Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทัวร์จีน แห่เที่ยวไทย  สัปดาห์เดียวแตะกว่า 1 แสนคน เพิ่มขึ้น 40%

    ทัวร์จีน แห่เที่ยวไทย สัปดาห์เดียวแตะกว่า 1 แสนคน เพิ่มขึ้น 40%

    วันนี้ ( 28 เม.ย.2569) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ในสัปดาห์นี้

    ส่วนนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11 ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือ 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน จำนวน102,493 คน / มาเลเซีย จำนวน 73,571 คน/ อินเดีย จำนวน45,811 คน/ รัสเซีย จำนวน 26,015 คน และไต้หวัน จำนวน 18,482 คน โดยนักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% และ 20.91% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวไต้หวัน ลดลง 41.93% รัสเซีย ลดลง15.32 % และอินเดีย ลดลง 1.45 % จากสัปดาห์ก่อน

    สำหรับ ในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ข้อมูล วันที่ 27 เม.ย. 69 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 เม.ย. 69 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน จำนวน 1,836,916 คน/ มาเลเซีย จำนวน 1,228,057 คน /รัสเซีย จำนวน 849,367 คน/ อินเดีย จำนวน 805,208 คน และเกาหลีใต้ จำนวน 465,702 คน

    อ่านข่าว:

    ก.ท่องเที่ยวชงเก็บ Exit Fee ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวในประเทศ

    จ่อยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน ท่องเที่ยวฯ ทบทวนหนัก หวังคุมคุณภาพนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมทบทวนฟรีวีซา 90 ประเทศ เล็งลดเวลาเหลือ 30 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505201&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lJVVWkI7kr4y5Hk7yiFde

  • “ศุภจี” เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวต่างประเทศ 1,000 บาท

    “ศุภจี” เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวต่างประเทศ 1,000 บาท

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงแนวคิดของ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ เสียอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง ว่า ความชัดเจนเรื่องดังกล่าว ต้องนำเข้าที่ประชุม ครม. โดยนายสุรศักดิ์ จะต้องเสนอเรื่องให้ตน ก่อนเข้านำเข้าที่ประชุม

    เมื่อถามว่า มองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องขอไปพูดคุยรายละเอียดกับนายสุรศักดิ์ก่อน โดยจะต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/461907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Iv7VVAmZQRO0gP6jLKnnJ

  • ‘ศุภจี’ เบรกเก็บ Exit Fee ย้ำขอดูรายละเอียดก่อน

    ‘ศุภจี’ เบรกเก็บ Exit Fee ย้ำขอดูรายละเอียดก่อน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) กล่าวถึงแนวคิดของสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) ในอัตรา 1,000 บาทต่อครั้ง ว่า เรื่องดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นทางการโดย รมว.ท่องเที่ยวฯ จะต้องเสนอรายละเอียดให้ตนเองพิจารณาก่อน จากนั้นจึงนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

    เมื่อถูกถามถึงความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดทั้งหมด จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน และจำเป็นต้องหารือร่วมกับรมว.ท่องเที่ยวฯ อย่างละเอียดก่อน เพื่อพิจารณาผลกระทบในทุกมิติ

    สำหรับแนวคิดการจัดเก็บ Exit Fee เป็นข้อเสนอของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ต้องการนำรูปแบบเดิมตามพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาศึกษาใหม่ โดยเบื้องต้นเสนอให้เก็บเฉพาะคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ไม่รวมชาวต่างชาติ

    กระทรวงฯ มองว่า หากดำเนินการได้ จะสร้างรายได้เข้ารัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี จากจำนวนคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศเฉลี่ยประมาณ 10 ล้านคนต่อปี และสามารถนำเงินดังกล่าวไปสนับสนุนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง หรือมาตรการส่งเสริมไทยเที่ยวไทย

    อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังถูกจับตาจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเดินทางของประชาชน รวมถึงส่งผลต่อภาคธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-exit-fee-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qCRl0bErK3FLjnDmTFHrl

  • ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

    ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

    Tag :

    ‘ศุภจี’ เล็งหารือ ‘รมว.ท่องเที่ยว’ ปมแนวคิด เก็บค่าธรรมเนียมคนไทยบินต่างประเทศจ่าย 1,000 ต่อครั้ง ชี้ต้องพิจารณารอบคอบ

    28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) กล่าวถึงแนวคิดของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) โดยเสียอัตรา 1,000 บาทต่อครั้งว่า ความชัดเจนเรื่องดังกล่าวต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายสุรศักดิ์ จะต้องเสนอเรื่องให้ตนก่อนเข้านำเข้าที่ประชุมครม.ต่อไป

    เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องขอไปพูดคุยรายละเอียดกับนายสุรศักดิ์ ก่อน โดยจะต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RPU036CJEAm7SAdLqyKdd

  • อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยว ปีนี้ต่างชาติเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคนแล้ว จีนสูงสุด 1.8 ล้านคน

    อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยว ปีนี้ต่างชาติเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคนแล้ว จีนสูงสุด 1.8 ล้านคน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 26 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ทะลุ 11 ล้านคนแล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมกว่า 11.36 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 20 – 26 เมษายน 2569 พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ในสัปดาห์นี้ และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวันที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือคิดเป็นสัดส่วน 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน

    สำหรับ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 102,493 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 73,571 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20.91% นักท่องเที่ยวอินเดีย 45,811 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 1.45% นักท่องเที่ยวรัสเซีย 26,015 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.32% นักท่องเที่ยวไต้หวัน 18,482 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93%

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ

    การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000039889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F7XN4Lld01c5Av65qy53j

  • ตลาดระยะใกล้ฟื้น! นทท.ไต้หวันมาแรงแซงขึ้นอันดับ 5 ยอดต่างชาติสะสมกว่า 11.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    ตลาดระยะใกล้ฟื้น! นทท.ไต้หวันมาแรงแซงขึ้นอันดับ 5 ยอดต่างชาติสะสมกว่า 11.4 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (20-26 เม.ย.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทาง โดยเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 26% เทียบจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดจีนที่เดินทางเข้ามาแตะระดับกว่า 1 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% และนักท่องเที่ยวตลาดไต้หวัน ที่ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 11

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 71,681 คน หรือ 15.42% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 76,629 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 102,493 คน มาเลเซีย 73,571 คน อินเดีย 45,811 คน รัสเซีย 26,015 คน และไต้หวัน 18,482 คน

    “นักท่องเที่ยวจีน มาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 37.31% และ 20.91% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวไต้หวัน รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 41.93% 15.32% และ 1.45% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 เม.ย. 69 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,836,916 คน มาเลเซีย 1,228,057 คน รัสเซีย 849,367 คน อินเดีย 805,208 คน และเกาหลีใต้ 465,702 คน

    สำหรับในสัปดาห์นี้ (27 เม.ย.-3 พ.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีวันหยุดต่อเนื่อง (วันแรงงาน) ในหลายประเทศ สถานการณ์พลังงานในไทยที่เข้าสู่ภาวะปกติ การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GgntaeNthnASp9KESwzEF

  • นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ 'ครม.เศรษฐกิจ' ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายกฯ ตั้ง บอร์ดใหญ่ ‘ครม.เศรษฐกิจ’ ลุยออกมาตรการรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ภาษาปากเรียกว่า “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    โครงสร้างคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ

    ประธานคณะกรรมการ

    • นายกรัฐมนตรี

    รองประธานกรรมการ 

    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)
    • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

    กรรมการ

    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) 
    • ปลัดกระทรวงมหาดไทย
    • ปลัดกระทรวงการคลัง
    • ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
    • เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
    • เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
    • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
    • นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
    • ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwAWaeCUWjuglDtdGyTs_

  • คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    คลัง หั่นคาดการณ์ GDP ปี 69 เหลือโต 1.6% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทย จะขยายตัว 1.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1 – 2.1%) ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ

    ขณะที่มูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก

    โดยการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ดังกล่าว มาจากสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้

    1. ภาวะเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 68

    2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทจะอ่อนค่าสุดในช่วงไตรมาส 2 และจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

    3. ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นยังคงผันผวน และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ 45,100 บาท/คน/ทริป

    5. รายจ่ายภาคสาธารณะ ในปี 69 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%

    “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ

    ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูง และภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง

    นายวินิจ ยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลและยังไกลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัวยังอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่มีความน่ากังวลจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่เราก็มีความระวังระวังอยู่ตลอด เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติดังนั้นสิ่งที่เราไม่รู้คือความไม่แน่นอนรายวัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา

    “ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง กระทรวงการคลังก็เป็นห่วง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันนี้ยังไม่น่าจะมีภาวะ Stagflation แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะก็มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ โดยสิ่งที่ต้องกังวลจากนี้คือ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคือความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถเกิดได้ทุกมิติจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์” นายวินิจ กล่าว

    อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ หลังจากเจอปัจจัยกดดันจากวิกฤตพลังงาน ไม่เพียงแต่ปรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือมาเป็นแบบมุ่งเป้าแล้ว ยังต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถเติบโตได้ในระยะยาวและแข็งแรงกว่าเดิม โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งวางยุทธศาสตร์และผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    นายวินิจ กล่าวว่า ในภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง

    โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้น แตะระดับ 30% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aV6qUGs0iPvz3qSolHodn

  • รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย


    28/04/2569 | 5 |

    รัฐบาลผนึก “เศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ยุติธรรม” ปราบสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือน มูลค่า 2,300 ล้าน สร้างความเชื่อมั่นการค้า การลงทุนไทย 
    บทสรุป
        จากข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ ยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเร่งดำเนินการ ส่งผลให้ในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) จับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,300 ล้านบาท โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สิน           ทางปัญญา พร้อมทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยขอให้ประชาชนทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ยังได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบ       ให้ทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ดำเนินการเชิงรุกสอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม ร่วมมือกับทุกภาคส่วนเน้นการตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค พัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุน

    รายละเอียด
    (27 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ นโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง ณ กรมศุลกากร
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ ซึ่งการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรก เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว
    การดำเนินการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศให้มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือ สอดรับกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ส่งเสริมกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์การวิจัยพัฒนา และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในโลกเศรษฐกิจปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะต้นทุนแรงงาน หรือทรัพยากรอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศที่สามารถสร้างและคุ้มครองนวัตกรรมได้จะเป็นประเทศที่สร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ หรือที่เรียกว่า New S-Curve อุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเทคโนโลยีชั้นสูง รวมทั้งเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาไม่เพียงเป็นการบังคับใช้กฎหมายแต่เป็นการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอันเป็นการกำหนดศักยภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสอดคล้องกับความมุ่งหมายการพลิกโฉมทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ อันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องนี้ 
    จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต จำหน่าย แหล่งนำผ่านของสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อีกทั้งจะทำให้ไทยเป็นหมุดหมายการดึงดูดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศจากทั่วโลก และจะดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ปัจจุบันได้ปรับปรุง แก้ไข กฎระเบียบให้มีความทันสมัยสอดรับกับรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกรมศุลกากรร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแจ้งข้อมูลการตรวจสอบสินค้าเข้าสู่ระบบ ให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ประกอบการตรวจสอบสินค้าและสามารถยึดสินค้าที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ส่งผลให้กรมศุลกากรบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่การยกระดับมาตรฐานในทุกมิติเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมาย ด้านดิจิทัล ด้านฐานข้อมูล ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น และขอให้ทุกคนร่วมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระบบเศรษฐกิจ โดยไม่ซื้อ ไม่ใช้ 
    ไม่สนับสนุนสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
     ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้รัฐบาลได้บูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร ปิดช่องโหว่ ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก พร้อมย้ำว่าทุกหน่วยงานจะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม นอกจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด
    ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/498329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RqEV2L7cp3U8nvcwRuCdb

  • เที่ยวใต้ยังทรงตัวดี  ภูเก็ต นทท.คึก ไตรมาสแรกโตตามคาด

    เที่ยวใต้ยังทรงตัวดี ภูเก็ต นทท.คึก ไตรมาสแรกโตตามคาด

    สถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ยังคงมีทิศทางที่ดีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวในช่วงปลายไตรมาส จากปัจจัยความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกและต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในไตรมาสแรกถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้ทั้งจำนวนผู้เดินทางและรายได้อยู่ในระดับน่าพอใจ ก่อนที่สถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศจะเริ่มส่งผลกระทบในช่วงปลายเดือนมีนาคม

    “การยกเลิกการจองห้องพักยังไม่มากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยุโรประยะไกล แต่ผลกระทบเริ่มเห็นชัดในส่วนของการจองใหม่ที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งบางจังหวัดที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางหรือเส้นทางบินผ่านภูมิภาคดังกล่าวมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง”

    “ขณะเดียวกันตลาดระยะใกล้ที่คาดว่าจะเข้ามาทดแทน เช่น มาเลเซีย หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวไทย กลับได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านความเชื่อมั่น ส่งผลให้จังหวัดอย่างสงขลา กระบี่ และพังงา มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลังเทศกาลสงกรานต์ ภาพรวมการท่องเที่ยวยังอยู่ในภาวะชะลอตัว”

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo V04.jpg

    นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ ระบุว่า ในช่วงโลว์ซีซั่นปีนี้ คาดว่าอัตราการเข้าพักอาจลดลงราว 10–15% ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว ทั้งการลดต้นทุน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมบริหารจัดการ รวมถึงการมองหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น ตลาดอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพและมีเที่ยวบินตรงในบางพื้นที่ ขณะที่ภูเก็ตยังคงพึ่งพาตลาดยุโรปบางประเทศ รวมถึงอินเดียและจีน

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo04-1.jpg

    ด้าน ธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ตัวเลขการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในไตรมาสแรกยังอยู่ในระดับที่ดี แม้เดือนมีนาคมจะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมยังไม่ลดลงอย่างที่กังวล

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo V03.jpg

    “ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ซึ่งเข้าสู่ช่วงกรีนซีซัน ยังคงมีความน่ากังวล เนื่องจากปัจจัยภายนอก ทั้งสถานการณ์ความไม่สงบ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการปรับลดเที่ยวบินและค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะไกล”

    “ทั้งนี้ ภูเก็ตอาจต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาดระยะใกล้มากขึ้น โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง และเป็นตลาดหลักในช่วงกรีนซีซัน”

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo06.jpg

    นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวภูเก็ต ยังกล่าวว่า ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภูเก็ตต้องเผชิญกับความท้าทายจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลง ควบคู่กับต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการในพื้นที่มีศักยภาพในการปรับตัว เนื่องจากเคยผ่านวิกฤตโควิด-19 มาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีซั่นอาจลดลงอย่างน้อย 10%

    “อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังว่าหากสถานการณ์โลกคลี่คลาย อาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาที่ภูเก็ตมากขึ้น แม้จะยอมรับว่าภาพรวมยังคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาระดับการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นในระยะต่อไป”

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo V01-1.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/phuket-tourism-remains-strong-with-first-quarter-growth-meeting-expectations&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_YdGPZKJZvWr24pt_2mE0