามารถนำคลื่น 2300 MHz มาพัฒนาเพื่อใช้ 5G ในอนาคตได้อีกด้วย รวมทั้งได้ประมูลคลื่น 1500 MHz จำนวน 20 MHz ซึ่งเป็นคลื่นใหม่ที่เหมาะสำหรับการพัฒนาเครือข่ายสู่อนาคตอีกด้วย

    เชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภาคเหนือ

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 5 ของประเทศไทย รองจากกรุงเทพฯ, ชลบุรี, กาญจนบุรี และภูเก็ต และเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนกว่า 6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตสูงถึง 6.55% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้ความต้องการใช้งานเครือข่ายสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทรู คอร์ปอเดรชั่น มุ่งขยายสัญญาณ 5G และ 4G ในเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน

    พื้นที่หลักสองแห่ง จ.เชียงใหม่ สู่การอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz

    • ย่านนิมมานเหมินท์ – นับเป็นย่านหัวใจเศรษฐกิจ การจัดอีเวนต์ และจุดรวมไฮไลท์สำคัญของคนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมร้านค้า สถานที่พัก คาเฟ่ และพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) ที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นแหล่งยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางดิจิทัล (Digital Nomads) ที่ทำงานผ่านออนไลน์และต้องใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง
    • สนามบินเชียงใหม่ – ศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญของภาคเหนือที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยรองรับผู้โดยสารชาวไทยและต่างชาติประมาณ 8.5-11 ล้านคนต่อปี และมีปริมาณรถเข้าออกสนามบินประมาณวันละ 20,000-30,000 คัน

    นายประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“เราดำเนินการอัปเกรด 5G คลื่น 2600 MHz ให้เต็มประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องทั่วไทย โดยครั้งนี้เรามุ่งพัฒนาที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคเหนือ เครือข่ายของเราจะตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพสูง เพิ่มประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่”

    Network Modernization เครือข่ายที่สมบูรณ์แบบ ตอกย้ำ ทรู 5G คว้าตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน จาก nPerf

    โครงการยกระดับโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ทำให้ลูกค้าทั้งทรูมูฟ เอช และดีแทค ได้รับประโยชน์จากเครือข่ายที่ผสานจุดแข็งเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ โดยลูกค้าทั้งสองแบรนด์สามารถใช้งานบนเครือข่ายเดียวกันด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ความแข็งแกร่งของการผนึกกำลังครั้งนี้สะท้อนชัดจากผลการประเมินของสถาบัน nPerf ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบคุณภาพเครือข่ายระดับโลก ที่จัดอันดับให้ทรู 5G ครองตำแหน่งเครือข่ายที่ดีที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2559–2567 โดยผลสำรวจผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน nPerf ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 ธันวาคม 2567 ในรายงาน nPerf 2024 ระบุว่า ทรูมูฟ เอช ครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ด้วยคะแนนรวมสูงสุด 104,336 คะแนน ความเร็วอัปโหลดสูงสุด 37.33 เมกะบิตต่อวินาที และค่า Latency ต่ำที่สุดเพียง 23.83 มิลลิวินาที ขณะที่ดีแทคโดดเด่นในด้านคุณภาพการใช้งานจริง (Quality of Experience) มอบประสบการณ์การท่องเว็บ (Web Browsing) และการรับชมความบันเทิงแบบสตรีมมิ่ง (Streaming) ที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเมื่อผนึกเครือข่ายร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จะได้รับประสบการณ์เครือข่ายที่ดีที่สุดร่วมกันอย่างแท้จริง

    เรื่องน่าสนใจเพิ่มเติม:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/true-corporation-upgrades-5g-coverage-in-nimman-chiang-mai-airport/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qU4Fl_rgUubEkQJLEIGco

  • ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ ชี้ส่งออกหนุนเศรษฐกิจก.ค. ห่วงลงทุน-ท่องเที่ยวแผ่วจับตาครึ่งปีหลัง

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 68 ยังรับอานิสงส์ส่งออกโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ส่วนลงทุน-ท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มแผ่ว แจงดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคชะลอ โอดเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า-ค่าครองชีพสูง กังวลความขัดแย้ง พร้อมเกาะติดทิศทางส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรมครึ่งปีหลัง จากมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มมีผล ส.ค.

    28 ส.ค. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 2568 ว่า ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้ารวม อยู่ที่ 2.85 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขณะที่การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทย อย่างสหรัฐฯ จีน และและญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ก.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพรวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -4.3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักร เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัญญาณชะลอตัวลงด้วย โดยในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย รวม 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -15.9% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.5% แ

    “จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือน ก.ค. 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 7.8% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น ส่วนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ -0.70% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.84% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 64.2% ต่อจีดีพี ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/851665/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dz329dfqPKlNMmgSulZ76

  • ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | TOPNEWS

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | TOPNEWS

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

    • เผยแพร่ : 28/08/2025 21:11

    ยโสธร ผลักดันให้ภูถ้ำพระเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ภูถ้ำพระในอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่รอให้ชาวพุทธและประชาชนทั่วไปได้เข้าไปศึกษาประวัติความเป็นมาและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีถ้ำอยู่หลายถ้ำและบนยอดเขายังมีก้อนหินรูปลักษณ์แปลกๆที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้เที่ยวชมจำนวนมากเช่นกันขณะเดียวกันทางเทศบาลตำบลกุดแห่ก็กำลังเร่งผลักดันให้ภูถ้ำพระแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญประจำตำบลกุดแห่อีกด้วย คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ได้นำผู้สื่อข่าวเดินเท้าสำรวจเส้นทางการท่องเที่ยวบริเวณภูถ้ำพระเพื่อให้เป็นเป็นแหลงท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร แต่อดีตที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีประชาชนให้ความสนใจมากนัก แต่ปัจจุบันมีการก่อตั้งวัดขึ้นและมีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ จำนวน 8 รูป โดยมีพระครูชยสิทธิคุณ เป็นเจ้าอาวาสวัดภูถ้ำพระ พร้อมที่จะเปิดให้ชาวพุทธหรือประชาชนทั่วไปได้เข้าไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์ภายในวัดภูถ้ำพระแห่งนี้อีกทั้งได้ศึกษาประวัติความเป็นและสัมผัสธรรมชาติบนยอดภูเขา ซึ่งมีจุดชมวิวหลายจุดให้ได้ชมวิวแบบ 360 องศาฯ

    โดยภูถ้ำพระแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพระในพื้นที่บ้านหินโหง่น ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ห่างจากอำเภอเลิงนกทา ประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ไปทางอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ถึงบ้านดอนม่วง ตำบลกุดแห่ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เลี้ยวขวาตามถนนลาดยางขึ้นสู่ภูถ้ำพระและห่างจากอำเภอเมืองยโสธร 85 กิโลเมตร ที่เรียกว่า “ภูถ้ำพระ”เนื่องจากมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี บนเขาลูกนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยป่าไม้หนาทึบแล้ว บริเวณโดยรอบยังมีถ้ำอื่นๆ อีกหลายถ้ำ เช่น ถ้ำเค็ง ถ้ำงูซวง ถ้ำเกี้ยง และถ้ำพรหมบุตร ซึ่งในอดีตถ้ำเหล่านี้เคยเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาของเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสานหลายคนที่เคยธุดงค์ผ่านมา ภายในบริเวณภูถ้ำพระ เป็นถ้ำใหญ่กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ระหว่างชะง่อนหินขนาดใหญ่ 2 ก้อน ภูด้านทิศใต้ มีทางเข้าไปตามซอกหินเป็นอุโมงค์ ซึ่งตั้งสูงสุดตระหง่านอยู่รอบ ๆ จากปากถ้ำเลยไปทางทิศเหนือ สามารถเดินลอดไปได้อย่างสบาย ถ้ำพระนี้มีธรรมชาติ เป็น 2 ชั้น เป็นที่ประ

    ภูถ้ำพระ เป็นพื้นที่ภูเขาขนาดเล็กเป็นภูเขาหินทราย เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มีป่าไม้เบญจพรรณขึ้นอยู่ทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ ให้ความ ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลำห้วยหลายแห่ง บนยอดเขายังมีลานหินเป็นบริเวณกว้างเหมาะสำหรับเป็นสถานที่กางเต็นท์พักแรมสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดได้ บริเวณรอบๆลานหินยังพบว่ามีก้อนหินที่มีรูปลักษณ์แปลกๆที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอยู่จำนวนหลาบสิบก้อนและเสาหินลักษณะคล้ายแหล่งท่องเที่ยวภูผาเทิบ ของจังหวัดมุกดาหาร และมีจุดชมวิวเป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย ซึ่งถ้ามองจากยอดเขาไปทางทิศเหนือจะมองเห็นอุทยานแห่งชาติภูหมูและภูแผงม้า ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันออกมองเห็นอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว พื้นที่อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ทิศตะวันตกจะมองเห็นกังกันลมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลร่มเกล้า อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และมหาเจดีย์ชัยมงคลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งปัจจุบันทางวัดภูถ้ำพระ กำลังอยู่ระหว่างสร้างพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 7 เมตร สูง 9 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเพื่อเอาไว้ให้ชาวพุทธได้ไปสักการะ

    นายสำรวย ธิมา นายกเทศมนตรีตำบลกุดแห่ บอกว่า ภูถ้ำพระแห่งนี้ในอดีตมีพระพุทธรูปโบราณทั้งพระไม้แกะสลักและพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองคำและทองเหลือง จำนวนหลายร้อยองค์แต่ปัจจุบันถูกลักขโมยไปหมดแล้วและบริเวณรอบภูถ้ำพระแห่งนี้ยังมีถ้ำต่างๆอยู่หลายถ้ำซึ่งเคยเป็นสถานที่ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาของเกจิอาจารย์ชื่อดังในภาคอีสานหลายคนที่ธุดงค์ผ่านมา และเมื่อประมาณปี 2500 จึงได้มีการก่อตั้งเป็นวัดขึ้นที่ผ่านมามีเจ้าอาวาสอยู่หลายคนจนกระทั่งถึงปัจจุบันมี พระครูชยสิทธิคุณ เป็นเจ้าอาวาส และบนยอดภูยังมีลานหินกว้างและมีก้อนหินรูปทรงแปลกๆอีกหลายสอบก้อนจนชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่าลานหินสตาร์วอ เนื่องจากคล้ายกับในภาพยนตร์สตาร์วอ มองดูแล้วสวยงามน่าเที่ยวชมเพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าไปเที่ยวชมถ่ายรูปเช็คอินรวมทั้งเป็นจุดกางเต็นท์พักแรมเพื่อสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกดินในจุดเดียวกันตนจึงเร่งผลักดันให้ภูถ้ำพระแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกด้วยโดยในเบื้องต้นทางเทศบาลตำบลกุดแห่จะสำรวจและทำทางเดินเป็นขั้นบันได้พร้อมกับมีป้ายบอกทางไปตามจุดชมวิวต่างๆเพื่อความสะดวกขอ.

    ภาพ–ข่าว สมัย คำแก้ว ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดยโสธร

    asxacs

    SOCAIL 16-9

    ผู้ว่าเมืองคอน เปิดโครงการมินิธัญญารักษ์ คืนคนดีสู่สังคม

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ยานสำรวจทะลลึก ‘ไห่ฉิน’ ของจีนจบภารกิจในทะเลจีนใต้

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปลี่ยนสวนสาธารณะสู่แหล่งวัฒนธรรม .

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เยือนยลขุนเขา ‘อินซาน’ ลูกคลื่นเขียวชอุ่มในมองโกเลียใน

    ปราบแว้น รถแต่ง ท่อดัง ฝากผู้ปกครองเตือนบุตรหลานห้ามดัดแปลงสภาพรถ

    ลักลอบตัดไม้พะยูงซุกสระน้ำ เจ้าหน้าสนธิกำลังเข้าตรวจสอบ พบของกลางอื้อควบคุมตัวส่งดำเนินคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291996&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00kbePiqO-IEHvgYHFuX80

  • ไอดอลสาวญี่ปุ่น เต้นเขย่า-เดินโชว์ ย่านท่องเที่ยว คนรุมสวด สุดรับพฤติกรรม

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น เต้นเขย่า-เดินโชว์ ย่านท่องเที่ยว คนรุมสวด สุดรับพฤติกรรม

              ไอดอลสาวญี่ปุ่น คัพ J ตกเป็นดราม่า เดินโชว์ลูกพีชย่านท่องเที่ยว บอกหิวแล้ว คนท้องถิ่นรุมสวดยับ สุดรับพฤติกรรม ถ่ายคลิปเต้นเขย่าเต้า 

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

              วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ Mirror Media รายงานว่า น้องผักชี (Phakchi) สมาชิกวงไอดอลญี่ปุ่น Million! เพิ่งตกเป็นประเด็นดราม่าสนั่นในญี่ปุ่น หลังจากที่สาวเจ้าของเต้าคัพ J ได้ไปเดินเที่ยวย่านถนนเก่าในเมืองคามาคุระ จังหวัดคานางาวะ พร้อมถ่ายภาพและคลิปมาอวดแฟน ๆ บนโซเชียล 

              โดยพบว่า น้องผักชี มาเดินเที่ยวในชุดเสื้อคลุมสีเทา แหวกกว้างจนเห็นสปอร์ตบราสีเทาด้านใน ขณะที่ท่อนล่างเป็นกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน จากภาพที่ปรากฏนั้นเห็นได้ชัดว่ามีผู้คนมากมายที่กำลังเดินเที่ยวในขณะนั้นเช่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางโพสต์เธอระบุข้อความถามด้วยว่า “อยากกินดังโงะไหม ?” และ “ฉันหิวแล้ว”

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ภาพจาก X @million_phakchi

              น้องผักชีไม่เพียงถอดเสื้อออกกว้างจนคล้ายใส่เสื้อชั้นในเดิน เธอยังถ่ายคลิปเต้นไป-มากลางถนนด้วย จนปรากฏภาพไม่เหมาะสม ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เธอดูจะจงใจเขย่าเต้ามากเกินไป  

              เช่นเดียวกับชาวเน็ตที่ขุ่นเคือง ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่พอใจกับพฤติกรรมของไอดอลสาวเช่นกัน พากันวิจารณ์เช่น “ไม่ดูสถานที่เลยเหรอ” และ “เธอมาทำอะไรในย่านท่องเที่ยว” หลาย ๆ คนมองว่าพฤติกรรมนี้ไม่เหมาะสม แถมพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเด็กด้วย 

              บางคนคอมเมนต์ว่า แม้คนเราแต่ละคนจะมีอิสระในการแต่งตัว หรือการทำในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็ควรคำนึงถึงความรู้สึกและสภาพแวดล้อมของชาวบ้านในพื้นที่ด้วย 

              ต่อมาทางเมืองคามาคุระก็ไม่อยู่เฉย ได้ทำการร่างข้อบังคับว่าด้วยมารยาทในที่สาธารณะขึ้นมาเพื่อตอบสนองกรณีดังกล่าว รวมถึงแก้ไขปัญหาความวุ่นวายด้านการท่องเที่ยว 

    ไอดอลสาวญี่ปุ่น

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ภาพจาก X @million_phakchi

    ขอบคุณข้อมูลจาก Mirror Media 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NaBdUlCxFfkhDgumr4qCT

  • เศรษฐกิจภูมิภาคก.ค. ได้แรงหนุนจากการบริโภค ส่วนรายได้ท่องเที่ยวหดตัวเกือบทุกภาค : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจภูมิภาคก.ค. ได้แรงหนุนจากการบริโภค ส่วนรายได้ท่องเที่ยวหดตัวเกือบทุกภาค : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนก.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง กทม.-ปริมณฑล และภาคเหนือ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยว หดตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันตก ที่ขยายตัวได้

    ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค การท่องเที่ยว อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวที่ 72.8% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -11.9% และ -16.4% ต่อปี ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัว -7.1% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -43.0% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัว -74.4% ต่อปี อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.3% ต่อปี

    กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 9.2% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัว 4.3% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.2% ต่อปี ส่วนรายได้เกษตรกร หดตัว -4.8% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.5% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัวที่ -57.1% ต่อปี ส่วนเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -2.0% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -5.7% ต่อปี

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 6.8% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.4% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -11.0% ต่อปี ด้านรายได้เกษตรกร หดตัว -16.7% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ ที่ระดับ 54.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% ต่อปี จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.9% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 278.7% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในจังหวัดยโสธร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 67.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -3.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -4.7% ต่อปี

    ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.1% และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัวที่ 0.3% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -18.3% และรายได้เกษตรกร หดตัว -6.5% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -56.3% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -47.5% ต่อปี เช่นเดียวกับเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่หดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 84.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -7.5% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -8.5% ต่อปี

    ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ เงินทุนของโรงงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 7.9% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -13.8% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -8.3% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.1% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -67.3% ต่อปี เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 126.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ในจังหวัดเพชรบุรี เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 95.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -0.4% ต่อปี

    ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และภาคการบริการชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 0.2% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -16.4% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -12.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -4.2% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.5 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.7% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -35.0% ต่อปี อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 80.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -4.5% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.3% ต่อปี ตามลำดับ

    ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และภาคการบริการชะลอตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากรายได้เกษตรกร ขยายตัว 6.2% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -13.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.8% และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.2% ต่อปี ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -42.7% ต่อปีอีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.2 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -8.2% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -17.1% ต่อปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hi3YVR9KN1o9GA16cEOmL

  • เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท

    เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท


    บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กาแฟเขาช่อง ยานยนต์ ศูนย์การแพทย์ คลังแอลเอ็นจี พร้อมเดินหน้าศึกษาดึงปราจีนบุรีเข้า“อีอีซี”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมกพอ. มีมติเห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง  ดังนี้

    1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน โดยให้สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน 

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

     5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป  

    นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น 

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    3. เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3(ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบ เรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี

    ปัจจุบันสกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34739&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TKH3lJ91Rk0VGCV67fQMq

  • จับตา คังวอนแลนด์ พลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ Wellness Hub

    จับตา คังวอนแลนด์ พลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ Wellness Hub

    วงการกาสิโนและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ หลังญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวอภิมหาโครงการรีสอร์ทครบวงจร (Integrated Resort – IR) “MGM Osaka” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

    ล่าสุด สมาคมการท่องเที่ยวกาสิโน และสมาคมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยือนเมืองโอซาก้า เพื่อจัดเวทีเสวนา ประเมินผลกระทบ และ เตรียมกลยุทธ์รับมือเป็นการเร่งด่วน

    สื่อท้องถิ่น The Korea Bizwire รายงานว่า การเสวนาดังกล่าว ได้รวบรวมเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนของญี่ปุ่นและหาแนวทางแก้ไข

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ การคาดการณ์ว่า MGM Osaka  อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ได้ถึง 7.6 ล้านคนต่อปี อันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “คังวอน แลนด์” (Kangwon Land) กาสิโนเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้คนเกาหลีเข้าใช้บริการ

    และยังกระทบต่อธุรกิจกาสิโนสำหรับชาวต่างชาติ อีก 17 แห่ง ที่มีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงชาวญี่ปุ่น 

    อย่างไรก็ตาม คังวอน แลนด์ ได้เตรียมแผนรับมือด้วยการ ประกาศปรับโฉมรีสอร์ท High1 ครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการ “K-HIT” เพื่อยกระดับให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการกีฬาระดับโลก

    นายชเว ชอล-กยู รักษาการซีอีโอของคังวอน แลนด์ กล่าวว่า “นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเรา เราจะใช้นวัตกรรมอย่างโครงการ K-HIT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาจุดยืนของเกาหลีในเวทีรีสอร์ทครบวงจรระดับโลก”

    สำหรับโครงการ MGM Osaka มีกำหนดเปิดให้บริการราว ปี 2030 โดยชูจุดเด่นการเป็นกาสิโนถูกกฎหมายแห่งแรกของญี่ปุ่น 

    พร้อมด้วยโรงแรม 3 แบรนด์ รวมกว่า 2,500 ห้องพัก พื้นที่จัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ขนาดใหญ่ถึง 730,000 ตารางฟุต และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20lS9fZO4BeGiyQIo7pvRR

  • สายการบินบางกอกแอร์ขยายรันเวย์สนามบินตราด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตธุรกิจท่องเที่ยวตราดและจันทบุรี พุฒิพงษ์มาแถลงกับสื่อเอง | TOPNEWS

    สายการบินบางกอกแอร์ขยายรันเวย์สนามบินตราด รับเครื่องบินขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตธุรกิจท่องเที่ยวตราดและจันทบุรี พุฒิพงษ์มาแถลงกับสื่อเอง | TOPNEWS

    ด้านสำนักงานคลังจังหวัดตราดรายงานตัวเลขผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินตราด โดยระบุว่า จำนวนผู้โดยสารผ่านสนามบินตราด(ท่าโสม) ปี 2567 จำนวน 75,984 คน ครึ่งปี 2568 จำนวน 36,649 คน ขณะจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2567 มีจำนวน 2,267,612 คน ปี 2568 ในช่วงครึ่งปี 2568 มีจำนวน 1,099,805 คน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กันยายน 2568 นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้ทำหนังสือเชิญสื่อมวลชนจังหวัดตราด เข้าร่วมกิจกรรมของสายการบิน และให้ข้อมูลแผนเพิ่มศักยภาพสนามบินตราด รองรับการท่องเที่ยวในอนาคต เพื่อเปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจการบินของบริษัทที่จะรองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดตราดด้วย

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291661&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l_jBdHdGaqdwLl35Irt92

  • เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ชะลอตัวหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 39%

    เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ชะลอตัวหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 39%

    กระทรวงเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์เตือนเศรษฐกิจประเทศจะเติบโตช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ในอัตรา 39% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราภาษีสูงสุดที่สหรัฐฯ กำหนดให้กับประเทศต่างๆ

    สำนักเลขาธิการรัฐด้านกิจการเศรษฐกิจ (SECO) ของสวิตเซอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจแสดงให้เห็นผลจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์มีแนวโน้มจะเติบโตช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2026

    การปรับลดการคาดการณ์การเติบโต

    SECO ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 1.2% เหลือ 0.8% สำหรับปี 2026 ขณะที่ปีนี้คาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ 1.2% ลดลงจากการประเมินเดิมที่ 1.3%

    อัตราภาษีใหม่ 39% เพิ่มขึ้นจากอัตราพื้นฐาน 10% ที่ Trump ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนกับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก การเพิ่มอัตราภาษีนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่งออกสำคัญของ สวิตเซอร์แลนด์

    ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมหลัก

    ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมนาฬิกา เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารอย่างช็อกโกแลตและชีส ธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์กังวลว่าคู่แข่งจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จะได้เปรียบ เนื่องจากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเจรจาได้อัตราภาษี 15% ขณะที่อังกฤษได้อัตราภาษี 10%

    การตอบสนองของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์

    รัฐบาลเบิร์นโต้แย้งว่าสหรัฐฯ มีดุลการค้าบริการเกินดุลอย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ตลาดสวิตเซอร์แลนด์โดยไม่ต้องเสียภาษี การคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับเต็มครั้งต่อไปกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 16 ตุลาคม

    SECO ระบุว่า ยังไม่คาดว่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมีนัยสำคัญสำหรับในบางภาคธุรกิจบางส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/swiss-economy-slows-down-us-tariff-39-percent&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gnL9aI7BhE6uJrRSTmyA6

  • “ดร.ก้อง” เผยวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8 พันล้าน

    “ดร.ก้อง” เผยวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8 พันล้าน

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ชื่นชมผลงานทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยผ่านเข้ารอบ 16 ทีม พร้อมเผยศึกชิงแชมป์โลก 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนจัดเพียง 1,124 ล้านบาท

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ออกมากล่าวชื่นชมทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ที่ไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ พร้อมยืนยันว่าการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลสะพัดเศรษฐกิจไทยกว่า 8,435 ล้านบาท แม้การแข่งขันยังไม่สิ้นสุดลง

    ทีมชาติไทย จบอันดับ 2 ของกลุ่ม เอ ด้วยผลงานชนะ 2 แพ้ 1 มี 7 คะแนน ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปตามหลัง เนเธอร์แลนด์ ที่คว้าแชมป์กลุ่ม ซึ่ง ดร.ก้องศักด กล่าวย้ำว่า กกท. จะยังคงสนับสนุนเต็มที่ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬา เพื่อเตรียมความพร้อมสู้ศึกน็อกเอาท์ต่อไป

    สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจจากการจัดแข่งขันที่จัดขึ้นใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต ระหว่างวันที่ 22 ส.ค. – 7 ก.ย. 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสำรวจพบว่า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนเพียง 1,124 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการประชาสัมพันธ์ 5,596.50 ล้านบาท ผู้ชมสดและถ่ายทอดย้อนหลังรวมกว่า 1.3 พันล้านคน การเข้าถึงสื่อประชาสัมพันธ์สูงถึง 99.6 พันล้านครั้ง พร้อมมูลค่าการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศรวม 768.30 ล้านบาท และมูลค่าทางเศรษฐกิจตรง 2,070.90 ล้านบาท

    “การแข่งขันครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลก แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นบันไดสำคัญในการดึงดูดอีเวนต์กีฬานานาชาติเข้ามาจัดในอนาคต” ดร.ก้องศักด กล่าว

    สำหรับรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น แชมป์กลุ่ม เอช ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม เวลา 20.30 น. ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก ถ่ายทอดสดทาง PPTV HD และ AIS PLAY

    ที่มาของภาพ : –

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/volleyball/88940/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A_xLVU6_6GP4KU4veHq-I