Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซาบีดา เผยบูรณะปราสาทตาควายใช้เวลา 2 ปี รออนุมัติงบ ย้ำใช้เทคโนโลยีคืนสภาพใกล้เดิม เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลังเสร็จ

    ซาบีดา เผยบูรณะปราสาทตาควายใช้เวลา 2 ปี รออนุมัติงบ ย้ำใช้เทคโนโลยีคืนสภาพใกล้เดิม เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลังเสร็จ

    วันนี้ (28 เมษายน) เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงการบูรณะปราสาทตาควายว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการขอจัดสรรงบประมาณ ซึ่งเบื้องต้นกรมศิลปากรสำรวจเรียบร้อยแล้ว จึงคาดว่าขั้นตอนการบูรณะจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยกระทรวงวัฒนธรรมมีการประสานกับทหารในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในการเคลียร์พื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกด้าน

    เมื่อถามว่า แสดงว่าขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวมีความปลอดภัยและไม่มีความขัดแย้งใช่หรือไม่ ซาบีดา กล่าวว่า ประเด็นนี้ไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง แต่จากข้อมูลที่ได้รับ หากจะเข้าไปในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกและยืนยันว่าจะมีความปลอดภัย

    ซาบีดา กล่าวต่อว่า สำหรับการบูรณะจะทำให้กลับมาคล้ายเดิมมากที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้ปราสาทกลับมามีลักษณะใกล้เคียงของเดิมได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม อาจมีความแตกต่างของสีที่ทำให้เห็นว่า ส่วนใดเป็นของเก่า หรือส่วนใดเป็นของใหม่ แต่ยืนยันว่าจะคงรูปแบบเดิม เนื่องจากขั้นตอนการบูรณะไม่ได้มีความซับซ้อน อีกทั้งกรมศิลปากรมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ สามารถบูรณะให้สวยงามได้ดังเดิม

    อย่างไรก็ตาม หลังการบูรณะแล้วเสร็จ จะสามารถเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ แต่อาจต้องพิจารณาเรื่องการปรับปรุงพื้นที่และภูมิทัศน์เพิ่มเติม

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sabida-prasat-ta-kwai-restoration-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N0OhkYpV6rwaGLGeP8O8-

  • ยุทธศาสตร์ใหม่! “ฉะเชิงเทรา อโรม่า ซิตี้” ขับเคลื่อนเมืองสมุนไพร-ท่องเที่ยวสุขภาพ

    ยุทธศาสตร์ใหม่! “ฉะเชิงเทรา อโรม่า ซิตี้” ขับเคลื่อนเมืองสมุนไพร-ท่องเที่ยวสุขภาพ

    ยุทธศาสตร์ใหม่!

    ยุทธศาสตร์ใหม่! “ฉะเชิงเทรา อโรม่า ซิตี้” ขับเคลื่อนเมืองสมุนไพร-ท่องเที่ยวสุขภาพ

    รายละเอียด ความคืบหน้า “ฉะเชิงเทรา อโรม่า ซิตี้” ภายใต้ยุทธศาสตร์เมืองสมุนไพร-ท่องเที่ยวสุขภาพ ของกระทรวงสาธารณสุข

    ยุทธศาสตร์ “Chachoengsao Aroma City” หรือ ฉะเชิงเทรา อโรม่า ซิตี้ เป็นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อยกระดับย่านเศรษฐกิจท่องเที่ยวสู่เมืองบริการสีเขียว ด้วยนวัตกรรมเมือง เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการสีเขียว (Green&Wellness Hub) มุ่งสู่การเป็น Aroma City แห่งภาคตะวันออก ซึ่งเน้นการบูรณาการศาสตร์แห่งสมุนไพร และอัตลักษณ์แห่งกลิ่นบำบัด สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    โดยในวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมาได้มีพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการร่วมกัน ระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ร่วมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา หอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และหน่วยงานภาคีเครือข่าย

    ผนึกความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข

    ล่าสุด เมื่อวานนี้ (27 เมษายน 2569 ) กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ก็ได้จัดให้มีการลงนามข้อตกลงร่วมกันอีกฉบับ เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดฉะเชิงเทราสู่การเป็นเมืองสมุนไพรและเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness City)

    นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จังหวัดฉะเชิงเทราจะเป็นเมืองสมุนไพรลำดับที่ 17 ของประเทศ ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นลุ่มน้ำบางปะกงมาสร้างมูลค่าเพิ่ม มีการสนับสนุนงานวิจัยและการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดสากล จัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform) เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ สมุนไพรและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างครบวงจร

    โดยยกระดับทักษะการนวดไทยและการแพทย์แผนไทยผ่านโครงการ “โพธิ์-บางปะกง Academy” ผลักดันแหล่งท่องเที่ยวสู่มาตรฐาน “ศูนย์เวลเนสอัตลักษณ์ไทย” และสร้างระบบนิเวศธุรกิจเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนเข้ากับภาคอุตสาหกรรม

    ยุทธศาสตร์ใหม่!

    เปิดศูนย์การแพทย์แผนไทยและแผนทางเลือกให้บริการปชช.ภาคตะวันออก

    ในขณะเดียวกัน  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการศาสตร์ภูมิปัญญาไทยที่ได้มาตรฐานให้กับประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรปราการ จันทบุรี ชลบุรี ตราด และระยอง และเป็นแหล่งฝึกอบรม ศึกษาวิจัยด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของภูมิภาค บนพื้นที่จำนวนกว่า 5 ไร่

    โดยอาคารก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2568 เปิดให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษา จ่ายยาสมุนไพร รวมถึงคลินิกเฉพาะทาง อาทิ คลินิกอายุวัฒนะ คลินิก 7 กลุ่มอาการ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ คลินิกบำบัดยาเสพติดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย คลินิกแพทย์แผนจีน การจ่ายยาสมุนไพรสำเร็จรูปและยาปรุงเฉพาะราย

    ยุทธศาสตร์ใหม่!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/741588&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DRDEc0131zHok1iUYj8UW

  • ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    ​ไปนอกต้องจ่าย! จ่อเก็บภาษีขาออกคนไทย 1,000 บาท รัฐหวังโกยหมื่นล้าน อุดหนุนคนละครึ่งเที่ยวไทย

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางฃมีการจัดเก็บในอัตรา 300 บาทต่อคน เพื่อนำเงินเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวสำหรับปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและดูแลด้านประกันภัย ซึ่งทางสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เห็นพ้องและไม่มีข้อคัดค้าน

    ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพิจารณานำพระราชกำหนดภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศในอัตรา 1,000 บาทต่อคน โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี จากฐานผู้เดินทาง 10 ล้านคน ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปอุดหนุนโครงการท่องเที่ยวภายในประเทศในรูปแบบคนละครึ่งหรือ Co-payment จำนวน 10 ล้านสิทธิ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อว่าการเก็บเงินเพิ่ม 1,000 บาท จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของคนไทยเท่ากับปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อประกาศบังคับใช้เนื่องจากมีกฎหมายรองรับอยู่แล้วในเบื้องต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616451&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07PutFZUkiNbxyIELZmeTO

  • “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    “ยศชนัน” จ่อดันเศรษฐกิจหมุนเวียน นำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

    เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28WhmsT50webnDrIRgs5nU

  • ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    By

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย | ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ‘โรงแรมสีเขียว’ ทางรอดที่ยั่งยืนของท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าประเทศไทยมีหลายสาเหตุนะคะ ทั้งความไม่แน่นอนจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

    และปัญหาภายในด้านโครงสร้าง ที่ท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร เคยกล่าวถึง โดยแบงก์ชาติเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา

    สัปดาห์ที่แล้ว แบงก์ชาติร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรม สส.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ESCO) และ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC)

    เปิดตัว โครงการ “Financing the Transition: Green Solutions for Hotels” เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เป็นองค์ปาฐกกล่าวเปิดงาน

    ๐ บริบทการเปลี่ยนแปลงจากทางเลือกสู่ทางรอดของโรงแรมไทย

    การปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Transition) ไม่ได้เป็นเพียงการทำ CSR หรือ การสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของอุตสาหกรรมโรงแรมไทย เพราะต้นทุนของการไม่ปรับ (cost of Inaction) จะสูงกว่า เนื่องจาก 

    (1) การปรับกฎกติกาของต่างประเทศ ที่คาดหวังให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยกฎหมายและนโยบาย จะมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้โรงแรมไทยที่มีลูกค้าหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทในยุโรป

    เช่น ทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มของต่างประเทศ ต้องรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น Green Hotel Plus เป็นต้น

    (2) พฤติกรรมผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในลักษณะ sustainability มากขึ้น จากรายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนของ Booking.com ในปี 2568 พบว่า นักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 84% ต้องการเดินทางอย่างยั่งยืนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    (3) วิกฤติพลังงาน ความขัดแย้งในสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้การพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลมีต้นทุนสูงขึ้น และหายาก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) และ ใช้พลังงานทางเลือก (Renewable Energy) ให้มากขึ้น

    การ Go Green จึงเป็นการลดต้นทุนแบบยั่งยืนและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ภายใต้ภาวะโลกรวนเช่นปัจจุบันค่ะ

    ๐ บทบาทของภาคการเงิน (Financing the Transition)

    แบงก์ชาติตระหนักถึงความสำคัญของการเงินยั่งยืน จึงได้ขับเคลื่อนภาคการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมามีการพัฒนา “Thailand Taxonomy” มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิง

    เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐาน (building block) ที่จำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะอาจใช้เวลา 

    แบงก์ชาติเห็นความจำเป็นในการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงเป็นที่มาของโครงการ Financing the Transition ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วตามแนวคิดของอดีตผู้ว่าการ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ โดยจัดโครงการที่ให้ ธพ.นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

    โครงการฯ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในระดับหนึ่ง แต่มีสิ่งที่เรียนรู้ 3 เรื่อง คือ (1) ความตระหนักรู้ของภาคธุรกิจ ความตั้งใจที่จะปรับตัวของผู้ประกอบการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

    (2) ไม่เพียงแค่เงิน แต่ต้องการองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่จำเป็นในการปรับตัว แม้ธุรกิจอยากปรับตัวแต่ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร รวมทั้งเทคโนโลยีการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ อาจไม่เหมาะกับ SMEs ดังนั้น จึงต้องการการสนับสนุนด้านองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับตนเองด้วย

    (3) แรงจูงใจของภาครัฐในการสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ง่ายขึ้น เช่น กระบวนการในการขอใบ certificate

    การจัดโครงการ Financing the Transition ครั้งที่ 2 แบงก์ชาติจึงได้พัฒนารูปแบบการดำเนินการแบบครบวงจร (total solutions) และเริ่มจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เผชิญหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์สากลและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

    รวมทั้งยังเป็นหนึ่งใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” กอปรกับโรงแรมในไทยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 3-4 เท่า

    ๐ แนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม

    แบงก์ชาติจับมือกับภาคี เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนแบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตลอด journey การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมไทย รวม 4 ขั้นตอน คือ “รู้-วัด-ลด-ยกระดับหรือได้ Cer(tificate)”

    (1) “รู้” การตระหนักรู้และเข้าใจแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมกับโรงแรมแต่ละขนาด โดยการสนับสนุนจาก ESCO เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าจะเริ่มต้นปรับการใช้พลังงานอย่างไรที่เหมาะกับธุรกิจของตนเอง

    (2) “วัด” การประเมินสถานะ โดยโรงแรมสามารถเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ผ่านแพลตฟอร์ม CF-Hotels ของ ททท. เพื่อให้รู้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซหรือประกอบการขอสินเชื่อ

    (3) “ลด” ต้นทุนการลงทุนเพื่อการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการสนับสนุนจาก ธพ. ที่เข้าร่วมโครงการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีเงื่อนไขที่เหมาะสม จูงใจ และสอดคล้องกับการปรับตัวของโรงแรม

    นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรมยังสามารถได้รับการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสามารถเข้าร่วมโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจโรงแรมเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น

    (4) “ได้ Cer(tificate)” คือ การยกระดับเพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐานความยั่งยืน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยการสนับสนุนจาก กรม สส. และ IFC ในการเข้ามาช่วยผลักดันให้โรงแรมได้มาตรฐาน Green Hotel Plus

    และ ใบรับรองอาคารสีเขียวนานาชาติ EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) เช่น โรงแรมจะต้องประหยัดพลังงาน น้ำ และลดการปล่อยคาร์บอนในวัสดุตามเกณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “โรงแรมสีเขียว” อาจมีต้นทุนในวันนี้ แต่หากไม่เริ่มทำ วันข้างหน้าต้นทุนของการไม่ปรับตัวจะสูง จนธุรกิจอาจไม่สามารถรับไหวนะคะ การเริ่ม Go Green ในรูปแบบที่เหมาะกับโรงแรมของตนเอง เริ่มจากการตระหนักรู้ การประเมินสถานะตนเอง

    และเพิ่มโอกาสเข้าร่วมโครงการ เช่น SME Credit Boost เพื่อลดต้นทุนของการลงทุนในการปรับเปลี่ยน ท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งการยกระดับสู่มาตรฐานสากลที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนค่ะ

    บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1231357&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3emkZCf8xYX_8dTlCSlgxh

  • ‘ยศชนัน’ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน

    ‘ยศชนัน’ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน

    “ยศชนัน” ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนการเผาเป็นพลังงาน สร้างรายได้-ลดรายจ่ายยั่งยืนให้เกษตรกรเป็นรูปธรรม

    28 เม.ย.เวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศาสตราจารย์​ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปแถลงแนวทางขับเคลื่อน Circular Economy หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ณ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยจะเป็นการนำเสนอโมเดลการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ

    ทั้งนี้ กระทรวงฯ พยายามผลักดันให้เกิดระบบหมุนเวียนอย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนวัสดุที่เกษตรกรเคยเผาทิ้งให้กลายเป็นแผงโซลาร์เซลล์และน้ำมันประเภทต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยอาศัยเทคโนโลยีของ อว. และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยลดภาระรายจ่ายให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับวาระที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของกระทรวง อว. วันนี้นั้น นายยศชนัน ระบุว่า เนื่องจากสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน จึงต้องเร่งเสนอเรื่องต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ โดยคาดว่าจะมีหลายวาระทยอยเข้าสู่ที่ประชุม เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้และแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งจะมีโครงการที่เป็นประโยชน์จากหลายกระทรวงเสนอเข้ามาพร้อมกัน

    ในด้านงบประมาณของกระทรวง อว. คาดว่าจะยังคงอยู่ในกรอบเดิมตามที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุถึงเกณฑ์การคุมงบประมาณของแต่ละกระทรวงไว้ไม่เกิน 20% ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีจะปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่และความต่อเนื่องของโครงการเป็นหลัก นอกจากนี้ ตนยังมีแผนที่จะสนับสนุน Wellness Economy หรือเศรษฐกิจเพื่อสุขภาพควบคู่ไปด้วย

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือแนวคิดในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดปริมาณของเสียให้เหลือศูนย์ (Zero Waste)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1231460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00NPACdlvb7GVXswLYsyyL

  • เปิดคำพิพากษา คุก 27 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนดัง คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

    เปิดคำพิพากษา คุก 27 ปี อดีต ผอ.โรงเรียนดัง คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.14 น.

    ศาลอาญาคดีทุจริตฯ สั่งจำคุกอ่วม 27 ปีอดีตผอ.รร.เตรียมอุดม ส่วนเลขาฯกับนายกสมาคมผู้ปกครองคุกคนละ 18ปี เรียกรับเงินจากผู้ปกครองพาลูกเข้าเรียนก่อนได้ประกันตัวติด EMทั้งสามคน

    วันที่ 27 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ย่านตลื่งชัน ศาลมีคำพิพากษาในคดีทุจริตเรียกรับเงิน หมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 179/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปรเมษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, นางกรรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อดีตเลขานุการและเหรัญญิกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา และนพ.ไพศาล (ขอสงวนนามสกุล) นายกสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

    โจทก์ฟ้องว่า ปีการศึกษา 2559 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ต่อเนื่องกันซึ่งเป็นปักปีการศึกษา 2559 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยที่ 1 ได้วางแผนการด้วยการเสนอร่างประกาศรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และแผนการรับนักเรียนกำหนดรับนักเรียนรวมทั้งหมด 1,480 คน แบ่งเป็น 1 ประเภทโควต้าจังหวัดไม่เกินร้อยละ 20 2 ประเภทสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และ 3 ประเภทความสามารถพิเศษและเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ทำการอนุมัติและได้รับการอนุมัติโดยไม่มีการรับนักเรียนในประเภทเงื่อนไขพิเศษแต่อย่างใด โดยจำเลยที่ 1 ได้ลงนามออกประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ประกาศรับนักเรียนจำนวน 1,480 คน และยังได้ลงนามในประกาศโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการรับนักเรียนเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประเภทเงื่อนไขพิเศษของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 2559 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 อีก 1 ฉบับ โดยไม่มีการเสนอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้อนุมัติเสียก่อน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นโยบายและแนวปฏิบัติที่วางไว้สำหรับปีการศึกษา 2559 อันเป็นการมิชอบ

    จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการรับนักเรียนตามคำสั่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึก ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณารายชื่อ รายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษโดยมีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมเป็นคณะกรรมการในตำแหน่งกรรมการรับนักเรียนและที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ต่อมาจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินที่เสนอโดยสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเสนอต่อจำเลยที่ 1 ในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คน

    ซึ่งมีรายชื่อส่วนหนึ่งมาจากจำเลยที่ 3 เป็นผู้ฝาก เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรับนักเรียนที่ตนเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วยรับรองและนำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวให้ที่ประชุมรับรองและเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณา  แล้วจำเลยที่ 1 นำรายชื่อนักเรียนดังกล่าวจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงินจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์อันเป็นการกระทำโดยมิชอบ และเกิดความเสียหายต่อนักเรียนลำดับสำรองที่มีสิทธิ์เข้าเรียน เมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าได้สละสิทธิ์ ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2558 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมาในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน

    โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต

    ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์  ในวันรับสมัครนักเรียนเพื่อสอบคัดเลือกจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันวางแผนติดต่อผู้ปกครองนักเรียนที่ประสงค์จะให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ประสานแนะนำผู้ปกครองนักเรียนดังกล่าวสั่งจ่ายเช็คแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยจำกัดมหาชนสาขาสยามสแควร์ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาเป็นผู้รับเงิน โดยมีเงื่อนไขว่าหากบุตรหลานและผู้ปกครองที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวไม่มีชื่อเข้าเรียนจะคืนเช็ค/แคชเชียร์เช็คให้ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ที่ไม่สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดรวมทั้งสมาคมผู้ปกครองและครูเรียกรับเงินหรือระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองนักเรียนแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในช่วงระยะเวลาที่มีการรับนักเรียนไม่ว่าในรูปแบบใดๆ

    จนผู้ปกครองนักเรียนซึ่งเป็นผู้มีชื่อสั่งจ่ายเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ระบุชื่อสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมเป็นผู้รับเงินจำนวน 34 ฉบับ ประมาณจำเลยทั้ง 3 ได้ร่วมกันนำรายชื่อนักเรียนที่ได้ร่วมกันจัดทำรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในอุปการะคุณของผู้ทำคุณประโยชน์กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่องในปีการศึกษา 2559 จำนวน 19 คนจัดเป็นรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษและจัดเข้าแทนที่นักเรียนประเภทอื่นที่สละสิทธิ์จากนั้นจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ร่วมกันนำเช็ค/แคชเชียร์เช็คตามที่ปรากฏในใบเรียกเก็บเงินตามเช็ค/แคชเชียร์เช็ค ทำให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบและโดยทุจริต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเตรียมอุดมและนักเรียนลำดับสำรองซึ่งมีสิทธิ์เข้าเรียนเมื่อนักเรียนที่สอบได้ลำดับก่อนหน้าสละสิทธิ์ 

    ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 

    คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน

    ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86, 91,147, 149,157,162 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และขอให้จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทแก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จำเลยให้การปฏิเสธ

    คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นได้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบเพื่อการกระทำหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่แต่งตั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคณะกรรมการรับนักเรียนแต่ที่ปรึกษาคณะกรรมการรับนักเรียน ทางไต่สวนฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรียกรับทรัพย์สินจากผู้ปกครองนักเรียนผ่านทางสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่งรายชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองบริจาคเงินให้กับสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษาให้จำเลยที่ 1 นำเสนอคณะกรรมการรับนักเรียน เพื่อแลกกับการที่ให้นักเรียนที่สอบเข้าไม่ได้สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา อันเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตัวเองหรือสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา การกระทำของจำเลยที่ 1 จะเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือร่วมกันกระทำความผิดโดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหรือเราเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและจำเลยที่ 1 เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน

    ในทางไต่สวนฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนจากกองทุนพัฒนาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซ้ำซ้อนกับที่ของบจากสมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหานี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันคืนเงิน 2,995,589 บาทให้แก่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสาม เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี 

    จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

    ต่อมา ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์ประกัน 5 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 2และ3 ตีหลักทรัพย์ประกันคนละ 3 ล้านบาท โดยให้จำเลยทั้ง3คน ใส่อุปกรณ์กำไล EM ระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก อดีตผอ.โรงเรียนดัง 27 ปี คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/961048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1llogZKp17SZ6O0SLr4bu4

  • กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า ดวงตาแห่งพงไพร (ตอนที่ 3 งานอนุรักษ์ในประเทศไทย) – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า ดวงตาแห่งพงไพร (ตอนที่ 3 งานอนุรักษ์ในประเทศไทย) – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานการจัดการผืนป่าและสัตว์ป่าที่เข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ ‘ผืนป่าตะวันตก’ พื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ 

    หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กลุ่มป่าตะวันตกยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นผลมาจากแผนการจัดงานที่ชัดเจน การทำงานที่เข้มของหน่วยงานอนุรักษ์อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีพันธมิตรองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมสนับสนุน 

    ขณะเดียวกันในพื้นที่ป่ากันชนรอบนอก หน่วยงานป้องกันรักษาป่าของกรมป่าไม้ ก็ได้ยกระดับความเข้มข้นในเนื้องานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่างานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะหน่วยป้องกันรักษาป่ารอบๆ กันชนห้วยขาแข้ง ตลอดจนความร่วมมือของชุมชน

    และเบื้องหลังความสำเร็จนั้น เกิดขึ้นจากทั้งงานวิจัย การเก็บข้อมูลภาคสนาม งานลาดตระเวนที่เข้มข้น รวมถึงการใช้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำงาน

    ตัวอย่างใหญ่ที่ปรากฏเด่นชัดและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก คือ งานอนุรักษ์เสือโคร่งอินโดจีน โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีการสำรวจประชากรเสือโคร่ง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลอย่างอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ มีจุดเริ่มต้นมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง 

    สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย ได้ร่วมกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพเพื่อติดตามประชากรเสือโคร่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547

    การสำรวจในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ก่อนขยายไปทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก สามารถระบุอัตลักษณ์เสือโคร่งได้มากกว่าร้อยตัว 

    โดยในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ฯ มีการนำกล้องจำนวนมากไปดักถ่ายสัตว์ป่าทั่วพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกว่า 200 จุด แต่ละจุดใช้กล้อง 2 ตัวเพื่อให้ได้ลายทั้งด้านซ้ายและขวาของตัวเสือโคร่งสำหรับใช้จำแนกตัว

    ข้อมูลภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าจำนวนประชากรเสือโคร่งในห้วยขาแข้งมีแนวโน้มคงที่และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการวางแผนงานลาดตระเวนได้อย่างแม่นยำ และกำหนดภารกิจงานอนุรักษ์ได้ตรงจุดขึ้น

    ก่อนที่ภายหลังจะพบว่าเสือโคร่งจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไปสู่พื้นที่ทางตอนเหนืออย่างอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน ด้วยการตั้งกล้องของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) บันทึกหลักฐานสำคัญไว้ได้

    นอกจากเสือโคร่งแล้ว การติดตั้งกล้องของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ บางครั้งยังจับภาพสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ได้กว่า 40 ชนิด มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของห้วยขาแข้ง 7 ชนิด ซึ่งถูกขนานนามว่า Big 7 ดังนี้ เสือโคร่ง เสือดาว/เสือดำ วัวแดง สมเสร็จ ควายป่า กระทิง และช้างป่า

    ภาพของสัตว์เหล่านี้แม้ไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่การปรากฏตัว ยังก่ออประโยชน์ทางอ้อมในการสร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์แก่สาธารณชน ผ่านภาพถ่ายที่หาดูได้ยากของ Big 7 

    นอกจากการติดตั้งกล้องเพื่อดักถ่ายภาพเสือโคร่งแล้ว ในผืนป่าตะวันตก ยังมีงานวิจัยเพื่องานอนุรักษ์อื่นๆ อีกหลายหัวข้อ ตัวอย่างเช่น การสำรวจสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกล้องดักจับในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อันถือเป็นการสร้างข้อมูลพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพที่ใช้กล้องดักถ่ายเป็นเครื่องมือหลัก สามารถบันทึกข้อมูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้ 1821 ครั้ง 32 ชนิด โดยในจำนวนนี้มี 17 ชนิดอยู่ในบัญชีรายชื่อของ IUCN

    หรืองานที่นำไปสู่การวางแผนการอนุรักษ์พื้นที่อย่างเรื่อง การกระจายตัวของวัวแดงในผืนป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จากเดิมที่ไม่พบมาก่อน จนเมื่อมีการตั้งกล้องติดตามตลอดทั้งปี จึงได้พบวัวแดงในทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อันเป็นสัญญาณของการขยายถิ่น และมีแนวโน้มเป็นประชากรถาวรในพื้นที่ เพราะมีหลักฐานถึงขั้นพบลูกอ่อน ซึ่งหมายถึงมีการสืบพันธุ์เกิดขึ้นแล้ว

    ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปสู่การวางแผนงานอนุรักษ์ในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากตัวอย่างงานศึกษาวิจัยที่ยกมาและเป็นประโยชน์ต่องานอนุรักษ์แล้ว ในอีกแง่หนึ่งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า ยังเป็นประโยชน์ต่องานปราบปรามผู้กระทำความผิด และเป็นกุญแจสำคัญในการทำลายขบวนการค้านอกพื้นที่ป่า

    ดังเช่นกรณี พ.ศ. 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านตรวจแม่สอด จังหวัดตาก สามารถยึดหนังเสือโคร่งที่ถูกชำแหละได้ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจาก WCS และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้นำหนังเสือของกลางมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องดักถ่ายในผืนป่าตะวันตก ผลปรากฏว่า ‘ลายพาดกลอน’ ของหนังเสือดังกล่าวตรงกับเสือโคร่งเพศเมียที่มีประวัติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กลายเป็นหลักฐานว่ามีการล่าในเขตอนุรักษ์จริง และทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเอาผิดพรานได้

    นับเป็นอีกบทบาทของกล้องดักถ่ายภาพ ในฐานะ ‘พยาน’ ที่ยืนยันว่าอะไรเกิดขึ้นในป่า และช่วยเปลี่ยนงานอนุรักษ์ให้เข้มแข็งได้

    นอกเหนือจากพื้นที่กลุ่มป่าตะวันตก กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่ายังถูกนำไปใช้ในหลายพื้นที่ ทั้งในแง่งานอนุรักษ์ แสดงหลักฐานของการมีอยู่จนไม่อาจสาธยายได้หมดในตอนเดียว

    รวมถึงประเด็นที่เกริ่นไปในช่วงต้นว่า นอกจากพื้นที่อนุรักษ์ในการดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ แล้ว บทบาทของกรมป่าไม้ในปัจจุบัน ก็ได้นำกล้องดักถ่ายภาพมาใช้ในงานอนุรักษ์ เฝ้าระวัง ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาในกรณีที่สัตว์ป่าออกมาหากินนอกอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จนเกิดเหตุบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งกับชุมชน

    ปัจจุบัน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์ กรมป่าไม้ กำลังจัดตั้งศูนย์ข้อมูลจากงานลาดตระเวนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ เพื่อรวบรวมข้อมูลภัยคุกคามและการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่าในพื้นที่เพื่อวางแผนบริหารจัดการในอนาคต 

    ต่างๆ เหล่านี้ จะเห็นได้ว่า กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าหาได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่คือภาพสะท้อนความจริงของการทำงานที่จับต้องได้ 

    เปลี่ยนสิ่งที่เคยมองไม่เห็น ให้กลายเป็นข้อมูลที่พิสูจน์ได้ เปลี่ยนร่องรอยในป่าให้กลายเป็นหลักฐาน เปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นข้อเท็จจริง และในบางครั้งถึงขั้นเปลี่ยนให้กลายเป็น ‘พยาน’ ในกระบวนการยุติธรรม

    ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีแผนงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า ในพื้นที่กันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านการศึกษาและจัดทำข้อมูลผ่านการติดตั้งกล้องดักภ่ายภาพสัตว์ป่าในกลุ่มป่าเขาอีนวยและสวนป่า ก่อนพัฒนากลไกการจัดการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในอนาคต


    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2026-108/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07oC4sgnzAb2NTp6UAb8iN

  • วิจัยสหรัฐฯ อวยยศ 2 ผลไม้ “ดีต่อไต” คุมความดัน-คอเลสเตอรอล ในไทยหากินง่ายมาก!!

    วิจัยสหรัฐฯ อวยยศ 2 ผลไม้ “ดีต่อไต” คุมความดัน-คอเลสเตอรอล ในไทยหากินง่ายมาก!!

    ผลวิจัยสหรัฐฯ ยืนยัน! กิน “อะโวคาโด+มะม่วง” ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ ฟื้นฟูหลอดเลือด-บำรุงไต แถมลดไขมันเลว

    ใครว่าการดูแลสุขภาพต้องยุ่งยากเสมอไป? ผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์ (Illinois Institute of Technology) สหรัฐอเมริกา พบเคล็ดลับสุขภาพดีที่ง่ายจนคาดไม่ถึง เพียงแค่คุณเสริมผลไม้ 2 ชนิดนี้ลงในมื้ออาหารเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ต่อเนื่องกัน ก็สามารถฟื้นฟูระบบหลอดเลือดและปกป้อง “ไต” ให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เปิดโผ 2 ผลไม้ฮีโร่: “อะโวคาโด” และ “มะม่วง”

    งานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารสมาคมหัวใจแห่งอเมริกา (American Heart Association) โดยศึกษาจากกลุ่มอาสาสมัคร 82 คน ที่อยู่ในภาวะ “ก่อนเบาหวาน” (Pre-diabetes) และมีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงประมาณ 30 โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:

    • กลุ่มที่ 1: กินอาหารปกติแบบไขมันต่ำ กากใยต่ำ

    • กลุ่มที่ 2: เพิ่มการกิน “อะโวคาโด 1 ลูก” และ “มะม่วง 1 ถ้วย” ทุกวัน ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์

    ผลลัพธ์หลังผ่านไป 8 สัปดาห์: หลอดเลือด “ฟื้นคืนชีพ”

    นักวิจัยใช้ดัชนี FMD (การขยายตัวของหลอดเลือด) เป็นตัววัดความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ซึ่งพบว่า:

    1. หลอดเลือดทำงานดีขึ้น: กลุ่มที่กินอะโวคาโดและมะม่วง มีค่า FMD เพิ่มขึ้นเกือบ 1% (ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึง 8%) ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้กิน ค่านี้กลับลดลง

    2. คอเลสเตอรอลลดลง: คอเลสเตอรอลรวมลดลง และ LDL (ไขมันเลว) ลดลงถึง 6.7 mg/dL

    3. ความดันลดลง: โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ความดันตัวล่าง (Diastolic) ลดลงประมาณ 2 mmHg

    4. ไตทำงานดีขึ้น: ค่าการกรองของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่มีความเสี่ยงเบาหวาน เพราะไตมักจะเป็นอวัยวะแรกๆ ที่เริ่มเสื่อม

    ทำไมต้องเป็น “อะโวคาโด” กับ “มะม่วง”?

    นักวิจัยไม่ได้เลือกผลไม้คู่นี้โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะสารอาหารที่เกื้อหนุนกัน:

    • อะโวคาโด: อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (ไขมันดี), กากใยอาหาร และโพแทสเซียม

    • มะม่วง: ให้วิตามินซีสูง, เบต้าแคโรทีน และมี “แมงกิเฟริน” (Mangiferin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผนังหลอดเลือด

    • ผลพลอยได้: กลุ่มที่กินผลไม้คู่นี้ ได้รับวิตามินซีเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และได้รับโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นเกือบ 50% โดยที่ “น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น” แม้จะกินแคลอรี่เพิ่มเข้าไปก็ตาม

    เคล็ดลับการกินตามงานวิจัย:

    1. ต้องกินแบบ “แทนที่”: ไม่ใช่การกินขนมเพิ่มแล้วตามด้วยผลไม้ แต่คือการกินผลไม้แทนพวกแป้งขัดขาวหรือน้ำตาลในปริมาณแคลอรี่ที่เท่ากัน

    2. กินแบบ “ผลสด”: ต้องกินผลไม้ทั้งลูกเพื่อให้ได้กากใยครบถ้วน ไม่แนะนำให้คั้นน้ำ เพราะจะสูญเสียใยอาหารและทำให้น้ำตาลพุ่งเร็วเกินไป

    3. กินต่อเนื่อง: ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์เพื่อให้ร่างกายเริ่มปรับตัวและเห็นผลการเปลี่ยนแปลง

    บ้านเราโชคดีมากที่มะม่วงหาง่ายและราคาถูกสุดๆ ส่วนอะโวคาโดแถวภาคเหนือหรือภาคใต้ก็ปลูกเยอะ ใครที่กังวลเรื่องหลอดเลือดและไต ลองหันมาทานผลไม้สดคู่นี้แทนขนมหวานดูนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9886098/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RhNskamH7RZQxbBNGBwb6

  • ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก อดีตผอ.โรงเรียนดัง 27 ปี คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

    ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก อดีตผอ.โรงเรียนดัง 27 ปี คดีรับนักเรียน ขัดหลักเกณฑ์ สพฐ.

    วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

    วันที่ 27 เมษายน 2569เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้มีการเผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ครั้งที่ 78 ระหว่าง วันที่ 1-31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีคดีน่าสนใจดังนี้

    จากกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญา มติครั้งที่ 74/25699 วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เรื่อง กล่าวหา นายปรเมษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กับพวก กำหนดหลักเกณฑ์รับนักเรียนในปีการศึกษา 2559-2561 โดยไม่เป็นไปตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สมพ.) เขต 1 และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด มีความผิดอาญา ตาม ปอ. มาตรา 147 มาตรา 149 มาตรา 157 มาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 91 และ พรป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 103 ประกอบมาตรา 122 และ มาตรา 123/1

    และมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 22/2569 วันที่ 2 มี.ค.2569 ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ขอความอนุเคราะห์อัยการสูงสุดอุทธรณ์คำพิพากษาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิด ป.อ. มาตรา 147

    โดยฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่ อท 31/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 1792568 วันที่ 9 ต.ค.2568 

    ทั้งนี้ เอกสาร ป.ป.ช. เผยคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 149 พรป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบมาตรา 86

    การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 93 ความผิดตามมาตรา 149 พรป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พรป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

    ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 27 ปี

    จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 18 ปี ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

    อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม : คลิก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/960932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iwek8zyAUVDvr3PJIYGPz