Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา มอบลายผ้าพระราชทานปี 2569 สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย สู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา มอบลายผ้าพระราชทานปี 2569 สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย สู่การสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องเจ้าพระยา อาคารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา

    ฉัตรประอร นิยม เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ปี 2569 “ลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้า” และ “บุปผาบรมราชินีนาถ” ตามโครงการสร้างการรับรู้ภูมิปัญญาผ้าไทยและผ้าลายพระราชทาน พร้อมด้วย นางสายพิน อินทโชติ รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายสาครินทร์ จำปา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวเตือนใจ บุญทิม พัฒนาการจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการอำเภอ ตลอดจนช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้า และผู้ผลิตผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ร่วมรับมอบลายผ้าพระราชทาน

    จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราได้เยี่ยมชมนิทรรศการผ้าลายพระราชทาน และการแสดงผลิตภัณฑ์ผ้า รวมถึงงานหัตถกรรมของผู้ประกอบการภายในจังหวัดฉะเชิงเทรา

    พิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทานครั้งนี้ เป็นการมอบให้กับช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค ช่างหัตถกรรม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอด เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นและงานหัตถกรรม

    โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อน้อมนำแนวพระดำริของ สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เพื่อนำแบบลายผ้าพระราชทานเป็นต้นแบบในการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม พร้อมทั้งขับเคลื่อนมาตรการการใช้และสวมใส่ผ้าไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แบบลายผ้าพระราชทานให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1559586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MsZy8F9aR_r-We6T-odoz

  • ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ !เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ครม.ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ !เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/292384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OID6lMwAWwTzOnmVeOX6h

  • SCGP เดินเกมรุก Q2 รับมือเศรษฐกิจผันผวน เร่งผลิต-ปรับใช้พลังงาน

    SCGP เดินเกมรุก Q2 รับมือเศรษฐกิจผันผวน เร่งผลิต-ปรับใช้พลังงาน

    นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ

    ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต

    ทำให้ในไตรมาสที่ 1 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน  ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน

    นายวิชาญ กล่าวว่า ภาพรวมในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน

    บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

    พร้อมกันนี้ SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก

    บริษัทฯ ยังคงพัฒนาองค์กรให้มีความคล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยบุคลากรคุณภาพ ผ่านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล การพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจและการดำเนินงาน ไปพร้อมกับการใช้ระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน บริษัทฯ บูรณาการแนวทางความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ร้อยละ 35 ควบคู่กับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 25 ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการคงอันดับ MSCI ESG ระดับ A และได้รับรางวัล Gallup Exceptional Workplace Award (GEWA) 2569 ประเภท Engagement Winner ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรที่พนักงานมีความผูกพันอย่างโดดเด่น เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/828089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yKjumH-TE4biBgQX7wgwR

  • คลังปรับลดGDP ปี 69 เหลือ 1.6% จาก 2.0% ผลจากสงครามตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมัน

    คลังปรับลดGDP ปี 69 เหลือ 1.6% จาก 2.0% ผลจากสงครามตะวันออกกลาง-ราคาน้ำมัน

    28 เมษายน 2569, 14:42น.

               นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า ได้ปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 อยู่ที่ 1.6% จากเดิม 2.0% เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พิษราคาน้ำมัน ตลาดน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้การประมาณการจีดีพีล่าสุดอยู่บนสมมติฐานสำคัญ 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

               1. เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ขยายตัวได้ 3.0% ชะลอเล็กน้อย แต่ยังขยายตัวได้ดี สงครามตะวันออกกลางดีขึ้น กระทบพลังงานและวัตถุดิบขาดแคลนและราคาแพงลดลง

               2. ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

               3. ราคาน้ำมันดิบดูไบผันผวนสูงสุดที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาเรล เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงล่าสุดอยู่ที่ 91.12 ดอลลาร์ต่อบาเรล แนวโน้มยังทรงตัวสูงและผันผวนต่อไปทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาเรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

               4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไตรมาสแรกแรก 2569 จำนวน 9.32 ล้านคน ชะลอตัว 2.4% จากความไม่สงบในตะวันออกลาง คาดว่าทั้งปี 33.5 ล้านคน ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน

               5. การใช้จ่ายภาครัฐ ปี 2569 อยู่ที่กว่า 4 ล้านล้านบาท จากการมาตรการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ

               เศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการช่วยเหลือให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน การหารายได้เพิ่มขึ้น ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ส่วนโครงการคนละคลึ่งพลัสยังต้องรอความชัดเจน ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสที่ทำปีที่ผ่านมาทำให้จีดีพีขยายตัวได้ 0.7% ยังไม่น่าห่วงและห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มีเงินเฟ้อสูง หรือ stagflation ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต

    #ปรับลดGDP

    #กระทรวงการคลัง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yx7DaHpO8j0qK5ga4xTHN

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรวิถีไทย ศาสตร์และศรัทธา” 2-3 พฤษภาคมนี้

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรวิถีไทย ศาสตร์และศรัทธา” 2-3 พฤษภาคมนี้

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรวิถีไทย ศาสตร์และศรัทธา” รวมเคล็ดไม่ลับความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 2-3 พฤษภาคมนี้

    วันที่ 2-3 พฤษภาคนี้ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรวิถีไทย ศาสตร์และศรัทธา” เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชาและเชิดชู

    ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผสมผสานความเชื่อความศรัทธาเข้ากับการทำเกษตรกรรมอย่างลงตัว โดยงานนี้ถือเป็นศูนย์รวมของผู้ที่สนใจวิถีเกษตรยั่งยืน มุ่งเน้นการใช้ “ศาสตร์” แห่งนวัตกรรมการเกษตร ควบคู่ไปกับ “ศรัทธา” อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแส การเปลี่ยนแปลงของโลกที่บีบให้เราต้องกลับมาพึ่งพาตนเองและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshop กว่า 8 วิชา ที่รวบรวมองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรงของปราชญ์เกษตรมาร่วมถ่ายทอดเทคนิคเคล็ดลับดีๆ ให้กับประชาชนนำไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับตนเองได้จริง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
    352494_0
    นอกจากนี้ยังเปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอาคารถ่ายทอดพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยด้านการเกษตร ห้ามพลาดกับการเลือกชม ช้อปสินค้าเกษตรปลอดภัยจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ทั่วประเทศกว่า 100 ร้านค้า ตั้งแต่เวลา 08:00–17:00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี

    พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงที่ผนวกเข้ากับวิถีชีวิตไทย พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต และเชิดชูภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลอมรวมความเชื่อและความศรัทธาให้เข้ากับการทำเกษตรกรรมอย่างกลมกลืน ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมเกษตรและวิถีพื้นบ้านผ่านนิทรรศการพิเศษที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเผยแพร่ขยายผลนวัตกรรมเกษตร “พลิกวิกฤตพลังงาน ด้วยนวัตกรรมพึ่งตนเอง” โดย อาจารย์สมบัติ วิสูตรพันธุ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมสะท้อนแนวคิดการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เน้นความพอดี ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับสภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและราคาพลังงานในปัจจุบัน โดยนำเสนอแนวทางการพึ่งตนเองที่เริ่มต้นจากระดับครัวเรือนไปจนถึงการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
    352501_0
    นิทรรศการ “ทรัพยากรท้องถิ่น สู้วิกฤตปุ๋ยแพง” ซึ่งรวบรวม 4 สูตรปุ๋ยอินทรีย์ประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกในการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร อาทิ ซุปเปอร์ปุ๋ยคอก ปุ๋ยใบไม้ ปุ๋ยขี้ไก่แช่น้ำ และปุ๋ยไส้เดือน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshop กว่า 8 วิชา ที่กลั่นกรององค์ความรู้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ หลักสูตร ปุ๋ยทำเอง ลดต้นทุน ฝ่าวิกฤต อาจารย์ขวัญชัย รักษาพันธ์ “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2555” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.ฉะเชิงเทรา หลักสูตร นวัตกรรมพลังงานทางรอด อาจารย์คมสัน หุตะแพทย์ “ผู้อำนวยการชุมชนนิเวศสันติวนา” กรุงเทพฯ หลักสูตร แป้งมันพื้นบ้าน สู่พิซซ่ามูลค่าสูง อาจารย์กล้าจน จงใจจน จ.นครราชสีมา หลักสูตร ผลิตภัณฑ์นมควาย Go Global อาจารย์มนูญ ขันธุรา “เจ้าของแบรนด์กาสร” จ.ยโสธร หลักสูตร ปรุงดินดี ปลูกในพื้นที่จำกัด อาจารย์สุเทพ กุลศรี “ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาทางการเกษตร” 
    จ.ปทุมธานี และหลักสูตร ข้าวแช่รามัญ ร่วมสมัย อาจารย์นิสากร กิตติธร “ร้านนิสากรข้าวแช่รามัญ” จ.ปทุมธานี
    352502_0
    เต็มอิ่มไปกับสินค้าผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูปคุณภาพจากเครือข่ายทั่วประเทศ กว่า 100 ร้านค้า ทั้งผักสด ผลไม้ตามฤดูกาล และผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย ส่งตรงจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้เปิดเข้าชมและเรียนรู้พระอัจฉริยภาพของ “กษัตริย์เกษตร” ผ่านนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ พร้อมสนุกกับภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ ในพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ดินดล พิพิธภัณฑ์วิถีเกษตรไทย นิทรรศการ“พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” ภายในพิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต ฟรีตลอดงาน พร้อมกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

    ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรวิถีไทย ศาสตร์และศรัทธา” ในวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08:00–17:00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2529-2212-13 หรือติดตามข้อมูลผ่านทาง Facebook และเว็บไซต์ www.wisdomking.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9886278/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NpJcEcA4vRygacWMnxaJG

  • “ดนุชา”เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา “แลนด์บริดจ์” มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ระนองก่อน

    “ดนุชา”เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา “แลนด์บริดจ์” มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ระนองก่อน


    “ดนุชา” เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา  “แลนด์บริดจ์” เเจง เเค่ค้าน “คลองไทย” ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เหตุไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตก ที่จ. ระนอง ก่อน

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวถึงกรณีที่ สศช. เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการ แลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เรื่อง สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่อง “คลองไทย” โดย นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช. ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราจึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์ออย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor กับ แลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทย จะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า พร้อมย้ำว่า ศสช. ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

    ส่วนโครงการที่ไม่คุ้มทุน คือโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทย ที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม 

    ขณะที่ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์มองอย่างไรนั้น นายอนุชา กล่าวว่า  ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย  แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆนั้น ยังไม่มีหาก หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ระนองก่อน แล้วค่อยขยาย ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้างซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด  โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจังคือกระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว 

    เมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร  “แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า  ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย  ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง  ไม่ใช่เรือเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย  หรือตะวันออกกลาง  และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอา สินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jZbKUEecA0beMeYSXiEs1

  • ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึก 17 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และการตลาด ดันเกษตรไทยสู่เวทีโลก

    ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึก 17 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และการตลาด ดันเกษตรไทยสู่เวทีโลก

    ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนการตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง ครอบคลุมในเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย ควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่าการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง จะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”

    โดยความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรม จากหน่วยงานชั้นนำ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร การสร้างเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันได้ในระดับสากล

    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ และหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามใหม่ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ส่วนหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมวิชาการเกษตร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด และ Marketeer ทั้งนี้ ยังมีหน่วยงานภาคีเดิม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดิมยังมีผลบังคับใช้ เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย เพื่อสะท้อนพลังของเครือข่ายความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีการกำหนดวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการเกื้อหนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผสานเทคโนโลยีสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมถึงผลักดันการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงองค์ความรู้ระดับมหภาค การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลก การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่เป้าหมาย Net Zero

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทุกฝ่ายสามารถร่วมกันพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบของแต่ละหน่วยงาน การผนึกกำลังครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันองค์ความรู้ ต่อยอดสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

    “ฟาร์มเอ็กซ์โป มีบทบาทในฐานะตัวกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนเปิดโอกาสทางธุรกิจและการตลาดใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงนักนวัตกรรมไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงระบบ ช่วยให้ภาคการเกษตรไทยเดินหน้าอย่างมีทิศทางชัดเจน ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าสินค้า การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยฟาร์มเอ็กซ์โปพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายนรบดี กล่าวปิดท้าย

    ติดต่อกิจกรรมของ ฟาร์มเอ็กซ์โป หรือสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/farmexpo-mou-17-partners-thai-agriculture-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TDmcvOPLgL6trvNU4yM1W

  • แจง เก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บ. แค่อยู่ช่วงศึกษา ยังไม่ชง ครม. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แจง เก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บ. แค่อยู่ช่วงศึกษา ยังไม่ชง ครม. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115015&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_6AVIL7IT3ePz6KtCJjWu

  • ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    ภูมิภาค

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” ขอเป็นส่วนผลักดันปลูกฝังการศึกษาและสังคมให้เข้มแข็ง หากเอ่ยถึง “สุวรรณบตร” ต้องรู้จัก ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และอีกคนจะไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ คุณอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา 
         
    กับผลงานยกระดับการศึกษาและพัฒนาชุมชน สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน หากเปรียบจังหวัดสมุทรปราการ เป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ การศึกษา-ชุมชน คือรากแก้ว ที่หยั่งรากลึกและต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รากนั้นก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้นการศึกษาก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง ด้วยหัวใจและความรัก
           
    เพื่อให้การศึกษานั้น “เข้มแข็ง” และ “ยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนที่สำคัญของสังคมต่อไป หากเปรียบการศึกษาคงมองข้าม โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา คงไม่ได้เพราะนอกจากจะมีต้นน้ำที่ดีอย่างครอบครัว ”สุวรรณบุตร“ ที่รอยดูแลซับพอร์ทแล้วยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ เสมอมา เค้าคือ ”เมธากุล สุวรรณบุตร“ ประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา บุตรชาย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และ คุณอรัญญา สุวรรษบุตร ลูกไม้ที่หล่นไม่ใกลต้น คอยรดน้ำพวนดินการศึกษา เป็นพี่ใหญ่ดูแลน้องๆ ให้แข็งแรง เข้มแข็ง เป็นหลักคิดที่
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474241&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kyTWp0s1GXcorR9DwZR9g

  • ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

    ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

    ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน


    28/04/2569 | 94 |

    วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา   ประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่

    แผนงาน 1. : สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท  มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” (ทุนเสมอภาค) ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษา- มัธยมศึกษาตอนต้น  อัตรา 4,200 บาท/คน/ปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

    แผนงาน 2  : แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

    แผนงาน 3 :  เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง

    แผนงาน 4 :   พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของทุกแผนงาน  ผ่านการพัฒนา งานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ กสศ.

    แผนงาน 5 : บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการ “ชี้เป้า” กลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163459


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498554&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JrO3mZLONV97KwWMStQhY