Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • รวมสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน 2569 หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง

    รวมสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน 2569 หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง

    วันเดินทางไป *

    วันเดินทางกลับ *

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KV1IBqa9LMtY-M9sYUuWp

  • i-Store ผนึกแลนด์ลอร์ดลุยสยายปีกกทม.-เมืองท่องเที่ยวปั้นรายได้พุ่ง 200%

    i-Store ผนึกแลนด์ลอร์ดลุยสยายปีกกทม.-เมืองท่องเที่ยวปั้นรายได้พุ่ง 200%

    ภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ภายใต้แบรนด์ i-Store กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์ “Supply Drives Demand” หรือ การเร่งขยายพื้นที่ให้บริการในทำเลเข้าถึงง่ายเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้า “เห็นของ แล้วเกิดความต้องการ”แนวคิดนี้สะท้อนว่าSelf Storage ไม่ใช่สินค้าที่คน “รู้ว่าต้องใช้” ตั้งแต่แรกแต่เป็นบริการที่ต้อง “สร้างการรับรู้” ควบคู่ไปกับการขยายสาขา

    โมเดลใหม่ไม่ต้องมีที่ดิน ก็โตได้

    หัวใจสำคัญอีกอย่างคือโมเดล “Storage Management” พูดง่าย ๆ คือ i-Store ไม่จำเป็นต้องลงทุนถือครองที่ดินเองทั้งหมดแต่เข้าไป “พัฒนา-ออกแบบ-บริหาร” ให้กับเจ้าของพื้นที่ (Landlord)ผลลัพธ์คือขยายสาขาได้เร็วขึ้น ใช้เงินลงทุนน้อยลงและสร้างเครือข่ายได้แบบก้าวกระโดด โมเดลนี้ยังเปิดทางให้เกิดการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรยิ่งเร่งสปีดการเติบโตเข้าไปอีก

    ปัจจุบัน i-Store มี 11 สาขาในกรุงเทพฯ แต่แผนปี 2569 คือ “เพิ่มอีก 7 สาขา” ทำให้รวมเป็น 18 สาขา พื้นที่รวมกว่า 18,000 ตร.ม. เติบโตจากปีก่อนถึง 91% นี่ไม่ใช่แค่การขยายแต่คือการ “ปูพรม” เพื่อยึดทำเลสำคัญก่อนคู่แข่ง

    ปรับพอร์ตลูกค้า สร้างรายได้

    อีกหนึ่งเกมที่น่าสนใจ คือการ “รีบาลานซ์ลูกค้า” เป้าหมายใหม่คือ บุคคลทั่วไป 60% นิติบุคคล 40% เหตุผลคือ ลูกค้าองค์กร เช่น SME และ E-commerce ต้องการพื้นที่แบบ Micro-fulfillment ใจกลางเมืองซึ่งให้รายได้ที่สม่ำเสมอ และคาดการณ์ได้มากกว่า และนี่คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทตั้งเป้ารายได้โต 200%

    นอกจากนี้ โอกาสใหม่ นอกกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ท้าทาย จากเดิมที่ตลาด Self Storage ไทยจะกระจุกในศูนย์กลางธุรกิจใจกลางเมือง (Central Business District)หรือ CBD ปัจจุบันเริ่มกระจายไปยังจังหวัดใหญ่ ตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ อาทิ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน เหตุผลหลักมาจากการเติบโตของ E-commerce นักท่องเที่ยวระยะยาว และชาวต่างชาติ (Expat) รวมทั้งการที่ที่อยู่อาศัยขนาดเล็กลง i-Store จึงมองไกลถึง “หัวเมืองท่องเที่ยว” โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในภูเก็ตภายในปี 2570

     ESG ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นความต่าง

    นอกจากการเติบโตเชิงธุรกิจ i-Store ยังพยายามสร้าง “จุดยืน” ผ่าน ESG ย่อยมาจาก Environmental, Social, and Governance หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานซึ่งสอดรับกับ SDG ที่เป็นกรอบระดับโลก เช่น โครงการจัดการขยะ E-Waste การนำขวดพลาสติกมา Upcycle เป็นเสื้อสะท้อนแสง

    สิ่งเหล่านี้อาจไม่สร้างรายได้โดยตรงแต่ช่วยสร้าง “แบรนด์” และความแตกต่างในระยะยาว แต่สุดท้ายแล้ว เกมของ i-Store ไม่ใช่แค่การปล่อยเช่าพื้นที่เก็บของแต่คือการเดิมพันว่า“คนเมืองจะมีพื้นที่น้อยลง แต่ของจะมากขึ้น” และถ้าสมมตินี้เป็นจริง คนที่ “สร้างพื้นที่รอไว้ก่อน”อาจกลายเป็นผู้ชนะในตลาดนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1231626&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aaFovhHv-TnZuIwhHbvLo

  • กลาโหมผนึกเครือข่ายศาสนาอิสลาม ขับเคลื่อน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” สร้างสันติสุขชายแดนใต้ระยะยาว

    กลาโหมผนึกเครือข่ายศาสนาอิสลาม ขับเคลื่อน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” สร้างสันติสุขชายแดนใต้ระยะยาว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/144170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z3PbW95Mbtdv9SWO3mnUS

  • ก.ค.ศ.ไฟเขียว เพิ่มรองศึกษาธิการจังหวัด 27 จังหวัด  พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง38 ค.(2)ศปบ.จชต.13อัตรา

    ก.ค.ศ.ไฟเขียว เพิ่มรองศึกษาธิการจังหวัด 27 จังหวัด พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง38 ค.(2)ศปบ.จชต.13อัตรา

    เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการ เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ โดยได้มีการอนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่ง รองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม)นอกจากนี้ยังได้ เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ….เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้พูดถึง การย้ายครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System)ตอนนี้กำลังรอผลการวิจัย ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปต้องรอไปก่อน ซึ่งตนก็กำลังดูว่าผลการวิจัยจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การย้ายครูเดินหน้าต่อไปได้ ระหว่างนี้ให้กลับไปใช้ ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปพลางก่อน จนกว่าผลการวิจัยจะออกมาว่าระบบ TRS ดี หรือไม่ดีอย่างไร

    ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 28 เมษายน 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93306&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-RbysisHQtZ6Zee9BGiww

  • ทภ.1 –  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ทภ.1 – สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    28 เมษายน 2569 กองทัพภาคที่ 1(ทภ.1) ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณวุฒิ ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของทหารกองประจำการ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีวุฒิเพิ่ม มีอาชีพ” ตามนโยบายของกองทัพบก

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    โดยมี พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้แทนกองทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นผู้แทน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และได้รับเกียรติจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    สำหรับการลงนามในครั้งนี้ กำหนดหน่วยนำร่องในส่วนของเหล่าทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง และทหารสื่อสาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 โดยการเทียบโอนหน่วยกิตของการศึกษานอกระบบกับหลักสูตรการฝึก และภารกิจของหน่วย พร้อมจัดทำ “คู่มือการเทียบโอนหน่วยกิต” สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกหนังสือรับรองผลการฝึกตามหลักสูตร

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เสนอแนวทางการศึกษาทางไกล ซึ่งเป็นการศึกษาออนไลน์ 100% โดยทหารสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับภารกิจของหน่วย และลดภาระการเดินทางไปยังสถานศึกษาอีกด้วย

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการกับทหารกองประจำการผลัดที่ 1/69 ที่จะเข้าประจำการในวันที่ 1 พ.ค. 69 นี้ โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมโครงการสำเร็จการศึกษาสูงขึ้น 1 ระดับ ภายในเวลา 1 ปี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับราชการเป็นนายทหารประทวน และการเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ตลอดจนสามารถนำวุฒิการศึกษาใหม่ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังปลดประจำการได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของกองทัพบก ที่ส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในห้วงประจำการ

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976714&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08rrCgA2GNGk5_WzGGQhjP

  • เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ไทยเวียตเจ็ทขยายเครือข่ายรุกตลาดท่องเที่ยวภาคใต้ เปิดตัวบริการ “Fly2Ferry” เชื่อมเที่ยวบินสุวรรณภูมิสู่เกาะสมุย-พะงัน-เต่า จองจบในที่เดียวพร้อมรถรับส่งและเรือเร็ว

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เดินหน้าอำนวยความสะดวกให้นักเดินทางด้วยการเปิดตัวบริการเสริมใหม่ล่าสุด “Fly2Ferry” บริการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศและทางทะเลภายใต้ระบบการจองเดียว 

    เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสามารถเดินทางสู่ 3 เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทย ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าที่เคย
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เส้นทางบินและกระบวนการเดินทางที่สะดวกสบาย

    บริการ Fly2Ferry ออกแบบมาเพื่อลดความยุ่งยากในการวางแผนเดินทาง โดยผู้โดยสารสามารถเริ่มต้นเดินทางจาก กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ท่าอากาศยานที่เป็นประตูหลักของภาคใต้ ได้แก่:

    • ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี
    • ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    เมื่อเดินทางถึงสนามบิน ผู้โดยสารจะไม่ต้องกังวลเรื่องการหารถต่อ เพราะบริการนี้รวม รถตู้รับส่ง (Shuttle Bus) ที่จะมารอรับเพื่อเดินทางต่อไปยัง ท่าเรือดอนสัก (ลมพระยา)

    จากนั้นจะได้สัมผัสประสบการณ์การข้ามทะเลด้วย เรือเฟอร์รี่ความเร็วสูง จากพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่าง บริษัท ลมพระยา ไฮสปีด เฟอร์รี่ส์ จำกัด โดยเส้นทางเรือจะเริ่มต้นจากเกาะสมุย ต่อด้วยเกาะเต่า และสิ้นสุดที่เกาะพะงัน (และในเส้นทางขากลับ)

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

    นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของบริการนี้ว่า

    “บริการ Fly2Ferry ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเชื่อมต่อการเดินทางทางอากาศสู่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถจองบัตรโดยสารเครื่องบินและเรือข้ามฟากได้ในขั้นตอนเดียว พร้อมอำนวยความสะดวกสู่เกาะยอดนิยมได้อย่างไร้รอยต่อ”

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    “ขณะเดียวกัน หมู่เกาะทางภาคใต้ยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุยที่โดดเด่นด้านชายหาดและธรรมชาติ เกาะพะงันที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมความบันเทิงระดับโลก และเกาะเต่าซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของนักดำน้ำ การให้บริการ Fly2Ferry ไปยังจุดหมายเหล่านี้จึงช่วยให้นักเดินทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวศักยภาพของประเทศไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านบริการแบบครบวงจร พร้อมสอดรับกับกลยุทธ์ของสายการบินในการขยายเครือข่ายการเดินทาง ตลอดจนเป็นรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางจากเที่ยวบินสู่เกาะอื่น ๆ ในอนาคต”
     

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง

    ช่องทางการสำรองที่นั่ง

    เพื่อฉลองการเปิดตัวบริการใหม่ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้มอบสิทธิพิเศษด้วย ส่วนลดค่าบริการเรือเฟอร์รี่ 30% ส่งผลให้อัตราค่าโดยสารรวมเริ่มต้นเพียง 1,100 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 550 บาท สำหรับเด็ก โดยมีรายละเอียดช่วงเวลาดังนี้:

    ช่วงเวลาการจอง: ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569

    ช่วงเวลาเดินทาง: 22 เมษายน – 30 กันยายน 2569

    ผู้ที่สนใจสามารถสำรองบัตรโดยสารพร้อมบริการ Fly2Ferry ได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ www.vietjetair.com, แอปพลิเคชัน Vietjet Thailand หรือช่องทาง LINE OA @Thaivietjet เพื่อสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยที่สะดวกสบายและคุ้มค่าที่สุดในฤดูกาลนี้

    เวียตเจ็ทเปิด Fly2Ferry จองบินต่อเรือ One-Stop Service สู่ 3 เกาะดัง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741614&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qjxsq7kjaCXnxJwwjjj3X

  • 14 แอปเที่ยวญี่ปุ่น มีติดเครื่องไว้ เที่ยวสนุกขึ้นแน่นอน

    14 แอปเที่ยวญี่ปุ่น มีติดเครื่องไว้ เที่ยวสนุกขึ้นแน่นอน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/N0o61kXGg3QW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WOt1CxZ3j9dFxvEXMIDg

  • “อาจารย์อุ๋ย” ซัดรัฐบาล! รีดเลือดกับคนไทย “ภาษีขาออก 1,000-ต่างชาติจ่าย 300?”

    “อาจารย์อุ๋ย” ซัดรัฐบาล! รีดเลือดกับคนไทย “ภาษีขาออก 1,000-ต่างชาติจ่าย 300?”

    หากเรานำมาวางเทียบกับ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 300 บาท ที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติ จะเห็นถึงความลักลั่นที่ทำร้ายคนไทยและด้อยค่าทรัพยากรท่องเที่ยวของชาติอย่างรุนแรง

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่า “คนไทยที่ไปต่างประเทศคือคนมีเงินเสมอไป” เพราะในโลกความเป็นจริง การเดินทางออกนอกประเทศในยุคปัจจุบันมีทั้งการไปทำภารกิจ ไปเยี่ยมญาติหรือไปทำธุระจำเป็นของครอบครัว 

    คนเหล่านี้ไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง” แต่คือพลเมืองที่กำลังดำเนินชีวิต การเก็บภาษี 1,000 บาท จึงไม่ต่างอะไรจากการตั้งกำแพงรีดไถต้นทุนชีวิตคนไทยด้วยกันเอง สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 ที่รัฐจะจำกัดสิทธิได้เฉพาะเหตุความมั่นคงหรือสวัสดิภาพประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่จำกัดเพื่อเอาเงินไปแจกเป็นประชานิยม

    ทำไมไม่เก็บ “ขาเข้า” ให้มีคุณค่า?

    ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับข้อกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ผมขอแนะรัฐบาลให้เปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะรีดเงินคนไทย 1,000 บาท รัฐควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหยียบแผ่นดินจากคนต่างชาติให้สูงขึ้นและสมเหตุสมผลกว่านี้

    การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพียง 300 บาท คือการขายของถูกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในลักษณะปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งสร้างภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างมหาศาล 

    หากเราปรับฐานราคาค่าเหยียบแผ่นดินให้เป็นแบบ “พรีเมียม” นอกจากจะได้เม็ดเงินมาพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าคนไทยแล้ว ยังเป็นการ คัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อจริง เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สร้างภาระให้แผ่นดินจนเกินเยียวยา

    อย่าหากินกับคนในบ้าน:

    การที่รัฐจะเรียกเก็บเงินคนในบ้านตัวเองสูงกว่าคนต่างชาติถึง 3 เท่านั้น เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและทำลายความรู้สึกของประชาชนอย่างยิ่ง ภาษีต้องไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อทำโปรเจกต์แจกเงินที่ไร้ความยั่งยืน

    รัฐบาลต้องหยุดทำตัวเป็น “เจ้าหนี้” ที่ดักทวงเงินพลเมืองหน้าประตูสนามบิน แล้วหันมาทำตัวเป็น “ผู้บริหาร” ที่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ “หยุดรีดเลือดกับคนไทยที่กำลังดิ้นรน แล้วไปยกระดับการเก็บเงินจากผู้มาเยือนให้สมกับฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก” นั่นคือทางออกที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมและเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน!
     

    #อาจารย์อุ๋ย #ภาษีขาออก #ค่าเหยียบแผ่นดิน #เศรษฐกิจไทย #ประชานิยม #คนละครึ่งเที่ยวไทย #สิทธิเสรีภาพ #ท่องเที่ยวไทย #ข่าวการเมือง #รีดเลือดกับปู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976711&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JWbnKG440VWTsoeozn5Dw

  • กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    กนง. นัด 2 ปี 69 ลุ้นคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% รอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 เม.ย.2569 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2569 จากการประเมินของสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กนง. ในการประชุมครั้งนี้ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี 

    หลังจากการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที 

    โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 เม.ย.2569 กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และยังคงระดับนี้ในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า โดยมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy pace

    โดย กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง

    ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    เช่นเดียวกับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 29 เม.ย. 2569 คาดว่าที่ประชุมจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย กนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก

    แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 จากต้นทุนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมีนาคม 2569 ที่เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 6.0% แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ในเดือนเดียวกันยังคงติดลบเล็กน้อยที่ -0.08% 

    อย่างไรก็ดี คาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทยอยส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคในระยะข้างหน้า ขณะที่การส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเปราะบาง ทั้งนี้ แนวโน้มราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะจากประเด็นการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์หลักของโลก

    รอประเมินข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ซึ่งจะประกาศในเดือนพ.ค. 2569 รวมถึงติดตามผลกระทบของสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อการบริโภค การลงทุน การผลิต การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในระยะถัดไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2/2569 ก่อนที่จะมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี

    โดยประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจเฉลี่ยสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง โดยแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก

    ในขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยภาครัฐมีแผนออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งมาตรการทางการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม

    สอดคล้องกับ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดว่า กนง. จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ในวันที่ 29 เม.ย.2569 แม้แรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุนเป็นขาขึ้น แต่การประคองเศรษฐกิจยังจำเป็น ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกระทบภาคการผลิต การท่องเที่ยว และกำลังซื้อของครัวเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dPPaD8wHwh9k6bAuxfss1

  • ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” เซ็นคำสั่งนายกฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” นั่งประธานเอง เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

    วันที่ 28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคณะกรรมการดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

    ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

    อำนาจหน้าที่

    1. พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม รวมทั้งประเด็นด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี

    2. ประเมิน วิเคราะห์ และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นหรือนโยบายตามข้อ 1 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

    3. อำนวยการ สั่งการ บริหารและติดตามสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

    4. พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

    5. เชิญรัฐมนตรี หน่วยงาน เจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการอื่นมาชี้แจง ให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเห็นสมควร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k3oE0tDTLSp4ZNxBNx4t7