Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธรรมาภิบาลกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ธรรมาภิบาลกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เวลาพูดถึงเศรษฐกิจไทยที่โตช้า เรามักมองหา “เครื่องยนต์ใหม่” ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การลงทุนใหม่ หรือแรงงานทักษะสูง แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เครื่องยนต์เหล่านี้จะมีความสามารถทำงานได้เต็มกำลังเพียงใด หากกลไกจัดสรรทรัพยากรของประเทศยังทำงานได้ไม่ดีพอ

    เศรษฐกิจที่โตช้าไม่ได้เกิดจากการขาดทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทรัพยากรที่มีอยู่ไม่ไหลไปสู่จุดที่สร้างมูลค่าสูงสุด ทุนอาจไหลไปหาธุรกิจที่มีเส้นสายมากกว่าธุรกิจที่มีผลิตภาพ แรงงานอาจติดอยู่ในกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เทคโนโลยีใหม่อาจเข้าสู่ตลาดได้ยากเพราะกฎระเบียบไม่เอื้อ ผู้ประกอบการรายใหม่อาจไม่กล้าแข่งขันเพราะไม่มั่นใจว่ากติกาจะเป็นธรรม ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ว่าทรัพยากร ทุน แรงงาน และเทคโนโลยีพอหรือไม่ แต่คือเราจัดสรรสิ่งเหล่านี้ได้ดีเพียงใด

    คำถามนี้พาเรากลับไปสู่งานของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2024 — Daron Acemoglu, Simon Johnson และ James A. Robinson — ที่ชี้ว่า “คุณภาพของสถาบัน” คือรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว สถาบันในที่นี้คือ กติกาที่กำหนดว่าใครเข้าถึงโอกาส ใครได้รับผลตอบแทน และอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนส่วนใหญ่สร้างมูลค่า หรือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม 

    ในทางปฏิบัติ คุณภาพของกติกาก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า “ธรรมาภิบาล” (governance) กลไกที่กำหนดว่าทุน แรงงาน เทคโนโลยี และงบประมาณรัฐ จะไหลไปสู่กิจกรรมที่สร้างผลิตภาพ หรือถูกดึงไปสู่การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจผ่านเส้นสาย หรือ อำนาจผูกขาด
    การวัดธรรมาภิบาลที่ใช้แพร่หลายที่สุดชุดหนึ่งคือ Worldwide Governance Indicators (WGI) ของธนาคารโลก (www.govindicators.org) ซึ่งประเมินธรรมาภิบาลของประเทศต่าง ๆ คลอบคลุมใน 6 มิติ และแต่ละมิติเชื่อมโยงกับคุณภาพการจัดสรรทรัพยากรโดยตรง:  (ชาคริต สุกิน : เนื้อหาในบทความเป็นความเห็นของผู้เขียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย)

    เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) ลดความเสี่ยงของการลงทุน หลักนิติธรรม (Rule of Law) ทำให้ผู้คนมั่นใจว่า ข้อตกลงและสิทธิของตนจะได้รับการคุ้มครอง คุณภาพกฎระเบียบ (Regulatory Quality) เปิดทางให้การแข่งขันเกิดขึ้นจริง ประสิทธิภาพภาครัฐ (Government Effectiveness) ลดความล่าช้าและต้นทุนที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ

    การควบคุมคอร์รัปชัน (Control of Corruption) ทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความสามารถ มากกว่าการเข้าถึงอำนาจ และเสียงของประชาชนและความรับผิดรับชอบ (Voice and Accountability) ทำให้รัฐรับข้อมูลจากสังคมและถูกตรวจสอบ

    คำถามคือ ในบรรดา 6 มิตินี้ มิติใดสำคัญที่สุดต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    งานวิจัยของผู้เขียน “Governance and Growth Revisited: Which Dimensions of Governance Matter Most?” ใช้ข้อมูล WGI ครอบคลุมกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ในช่วงปี 1998–2023 เพื่อตอบคำถามข้างต้น วิธีการคือการคำนวณเส้นอ้างอิงเพื่อหาว่า ณ ระดับรายได้เริ่มต้น (ปี 1998) ประเทศโดยทั่วไปมีคะแนนธรรมาภิบาลเท่าใด แล้วแบ่งประเทศเป็นสองกลุ่ม คือ ประเทศที่คะแนนสูงและต่ำกว่าเส้นอ้างอิง จากนั้นจึงเทียบว่า ตลอดช่วงปี 1998–2023 สองกลุ่มนี้มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยต่างกันเพียงใด

    ผลการศึกษาพบว่า ธรรมาภิบาลทั้ง 6 มิติสัมพันธ์กับระดับรายได้ไม่เท่ากันอย่างมีนัยสำคัญ สามมิติที่สัมพันธ์กับส่วนต่างรายได้มากที่สุดคือ 1. การควบคุมคอร์รัปชัน 2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ และ 3. เสียงของประชาชนและความรับผิดรับชอบ โดยประเทศที่มีคะแนนสูงกว่าเส้นอ้างอิงในสามด้านนี้ มีรายได้ต่อหัวสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบประมาณ 41.5% 34.8% และ 32.8% ตามลำดับ 
                                     ธรรมาภิบาลกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จว่า หากลดคอร์รัปชันได้ รายได้จะเพิ่มขึ้นทันที 41.5% เพราะธรรมาภิบาลกับรายได้ส่งผลต่อกันสองทาง ประเทศที่ร่ำรวยขึ้นย่อมมีทรัพยากรมากขึ้นในการพัฒนาคุณภาพสถาบันเช่นกัน แต่ข้อจำกัดนี้กระทบธรรมาภิบาลทุกมิติในลักษณะเดียวกัน

    สิ่งที่การเปรียบเทียบระหว่างมิติบอกเราได้คือ ลำดับความสำคัญ: หากเป้าหมายคือการยกระดับศักยภาพการเติบโตให้สูงสุดในระยะยาว การลดคอร์รัปชัน การเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ และการทำให้รัฐรับผิดรับชอบต่อประชาชน คือสามด้านที่ควรมาก่อน

    ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งคือ บทบาทของธรรมาภิบาลไม่ได้ลดลงในโลกยุคใหม่ ตรงกันข้าม เมื่อแบ่งข้อมูลเป็น 2 ช่วงเวลา 1998–2011 และ 2012–2023 ผลการศึกษาพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมาภิบาลกับรายได้ต่อหัวมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น ในทุกมิติในช่วงทศวรรษหลัง

    โดยมิติที่เข้มแข็งขึ้นมากที่สุดคือ เสียงของประชาชนและความรับผิดรับชอบ หลักนิติธรรม และการควบคุมคอร์รัปชัน เป็นที่น่าสังเกตว่า หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสามอันดับแรกของผลรวมตลอดช่วงของข้อมูล กลับเด่นชัดขึ้นโดยเปรียบเทียบในช่วงครึ่งหลัง
                                         ธรรมาภิบาลกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นนี้ตีความอีกด้านหนึ่งได้ว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจของการมีระบบธรรมาภิบาลที่อ่อนแอกำลังสูงขึ้น โลกทศวรรษหลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ซ้ำ ๆ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และโควิด-19 ซึ่งแต่ละครั้งบังคับให้เศรษฐกิจต้องจัดสรรทรัพยากรใหม่ขนานใหญ่ และการจัดสรรใหม่จะเกิดขึ้นได้เร็ว ก็ต่อเมื่อผู้คนเชื่อถือกติกา: 

    ธุรกิจกล้าย้ายทุนไปสู่กิจกรรมใหม่ เมื่อมั่นใจว่าสิทธิของตนได้รับการคุ้มครอง แรงงานกล้าลงทุนในทักษะใหม่เมื่อเชื่อว่าผลตอบแทนขึ้นกับความสามารถ ในยุคที่การเติบโตขึ้นอยู่กับนวัตกรรม ข้อมูล และความไว้วางใจ ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอจึงไม่ได้เพียงทำให้เศรษฐกิจไร้ประสิทธิภาพ แต่ยังทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการปรับตัวไปด้วย 

    เมื่อกลับมามองประเทศไทย คุณภาพธรรมาภิบาลของไทยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีความน่ากังวลมาก เพราะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2000 ถึง 2024 คะแนนของประเทศไทยลดลงในทุกมิติ  ที่สำคัญที่สุด คือ มิติในด้านการควบคุมคอร์รัปชัน ที่ไม่เพียงแย่ลง แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังถดถอยในมิติที่หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า สัมพันธ์กับระดับรายได้มากที่สุดพอดี
                                              ธรรมาภิบาลกับอนาคตเศรษฐกิจไทย

    คำถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะหาเครื่องยนต์ใหม่จากที่ใด จึงอาจไม่ใช่คำถามแรกที่ต้องตอบ เพราะต่อให้หาเครื่องยนต์ที่ทรงพลังเพียงใดมาได้ หากระบบส่งกำลังยังรั่ว เชื้อเพลิงก็ไปไม่ถึงล้อ และ ธรรมาภิบาล ก็คือ ระบบส่งกำลังของเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่เรื่องที่แยกจากนโยบายเศรษฐกิจ หากคือ กลไกที่กำหนดว่านโยบายเศรษฐกิจทั้งหมดจะได้ผลมากน้อยเพียงใด 

    หลักฐานเชิงประจักษ์ได้บอกลำดับไว้ชัดเจนว่า ควรเริ่มจากจุดใด: การควบคุมคอร์รัปชัน รัฐที่มีประสิทธิภาพสูง และ รัฐที่รับผิดรับชอบต่อประชาชน สามด้านนี้ไม่ใช่อุดมคติทางการเมือง แต่คือ การลงทุนในอนาคตเศรษฐกิจไทยที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด และยังรอการลงมือทำอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/setsawana/664627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aiilslrrn2WmPa9BfI7R3

  • เปิด 5 ดีไซน์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสร้างสรรค์

    เปิด 5 ดีไซน์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสร้างสรรค์

    หลังจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดรับผลงานประกวดแบบศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และประกาศผลทีมผู้ออกแบบที่ได้รับการคัดเลือกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้ CEA ชวนทุกคนมาทำความรู้จัก “แนวคิดการออกแบบ” (Design Concept) ของ New TCDC) ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาจากการตีความอัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และศักยภาพของแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน

    การประกวดแบบครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักออกแบบทั่วประเทศ โดยมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 173 ผลงาน จาก 113 ทีม สะท้อนถึงศักยภาพของวงการออกแบบไทยในการสร้างสรรค์พื้นที่สร้างสรรค์ร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบเพื่ออนาคต 

    ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละจังหวัดล้วนต่อยอดจาก Design Brief ที่ CEA จัดทำขึ้น โดยนำบริบทของพื้นที่ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ทุนทางสังคม และวิถีชีวิตของผู้คน มาตีความเป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย เพื่อให้ New TCDC ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ และกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแต่ละภูมิภาค 

    นายเลอชาติ ธรรมธีรเสถียร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “การคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้นเนื่องจากทุกทีมแสดงพลังสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ ผลงานทั้ง 173 ผลงานจาก 113 ทีม ไม่เพียงแก้ปัญหาเชิงฟังก์ชันได้ดีเยี่ยม แต่ยังสะท้อนความเข้าใจในตัวตนของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง CEA พร้อมดันผลงานเหล่านี้จากแบบบนกระดาษสู่การพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์จริง เพื่อจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไป”

    ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกของแต่ละจังหวัดสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ดังนี้ 

    1. TCDC ชุมพร

    Design Concept: “Blend Creativity with Local Crafts”
    โดย ภูดิศ ธีรธนสมบัติ และเบญจรัตน์ ศิริจีระชัย

    การออกแบบ TCDC ชุมพร มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพอาคารเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะของเมืองเข้ากับชุมชน โดยมีการเพิ่มมิติทางสถาปัตยกรรมที่สร้างจุดดึงดูดสายตาด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดสรรพื้นที่ภายในคำนึงถึงลำดับการเข้าถึงเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องกาแฟอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการใช้งาน การทดลอง และการสร้างปฏิสัมพันธ์ ขณะที่พื้นที่ทางเข้ารองถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรองรับกิจกรรมสาธารณะเพื่อเปิดรับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังมีการนำงานหัตถกรรมพื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ลวดลายฉลุไม้ การใช้กระจกผ้าบาติกย้อมสีจากใบกาแฟ ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลจากกากกาแฟ ซึ่งไม่เพียงสร้างคุณค่าด้านสุนทรียภาพและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนให้เห็นการหลอมรวมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมพรเข้ากับพื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่อย่างลงตัว

    ทีมงานโดย ภูดิศ ธีรธนสมบัติ และเบญจรัตน์ ศิริจีระชัย

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารหอประชุม เทศบาลเมืองชุมพร
    ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

    2. TCDC นครศรีธรรมราช 

    Design Concept: “The Palimpsest Architecture”
    โดย บริษัท บานาน่า สตูดิโอ จำกัด และ วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    TCDC นครศรีธรรมราช ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “The Palimpsest Architecture” ที่รักษาตัวอาคารและที่ตั้งเดิมไว้ในฐานะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่มีความหมาย โดยนำมาหลอมรวมเข้ากับพื้นที่ภายในที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “ผืนผ้าใบทางปัญญา” (Cognitive Canvas) เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดและผลงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่ได้แต่งแต้มลงบนพื้นที่แห่งความทรงจำเดิมอย่างลงตัว การจัดสรรพื้นที่ภายในได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกระบวนการทำงานของนักคิด ทั้งในรูปแบบการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม โดยร้อยเรียงสเปซไปตามลำดับสภาวะของกระบวนการขบคิดและสร้างสรรค์งาน

    นอกจากนี้ การออกแบบยังเน้นการเปิดรับสุนทรียภาพจากร่องรอยแห่งกาลเวลาภายในอาคาร เพื่อนำมาช่วยบอกเล่าเรื่องราวและกระตุ้นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ มีการบริหารจัดการปริมาตรที่ว่างเพื่อสร้างความโปร่งโล่งและการเชื่อมต่อในแนวดิ่ง พร้อมทั้งสร้างการเชื่อมโยงทางสายตาระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการเปิดกว้างเพื่อต้อนรับผู้คนทุกกลุ่มเข้าสู่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้อย่างเป็นมิตร

    ทีมงานบริษัท บานาน่า สตูดิโอ จำกัด และวิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    สถาปนิกหลัก
    – วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    ทีมสถาปนิก
    – ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล
    – วรรณจันทร์ เชี่ยวศิลป์

    ทีมนักออกแบบตกแต่งภายใน
    – ดวงรัชต์ เอี่ยมอุดมรักษ์
    – ชิดชนก รู้แผน

    วิศวกรไฟฟ้า
    – มนตรี อุทธาเครือ 

    วิศวกรโยธา
    – สุรไกร บรรจุแก้ว

    วิศวกรสุขาภิบาล
    – ปาลวี สุวรรณราย

    นักออกแบบแสงสว่าง
    – ฐะนียา ยุกตะทัต 

    ภูมิสถาปนิก
    – อทิตยา แสนมโนกุล

    นักออกแบบเรขศิลป์
    – ชิษณุพงศ์ มงคลเอก

    ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
    – วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ
    – นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
    – บุปผรัตนา ศิริลาภ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มประสิทธิภาพอาคาร
    – สริน พินิจ

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารสำนักงานเทศกิจ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
    ชุมชนลูกแม่อ่างทอง ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

    3. TCDC ยะลา

    Design Concept: “A Space for Shared Possibilities”
    โดย Whoa! Design Studios x PP47

    แนวคิดการออกแบบ TCDC ยะลา ตั้งต้นจากความเข้าใจบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมผู้คน ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตอันหลากหลายเข้าด้วยกัน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและทับซ้อนอยู่ตลอดเวลา โดยทีมงานมองว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวและเติบโตผ่านความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน การออกแบบจึงมุ่งเน้นการสร้างสภาวะที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาพบปะกันอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ความหลากหลายได้เชื่อมโยงและนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในอนาคต

    แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการแชร์ใน 3 ระดับ เริ่มต้นจากการแชร์พื้นที่ (Share Space) ด้วยการวางผังอาคารที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ลดการแบ่งแยกการใช้งานแบบตายตัว ถัดมาคือการแชร์วิถีชีวิต (Share Livelihood) ผ่านองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาอย่างไม่เป็นทางการ และสุดท้ายคือการแชร์อนาคต (Share Possibilities) โดยการเว้นพื้นที่ว่างไว้ให้ผู้คนในท้องถิ่นได้ตีความและกำหนดรูปแบบการใช้งานด้วยตนเอง

    กระบวนการทั้งหมดนี้ส่งผลให้ TCDC ยะลา ทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมขนาดย่อม ที่เปิดโอกาสให้ชาวยะลา ได้สร้างสรรค์ เรียนรู้ ทดลอง และร่วมกันนิยามวัฒนธรรมร่วมสมัยของตนเองผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันในทุกวันอย่างยั่งยืน

    ทีมงาน Whoa! Design Studios x PP47
    – นพัตธร ยังมีสุข
    – ปรียชนัน เจนนภา
    – พงษ์ ทวีพานิช

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารเทศบาลเมืองยะลา พ.ศ. 2500
    ถนนระนอง ตําบลสะเตง อําเภอเมือง จังหวัดยะลา

    4. TCDC ร้อยเอ็ด

    Design Concept: “Isaan Rise: Rice (Rise) Connecting”
    โดย Wire Knot Studios x Architect Nonsense

    แนวคิดการออกแบบ TCDC ร้อยเอ็ด ตั้งต้นจากการยกระดับ “ข้าว” วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวร้อยเอ็ดให้เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายกลุ่ม ผ่านแนวคิด “Isaan Rise: Rice (Rise) Connecting” โดยมุ่งพัฒนาศูนย์สร้างสรรงานออกแบบแห่งนี้ให้ทำหน้าที่เสมือนโรงบ่มเพาะองค์ความรู้ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน การถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวถูกนำเสนอผ่านสถาปัตยกรรมที่สะท้อนคุณค่า ความสัมพันธ์ และระบบนิเวศของผู้คน แทนการเลียนแบบทางกายภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าร้อยเอ็ดอุดมไปด้วยองค์ความรู้ เครือข่ายผู้คน และศักยภาพในการต่อยอดสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    การออกแบบในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับมิติหลักสามด้าน เริ่มจากการเชื่อมต่อกับบริบทเมืองผ่านงานสถาปัตยกรรมที่เข้าถึงง่าย ถัดมาคือการสะท้อนวิถีชีวิตชาวอีสานผ่านการจัดสรรพื้นที่ชานและพื้นที่ยืดหยุ่นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตข้าวมาผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ทรัพยากรท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารแห่งนี้เป็นตัวแทนของเรื่องราว ภูมิปัญญา และความภาคภูมิใจที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของร้อยเอ็ดต่อไป

    ทีมงาน Wire Knot Studios x Architect Nonsense
    – ณัฏฐนันท์ ดวงริวงศ์
    – พลพิพัฒน์ นากสวาท
    – ธีรกานต์ วัฒนายนต์
    – รถสกล ฉันทลักษณ์

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคาร OTOP City ร้อยเอ็ด
    ถนนเปรมประชาราษฎร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

    5. TCDC สกลนคร

    Design Concept: “เมือเฮือน เมือเมือง”
    โดย AekkapapSorapat 

    แนวคิดการออกแบบ TCDC สกลนคร เป็นการปรับเปลี่ยนอาคารสถานีขนส่งเมืองสกลนครเดิม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าและตลาดหลักของเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ท่ามกลางบริบทโดยรอบที่หนาแน่นด้วยอาคารพาณิชย์และบรรยากาศของวิถีชีวิตอันเร่งรีบ การพลิกโฉมอาคารแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมองค์ความรู้ พร้อมทั้งปลุกพลังอัตลักษณ์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    การออกแบบมุ่งเน้นการส่งผ่านความรู้สึก “เมือเฮือน” หรือการกลับบ้าน โดยนำวิถีชีวิตของชาวสกลนครที่มีการเปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และรายล้อมด้วยธรรมชาติ มาถ่ายทอดลงในงานสถาปัตยกรรม ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่พาผู้คน “เมือเมือง” เพื่อขับเคลื่อนเมืองสกลนครให้กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ พร้อมส่งต่อภูมิปัญญาพื้นถิ่นและศักยภาพของเมืองในรูปแบบใหม่ไปสู่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

    ทีมงาน AekkapapSorapat 
    – เอกภาพ พรประไพ 
    – สรพัฒน์ มณีวงศ์
    – ธิดาทิพย์ จั่นหยง

    พื้นที่จัดตั้ง: 
    สถานีขนส่งเทศบาลนครสกลนคร แห่งที่ 1 (บขส. เก่า)
    ชุมชนตลาดเทศบาล ถนนรัฐพัฒนา ตำบลธาตุเชิงชุม 
    อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

    การพัฒนา New TCDC ทั้ง 5 จังหวัด จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CEA โดยความร่วมมือกับหน่วยงานส่วนท้องกิ่น ในการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชน ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ 

    ติดตามความคืบหน้าของโครงการและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th, www.tcdc.or.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/CreativeEconomyAgency และ www.facebook.com/tcdc.thailand
     

    Posted in news on ก.ค. 22, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/news-updates/new-tcdc-5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fiV_iUmupLno1pyqBmi64

  • เปิดรายละเอียด 15 MOU ไทย-จีน ยกระดับเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางความท้าทายที่รัฐบาลต้องตั้งรับ

    เปิดรายละเอียด 15 MOU ไทย-จีน ยกระดับเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางความท้าทายที่รัฐบาลต้องตั้งรับ

    การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของคณะผู้แทนรัฐบาลไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการกระชับมิตรภาพที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

    นำมาซึ่งความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินขยายการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น Huawei, Xiaomi, ChangAn และ AgiBot มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท

    เม็ดเงินมหาศาลนี้จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าหมื่นอัตราทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนจุดยืนของประเทศไทย จากการเป็นเพียง ‘ฐานการผลิต’ ไปสู่การเป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    โอกาสและความเสี่ยงจากความร่วมมือไทย-จีน

    นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว ไฮไลต์สำคัญคือการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความตกลงรวม 15 ฉบับ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือนฟันเฟืองภายนอกที่สอดรับกับนโยบายภายในประเทศ

    ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก เพื่อรองรับภารกิจส่งอุปกรณ์ของไทยไปกับยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ในช่วงปลายปีนี้ ไปจนถึงการยกระดับองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดขั้นสูงอย่างนิวเคลียร์ฟิวชัน ที่เปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์ไทยเข้าถึงเครื่องปฏิกรณ์ระดับแนวหน้าของจีน

    รวมทั้งการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในภาคการคมนาคม โลจิสติกส์ และการเกษตรอัจฉริยะ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ มุ่งเป้าไปที่การสร้างกำลังคนและบุคลากรคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่าต้องทำให้ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเองให้ได้

    “เรื่องดาวเทียมมีความสำคัญจริงๆ บางคนมองดาวเทียมเป็น entertainment เป็นการส่งจรวดออกไป แต่ดาวเทียมคือเอกราชทางดวงตาของเราที่เราจะมองเห็นข้อมูลทั้งหมดของประเทศไทยด้วยอธิปไตยของเรา การที่เราไปใช้ดาวเทียมคนอื่น จะมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่เอาข้อมูลประเทศเราไปทำอะไร” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    อีกหนึ่งฉากทัศน์ความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง คือความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน รัฐบาลไทยและจีนได้เห็นพ้องให้จัดตั้งกลไกการหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหม (2+2) เพื่อยกระดับการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยประเด็นเร่งด่วนคือการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการฉ้อโกงออนไลน์ ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและข้อมูลธุรกรรมทางการเงินร่วมกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน

    ไทย-จีน กับความร่วมมือ 15 ฉบับ

    นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลง และบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสำรวจอวกาศห้วงลึก (ส่งอุปกรณ์วิจัยไทยไปกับยานฉางเอ๋อ-7) เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน ความร่วมมือสื่อมวลชน ไปจนถึงการส่งออกสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้

    • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว
    • บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

    วัดใจรัฐบาล พลิกโอกาสทอง หรือกับดักทุนผูกขาด

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพความสำเร็จที่ดูเหมือนจะก้าวกระโดด เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ โดยเฉพาะความท้าทายและผลกระทบเชิงลึกที่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากพิจารณาถึงขอบเขตของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทางกฎหมายระหว่างประเทศ มักพบว่าเอกสารเหล่านี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงในเชิงบังคับ ทำให้ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานราชการไทย

    หากการดำเนินการล่าช้า ข้อตกลงเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงใบเบิกทางให้ทุนใหญ่จากต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากและกอบโกยผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ยิ่งไปกว่านั้น สังคมยังคงตั้งคำถามและแสดงความกังวล ต่อปัญหา ‘นอมินีต่างชาติ’ ที่เข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจสีเทาในไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กำลังเร่งตรวจสอบร่วมกับกรมที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างจังหวัดภูเก็ตอย่างเคร่งครัด

    รวมไปถึงวิกฤตการทะลักของสินค้าจีนราคาถูกผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ที่อาจย้อนกลับมาทำลายโครงสร้างวิสาหกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของไทยหากปราศจากมาตรการปกป้องที่รัดกุม

    ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของข้อตกลงประวัติศาสตร์ทั้ง 15 ฉบับนี้ จะกลายเป็น ‘โอกาสทอง’ หรือ ‘ความเสี่ยง’ ย่อมขึ้นอยู่กับความเท่าทันของรัฐบาลในการเร่งขับเคลื่อนข้อตกลงสู่การปฏิบัติจริง

    หากรัฐบาลสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับเทคโนโลยีและเม็ดเงินต่างชาติ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติได้ การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พยุงและยกกำลังประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-china-mou-economy-future/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j0XIrm1erSBMduEuD4iCk

  • ‘สีหศักดิ์’ ผนึกอาเซียนถกคู่เจรจา พัฒนาเศรษฐกิจ สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ รับมือวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    ‘สีหศักดิ์’ ผนึกอาเซียนถกคู่เจรจา พัฒนาเศรษฐกิจ สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ รับมือวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับบรรดาประเทศคู่เจรจา โดยเมื่อเวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศอินเดีย  ซึ่งมีนายสุพรหมยัม ชัยศังกระ รมว.ต่างประเทศอินเดีย เข้าร่วม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมหารือการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ผ่านแผนปฏิบัติการ ปีค.ศ.2027 – 2030 บนพื้นฐานของความเป็นแกนกลางของอาเซียน การส่งเสริมความสอดประสานระหว่างมุมมองอาเซียนว่าด้วยอินโด-แปซิฟิก กับข้อริเริ่มมหาสมุทรอินโด–แปซิฟิก (Indo-Pacific Oceans Initiative -IPOI) ของอินเดีย และการสนับสนุนปีพ.ศ.2570 เป็นปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-อินเดีย  และเร่งสรุปการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) ภายในปีนี้ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์

    จากนั้นเป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมหารือ โดยที่ประชุมหารือถึงการเตรียมการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – สหรัฐฯ ในปี 2570 และการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ที่ยึดมั่นในความเป็นแกนกลางของอาเซียน และสอดประสานกันระหว่างมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก กับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยไทยผลักดันการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ในตะวันออกกลางด้วยสันติวิธีและความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือ

    ขณะที่ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – แคนาดา ซึ่งมีนางอนิตา อนันด์ รมว.ต่างประเทศแคนาดา เข้าร่วม โดยไทยย้ำความสำคัญของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอาเซียน-แคนาดา ปี 2026-2030 พร้อมผลักดันให้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) คืบหน้าโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์

    นอกจากนี้ มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับรัสเซีย โดยมีนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศของรัสเซีย เข้าร่วม ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค โดยผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์ ตลอดจนสนับสนุนการพิจารณาเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)

    ต่อมาเป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ซึ่งมีนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน เข้าร่วม  โดยที่ประชุมหารือการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ซึ่งครบรอบ 5 ปีในปีนี้ โดยมุ่งเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเร่งรัดการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) และใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP อย่างเต็มที่

    ขณะที่การประชุมอาเซียน-ออสเตรเลีย และอาเซียน-นิวซีแลนด์  ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงไซเบอร์ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์ ควบคู่กับการส่งเสริมการค้า การลงทุน พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งผลักดันความร่วมมือด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ การศึกษา และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวาระสีเขียว ตลาดคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน และโครงการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งกรณีของประเทศเมียนมา สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงาน

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน กับสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ต่อด้วยการประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพื่อการพัฒนาปาเลสไตน์ (CEAPAD) ครั้งที่ 5 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขง กับญี่ปุ่น ครั้งที่ 17.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6048571/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sRbX1pb39WaFiEPa0iqtS

  • สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    “สีหศักดิ์“ ร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ไทยย้ำความสำคัญการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร

    เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

    โดยนายสีหศักดิ์ ได้ร่วมหารือแนวทางเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) อาเซียน – จีน ซึ่งครบรอบ 5 ปี ในปีนี้ โดยได้ผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลการเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลง การค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) 3.0 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 

    ไทยยังย้ำความสำคัญของการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร อันจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งของภูมิภาคในระยะยาว ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/978957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J4vOmMDZwAFPJ0BNseYgy

  • “ดร.สติธร” ชี้เยือนจีนไม่ใช่แค่การทูต แต่คือหมากใหญ่ยกระดับไทยจาก “ผู้ตาม” สู่ “หุ้นส่วน” วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต | TOPNEWS

    “ดร.สติธร” ชี้เยือนจีนไม่ใช่แค่การทูต แต่คือหมากใหญ่ยกระดับไทยจาก “ผู้ตาม” สู่ “หุ้นส่วน” วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต | TOPNEWS

    ดร.สติธร กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง ผลลัพธ์ที่สำคัญคือความชัดเจนจากฝ่ายจีนต่อกรณีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ส่งมอบให้กัมพูชา โดยจีนยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนให้นำอาวุธดังกล่าวมาใช้ในการสู้รบกับไทย แม้คำยืนยันดังกล่าวจะไม่ได้ทำให้ปัญหาชายแดนยุติลงในทันที แต่ในมุมมองด้านการเมืองระหว่างประเทศ ถือเป็น “หลักประกันทางการเมืองและการทูต” ที่มีนัยสำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตดำเนินงานได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน มิติเศรษฐกิจของการเยือนครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีที่ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือกับจีนอย่างครอบคลุมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจไทย

    ดร.สติธร ระบุว่า ข้อกังวลที่ว่าความร่วมมือกับจีนจะทำให้ไทยพึ่งพาจีนมากเกินไปนั้น ควรมองอย่างรอบด้าน เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การร่วมมือกับจีนหรือไม่ แต่อยู่ที่ไทยสามารถกำหนดวาระและต่อรองผลประโยชน์ของตนเองได้มากเพียงใด โดยการเยือนครั้งนี้สะท้อนว่า ไทยพยายามวางบทบาทในฐานะ “หุ้นส่วน” มากกว่า “ผู้ตาม” ผ่านการใช้จุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    “คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าควรร่วมมือกับจีนหรือไม่ แต่คือไทยจะเปลี่ยนความร่วมมือนั้นให้กลายเป็นการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด” ดร.สติธร กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่าการเยือนจีนครั้งนี้ส่งสัญญาณสำคัญต่อประชาคมโลกว่า ไทยกำลังวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม แต่เป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง EV, AI, Humanoid Robotics และ Semiconductor

    ดร.สติธร กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่การลงทุนจริง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กันไป การเยือนครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมทั้งย้ำว่า ไทยควรดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุล ร่วมมือกับทุกประเทศมหาอำนาจบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ โดยยึดหลัก “ไม่เลือกข้าง แต่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ”

    ทั้งนี้ ดร.สติธร สรุปว่า หากจะสรุปผลการเยือนจีนครั้งนี้ในประโยคเดียว คือ ไทยไม่ได้เดินทางไปในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือหรือผู้ตามของจีน หากแต่เดินทางไปในฐานะประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมใช้โอกาสจากการเติบโตของจีนเพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ ภายใต้หลักการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1639105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FFm1VwPcUJDIv8G9OZ6TE

  • รางวัลการต่อต้านการทุจริต

    รางวัลการต่อต้านการทุจริต

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านการต่อต้านการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

    rn

     

    rn

    รางวัลนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้ว่าการในการผลักดันธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของระบบการเงินไทย ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมทางการเงิน ผ่านการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การกำกับดูแลธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) ยกระดับกระบวนการรู้จักและตรวจสอบลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านการต่อต้านการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

    รางวัลนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้ว่าการในการผลักดันธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของระบบการเงินไทย ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมทางการเงิน ผ่านการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การกำกับดูแลธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) ยกระดับกระบวนการรู้จักและตรวจสอบลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล

    แบงก์ชาติปรับบทบาทมาใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการแก้หนี้ แต่รวมถึงการจัดการธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งในรูปแบบเงินสด ทองคำ และ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ว่าการคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไม่ต้องการให้ สง. ภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางส่งเสริมธุรกรรมไม่พึงประสงค์”

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สกัดกั้นทุนเทา และปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน

    rn

     

    rn

    1. มาตรการยกระดับการรู้จักลูกค้า “KYC” และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า “CDD/ EDD”

    rn

     

    rn

    สง. เป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ในระยะหลัง เริ่มพบสัญญาณปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ สง. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และ แปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติจึงเน้นย้ำให้ สง. ต้องยกระดับขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวตนและการตรวจสอบกลั่นกรองลูกค้า ตั้งแต่การพิจารณารับลูกคาหรือการรูจักลูกคา (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับลูกคา (Customer Due Diligence: CDD)/ การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD) ทั้งการติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินการเมื่อพบหรือรับแจ้งพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

    rn

     

    rn

    2. มาตรการกำกับธุรกรรม “ถอน-ฝาก-แลก” เงินสดมูลค่าสูง

    rn

             

    rn

    มาตรการนี้มุ่งเป้าที่ ธุรกรรมเงินสดทางกายภาพ (Cash) มูลค่าสูง เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ โดยไม่กระทบต่อการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปของประชาชน

    rn

             

    rn

    เมื่อ เม.ย. 69 แบงก์ชาติออกมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยกำหนดให้การถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท (ลบ.) ขึ้นไป ลูกค้าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้น (EDD)  โดยต้อง แจ้งวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่สามารถโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    rn

     

    rn

    ผลที่ได้ คือ ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงในช่วง เม.ย-พ.ค. ลดลงราว 35% ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ยังเน้นว่า แบงก์ชาติจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กำกับ เพื่อลดธุรกรรมสีเทาที่เป็นปัญหากัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    rn

     

    rn

    โดยคาดว่าในเดือน ต.ค. นี้ แบงก์ชาติจะยกระดับมาตรการฯ โดยจะขยายสู่การฝากเงินสดมูลค่าสูง ผู้ฝากจะต้อง แสดงหลักฐานหรือชี้แจงแหล่งที่มาของเงินสดอย่างชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการฟอกเงิน ป้องกันไม่ให้เงินผิดกฎหมายไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคาร และ การแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น นำธนบัตร 1000 บาท จำนวนมาก ๆ  มาแลกเป็น ธนบัตร 500 บาท หรือ 100 บาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อป้องกันพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การนำไปใช้ในกิจกรรมสีเทา หรือการซื้อสิทธิขายเสียง

    rn

     

    rn

    เพื่อลดความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสดไม่พึงประสงค์ แบงก์ชาติจะกำหนดให้ สง. รายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การทำธุรกรรมมูลค่าสูง/ ความถี่สูง ที่ไม่สอดคล้องกับ profiling ของลูกค้า การสร้างมาตรฐานในการระบุธุรกรรมที่มี pattern ผิดปกติ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน รวมถึงการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลกับผู้กำกับดูแลอื่น เพื่อสกัดกั้นทุนเทา ให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    rn

     

    rn

    3. มาตรการกำกับธุรกรรม “ซื้อขายทองคำ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำ แบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์

    rn

     

    rn

    • จำกัดวงเงินซื้อขาย: กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ลบ. ต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม

    rn

     

    rn

    • กฎ 5 ประการ: กำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสกุลบาทและ USD

    rn

    1. ห้ามใช้บัญชีนอมินี (ต้องใช้บัญชีตนเองรับจ่ายเงิน)

    rn

    2. งดใช้เงินสดทางกายภาพ (ต้องชำระผ่าน E-payment เท่านั้น)

    rn

    3. จ่ายเต็มจำนวน (ห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือ ทำธุรกรรมแบบ Net Settlement)

    rn

    4. ห้ามซื้อขายลม (ห้ามทำ Short Sell จะสั่งขายได้ต่อเมื่อมีทองคำในระบบแล้ว)

    rn

    5. รับมอบทองด้วยตนเอง (ห้ามโอนทองคำให้บุคคลอื่น)

    rn

     

    rn

    • รายงานธุรกรรม: กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ เช่น

    rn

    ภาพรวมการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีปริมาณสูง ตั้งแต่ 20 ลบ.ต่อวัน การถือครองทองคำออนไลน์ (stock) ตั้งแต่ 20 ลบ. การถอนทองคำ (physical gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ให้ความเห็นว่า “มาตรการนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และปริมาณการซื้อขายทองคำผ่านแอพพลิเคชันที่เข้าข่ายน่าสงสัย ลดลงจาก 4000 กิโลกรัม เหลือ 700 กิโลกรัมต่อเดือน”

    rn

     

    rn

    4. มาตรการป้องกันและปราบปราม “บัญชีม้า” (คุมเข้มระดับบัญชีและพฤติกรรม)

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหาภัยทางการเงินมาโดยตลอด ทั้งกำกับให้ สง. มีมาตรฐานการให้บริการที่ปลอดภัยมากขึ้น (Mobile Banking Security การพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงิน การยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าระดับบัญชีและพฤติกรรม รวมถึงผลักดัน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันประชาชนจากภัยทุจริตทางการเงิน

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยแบงก์ชาติประสานงานกับ กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง

    rn

     

    rn

    5. การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” สื่อสารเตือนภัยทุจริตทางการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติได้ขยายช่องทางการสื่อสารเตือนภัยและให้ความรู้ทางการเงินในหลากหลายมิติ  โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงเร็ว และสอดรับกับพฤติกรรมกลโกงในปัจจุบัน อาทิ พระสยาม BOT MAGAZINE คลิปวิดิโอ/Social Media เตือนภัย สื่อการสอน บทความที่น่าสนใจ และ บริการเช็คแอปเงินกู้ในเวปไซต์แบงก์ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการทางกการเงิน ป้องกันการถูกหลอกค่ะ

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติในการต่อต้านภัยทุจริตทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ที่สำคัญ ความรู้และความเข้าใจของผู้ใช้บริการทางการเงินนะคะ

    rn”}}” id=”text-d5a6e22405″>

    แบงก์ชาติปรับบทบาทมาใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการแก้หนี้ แต่รวมถึงการจัดการธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งในรูปแบบเงินสด ทองคำ และ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ว่าการคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไม่ต้องการให้ สง. ภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางส่งเสริมธุรกรรมไม่พึงประสงค์”

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สกัดกั้นทุนเทา และปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน

    1. มาตรการยกระดับการรู้จักลูกค้า “KYC” และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า “CDD/ EDD”

    สง. เป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ในระยะหลัง เริ่มพบสัญญาณปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ สง. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และ แปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ

    แบงก์ชาติจึงเน้นย้ำให้ สง. ต้องยกระดับขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวตนและการตรวจสอบกลั่นกรองลูกค้า ตั้งแต่การพิจารณารับลูกคาหรือการรูจักลูกคา (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับลูกคา (Customer Due Diligence: CDD)/ การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD) ทั้งการติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินการเมื่อพบหรือรับแจ้งพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

    2. มาตรการกำกับธุรกรรม “ถอน-ฝาก-แลก” เงินสดมูลค่าสูง

    มาตรการนี้มุ่งเป้าที่ ธุรกรรมเงินสดทางกายภาพ (Cash) มูลค่าสูง เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ โดยไม่กระทบต่อการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปของประชาชน

    เมื่อ เม.ย. 69 แบงก์ชาติออกมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยกำหนดให้การถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท (ลบ.) ขึ้นไป ลูกค้าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้น (EDD)  โดยต้อง แจ้งวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่สามารถโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    ผลที่ได้ คือ ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงในช่วง เม.ย-พ.ค. ลดลงราว 35% ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ยังเน้นว่า แบงก์ชาติจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กำกับ เพื่อลดธุรกรรมสีเทาที่เป็นปัญหากัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    โดยคาดว่าในเดือน ต.ค. นี้ แบงก์ชาติจะยกระดับมาตรการฯ โดยจะขยายสู่การฝากเงินสดมูลค่าสูง ผู้ฝากจะต้อง แสดงหลักฐานหรือชี้แจงแหล่งที่มาของเงินสดอย่างชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการฟอกเงิน ป้องกันไม่ให้เงินผิดกฎหมายไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคาร และ การแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น นำธนบัตร 1000 บาท จำนวนมาก ๆ  มาแลกเป็น ธนบัตร 500 บาท หรือ 100 บาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อป้องกันพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การนำไปใช้ในกิจกรรมสีเทา หรือการซื้อสิทธิขายเสียง

    เพื่อลดความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสดไม่พึงประสงค์ แบงก์ชาติจะกำหนดให้ สง. รายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การทำธุรกรรมมูลค่าสูง/ ความถี่สูง ที่ไม่สอดคล้องกับ profiling ของลูกค้า การสร้างมาตรฐานในการระบุธุรกรรมที่มี pattern ผิดปกติ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน รวมถึงการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลกับผู้กำกับดูแลอื่น เพื่อสกัดกั้นทุนเทา ให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    3. มาตรการกำกับธุรกรรม “ซื้อขายทองคำ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำ แบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์

    • จำกัดวงเงินซื้อขาย: กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ลบ. ต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม

    • กฎ 5 ประการ: กำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสกุลบาทและ USD

    1. ห้ามใช้บัญชีนอมินี (ต้องใช้บัญชีตนเองรับจ่ายเงิน)

    2. งดใช้เงินสดทางกายภาพ (ต้องชำระผ่าน E-payment เท่านั้น)

    3. จ่ายเต็มจำนวน (ห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือ ทำธุรกรรมแบบ Net Settlement)

    4. ห้ามซื้อขายลม (ห้ามทำ Short Sell จะสั่งขายได้ต่อเมื่อมีทองคำในระบบแล้ว)

    5. รับมอบทองด้วยตนเอง (ห้ามโอนทองคำให้บุคคลอื่น)

    • รายงานธุรกรรม: กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ เช่น

    ภาพรวมการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีปริมาณสูง ตั้งแต่ 20 ลบ.ต่อวัน การถือครองทองคำออนไลน์ (stock) ตั้งแต่ 20 ลบ. การถอนทองคำ (physical gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน

    ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ให้ความเห็นว่า “มาตรการนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และปริมาณการซื้อขายทองคำผ่านแอพพลิเคชันที่เข้าข่ายน่าสงสัย ลดลงจาก 4000 กิโลกรัม เหลือ 700 กิโลกรัมต่อเดือน”

    4. มาตรการป้องกันและปราบปราม “บัญชีม้า” (คุมเข้มระดับบัญชีและพฤติกรรม)

    แบงก์ชาติร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหาภัยทางการเงินมาโดยตลอด ทั้งกำกับให้ สง. มีมาตรฐานการให้บริการที่ปลอดภัยมากขึ้น (Mobile Banking Security การพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงิน การยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าระดับบัญชีและพฤติกรรม รวมถึงผลักดัน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันประชาชนจากภัยทุจริตทางการเงิน

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยแบงก์ชาติประสานงานกับ กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง

    5. การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” สื่อสารเตือนภัยทุจริตทางการเงิน

    แบงก์ชาติได้ขยายช่องทางการสื่อสารเตือนภัยและให้ความรู้ทางการเงินในหลากหลายมิติ  โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงเร็ว และสอดรับกับพฤติกรรมกลโกงในปัจจุบัน อาทิ พระสยาม BOT MAGAZINE คลิปวิดิโอ/Social Media เตือนภัย สื่อการสอน บทความที่น่าสนใจ และ บริการเช็คแอปเงินกู้ในเวปไซต์แบงก์ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการทางกการเงิน ป้องกันการถูกหลอกค่ะ

    ทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติในการต่อต้านภัยทุจริตทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ที่สำคัญ ความรู้และความเข้าใจของผู้ใช้บริการทางการเงินนะคะ

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260722.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TKpis62L4jMVKB3iuJid4

  • “วราวุธ” เยี่ยม “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” โครงการนำร่อง “ลดก๊าซเรือนกระจก-ยกระดับราคาอ้อยน้ำตาล-สร้างมูลค่าระยะยาว“ ดันสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพในอาเซียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “วราวุธ” เยี่ยม “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” โครงการนำร่อง “ลดก๊าซเรือนกระจก-ยกระดับราคาอ้อยน้ำตาล-สร้างมูลค่าระยะยาว“ ดันสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพในอาเซียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3loV_wOw1zAlmp2nEkd5pj

  • กพร. ผนึกอมิตา รีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    กพร. ผนึกอมิตา รีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม หวังสร้างแหล่งวัตถุดิบทดแทน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

     ‘อดิทัต วะสีนนท์’ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า การร่วมมือกับบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA จะช่วยผลักดันงานวิจัยด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของ กพร. ให้สามารถนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมได้จริง พร้อมเสริมศักยภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กพร. มีบทบาทในการบริหารจัดการวัตถุดิบของประเทศ ทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลของเสีย เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

    ที่ผ่านมา กพร. ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ โดยมีเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วมากกว่า 90 เทคโนโลยี หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คือ การรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ซึ่งดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565

    ปัจจุบัน กพร. สามารถนำเซลล์แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาประกอบใหม่เพื่อใช้ซ้ำ (Reuse) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบครบวงจร เพื่อผลิตผงขั้วไฟฟ้า (Black Mass) ที่มีคุณภาพสูงและมีสิ่งเจือปนต่ำ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการโลหะวิทยาเพื่อผลิตสารตั้งต้น (Precursor) สำหรับนำไปใช้ผลิตแบตเตอรี่ใหม่

    เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) และโรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

    ‘ฉัตรพล ศรีประทุม’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโลกสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีระบบจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน เพื่อป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงมีความเกี่ยวข้องกับการจัดการของเสีย การรักษาวัตถุดิบสำคัญกลับเข้าสู่ระบบการผลิต และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากวัสดุภายในแบตเตอรี่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อมิตาจะสนับสนุนการจัดหาแบตเตอรี่และวัสดุจากกระบวนการผลิต เพื่อนำมาใช้ในการศึกษา พัฒนา วิเคราะห์ และทดสอบวัตถุดิบจากกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงร่วมกับ กพร. ผลักดันเทคโนโลยีจากระดับห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

    ด้าน‘กิตติพันธุ์ บางยี่ขัน’ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาวัตถุดิบทดแทนจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ เพื่อนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ ช่วยเพิ่มมูลค่าซากแบตเตอรี่ได้ไม่น้อยกว่า 260,000 บาทต่อตัน

    นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6048244/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kd8iAqFTPP_pQC5evofOr

  • เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20% | TOPNEWS

    เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20% | TOPNEWS

    เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20%

    #topnewstv #ทรัมป์ #ภาษีทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1638886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q8924IsSwWZ3j-U8RSsVA