Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    วิกฤตพลังงานเขย่าเศรษฐกิจไทย คลัง หั่น GDP ปี69 เหลือ 1.6%

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า สศค. ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือขยายตัว 1.6% จากคาดการณ์เดิม 1.8% จากปัจจุยแรงกดดันจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน เส้นทางขนส่ง และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจโลก 

    “สาเหตุที่ต้องปรับประมาณการลง จากเดิม 2% เหลือ 1.6% หลักๆ มาจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต้นทุนพลังงาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเรายึดสมมติฐานกลาง โดยคาดว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายในช่วงกลางปี” นายวินิจกล่าว

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ตั้งอยู่บน 5 สมมติฐานหลัก ดังนี้

    1.ศรษฐกิจประเทศคู่ค้า
    คาด 15 ประเทศคู่ค้าหลักเติบโตเฉลี่ย 3.0% ลดลงจาก 3.1% โดยสหรัฐฯ โต 2.2% จีน 4.3% ยูโรโซน 0.9% ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจคลี่คลายในช่วงกลางปี ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจากภาวะการเงินผ่อนคลาย และการลงทุนด้านดิจิทัล- AI แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานสูง หนี้สาธารณะ และปัญหาภูมิอากาศ

    2. อัตราแลกเปลี่ยน
    คาดค่าเงินบาทเฉลี่ย 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สอดคล้องทิศทางสกุลเงินภูมิภาค โดยยังต้องติดตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    3. ราคาน้ำมัน
    คาดราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อยู่ในระดับสูงและผันผวน จากความเสี่ยงด้านอุปทานโลก โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้ง นโยบายสหรัฐฯ และกลยุทธ์ของ OPEC+

    4. ภาคท่องเที่ยว
    คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน ลดลงจากประมาณการเดิม หลังไตรมาสแรกอยู่ที่ 9.32 ล้านคน (-2.4%) จากตลาดระยะไกลชะลอ โดยเฉพาะยุโรปและตะวันออกกลาง รายได้ท่องเที่ยวคาด 1.5 ล้านล้านบาท

    5. รายจ่ายภาครัฐ
    การบริโภคภาครัฐคาดโต 2.7% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและปรับแผนการใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตได้ในช่วง 1.1-2.1% โดยยังมีแรงสนับสนุนจากทั้งภาคต่างประเทศและในประเทศ ด้านการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 6.2% ตามอุปสงค์จากประเทศคู่ค้า ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 13.9% จากการเร่งนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ คาดการณ์ 0.3%

    ด้านการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 2.3% จากแรงหนุนของภาคท่องเที่ยวและมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.2% ตามการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการเร่งรัดโครงการลงทุนจริงผ่านมาตรการต่างๆ

    “แม้มีแรงกดดัน แต่การลงทุนยังเดินหน้าได้ ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนบีโอไอยังสูง สะท้อนความเชื่อมั่นในระยะยาวขณะเดียวกัน ภาครัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาครัฐคาดโต 1.3% และการลงทุนภาครัฐ 1.7% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน”

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือเข้าไปช่วยแบบมีเป้าหมาย และใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

    กระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมใช้พื้นที่นโยบายการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยยังคงยึดวินัยการคลัง แต่สามารถผ่อนคลายได้หากจำเป็น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศแตะ 30% ของ GDP

    “วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญ และต้องนำไปสู่การปฏิรูป ทั้งการเพิ่มรายได้รัฐ และการลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายวินิจกล่าว

    ทั้งนี้ สศค.ชี้ว่า ทุกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อจีดีพี โดย ทุก 1 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ราว 0.27% ขณะที่มาตรการกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น

    สำหรับ ยังต้องติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด 
    1.ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน
    2.ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า
    3.สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง
    4.คามเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    กระทรวงการคลังมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ยังมี ฐานความแข็งแรง และศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถบริหารความเสี่ยงและเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพาเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lwLddy76NNM5l76tLUEYG

  • SCGD ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก ยกเครื่องฐานผลิต เร่งพลังงานทางเลือก สู้ต้นทุนพุ่ง

    SCGD ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจโลก ยกเครื่องฐานผลิต เร่งพลังงานทางเลือก สู้ต้นทุนพุ่ง

    นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่งให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง

    ไตรมาส 1/2569 SCGD มีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท และ EBITDA on Sales อยู่ที่ 14.1% ปรับดีขึ้นจากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน หากไม่รวมผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงเพียง 4% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากยอดขายในเวียดนามที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

    “แม้ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์จะเพิ่มขึ้น แต่ผลกระทบต่อ SCGD ยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางต่ำกว่า 1% และเรามีมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง” นายนำพล กล่าว

    4 กลยุทธ์หลัก ปรับเกมสู้ระยะยาว

    SCGD เดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ผ่าน 4 แกนหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและนวัตกรรม แบ่งเป็น

    1. ดันเวียดนามเป็นฐานผลิต-ส่งออกหลัก โดยกลุ่ม PRIME ในเวียดนามกลายเป็น “หัวหอก” การเติบโต โดยไตรมาส 1 มียอดขายกระเบื้องรวม 11.8 ล้านตารางเมตร และยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 3.9 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 44%

    ล่าสุดลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 6.6 ล้านตารางเมตร มูลค่า 660 ล้านบาท ที่โรงงาน Pho Yen คาดแล้วเสร็จปี 2570 ดันกำลังการผลิตรวมเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร หรือ 40% ของกำลังผลิตทั้งหมด รองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออก

    2. ผ่าตัดโครงสร้างผลิตในไทย ลดต้นทุนระยะยาว ด้วยการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการรวมศูนย์สายการผลิตในไทย จาก 4 โรงงาน เหลือ 2 โรงงานในสระบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วย

    พร้อมลงทุนสายการผลิตใหม่รองรับกระเบื้องขนาดใหญ่และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) คาดแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2570 ดันกำลังผลิตรวมแตะ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี

    ทั้งนี้ บริษัทคาดรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างราว 679 ล้านบาท (ส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินสด) แต่ยังให้ผลตอบแทนโครงการอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้ง Payback Period และ IRR

    3. รุกสินค้า HVA–Smart Value ครบทุกเซกเมนต์ บริษัทเดินหน้าพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกระดับ

    • สินค้า HVA คิดเป็น 36% ของรายได้
    • กลุ่ม Smart Value (SVP) คิดเป็น 18%

    พร้อมใช้จุดแข็ง Deep Customer Insight และเทคโนโลยี Production Intelligence สร้างความแตกต่างสินค้า ท่ามกลางตลาดที่ชะลอตัว

    4. เร่งพลังงานทางเลือก ลดแรงกดดันต้นทุน SCGD เพิ่มสัดส่วนพลังงานชีวมวลเป็นกว่า 25% และพลังงานแสงอาทิตย์ 13.6% พร้อมแผนเร่งเพิ่มต่อเนื่อง

    การติดตั้งระบบ Hot Air Generator (HAG) ที่หนองแคแล้วเสร็จในก.พ. 2569 ช่วยลดต้นทุนพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ

    เปิดเกมรับ “ต้นทุนพลังงานพุ่ง 40%”

    นายนำพล กล่าวยอมรับว่า ต้นทุนก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20-40% ในปีนี้ บริษัทจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

    • ตั้งเป้าเพิ่มชีวมวลแตะ 46%
    • โซลาร์เพิ่มเป็น 15% และอาจขยับ 30–50% หากมีระบบกักเก็บพลังงาน

    พร้อมพิจารณาปรับราคาสินค้า 3–5% ในไตรมาส 2 เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงสมดุลกับกำลังซื้อผู้บริโภค

    ธุรกิจสุขภัณฑ์–อาเซียน โตสวนกระแส

    นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD ระบุว่า ธุรกิจสุขภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดอาเซียน

    • ยอดขายต่างประเทศ 141 ล้านบาท
    • ตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย

    ขณะที่ธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) เช่น ปูนกาวยาแนว ท็อปเคาน์เตอร์ และประตูหน้าต่าง มียอดขาย 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%

    ด้านนวัตกรรม เวียดนามพัฒนากระเบื้อง “เรืองแสง” (Glow-in-the-dark) เพิ่มมูลค่าการใช้งาน และเตรียมต่อยอดเชิงพาณิชย์

    SCGD ยังคงงบลงทุนปี 2569 ที่ 2,500 ล้านบาท โดยปรับลำดับความสำคัญโครงการ

    • ชะลอ Greenfield เวียดนามใต้
    • เน้นเพิ่มประสิทธิภาพเวียดนามเหนือ

    บริษัทมีเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท และอัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.1 เท่า สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง

    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 บริษัทมองว่า เวียดนาม–อินโดนีเซีย ยังเติบโต ส่วนไทย-ฟิลิปปินส์ เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ

    อย่างไรก็ตาม SCGD เชื่อว่าการ “คุมต้นทุนพลังงานได้ดีกว่าคู่แข่ง” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษากำไรและส่วนแบ่งตลาด

    “เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ควบคู่การลงทุนเพื่ออนาคต ทั้งการยกระดับฐานการผลิตและนวัตกรรมสินค้า เพื่อให้ SCGD เติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว” นายนำพล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ASPbIZ5obgqevx5LA1213

  • ‘เอส’ เสิร์ฟขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วย รับเศรษฐกิจและกำลังซื้อฝืด พร้อมขยายฐานลูกค้ากลุ่มแมส

    ‘เอส’ เสิร์ฟขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วย รับเศรษฐกิจและกำลังซื้อฝืด พร้อมขยายฐานลูกค้ากลุ่มแมส

    ‘เอส’ ลุยตลาดเครื่องดื่ม ส่งขนาด 10 บาท รุกร้านโชว์ห่วยทั่วไทย ตอบโจทย์เศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภค พร้อมขยายฐานลูกค้าสู่ระดับแมสมากขึ้น

    28 เม.ย. 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทายกำลังซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง ‘เอส’ เครื่องดื่มอัดลมสุดซ่า เดินหน้ากลยุทธ์ราคาที่จับต้องได้ เปิดตัวโปรดักต์ราคา 10 บาท สำหรับผลิตภัณฑ์ขนาด 359 มล.  กับปริมาณขนาดใหญ่และคุ้มค่าในราคาแค่ 10 บาท จัดเต็มทุกรสชาติสุด Awesome ทั้งเอส โคล่า และกลุ่มน้ำอัดลมสี ส้ม, สตรอเบอร์รี่, เกรปเบอร์รี่, ครีมโซดา กามิกาเซ่ ไลม์, ซอลตี้ ลิ้นจี่ รวมถึงรสใหม่ เอส ชูท ซอลตี้ เลมอนเนด (est Shoot Salty Lemonade) ฉ่ำเลมอน ซ่าสดชื่น น้ำตาลน้อย ผสานวิตามินบีคอมเพล็กซ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการบูสความสดชื่น สำหรับขนาดใหม่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในช่วงที่ต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เพื่อพี่น้องคนไทยทุกคน ซ่าได้…จ่ายในราคา 10 บาทและยังได้ปริมาณขวดที่ใหญ่คุ้ม ผ่านร้านโชว์ห่วยทั่วประเทศ

    กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการเดินหน้าขยายฐานผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับแมสที่ต้องการความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่าย การตั้งราคา 10 บาท จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดราคา แต่คือการ “ลดช่องว่าง” ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้นผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ คือการโฟกัสไปที่ “ช่องทางโชว์ห่วย” (Traditional Trade) ซึ่งเป็น Touchpoint จุดขายสำคัญในชุมชนทั่วประเทศ ด้วยความใกล้ชิด เข้าถึงง่าย และเป็นศูนย์กลางของการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน การนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางนี้อย่างครอบคลุมจะช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

    นอกจากนี้ การเลือกใช้ช่องทางโชว์ห่วยยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ ecosystem ทางการขาย โดยสร้าง  win-win ระหว่างแบรนด์และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถขายสินค้าได้ง่ายและเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการหมุนเวียนสินค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน การเดินเกมครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันบทบาทของแบรนด์ในฐานะ “น้ำอัดลมของภูมิภาคเอเชีย” ที่พร้อมยืนเคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา พร้อมส่งมอบความซ่าสดชื่นที่เข้าถึงได้จริงในราคาที่คุ้มค่า 10 บาท (Value for Money) ผ่านช่องทางโชว์ห่วยทั่วประเทศ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/987041/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xXwzkc6Obgpba8fY5v5Qd

  • เปิดไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมได้เงินคนละ 4,000 บาท – กลุ่มบัตรคนจน ได้เพิ่มด้วย

    เปิดไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมได้เงินคนละ 4,000 บาท – กลุ่มบัตรคนจน ได้เพิ่มด้วย

              ไทยช่วยไทยพลัส เตรียมแจก 4,000 บาท มากกว่า 20 ล้านสิทธิ์ พร้อมดันบัตรคนจนรับเงินเพิ่ม คาดเริ่มใช้มิถุนายนนี้

    คนละครึ่งพลัส

              วันที่ 28 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (คนละครึ่งพลัส ) ขณะนี้รอข้อสรุปเรื่องแหล่ง เงิน จากนั้นกระทรวงการคลังจะนำรายละเอียดของโครงการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2569

    รายละเอียดโครงการ

              – คาดมีประชาชนได้รับสิทธิมากกว่า 20 ล้านคน

    เปิดลงทะเบียน เริ่มใช้สิทธิเมื่อไหร่

              – ลงทะเบียน ภายในเดือน พฤษภาคม 2569

              – โอนเงิน เริ่มใช้สิทธิ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 

    วงเงิน คนละครึ่งพลัส  รอบใหม่

              – คาดว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มคนละ 4,000 บาท

              – เป็นการทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท 

    รูปแบบการใช้งาน

              – ลักษณะร่วมจ่าย รัฐสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%

    คนละครึ่งพลัส

    PUP THAILAND / Shutterstock.com

    สำหรับกลุ่ม บัตรคนจน รอบใหม่

              – เป็นการเงินเพิ่ม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่กับ คนละครึ่งพลัส  

              – ครอบคลุมผู้ ประมาณ 14 ล้านคน

              – คาดว่าจะได้เงินเพิ่มคนละ 4,000 บาท

              – ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาทเช่นเดียวกับคนละครึ่งพลัส

              – กรณีใช้จ่าย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเป็นการใช้จ่ายเต็มจำนวน  ต่างจาก คนละครึ่งพลัส ที่เป็นรูปแบบ 60:40 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view300637.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvPrOcBPgqVlBhUyEVnJg

  • เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

    เศรษฐกิจไม่ดี การงาน“ไม่มั่นคง” ทำไม ผู้หญิง-ผู้ชายยุค 2026 มองการมีลูก คือการลงทุนที่เสี่ยงที่สุด

    ในวันที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย และคำว่า “งานที่มั่นคง” เริ่มกลายเป็นแค่ คำที่เคยอยู่ในพจนานุกรมเท่านั้น เพราะปัจจุบันหลายคู่รัก อาจกำลังนั่งปรึกษากันบนโต๊ะอาหาร จากแรงบีบคั้นของครอบครัวใหญ่ ว่า “เราพร้อมจะมีลูกจริงๆ แล้วหรือ?”

    จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุ ชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร” (Permanent Low Fertility) อย่างเต็มรูปแบบ 

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 4.2 แสนคน และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าตกใจ

    ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่อยากมีภาระ แต่มันคือการคำนวณ “ความเสี่ยง” บนบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ เมื่อการมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึง ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำสัญญาผูกพันระยะยาว 20 ปีที่ย้อนกลับไม่ได้ (Irreversible Investment)

    การมีลูก กับ “ High-End Consumption” คณิตศาสตร์ของความเสี่ยงทางการเงิน

    ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแหล่งข้อมูลทางการเงินระบุว่า การเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพพื้นฐาน ต้องใช้เงินเฉลี่ยอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึง 6.3 เท่า แต่หากเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาระดับเอกชนหรือนานาชาติ ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 8 ล้านถึง 37 ล้านบาท 

    คณิตศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประชากรวัยทำงานมองเห็น “ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง” ตลอดวงจรชีวิต หากเลือกที่จะมีบุตรในสภาวะที่รายได้ไม่มั่นคง

    ประมาณการค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร 1 คน (สะสมถึงอายุ 22 ปี) ตามระดับฐานะ

    • ครอบครัวทั่วไป (Standard)  1.6 – 2  ล้านบาท 
    • ครอบครัวชนชั้นกลาง (Mid-Tier)   8.0 – 12 ล้านบาท
    • ครอบครัวระดับสูง (Premium) 37 ล้านบาทขึ้นไป 

    นอกจากต้นทุนที่มองเห็นได้แล้ว ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” (Hidden Costs) ที่เพิ่มขึ้นตามพลวัตของโลกปี 2026 ด้วย เช่น ค่าประกันสุขภาพเด็กที่เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านมลพิษ PM2.5 และโรคอุบัติใหม่  รวมถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเรียนพิเศษในทักษะแห่งอนาคต  

    ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นความเสี่ยงระดับ Ultra-High Risk?

    ในสายตาของคนยุค 2026 การมีลูกยังถูกมองผ่านฟิลเตอร์ของนักลงทุนมากขึ้น หาก “สภาพคล่อง” ในชีวิตยังติดลบ และ “ที่อยู่อาศัย” ยังเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง 

    หรือ มีภาระหนี้การศึกษาของตนเองอยู่แล้ว การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงดูเหมือนการทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับสินทรัพย์ที่พยากรณ์อนาคตไม่ได้ 

    • ต้นทุนเสียโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้: โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เมื่อโครงสร้างทางสังคมยังไม่เอื้อให้เธอเป็นทั้ง “แม่ที่สมบูรณ์แบบ” และ “พนักงานที่ก้าวหน้า” ไปพร้อมกันได้
    • Quality–Quantity Trade-off: ในโลกที่ต้องแข่งกับ AI และเทคโนโลยี พ่อแม่ยุคนี้ยอมที่จะ “ไม่มี” เสียดีกว่า ถ้าไม่สามารถปั้นลูกให้เป็น “ประชากรคุณภาพ” ที่มีแต้มต่อในสังคมได้

    ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ผู้หญิง” ในปี 2026 ยังมองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงที่สุด คือปรากฏการณ์ “Motherhood Wage Penalty” หรือบทลงโทษทางรายได้จากการเป็นแม่ 

    งานวิจัยเชิงลึกในประเทศไทยพบว่า แรงงานหญิงที่มีบุตรจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าแรงงานหญิงที่ไม่มีบุตรเฉลี่ย 7.6 % และความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นในภาครัฐซึ่งอาจสูงถึง 9.2% เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว ผู้หญิงที่มีลูกจะมีโอกาสถึงจุดสูงสุดของอาชีพ (Career Peak) ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีบุตร และมักจะติดอยู่กับ “เพดานแก้ว” (Glass Ceiling) เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูที่สังคมยังคงคาดหวังให้เป็นบทบาทหลักของผู้หญิง

    การศึกษาระบุว่า “บทลงโทษ” นี้จะรุนแรงที่สุดเมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตทางอาชีพมีความสำคัญสูงสุด โดยผลกระทบทางรายได้อาจลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีบุตร 

    สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงยุค 2026 ตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย “มูลค่าตลอดช่วงชีวิต” (Lifetime Value) จากการทำงานที่ลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะยอมรับได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    ในทางกลับกัน แม้ผู้ชายจะไม่ได้รับบทลงโทษทางรายได้ที่ชัดเจนเท่าผู้หญิง แต่ผู้ชายไทยในยุคปัจจุบัน ก็ต้องเผชิญกับความกดดันในฐานะ “ผู้หาเลี้ยงหลัก” (Primary Breadwinner) ท่ามกลางวิกฤติความเปราะบางทางการเงิน 

    ปัญหา “หมุนเงินไม่ทัน” และการใช้สินเชื่อดิจิทัลมาโปะหนี้กลายเป็นอาการปกติของชายไทยวัยทำงาน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมีบุตรคือการเพิ่มความรับผิดชอบที่ตนเองไม่มีกำลังพอจะแบกรับได้ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในหน้าที่การงาน

    ทัศนคติของ Gen Z และ Millennials ความมั่นใจในตัวเองที่สวนทางกับการสร้างครอบครัว

    ประชากรกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-30 ปี) และ Millennials (อายุ 31-45 ปี) ในปี 2026 ยังมีชุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างฐานะแบบเดิม นิยามของ “ความสำเร็จ” ของคนรุ่นนี้ไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินถาวรอย่างบ้านหรือรถยนต์ 

    ซึ่ง 86% ของ Gen Z มองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นภาระมากกว่าการลงทุน แต่พวกเขาวัดความสำเร็จที่ “อิสรภาพและการควบคุมชะตาชีวิต” 

    ขณะที่ 69% ของ Gen Z เชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจคือส่วนหนึ่งของความฝัน เพราะช่วยให้พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง

    ทัศนคติทางการเงินที่เน้น “ความสุขในวันนี้” (Living for Today) แต่ไม่ทิ้งการวางแผนอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะลงทุนในตนเองและการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการสะสมทุนเพื่อส่งต่อให้ทายาท 

    ข้อมูลจากสำรวจพบค่านิยมที่น่าสนใจว่า  88%  ของ Gen Z ต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่เป้าหมายของการออมนั้นไม่ใช่เพื่อการศึกษาของบุตร แต่เพื่อ “การเกษียณที่รวดเร็ว” (FIRE Movement) และการมีสุขภาพจิตที่ดีจากการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

    ปรากฏการณ์ “DINKs” (Double Income, No Kids) จึงกลายเป็นโมเดลครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในเชิงเศรษฐกิจของปี 2026 คู่รักกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีลูกถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี อิสระทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้กลุ่ม DINKs สามารถเข้าถึงการบริโภคระดับพรีเมียมและการท่องเที่ยวโดยไม่มีความกังวล 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลุ่มนี้คือการวางแผนเกษียณอายุที่มักจะถูกละเลย โดย 58% ของ DINKs ยังไม่ได้เริ่มต้นแผนเกษียณอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดแรงกระตุ้นหรือความรู้สึกเร่งด่วนเมื่อเทียบกับคนที่มีลูก

    นโยบายรัฐบาลไทย ความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง

    ในขณะที่สถานการณ์ประชากรไทยเข้าขั้นวิกฤติด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแซงหน้าจำนวนการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตร เช่น การให้เงินอุดหนุนเดือนละ 1,200 ถึง 5,000 บาท หรือการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบค่านิยมที่ชัดเจนว่าการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนยุคนี้ได้ จากข้อจำกัดต่างๆ เช่น 

    1. การลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์: ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็กเล็กเพียง 0.25% ของ GDP ขณะที่ยูนิเซฟแนะนำว่าควรอยู่ที่ 1-2% 
    2. ความไม่ยั่งยืนของสวัสดิการ: เงินอุดหนุน 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพจริงที่ประเมินว่าควรอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือนสำหรับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ 
    3. ปัญหาการเข้าถึง: ระบบการพิสูจน์ความจนทำให้มีเด็กตกหล่นไม่ได้รับสวัสดิการถึง 30% ของกลุ่มเป้าหมาย 
    4. ขาดมาตรการเชิงโครงสร้าง: นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือเป็นรายครั้ง แต่ขาดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการเลี้ยงดู (Paternity Leave) และการสร้างศูนย์เด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน 

    ความล้มเหลวในการจัดหา “ความปลอดภัยเชิงระบบ” (Systemic Security) ยังเป็นฟางอีกเส้น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่านโยบายรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร

    ทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนยุค 2026 การ “ไม่ลงทุน” ในการมีลูก อาจถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลและคุณภาพชีวิตของตนเองท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง การตัดสินใจนี้ ยังสะท้อนถึงการ “เอาตัวรอด” ในระดับส่วนบุคคลอย่างแท้จริงอีกด้วย 

    ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank ,ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดล ,มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ,ttb,ธปท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2929269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AX7uhDtui09Jf19XRFfQB

  • กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    กนง.จ่อปิดประตู ‘หั่นดอกเบี้ย’ ‘ลดไม่ช่วย-ขึ้นซ้ำเติม’ ศก.ไทยเปราะบาง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่สองของปี 2569 เป็นอีกนัดที่ “น่าจับตามากขึ้น” ท่ามกลางผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ส่งผ่านมาสู่ “เงินเฟ้อ” ให้มีแนวโน้ม “ขาขึ้น”

    แต่เหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับความเปราะบางจากเศรษฐกิจที่มากขึ้นจากการอ่อนแอของ “ภาคธุรกิจ” และ “ประชาชน” ทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาให้มากยิ่งขึ้น

    ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดการเงินมีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะพิจารณาปรับ “ลดอัตราดอกเบี้ยลง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังมาไม่เต็มที่ รวมถึงต้องการให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 

    แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคา

    “การที่ กนง. จะฝืนลดอัตราดอกเบี้ยในสภาวะที่ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ และอาจทำให้ตลาดเกิดความตื่นตระหนก ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการลดดอกเบี้ย แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพราคามากกว่า”

    จับตาเงินเฟ้อแฝง แม้ตัวเลขภาพรวมยังดูต่ำ

    ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ การวิเคราะห์ตัวเลขเงินเฟ้อ แม้เงินเฟ้อในเดือนมี.ค.จะดูเหมือนไม่มีปัญหาหากมองจากตัวเลขเทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 0.08% แต่หากพิจารณาตัวเลขรายเดือนเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.6% ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมี.ค.

    สะท้อนถึงราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และแม้ในเดือนเม.ย. ความรุนแรงอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็เป็นสัญญาณว่าราคาต้นทุนสินค้าต่างๆ กำลังขยับสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วจะมีการส่งผ่านราคาจากเงินเฟ้อทั่วไปไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน

    สิ่งนี้คือ สัญญาณเตือนให้ต้องระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่จะตามมาในอนาคต

    สำหรับการคาดการณ์การพิจารณาของ กนง. ครั้งนี้มองว่าพิจารณาจาก 3 เสาหลักคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพราคา เสถียรภาพระบบการเงิน โดยในปัจจุบันเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น ประเด็นหนี้เสียยังไม่น่ากังวลจึงเหลือปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ต้องชั่งน้ำหนัก

    ซึ่งในภาวะปัจจุบันยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง ซึ่งปกติแล้วจะไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากมีปัจจัยแวดล้อมอื่นเข้ามากระทบอย่างรุนแรง กนง.อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าที

    ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างมาก หากวิ่งไปถึงระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูง เมื่อคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะรุนแรง ,นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การแจกเงินเต็มรูปแบบที่อาจเพิ่มอุปสงค์จนเกินไป สุดท้ายคือ ความเสี่ยงเรื่องเงินทุนไหลออกซึ่งอาจกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ

    หากปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้น และแบงก์ชาติไม่ดำเนินการใดๆ อาจถูกมองว่า Behind the curve หรือการดำเนินนโยบายที่ล้าหลังกว่าสถานการณ์จริง เช่นเดียวกับที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงปี 3-4 ปีก่อนหน้าได้

    ดังนั้นมองว่าการประชุม กนง.ในช่วงเม.ย.ถึง มิ.ย.นี้ จะยังไม่คิดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    แต่ให้จับตาดูในช่วงครึ่งหลังของปี หากสถานการณ์สงครามยังไม่ยุติ ความเสี่ยงในการขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มสูงขึ้นจนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์ต่อๆ ไปคือ การสื่อสารของธนาคารกลางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หรือธนาคารกลางในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละแห่งจะต้องหาน้ำหนักที่เหมาะสมระหว่างการดูแลเศรษฐกิจ และการควบคุมเงินเฟ้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

     เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะความไม่แน่นอนสูง 

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินไทยปีนี้ คาด กนง. มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดทั้งปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น

    เพราะมองว่าการลดดอกเบี้ยในขณะนี้อาจไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร ขณะที่ปัจจัยลบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นวิกฤติในภาคการผลิต และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลน และต้นทุนที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    “ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนระดับสูง แม้ในช่วงปลายปีหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลงกว่าที่คาดไว้ การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นได้ หากประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยอาจยังไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม”

    ทั้งนี้ มองสาเหตุที่ กนง. ยังลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้ เนื่องจากมองเห็นความเสี่ยงว่าหากมีการลดดอกเบี้ยลง อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในเชิงประสิทธิภาพ ประเมินว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดดอกเบี้ยนั้นยังมีจำกัด

    โดยเฉพาะในแง่ของการส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากนัก

    นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างคณะกรรมการฯ ปัจจุบัน กนง.มีกรรมการเหลือเพียง 5 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน ดังนั้นมุมมองส่วนใหญ่ของกรรมการน่าจะยังคงเห็นพ้องในการรักษาระดับดอกเบี้ยไว้เพื่อประเมินสถานการณ์หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้

    ประเด็นสำคัญ คือ ขีดจำกัดของนโยบายทางการเงินเนื่องจาก กนง.จะใช้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยเพื่อบริหารจัดการอุปสงค์หรือดีมานด์ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในขณะนี้คือ ช็อกด้านอุปทานหรือ(Supply Shock) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ

    “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการผลิต ความเชื่อมั่น และการลงทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ดอกเบี้ยจะมีขึ้นหรือมีลงก็แทบไม่มีผลเลย เพราะเป็นปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุมภายในประเทศ หรือหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเวลานี้ จะถือเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก”

    สิ่งที่กังวลมากกว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้คือ ปัญหาในภาคการผลิต ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากสัญญาจ้างงานส่วนใหญ่มักเป็นการตกลงราคาแบบคงที่ และไม่มีการผูกโยงกับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้น

    “สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” คาด กนง. “คงดอกเบี้ย” ที่ 1%

    ทิม ลีฬหาพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำตลาดเวียดนามและไทยของ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า คาดการณ์การประชุม กนง.มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1%ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจจะไม่เป็นเอกฉันท์

    โดยคาดว่าอาจจะมีกรรมการ 1 หรือ 2 ท่านที่โหวตให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้อาจต้องเฝ้าระวังเรื่องเซอร์ไพรส์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาที่ กนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยต่อทันทีเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อ

    แม้ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป และอาจจะทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3% ไปอยู่ที่ประมาณ 3.5% หรือมากกว่านั้น แม้จะเชื่อว่าสถานการณ์ในไทยยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่งมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้

    “สาเหตุที่ต้องเน้นเรื่องการเติบโตเนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในภาคการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย.และหากย้อนดูสถิติหลังวิกฤติโควิด-19 พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มากนักโดยในช่วง 10 ไตรมาสที่ผ่านมา ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.4 – 2.5% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เมื่อบวกกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เข้ามาแทรกซ้อน ยิ่งทำให้ปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องเงินเฟ้อ”

    ในด้านผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน มองว่าต้นทุนในการดำเนินชีวิต และธุรกิจค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่มีการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค.แม้จะไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกก็ตาม รวมถึงต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยเงินกู้

    อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าแม้ที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาแล้วประมาณ 1.50% จาก 2.5% มาอยู่ที่ 1%ในปัจจุบันแต่ ธนาคารพาณิชย์ อาจจะยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังภาคธุรกิจ และครัวเรือนยังทำได้ไม่เต็มที่

    แต่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติมีความต้องการให้ต้นทุนทางการเงินในระบบลดลง เพื่อซัปพอร์ตเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนด้านอื่นๆ ยังไม่มีทีท่าจะปรับลดลงในเร็วๆ นี้

    สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป มองว่าทางเลือกของประเทศไทยในขณะนี้เอนเอียงไปในฝั่งของการคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยมากกว่าที่จะปรับขึ้น โดยปัจจุบัน กนง.อาจจะเลือกคงดอกเบี้ยไว้ก่อนเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง

    แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย และตัวเลขเงินเฟ้อแม้จะเกินกรอบเป้าหมายไปบ้างแต่ไม่ได้หลุดไปไกลเกินควบคุม อาจกลายเป็นโอกาสที่เปิดให้ ธปท. กลับมาพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งในอนาคต เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง และเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างยาวนาน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1231444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hDnnAogdVVFivqOwk4WzR

  • ‘ยศชนัน’ ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    ‘ยศชนัน’ ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    28 เม.ย. 2569-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งนี้ กระทรวง อว.พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของกระทรวง อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เขากล่าวว่า สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้นเนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย. จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ คาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    นายยศชนัน กล่าวว่า ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste).

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/986925/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C5du3NdJbWUzJg9p3frLP

  • นายกฯ เผยใกล้ไฟนอล ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แล้ว 

    นายกฯ เผยใกล้ไฟนอล ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แล้ว 

     28 เม.ย.2569 -ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามว่าจะลงนามตั้ง ครม.เศรษฐกิจเมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า “กำลังๆ” พร้อมทำท่าเขียนลายเซ็น ก่อนกล่าวอีกว่า “ไฟนอล”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมวันเดียวกันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ลาการประชุมเพียงคนเดียว.

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

    ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีรับพระร

    การทูตสไตล์หนู! ‘อนุทิน’ พา ‘รมว.กลาโหม สิงคโปร์’ กินโจ๊กเจ้าดังบางรัก

    ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ช่วงเช้าก่อนเดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ทำเนียบ

    เอาแล้ว! ‘ดร.อ้อ’ กรีด ‘พี่แต๋ม’ กลัวว่าต้องไลฟ์วนไปทุกสินค้า จนไม่มีเวลาให้ยุทธศาสตร์ชาติ เหน็บ ‘อนุทิน’ มี ‘พรสวรรค์ทิพย์’

    นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่าขอพระขอบคุณสำหรับความ

    จบดราม่า ‘อนุทิน’ ตั้ง ‘วีระพงษ์ ประภา’ นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยเรียบร้อย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104 /2569 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึ

    ‘อนุทิน’เปิดงานสงกรานต์พระประแดง ย้ำอัตลักษณ์มรดกโลก เดินหน้าสู่เทศกาลระดับโลก

    วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand” โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล

    งานสงกรานต์พระประแดง วัยรุ่นแซวนายกฯ ‘รวยไม่ไหวแล้ว’

    “นายกฯ”ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง แซวตัวเอง นอกสคริปต์ หลังสื่อจับจ้อง ด้าน วัยรุ่นแซว “รวยไม่ไหวแล้ว”ลั่นฆ้อง อวยพรให้มีความสุขวันสงกรานต์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/986982/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ny_II04EuicnM8y81z5iO

  • พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกลสะท้อนอะไร?

    พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกลสะท้อนอะไร?

    ในช่วงปี 2569 เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีอย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลสำคัญว่าพนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีถือครองสิทธิซื้อหุ้น (stock options) รวมมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านเชเกล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างแรงจูงใจและระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่ฝังรากลึกในประเทศ

    Stock options เป็นเครื่องมือสำคัญที่บริษัทเทคโนโลยีใช้ในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูง โดยเฉพาะในระบบ startup ซึ่งมักไม่สามารถแข่งขันด้านเงินเดือนกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ การให้สิทธิในหุ้นจึงเป็นการแบ่งปันความสำเร็จในอนาคตกับพนักงาน และสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการเติบโตขององค์กรในระยะยาว เมื่อบริษัทมีการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หรือถูกซื้อกิจการ มูลค่าของ stock options จะถูกแปลงเป็นรายได้จริง ซึ่งก่อให้เกิด “ความมั่งคั่งแฝง” (latent wealth) ในระบบเศรษฐกิจ

    ความมั่งคั่งดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ เนื่องจากเมื่อพนักงานใช้สิทธิหรือขายหุ้น จะเกิดรายได้จำนวนมากที่สามารถนำไปใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคสินค้าและบริการ รวมถึงการลงทุนใหม่ ๆ นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้รับประโยชน์ในรูปของรายได้ภาษีจากการทำธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม แม้ระบบ stock options จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอิสราเอล แต่ก็มีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 

    ประการแรก มูลค่าของ stock options มีความผันผวนสูงและขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดทุนโลก หากราคาหุ้นในภาคเทคโนโลยีปรับตัวลดลง ความมั่งคั่งที่คาดหวังอาจหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 

    ประการที่สอง ผลประโยชน์จาก stock options มักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงในภาคเทคโนโลยี ขณะที่แรงงานในภาคอื่นไม่ได้รับประโยชน์ในระดับเดียวกัน จึงอาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำและโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ “สองความเร็ว”

    นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยียังมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะในด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากความสำเร็จของบริษัทเทคโนโลยีและการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้มีเงินตราต่างประเทศจำนวนมากเข้าสู่ระบบ และถูกแปลงเป็นเงินเชเกล ส่งผลให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวแม้จะสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่กลับสร้างแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดโลก

    โดยสรุป มูลค่า stock options ของพนักงานเทคโนโลยีอิสราเอลในระดับสูงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและแหล่งสร้างความมั่งคั่งในประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างดังกล่าวยังสะท้อนความเปราะบางในเชิงระบบ ทั้งในด้านความผันผวนของตลาดทุน ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอื่น ดังนั้น การรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมภาคเทคโนโลยีกับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวม จึงเป็นประเด็นสำคัญเชิงนโยบายสำหรับอิสราเอลในระยะต่อไป

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. มีความเห็นว่า ข่าวเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวเศรษฐกิจ” แต่สะท้อนโครงสร้างกำลังซื้อและโอกาสทางการค้าใหม่ของไทยในอิสราเอลอย่างชัดเจน โดยสามารถตีความเชิงนโยบายต่อไทยได้ดังนี้

    1) มุมมองหลัก: “Tech Wealth = New Demand Segment” – การเกิด “กลุ่มผู้บริโภครายได้สูง (High-income tech class)” ขนาดใหญ่ในอิสราเอล โดยคนกลุ่มนี้มีลักษณะ: รายได้สูง (โดยเฉพาะช่วง IPO / exit), ใช้จ่ายด้าน lifestyle สูง, มีแนวความคิดที่เปิดรับสินค้าใหม่และต่างประเทศ สคต. จึงเห็นว่า กลุ่มคนเหล่านี้ “ตลาดเป้าหมายใหม่” ที่ไทยสามารถเจาะได้โดยตรง

    2) โอกาสของสินค้าไทย (Market Positioning) – โดยมีสินค้าที่อาจมีตลาดมากขึ้น เช่น 

    – สินค้าอาหารพรีเมียม / สุขภาพ, อาหารไทย (ready-to-eat, plant-based, organic) หรือ functional food / health food ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ เหมาะกับ กลุ่มคนกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่ใส่ใจสุขภาพ

    – สินค้า lifestyle และ wellness เช่น สปา / สมุนไพร / essential oils ผลิตภัณฑ์ wellness ซึ่งจะเข้ากับเทรนด์ self-care ของกลุ่มรายได้สูง

    – กลุ่มสินค้า Premium mass / affordable luxury – เนื่องจาก สินค้าไทยที่ “ดูดี แต่ราคาไม่สูงมาก”ตอบโจทย์กลุ่มที่มีเงิน แต่ยังมองความคุ้มค่าได้

    (3) โอกาส e-commerce และ digital trade – กลุ่ม tech ใช้ online platform สูง อาจมีผลให้สินค้าไทยสามารถเข้าตลาดผ่านช่องทางใหม่ ได้แก่ e-commerce ได้ง่ายขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ชอบใช้เทคโนโลยี และชื้อสินค้าออนไลน์

    (4) มุมมองตลาดอิสราเอลที่เปลี่ยนไป คือ ตลาดอิสราเอล “ไม่ได้มีแต่ mass market” แต่กำลังมี “High-value niche market” เติบโตเร็ว นอกจากนั้น ความเชื่อมโยงกับค่าเงินเชเกลที่กำลังแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ รายได้คนกลุ่มนี้สูงขึ้น และมองสินค้าไทยถูกลงตามกำลังชื้อ

    อย่างไรก็ดี มีโอกาสก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เช่น คนที่รวยจากหุ้นอาจมีความเสี่ยงที่รายได้จะปรับลดลงหากตลาดทุ้นตกต่ำ ตลาดนี้เป็น niche ไม่ใช่ mass หากได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี จะไม่กลับมาชื้ออีก ตลอดจนมีการเปลี่ยนแปลงความชอบที่รวดเร็วและไม่มีความ loyalty กับสินค้าใดสินค้าหนึ่งมากนัก ทำให้สินค้าไทยอาจถูกเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าเช่น สินค้าจาก EU และสหรัฐฯ ที่มีชื่อเสียงมากกว่าได้

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://en.globes.co.il/en

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lzv33pgfzilay03wddae3x50&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DhgIG_iG_Ln1DM9S1IXIS

  • ผลกระทบของค่าเงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเศรษฐกิจอิสราเอล และโอกาสของไทย

    ผลกระทบของค่าเงินอิสราเอลเชเกล (NIS) แข็งค่าขึ้นเป็นประวัติการณ์ต่อเศรษฐกิจอิสราเอล และโอกาสของไทย

    ในช่วงเดือนเมษายน 2569 ค่าเงินเชเกลของอิสราเอลแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าใกล้ระดับ 3.00 NIS ต่อ 1 USD ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ30 ปีเลยทีเดียวที่ค่าเงินเชเกลแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของอิสราเอลอย่างมีนัยสำคัญ

    สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Double Currency Squeeze” หรือ แรงกดดันสองทาง

    กล่าวคือ เมื่อค่าเงินเชเกล “แข็งค่า” แต่ค่าค่าเงินดอลลาร์ “อ่อนค่า” ส่งผลให้รายได้ของผู้ส่งออก (ที่รับเป็น USD) ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อแปลงเป็นเงินเชเกล โดยหากเปรียบเทียบค่าเงินในปี 2025 นั้น ค่าเงินเชเกล แข็งค่าขึ้นถึง 17% หรือกล่าวง่ายคือ อิสราเอลส่งออกสินค้าในราคา USD เท่าเดิมแต่ได้รับเงินน้อยลงเป็นเชเกล

    สาเหตุสำคัญว่าทำไมถึงเกิดสถานการณ์แบบนี้?

    (1) เงินทุนไหลเข้า (Capital Inflows)อิสราเอลยังคงเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีการลงทุนหรือเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความต้องการเชเกลสูงและค่าเงินแข็งขึ้น

    (2) ปัจจัยตลาดการเงินโลก – มีการคาดการณ์ในตลาดการเงินโลกว่า อาจมีแนวโน้มที่ FED จะลดดอกเบี้ยในสหรัฐที่อาจปรับลดเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ  และยังเกิดภาวะการณ์ที่มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไปยังสินทรัพย์เสี่ยงน้อยกว่า เช่น ทองคำ ตลาดพันธบัตร ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในภาพรวม

    (3) กลไกของนักลงทุนสถาบัน – กองทุนบำนาญอิสราเอลลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้เมื่อมูลค่าสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น จะมีการขายดอลลาร์มากขึ้น เพื่อส่งเงินกลับมาเป็นเชเกลยิ่งเร่งให้ค่าเงินเชเกลแข็งค่า

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิสราเอล

    (1) ภาคการส่งออก (Export Sector) – รายได้ในรูปเชเกลลดลง แม้ยอดขายคงเดิม โดยหากพิจารณาในด้านกำไรของบริษัทที่ส่งออกถูกบีบให้มีค่าส่วนต่างของกำไรเป็นจำนวนเงินที่น้อยลง (margin compression) ส่งผลให้ภาคส่งออกซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของ GDP กว่า 40% ได้รับผลกระทบโดยตรง

    (2) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)สินค้าและบริการของอิสราเอลมีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก มีผลในระยาวที่อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศต้นทุนต่ำ เช่น เอเชียและยุโรปตะวันออก

    (3) การลงทุนและโครงสร้างธุรกิจ – มีข่าวว่ามี บริษัทเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตหรือจดทะเบียนในต่างประเทศ เกิดแนวโน้ม “de-localization” ของธุรกิจอิสราเอล เนื่องจาก หากไปประกอบธุรกิจประเทศอื่น อาจสามารถทำกำไรต่อหน่วยได้สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปลายปี 2025 เริ่มเกิดภาวะ Brain Drain หรือ สมองไหล ที่คนที่มีความสามารถในด้านต่างๆ มีการย้ายออกไปจากประเทศอิสราเอลจำนวนมาก เกิดภาวะไม่สมดุลด้านประชากรที่มีจำนวนคนเข้าน้อยกว่าคนย้ายออกเป็นครั้งแรกในรอบ 78 ปี

    (4) ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจจริง – เมื่อกำไรธุรกิจลดลง อาจส่งผลต่อความสามารถในการจ้างงานลดลง โดยอุตสาหกรรมการผลิตและ SMEs ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะจะเกิดการขาดแตลนแรงงานได้

    ผลกระทบเชิงบวก (ในระยะสั้น)

    แม้ค่าเงินเชเกลแข็งจะส่งผลลบต่อผู้ส่งออก แต่มีประโยชน์บางประการ ได้แก่ ผู้นำเข้าสินค้าต้นทุนลดลง, ราคาสินค้านำเข้าและค่าครองชีพบางส่วนลดลง และการเดินทางและการใช้จ่ายในต่างประเทศถูกลง อย่างไรก็ตาม ผลดีดังกล่าวเป็นเพียงระยะสั้นและกระจุกตัวในภาคผู้บริโภค

    ประเด็นเชิงนโยบาย

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีความเห็นว่า ธนาคารกลางอิสราเอลยังไม่ได้แทรกแซงค่าเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเริมมีแนวทางที่ถูกเสนอให้พิจารณาเพื่อชะลอปัญหาที่ค่าเงินเชเกลแข็งมากเกินไปหรือแข็งค่าเร็วเกินไป ได้แก่ การลงทุนเงินทุนสำรองในต่างประเทศ (เพื่อลดแรงซื้อเชเกล) เสนอแนะให้รัฐบาลเร่งการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเสนอให้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก (เช่น ภาษีหรือเงินสนับสนุน)

    ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำให้ความเห็นว่า สถานการณ์ค่าเงินในปัจจุบันสะท้อน “ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจอิสราเอล กล่าวคือ อิสราเอลมีจุดแข็ง ที่มีการเติบโตของภาคเทคโนโลยีและเงินทุนไหลเข้า สะท้อนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศแม้มีภาวะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม แต่จุดแข็งนี้ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินแข็งเกินไป และส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการส่งออกที่อาจรุนแรงและเกิดความไม่สมดุลต่อภาคธุรกิจในประเทศในระยะยาวได้

    ดังนั้น หากแนวโน้มค่าเงินยังคงดำเนินต่อไป อาจนำไปสู่ ภาวะความเสี่ยงในหลายด้าน เช่น การชะลอตัวของภาคส่งออก, การย้ายฐานธุรกิจไปต่างประเทศ และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาว

    ความเห็นของ สคต.

    สคต. เห็นว่า สถานการณ์ค่าเงินเชเกลแข็งค่าและดอลลาร์อ่อนค่า แม้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกอิสราเอล แต่ในขณะเดียวกันถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขยายส่วนแบ่งตลาด และเจาะกลุ่มผู้นำเข้าที่ต้องการลดต้นทุน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ หากมีการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างทันท่วงที อาจสามารถต่อยอดโอกาสระยะสั้นให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการค้าในระยะยาวได้

    ผู้ส่งออกหรือนักธุรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il

    ที่มา : https://www.timesofisrael.com และ https://www.ynetnews.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/keomyh0esoplo8eyqcep9iq4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20Zb6Bw93Vn4VuLQXqBSUR