Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กทพ.ชงทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย 37.41 กม.ลงทุน 5.5 หมื่นลบ.เปิดทางเอกชนร่วม PPP บริหาร-ซ่อมบำรุง : อินโฟเควสท์

    กทพ.ชงทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย 37.41 กม.ลงทุน 5.5 หมื่นลบ.เปิดทางเอกชนร่วม PPP บริหาร-ซ่อมบำรุง : อินโฟเควสท์

    นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุขผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)เปิดเผยภายหลังนำกรรมการกทพ.ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อสำรวจแนวสายทาง”โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย”ว่าทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยมีระยะทางประมาณ 37.41กิโลเมตรมูลค่าลงทุนราว55,000ล้านบาทปัจจุบันการศึกษาคัดเลือกแนวเส้นทางที่เหมาะสมคืบหน้าแล้ว89.54%คาดว่าจะสรุปได้ต้นปี69ก่อนจะออกแบบรายละเอียดและศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(สผ.)เพื่อเสนอคณะกรรมการ กทพ.และคณะรัฐมตรี(ครม.)อนุมัติในปี70คาดเริ่มก่อสร้างในปี72ใช้ระเวลาก่อสร้าง5ปีแล้วเสร็จในปี77

    โครงการนี้มีค่าก่อสร้างสูงเนื่องจากเป็นสะพานก่อสร้างข้ามทะเลโดยมีการออกแบบช่วงสะพานถึง3รูปแบบเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ขณะที่การรองรับปริมาณจราจรจะไม่สูงมากดังนั้นจำเป็นต้องเก็บค่าผ่านทางที่สูงกว่าทางด่วนทั่วไปโดยหากเทียบเคียงค่าผ่านทางจะไม่ต่ำกว่าค่าเรือเฟอรรี่ซึ่ง กทพ.จะลงทุนก่อสร้างเองโดยต้องให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนและให้เอกชนร่วมลทุน(PPP)ในงานระบบและซ่อมบำรุงซึ่งจะมีการศึกษารายละเอียดต่อไป

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า หากประเมินมูลค่าการลงทุนยังถือว่าสูงแต่หากมองในแง่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้ประเทศสูงเป็นอันดับที่2ประมาณ1.2แสนล้านบาท/ปีและประเมินโครงการลงทุน 30ปีจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประเทศได้ถึง 4แสนล้านบาทจะเป็นอีกปัจจัยที่ใช้ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจลงทุนของฝ่ายนโยบายได้

    นอกจากนี้ได้มีการหารือกับหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคไฟฟ้าประปาและสื่อสารให้เข้ามาร่วมมือในการใช้โครงสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุยวางโครงข่ายระบบไฟฟ้าประปาและสื่อสารจากเดิมที่ต้องวางโครงข่ายลอดใต้ทะเลซึ่งมักจะเกิดปัญหาชำรุดจากการถูกสมอเรือลากและเกิดไฟฟ้าดับทั้งเกาะอยู่บ่อยครั้งซึ่งการใช้โครงสร้างสะพานวางระบบสาธารณูปโภคไปยังเกาะสมุยหน่วยงานเหล่านี้จะลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงโดยอาจจะเข้ามาในรูปการลงทุนหรือการเช่าใช้พื้นที่สะพานได้

    และจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าประชาชน95%เห็นด้วยกับโครงการและมีบางส่วนเป็นห่วงกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมแนวประการังวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงปัญหาปริมาณขยะปัญหาจราจรซึ่งการศึกษาและออกแบบและการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการตามกฎหมายที่มีหากมีปัญหาทางสผ.ก็จะไม่อนุมัติแน่นอนนอกจากนี้การออกแบบสะพานข้ามทะเลได้คำนึงถึงเรื่องแรงลมพายุไม่มีปัญหาออกแบบโครงสร้างโปร่งและไม่วางแนวขวางทางน้ำส่วนแผ่นดินไหวนั้นที่ผ่านมาโครงการทางด่วนที่มีในกรุงเทพฯพบแผ่นดินไหวหลายครั้งก็ยังรองรับได้ไม่มีปัญหา

    สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยมีจุดเริ่มต้นที่กม. 0+000เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข4142ในพื้นที่ต.ดอนสักอ.ดอนสักจ.สุราษฎร์ธานีจุดสิ้นสุดโครงการอยู่ที่กม. 37+410เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข4170ในพื้นที่ต.ตลิ่งงามอ.เกาะสมุยจ.สุราษฎร์ธานี

    โครงสร้างทางพิเศษสะพานข้ามทะลมี3รูปแบบได้แก่1.สะพานหลักจะเป็นรูปแบบสะพานขึง (Cable -stayed)เหตุผลเพื่อให้เรือรบหลวงแล่นผ่านได้โดยมีความยาวช่วงสะพานเบื้องต้น250-300เมตรส่วนความสูงของเรือรบหลวงที่ประมาณ50เมตร

    2.สะพานรองเป็นรูปแบบสะพานคานขึง (Extradosed Bridge)เพื่อข้ามพื้นที่แนวประการังช่วงก่อนขึ้นเกาะสมุยโดยมีความยาวช่วงสะพานเบื้องต้น220-250เมตรส่วนแนวประการังกว้าง200เมตร

    3.สะพานทั่วไปเป็นรูปแบบสะพานคานคอนกรีตรูปกล่องจะมีจำนวนตอม่อมากที่สุดช่วงสะพานมีความยาวช่วงประมาณ60เมตรสำหรับเรือประมงในพื้นที่(เรือประมงมีความสูงไม่เกิน12เมตร)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VyR_rqN22weBfCU3a6hH3

  • เที่ยวต่างประเทศที่ไหนดี สำหรับคนงบน้อย ปี 2568 พร้อมไอเดียทริปราคาประหยัด

    เที่ยวต่างประเทศที่ไหนดี สำหรับคนงบน้อย ปี 2568 พร้อมไอเดียทริปราคาประหยัด

    15/09/68

    |

    อ่านแล้ว 1 ครั้ง

    ที่เที่ยวต่างประเทศ ที่ไหนดี สำหรับคนงบน้อย

        ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่หัวใจยังอยากออกเดินทาง เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาโอกาสในการ เที่ยวต่างประเทศ แบบประหยัด งบน้อยก็ไปได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินหลักแสนเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมใหม่ ๆ หรือพักผ่อนจากความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน บทความนี้พี่หมี TQM จะพาไปดู “ที่เที่ยวต่างประเทศที่เหมาะสำหรับคนงบน้อย” พร้อมเคล็ดลับการ เที่ยวต่างประเทศ งบน้อย 2568 ว่าเราสามารถไปไหนได้บ้าง แถมยังมีไอเดียทริป เที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน ในราคาเบา ๆ ที่ใครก็จัดได้ ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมกระเป๋า แล้วไปดูจุดหมายราคาน่ารัก ๆ กันเลย!

    ทำไมงบน้อยถึง เที่ยวต่างประเทศ ได้?

        หลายคนยังมีความเชื่อว่า เที่ยวต่างประเทศ ต้องใช้เงินเยอะ ต้องมีเงินสำรองหลักหมื่นปลาย ๆ ถึงหลักแสนขึ้นไป แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันมีวิธีมากมายที่ช่วยให้คุณเดินทางไปต่างประเทศได้ในงบจำกัด เช่น

    • ตั๋วเครื่องบินโลว์คอสต์มีโปรโมชั่นบ่อย

    • ที่พักราคาถูกมีให้เลือกทั้งโฮสเทล เกสต์เฮาส์ และ Airbnb

    • เทคโนโลยีช่วยให้วางแผนง่ายขึ้น เช่น Google Maps, Booking, Travel Blog

    • สกุลเงินบางประเทศถูกกว่าไทย ทำให้ค่าครองชีพไม่สูง

    • ประกันเดินทาง ก็มีราคาเบา ๆ ช่วยให้เดินทางอุ่นใจในงบจำกัด

    10 ประเทศน่าเที่ยว สำหรับคนที่กำลังมองหา เที่ยวต่างประเทศ ราคา ถูก

    10 ประเทศน่าเที่ยว สำหรับคนที่กำลังมองหา เที่ยวต่างประเทศ ราคา ถูก

    1. เวียดนาม

    ดินแดนแห่งธรรมชาติและกาแฟเวียดนามที่ขึ้นชื่อ

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 4,000 – 6,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: ฮานอย – ซาปา – ดาลัด – ดานัง

    • ค่าครองชีพถูก อาหารอร่อย วิวธรรมชาติงดงาม

    • เหมาะกับทริป เที่ยวต่างประเทศ งบน้อย 2568 มาก

    2. มาเลเซีย

    ประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางง่าย ของกินเยอะ

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 5,000 – 7,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: กัวลาลัมเปอร์ – ปีนัง – คาเมรอนไฮแลนด์

    • มีสายการบินราคาถูกบินตรงจากไทย

    • มัสยิด อาคารสไตล์โคโลเนียล และ Street Art สวยงาม

    3. อินโดนีเซีย

    บาหลี สวรรค์แห่งการพักผ่อนในงบไม่เกินหมื่น

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 7,000 – 9,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: บาหลี – ยอร์กยาการ์ตา

    • บินโลว์คอสต์จากดอนเมืองสะดวก

    • มีที่พักหลักร้อย และอาหารท้องถิ่นรสจัดจ้าน

    4. ลาว

    สัมผัสวัฒนธรรมสงบ เรียบง่าย และประหยัดสุด ๆ

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 3,000 – 5,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง – วังเวียง

    • เดินทางทางรถก็ได้ ประหยัดมาก

    • เมืองสงบ เหมาะสำหรับพักผ่อน

    5. กัมพูชา

    อารยธรรมเขมร โบราณสถานล้ำค่า

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 3,000 – 5,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: เสียมราฐ – พนมเปญ

    • ค่าเข้าชมไม่แพง สามารถซื้อ Pass ได้

    • อาหารคล้ายไทย กินง่าย

    ที่เที่ยวต่างประเทศ ที่ไหนดี สำหรับคนงบน้อย

    6. สิงคโปร์

    แม้ค่าครองชีพจะสูงแต่จัดทริปสั้น ๆ ก็ยังไหว

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 8,000 – 10,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: มารีน่าเบย์ – สวนพฤกษศาสตร์ – ยูนิเวอร์แซล

    • บินตรงใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง

    • เหมาะกับทริป เที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน สำหรับคนอยากลองเมืองเจริญ

    7. ฟิลิปปินส์

    เกาะสวย น้ำใส เที่ยวทะเลแบบคนท้องถิ่น

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 7,000 – 9,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: เซบู – โบโฮล – มะนิลา

    • สายการบินโปรโมชั่นเยอะ

    • วิวทะเลสวยมาก เหมาะกับสาย Instagram

    8. ศรีลังกา

    ประเทศที่กำลังมาแรงในหมู่นักเดินทางสายธรรมชาติ

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 8,000 – 10,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: แคนดี้ – โคลัมโบ – ซิกิริยา

    • ค่าเงินอ่อน ค่าครองชีพต่ำ

    • วัด วัง และธรรมชาติเขียวขจี

    9. อินเดีย

    ดินแดนหลากหลายสีสันและวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 8,000 – 12,000 บาท / 4 วัน 3 คืน

    • สถานที่แนะนำ: เดลี – อัครา – ชัยปุระ – เลห์ ลาดักห์

    • ค่าครองชีพต่ำแต่ต้องวางแผนดี ๆ

    • เหมาะกับสายชอบผจญภัย

    10. ฮ่องกง

    ย่านช้อปปิ้งของคนไทย ยังคงเป็นที่นิยมเสมอ

    • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย: 9,000 – 12,000 บาท / 3 วัน 2 คืน

    • สถานที่แนะนำ: จิมซาจุ่ย – ดิสนีย์แลนด์ – วัดแชกง

    • มีตั๋วโปรจากหลายสายการบิน

    • เหมาะกับสายกินและช้อป

    1. จองล่วงหน้า – ตั๋วเครื่องบินและที่พักควรจองก่อนเดินทาง 1-3 เดือน

    2. ใช้แอปเปรียบเทียบราคา – เช่น Skyscanner, Agoda, หรือ Traveloka

    3. เลือกเที่ยววันธรรมดา – หลีกเลี่ยงวันหยุดยาวหรือเทศกาล

    4. แลกเงินล่วงหน้า – เพื่อได้เรทที่ดี ไม่ต้องแลกสนามบิน

    5. ทำประกันเดินทาง – เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายจะไม่กระทบงบ

    6. เลือกที่พักแบบโฮสเทลหรือเกสต์เฮาส์ – ถูกกว่าโรงแรมหลายเท่า

    7. เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ – ช่วยลดค่ารถแท็กซี่หรือรถเช่า

    8. แพลนทริปแบบ DIY – ไม่ต้องซื้อทัวร์ก็เที่ยวได้

    ตัวอย่างแพลนทริป เที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน สำหรับคนงบน้อย

    ทริป: ดานัง – ฮอยอัน – บานาฮิลล์ (เวียดนาม)

    งบประมาณรวม: ประมาณ 6,500 บาท

    • Day 1: เดินทางถึงดานัง / เช่ารถไปฮอยอัน / ชมเมืองเก่าตอนกลางคืน

    • Day 2: เที่ยวบานาฮิลล์ / เล่นเครื่องเล่น / ถ่ายรูปสะพานมือ

    • Day 3: เดินเล่นตลาดดานัง / กลับไทยตอนบ่าย

    คำแนะนำ: จองที่พักในฮอยอัน 1 คืน และดานัง 1 คืน เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง

    เที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน สำหรับคนงบน้อย

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ เที่ยวต่างประเทศ งบน้อย

    Q: เที่ยวแบบ Backpack ไปประเทศไหนดีสุด?

    A: เวียดนาม ลาว และมาเลเซียเป็นตัวเลือกที่ดี มีความปลอดภัยสูง ค่าครองชีพไม่แพง

    Q: มีเงินไม่ถึง 10,000 บาท เที่ยวต่างประเทศได้จริงไหม?

    A: ได้แน่นอน โดยเฉพาะทริป 3 วัน 2 คืน หากวางแผนดี สามารถเที่ยวแบบประหยัดแต่สนุกได้

    Q: ควรทำประกันเดินทางไหม ถ้างบน้อย?

    A: ควรทำครับ เพราะค่าเบี้ยไม่แพง เริ่มต้นไม่ถึง 200 บาท แต่ให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ไฟลท์ดีเลย์ กระเป๋าหาย เจ็บป่วยต่างประเทศ

        การ เที่ยวต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันสำหรับคนที่มีงบจำกัด หากคุณวางแผนดี เลือกจุดหมายปลายทางที่เหมาะสม และใช้เครื่องมือช่วยในการจองอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นทริป เที่ยวต่างประเทศ 3 วัน 2 คืน หรือเที่ยวทั้งอาทิตย์ คุณก็สามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ในต่างแดนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน นอกจากนี้ การมี ประกันเดินทาง ติดตัวจะช่วยให้ทริปของคุณอุ่นใจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้งบจะน้อย ก็เที่ยวได้อย่างสบายใจ พร้อมแล้วใช่ไหม? ลองเริ่มต้นวางแผนการ เที่ยวต่างประเทศ งบน้อย 2568 ได้เลย แล้วอย่าลืม เช็คเบี้ยประกันเดินทาง ราคาดี ๆ ไว้ก่อนออกเดินทาง เพื่อความอุ่นใจในทุกก้าวที่คุณไปกับ TQM

    เช็คราคาแผนประกัน

    กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

    ข้อมูลการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tqm.co.th/articles/%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GkwadHU2Urptm-oImF6iD

  • ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025 เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

    ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025 เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

    นวัตกรรม

    15 ก.ย. 2025 เวลา 16:20 น.

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี ได้จัดงาน CP Innovation Exposition & Symposium 2025 หรือ ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025 (ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025) คือมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ต่อเนื่องปีนี้เป็นครั้งที่ 8

    ภัทนีย์ เล็กศรีสมพงษ์ ประธานผู้บริหารวิชาการอาหารสัตว์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะกรรมการอำนวยการมหกรรม “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025” กล่าวว่า สมัยแรกมีงานเล็กๆ เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ต่อมาทางเครือฯ โดยดำริของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์, ประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ และประธานคณะผู้บริหาร ศุภชัย เจียรวนนท์ ต้องการบ่มเพาะพนักงานให้เป็นนวัตกร เพื่อสร้างนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนทั่วโลกที่ทางเครือฯ ไปลงทุนในทุกด้านตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ฟาร์ม ค้าปลีก ไอที แล้วนำมาต่อยอด ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุด และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับนวัตกร ทางเครือจึงจัดงาน นวัตกรรมบัวบาน ขึ้นโดยตั้งกรรมการทรงคุณวุฒิของแต่ละสาขา ผู้เชี่ยวชาญนอกเครือ มาตัดสินและมอบรางวัลให้ 

    ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025 เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

    “การรวบรวมนวัตกรรมจะเริ่มจากแต่ละ BU (Business Unit) รวบรวมก่อน พอมาถึงตรงซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป ก็เป็นการรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละองค์กรซึ่งนวัตกรรมนั้นต้องนำไปใช้ให้ได้ด้วย การรวบรวมตอนนี้ก็ไม่ได้ยาก เพราะว่าเรามี Big Data มีเรื่องของสื่อ เรื่องของวิธีการต่างๆ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ว่าการที่จะเอานำไปใช้ต่อยอดอย่างไร อันนี้เป็นจุดสำคัญ”

    ทั้งนี้ ในงานปีนี้จะเห็นว่ามีหลายนวัตกรรมที่น่าสนใจ นอกจากจะมีพนักงานมาร่วมงานแล้วยังเปิดโอกาสให้ นักเรียน นักศึกษา คู่ค้า พันธมิตร เข้าร่วมด้วยกว่า 45,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2568 ณ True Digital Park คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท

    “การลงทุนต่อยอดนวัตกรรม ทางเครือฯ ให้ความสำคัญจึงกำหนดไว้ในการใช้งบประมาณปกติ และการจัดต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง เป็นการ Synergy ระหว่างหน่วยงานเพื่อให้เกิดการพัฒนา ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานของตัวเอง แต่มาข้ามสายงานได้ อาจจะเป็น Working Group แลกเปลี่ยนความรู้ด้วย แล้วก็สร้างนวัตกรรมเพิ่มเติมให้มากขึ้น”

    ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่ดูแลด้านวิชาการอาหารสัตว์ ก็มองว่า วันนี้ต้องปรับปรุงเรื่องของสูตรอาหารแบบไหน เพื่อที่จะให้ตัวสัตว์นำไปใช้ได้ดีขึ้น นอกจากนี้จากแม่พันธุ์สุกรที่ให้ลูกดกขึ้นจาก 9-10 เป็น 13-14 ตัวต่อครอก จะมีปัญหาประสิทธิภาพการให้นม จึงต้องคิดสูตรอาหารลูกหมูก่อนหย่านมด้วย เพื่อเพิ่มอัตรารอดให้
    มากขึ้น ทั้ง 2 เรื่องนี้ทางเครือได้รางวัล แต่ก็นำมาต่อยอดเพิ่มจุลินทรีย์ Probiotic ที่ดีเข้าไปในอาหาร ทำให้ลูกหมูมีสุขภาพที่ดี

    ในด้านของสิ่งแวดล้อม จากการเลี้ยงสัตว์ จะมีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลสัตว์ ก็จะนำมาทำไบโอแก๊ส ผลิตเป็นพลังงานทดแทน แต่เพื่อให้เกิดไปโอแก๊สมากขึ้นก็ต้องเพิ่มจุลินทรีย์ ที่มี Probiotic เป็นอีกองค์ความรู้ที่ ทางเครือรวบรวมเอาไว้ และเป็นการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่เป็นเงื่อนไขทางการค้าของโลกที่เพิ่มเข้ามา จากพื้นฐานเรื่องความปลอดภัย ดังนั้น จึงกลาย Requirement ที่ยังไงก็ต้องทำ จะเป็นจุดแรกที่นักลงทุนพิจารณา นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนี้ทางเครือฯ ตั้งเป้าหมายสร้าง ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 จึงต้องหาวิธีการ และสร้างนวัตกรรมให้ไปได้ถึงตรงจุดนั้น

    ดร.เจน ศรีวัฒนธรรมา ในฐานะประธานด้านดิจิทัล และไอที คณะกรรมการอำนวยการมหกรรม “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025” กล่าวว่า เนื่องจาก เครือซีพี มีบริษัทเครือจำนวนมาก เช่น CPF, True, แม็คโคร, โลตัส เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีการประกวดนวัตกรรมภายในทุกปี ส่วนใหญ่ผลงานจะแยกเป็น 2 ประเภท คือนวัตกรรมที่ทําสําเร็จแล้ว ก็มีการใช้งานอย่างน้อย 3 ปี มีประสิทธิภาพให้ประโยชน์ทางธุรกิจ และนวัตกรรมที่ยังไม่เป็นรูปธรรม แต่เป็นเรื่องของความคิดว่าจะทํายังไง แล้วนำความคิดมาประกวดในมหกรรม “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025” จะมีกรรมการตัดสินว่าควรจะให้ทุนสร้างหรือไม่

    ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025 เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

    “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025 คือเอางานนวัตกรรมบริษัทของในเครือ CP ทั้งหมดเลยใน 20 ประเทศที่เราไปลงทุนก็มาเสนอร่วมกัน ซึ่งในปีล่าสุดนี้เราก็มีทั้งหมดประมาณ 3,000 กว่าผลงานที่ส่งเข้ามา แต่ที่ผ่านรอบสุดท้ายที่ได้รางวัลตัวแชร์แมนอวอร์ด 82 ผลงานเท่านั้น”

    รูปแบบการนำเสนอมีทั้งหมด 4 ประเภทคือ ผลิตภัณฑ์กับการบริการ (product and service) กระบวนการทํางานของธุรกิจ (business process) รูปแบบการทำธุรกิจ (business model) และนวัตกรรมที่มุ่งสู่ความยั่งยืน (sustainability) ซึ่ง sustainability และ business model จะไม่ต้องจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยี แต่ในส่วนของเทคโนโลยีหลักๆ จะเป็นเรื่องของ automation เช่นหุ่นยนต์ AI งานทางด้านคอมพิวเตอร์โปรแกรมต่างๆ

    สำหรับข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ Data Analytic แล้วหยิบมาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคน จัดไว้เป็นรอยัลตี้โปรแกรมสร้างเป็นบัตรสมาชิก หรือลูกค้าที่มาใช้ของร้านเซเว่น โลตัส จะเกิดพอยท์แล้วนำไปใช้ในทรูช็อป ก็จะได้ใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน เครือซีพี  ใช้อยู่และตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุด

    นอกจากนี้ กรณีเซเว่น อีเลฟเว่น และซีพีออล ที่ศูนย์คลังสินค้าจะมีการส่งสินค้าไปที่สาขาต่างๆ ซึ่งมีทั้งสินค้าแช่แข็ง ดังนั้นก็จะจัดเป็นกล่องใส่รถบรรทุก รถปิกอัพ พนักงานที่มีประสบการณ์ก็จะรู้ว่าควรจะวางแบบไหนรูปแบบอย่างไรเพราะขนาดกล่องต่างกัน ส่วนพนักงานใหม่จะมีปัญหา เลยหารือกับกลุ่มวิศวกรรม และไอที พัฒนาโปรแกรมขึ้นมาออกแบบจำลองก็ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น

    “อันนี้เป็นนวัตกรรมที่ไม่ต้องใช้เครื่องจักรใดๆ แต่ก็มีนวัตกรรมไฮเทคใช้ หุ่นยนต์เช่นการตรวจมะเร็ง การแกะเปลือกกุ้ง การใช้เครื่องจักรทำเทริยากิ บาร์บีคิว จากเดิมใช้คนก็มาใช้เครื่องจักรเร็วกว่าแม่นยำกว่า มีคุณภาพกว่า กรณี CPF ก็ทำโปรแกรม Robotic Process Automationหรือ RPA เพื่อประหยัดเวลาการทำบัญชีจาก 2 สัปดาห์เหลือไม่ถึง 7 วัน พนักงานก็ไม่ต้องกลับดึก”

    ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โป 2025 เปิดบ้านโชว์นวัตกรรมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

    ในด้าน AI ไดเรคชั่นของเครือ CP พยายามผลักดันให้องค์กรไปสู่เรื่องเทคโนโลยีในทุกรูปแบบทั้งอุตสาหกรรมการผลิตอาหารบริการโทรคมนาคมอย่างบริษัท ทรูก็ใช้ 5G ซึ่งตอนไป ถึง 5.5G ซึ่งเครือมีแผนจะจับมือกับบริษัทชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีแล้วเอาAI มาประยุกต์ใช้จะได้เรียนรู้ประสบการณ์

    สำหรับนวัตกรรมที่น่าสนใจใน “ซีพี อินโนเวชั่น เอ็กซ์โปซิชัน แอนด์ ซิมโปเซียม 2025” มีผลงานส่งเข้าร่วมแข่งขันมากถึง 3,044 ผลงาน แบ่งออกเป็น 4 สาขา คือ 

    1. Product and Service Innovation เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ หรือผลิตภัณฑ์หรือบริการเดิมที่มีการปรับปรุง เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะช่วยบริการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน จาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น พัฒนาขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสรังสีของบุคลากรทางการแพทย์        

    VIP Cool Box กล่องสุญญากาศรักษาอุณหภูมิสินค้าอาหารสด จาก บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร-โลตัส) ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติรักษาอุณหภูมิได้ 20-24 ชั่วโมง มีความทนทาน ทำความสะอาดง่าย โดยปัจจุบันได้ยื่นขออนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

    2. Process Innovation นวัตกรรมเชิงกระบวนการการพัฒนากระบวนการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีการทำงาน จนเกิดกระบวนการใหม่ เทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้น เช่น คิมบับโรล Automation จาก บจก.ซีพีแรม เป็น “ฮอตคิมบับสไตล์เกาหลี” ผ่านแนวคิด “อร่อยด้วยมือเดียว” อุ่นร้อนตามความนิยม ใช้นวัตกรรม และเครื่องจักรอุตสาหกรรมผลิตในระดับ Mass แต่ยังคงรสชาติ และคุณภาพตลอด Shelf Life 5 วัน ส่งผลให้ยอดขายเติบโต และครองตลาดอาหารพร้อมรับประทาน 

    บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กับนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนผสานกับ IoT (GPS) ที่มีอยู่แล้วในรถยนต์ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตบัตรเติมน้ำมัน (Fleet Card) ระบบจะทำการตรวจสอบ และอนุมัติรายการตามเงื่อนไขที่รัดกุม นวัตกรรมนี้สามารถเสริมมูลค่าเพิ่ม ให้ธุรกิจรถเช่า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมโอกาสผนึกกำลังกับ CP Virtual Bank เพื่อเปลี่ยนค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ให้กลุ่มบริษัท

    3. Business Model Innovation การส่งมอบคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า, การหารายได้ในรูปแบบใหม่ หรือการจัดการโครงสร้างต้นทุนแบบใหม่ โดยประยุกต์หรือสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนแปลงกิจกรรมหลักของธุรกิจมีตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น โครงการสุกรขุนน้ำหนัก 145 กิโลกรัม เพื่อผลิตเนื้อสุกรคุณภาพอย่างยั่งยืน จาก บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร โครงการนี้เน้นการพัฒนาสายพันธุ์สุกร อาหารเฉพาะ ระบบโรงเรือน เทคโนโลยีการเลี้ยง รวมถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับผ่านกล้องอัจฉริยะในโรงชำแหละ ส่งผลให้สุกรสายพันธุ์ใหม่เติบโตดี มีประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น 

    โมเดลธุรกิจบูรณาการแนวดิ่ง (Vertical Integration Business Model) ผ่าน Maxzi จาก บมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร-โลตัส) แบรนด์ร้านอาหารที่เชื่อมโยงครบวงจรกับซัพพลายเชนของตนเอง Maxzi นำเสนอเนื้อพรีเมียมแบบ Clean-Label ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยอาศัยการจัดหาวัตถุดิบโดยตรง นวัตกรรมนี้ได้นำระบบโลจิสติกส์แบบศูนย์กลาง มาตรฐานการดำเนินงาน และการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเข้ามาใช้ในปี 2567 Maxzi ผลิตเบอร์เกอร์ได้ 26,000 ชิ้นต่อเดือน ได้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า 4.7/5 สร้างรายได้คิดเป็นร้อยละ 9 ของยอดขายรวม    

    4. Sustainable Innovation นวัตกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ในกิจกรรมด้าน ESG ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ เช่น ถาดไข่ rPET 100% บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ยั่งยืน จาก บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร “ถาดไข่ rPET 100%” ได้รับการผลิตขึ้นมาจากพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอบโจทย์บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน ตอบรับนโยบาย EPR ในปี 2570 

    ไข่ไก่ Cage Free จาก บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เป็นไข่ไก่ที่มาจากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ มีสภาพแวดล้อมจัดการสอดคล้องตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ ผลิตภัณฑ์นี้ยังได้รับการรับรองขึ้นทะเบียน “ฉลากคาร์บอนนิวทรัล” นับเป็นไข่ไก่เคจฟรีปลอดคาร์บอนรายแรกของภูมิภาคเอเชีย สนับสนุนเป้าหมาย CPF Green Revenue นอกจากนี้ยังมีผลงานนวัตกรรมอื่น ที่มีสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตรรวม 199 สิทธิบัตร

    อย่างไรก็ตาม ยังมีผลงานวิชาการ Symposium ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) วิศวกรรม (Engineering) ดิจิทัล และไอที (Digital & IT) และความยั่งยืน (Sustainability) คัดมานำเสนอ 117 ผลงาน จาก 347 ผลงาน รวมทั้งมีโซนจัดแสดงผลงานนวัตกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จขององค์กรจากผลงานในอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมกันนี้ยังมีเวทีเสวนาจากผู้บริหารแต่ละกลุ่มธุรกิจและพาร์เนอร์ชั้นนำทั้งชาวไทยและต่างประเทศ กว่า 50 ท่าน ในหลากหลายด้าน อาทิ Digital & AI, Green & Nanotechnology, Biotechnology และ Robotics & Innovation เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/tech/innovation/1198870&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3svulEHAUCoQzZ67gatHIo

  • เช็กวิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลดัง

    เช็กวิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลดัง

    เช็กเลย! วิธีปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ – เล่นภาพ GIF อัตโนมัติ บน 5 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดัง ตั้งแต่ Facebook จนถึง X ทำได้ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน

    ในบางครั้ง เมื่อเราใช้งานโซเชียลมีเดีย อาจไม่ต้องการให้วิดีโอหรือไฟล์ GIF เล่นอัตโนมัติบนหน้าฟีด ซึ่งเหตุผลของแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายมือถือ ลดแรงกระตุ้นที่ทำให้ติดโซเชียลเกินจำเป็น หรือการควบคุมประสบการณ์การรับชมของตัวเองมากขึ้น เช่น กรณีที่มีคลิปวิดีโอที่เป็นไวรัล แต่เราไม่อยากดู เป็นต้น

    AFP/Kirill KUDRYAVTSEV
    Facebook

    ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ปัจจุบันผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์มเปิดโอกาสให้เราสามารถตั้งค่าเพื่อปิดการเล่นวิดีโอและ GIF อัตโนมัติได้ โดยเว็บไซต์ Tech Crunch ได้รวบรวมวิธีปิดการเล่นวิดีโอหรือไฟล์ GIF อัตโนมัติของแพลตฟอร์มโซเชียลดัง ไม่ว่าจะเป็น Facebook X Instagram ไปจนถึง Bluesky มาให้ลองดูกัน

    Facebook

    สำหรับผู้ที่ใช้งาน Facebook สามารถปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติได้โดยไปที่สัญลักษณ์รูปโปรไฟล์ บริเวณมุมขวาบนของหน้าเว็บไซต์เวอร์ชันเดสก์ท็อป หรือที่แถบนำทางด้านล่างในแอปพลิเคชันบนมือถือ จากนั้นเลื่อนลงไปเลือก “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” (Settings & Privacy) ต่อด้วย “การตั้งค่า” (Preferences) และเลือกเมนู “สื่อ” (Media) ในหน้านี้จะมีตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับการเล่นวิดีโอทั้งในฟีดข่าวและในสตอรี่ ให้เลือกที่ “ไม่เล่นเลย” (Never) เพื่อปิดการทำงาน

    Instagram

    กรณีของ Instagram ผู้ใช้สามารถเข้าไปยังหน้าตั้งค่าโดยแตะที่รูปโปรไฟล์ที่มุมล่างขวาของแอปพลิเคชัน เมื่อเข้าสู่หน้าหลักโปรไฟล์แล้ว ให้แตะที่สัญลักษณ์เมนู (เส้นแนวนอนสามเส้น) ที่มุมขวาบนของหน้าจอ จากนั้นเลือก “การตั้งค่าและกิจกรรม” (Settings and activity) ต่อด้วย “แอปและสื่อของคุณ” (Your app and media) และเข้าไปที่ “คุณภาพสื่อ” (Media quality)

    จากนั้นเราจะพบตัวเลือก “ใช้ข้อมูลมือถือให้น้อยลง” (Use less cellular data) การเปิดใช้ฟังก์ชันนี้จะช่วยลดความเร็วในการเล่นสื่ออัตโนมัติเมื่ออยู่นอกเขต Wi-Fi แม้จะไม่ใช่การปิดการเล่นโดยสมบูรณ์ แต่ก็ช่วยควบคุมการใช้งานได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เสียงในวิดีโอจะไม่เล่นอัตโนมัติ เว้นแต่เราจะกดเข้าไปที่โพสต์นั้นด้วยตัวเอง

    AFP/DENIS CHARLET
    Instagram

    X

    สำหรับแพลตฟอร์ม X ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการตั้งค่าได้โดยแตะที่รูปโปรไฟล์ทางมุมซ้ายบนเพื่อเปิดแถบเมนู (ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป แถบนี้จะปรากฏอยู่แล้ว) เลือก “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” (Settings and privacy) หากใช้แอปบนมือถือ จำเป็นต้องแตะที่สัญลักษณ์จุดสามจุดเพื่อดูตัวเลือกเพิ่มเติมซึ่งรวมถึงเมนูนี้ จากนั้นเลื่อนลงไปที่ “การช่วยการเข้าถึง การแสดงผล และภาษา” (Accessibility, display, and languages) แล้วเลือก “การใช้ข้อมูล” (Data usage) จะพบตัวเลือกสำหรับปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Video Autoplay)

    นอกจากนี้ หากต้องการความแน่ใจยิ่งขึ้น เรายังสามารถกลับไปที่ “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” แล้วเลือก “การแสดงผลและเสียง” (Display and sound) ในเมนูนี้สามารถปิดการแสดงตัวอย่างสื่อ (Media previews) ได้เช่นกัน

    Bluesky

    สำหรับผู้ใช้งาน Bluesky ให้แตะสัญลักษณ์เมนู (สามขีด) ที่มุมซ้ายบนของแอปพลิเคชันมือถือ และเลือก “การตั้งค่า” (Settings) ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของรายการ ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป เมนูนี้สามารถเข้าถึงได้จากแถบด้านข้าง จากนั้นเลือก “เนื้อหาและสื่อ” (Content and media) ภายในเมนูนี้จะมีตัวเลือก “เล่นวิดีโอและ GIF อัตโนมัติ” (Autoplay videos and GIFs) ผู้ใช้สามารถปิดตัวเลือกนี้ได้ทันที

    Threads

    สำหรับ Threads ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มของบริษัท Meta ที่เปิดตัวมาได้ราว 2 ปี ปัจจุบันยังไม่รองรับการปิดการเล่นวิดีโอหรือ GIF แบบอัตโนมัติ ผู้ใช้งานจึงยังไม่สามารถควบคุมส่วนนี้ได้ แต่คาดว่าอาจอยู่ในแผนพัฒนาของแพลตฟอร์มในอนาคตต่อไป

    ที่มา: Tech Crunch

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/257095&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lrcl3MrIaAxCumV1pc2AX

  • ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    15 กันยายน 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ทางด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่างๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน

    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์

    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย- กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น

    “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ทางผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก

    สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้ SME ที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับ SME ที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    ด้านนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzvehAko6XaHEHWlmouV2

  • เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    วันนี้, 13:00น.

              สำนักสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ผลผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนในเดือนส.ค.ชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ร้อยละ 5.2 ต่ำสุดนับแต่เดือนส.ค.2567และ ต่ำกว่าร้อยละ 5.7 ในเดือนก.ค.อีกทั้งต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้คือ ร้อยละ 5.7 ขณะที่ยอดขายปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภค เติบโตร้อยละ 3.4 ในเดือนส.ค.ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เป็นผลจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และการส่งออกของจีน อ่อนแอลงตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก

              ด้านนายลินน์ ซอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ING เชื่อว่า ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อคณะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของจีนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ร้อยละ 5 ในปีนี้ และเพื่อป้องกันภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีมูลค่า 19 ล้านล้านดอลลาร์  

              ขณะเดียวกัน นักลงทุนเอกชนของจีนต่างรอดูความชัดเจนในเรื่องทิศทางการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯและมาตรการของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากภาวะความไม่มั่นคงของตลาดแรงงาน และปัญหาวิกฤตที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

    #เศรษฐกิจีน

    #ชะลอตัวในเดือนสิงหาคม

    ที่มา: reuters

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RaT2ZoZwphMIBIeCyVo4y

  • คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) เผยคนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้ยังมีผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวอีกร้อยละ 33.3% ทำไทยสูญเศรษฐกิจในปี 2024 ปีเดียว 1.3 แสนล้านบาท!

    รายงานล่าสุดจาก International Diabetes Federation (IDF) Diabetes Atlas  ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์โรคเบาหวานที่น่าเป็นห่วงในประเทศไทย โดยพบว่า

    จำนวนผู้ใหญ่ (20-79 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 6.36 ล้านคนในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.63 ล้านคนภายในปี 2050

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.5 ล้านคนในปี 2000 และ 4.0 ล้านคนในปี 2011 ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี และติดอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีจำนวนผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวานสูงที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก

    คนไทยป่วย 'เบาหวาน' พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยไม่รู้ตัวเบาหวานอีกกว่า 33.3% 

    สิ่งที่น่ากังวลจากรายงานดังกล่าวคือ ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานถึง 33.3% หรือประมาณ 2.12 ล้านคน ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา ขณะเดียวกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน (Impaired Glucose Tolerance – IGT) ก็พบในคนไทยจำนวนมาก โดยในปี 2024 มีผู้ที่มีภาวะ IGT ถึง 8.97 ล้านคน และผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติขณะอดอาหาร (Impaired Fasting Glucose – IFG) 4.37 ล้านคน ภาวะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

    ทั้งนี้ IGT เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าอาการมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเบาหวานในอนาคต ซึ่งคนที่อยู่ในภาวะนี้ก็มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย มักจะมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG) อยู่ในช่วง 100–125 mg/dL (หรือ 5.6–6.9 mmol/L)

    สูญเศรษฐกิจไปแล้วหลักแสนล้านบาท

    โรคเบาหวานยังสร้างภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในปี 2024 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานทั้งหมดในประเทศไทยสูงถึง 4,116.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 136,473 ล้านบาท

    โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 647.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือ ประมาณ 20,574 บาท ต่อปี แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดจากโรคเบาหวานในกลุ่มอายุ 20-79 ปีจะลดลงจาก 78,846 รายในปี 2011 มาอยู่ที่ 34,752 รายในปี 2024  แต่สัดส่วนการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานยังคงอยู่ที่ 8.5% ของผู้เสียชีวิตในช่วงวัยดังกล่าว

    เบาหวานในกลุ่มเด็ก

    รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเบาหวาน ที่ขยายไปถึงกลุ่มสตรีมีครรภ์ โดยในปี 2024 พบว่ามีทารกแรกเกิดถึง 155,434 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Hyperglycaemia in Pregnancy – HIP) และมีอัตราความชุกของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus – GDM) สูงถึง 26.5% สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น

    ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกช่วงอายุประมาณ 20,689 คน และในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น (0-19 ปี) มีจำนวน 4,623 คน ซึ่งปัญหาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นมักเกิดในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น ระดับความรุนแรงของโรคคือทำให้ร่างกายไม่ผลิตอินซูลิน ส่งผลให้ต้องฉีดอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32s6u82DS1fsCFqlFH3Gcu

  • ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    เผยแพร่:

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/mlVPk1O2sCg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dJe1uaXdywK8tpqdhahtz

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”  วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระ


    15/09/2568 | 16 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”

    วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดีเลิศระดับจังหวัด จำนวน 76 คน และผู้ที่ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 76 คน

    พิธีในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และผู้แทนชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแสดงความยินดีและสักขีพยาน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ในการนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมกิจรรมภายในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) ใน Theme CDD Next

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 10/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/265315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAVVYf6gEWqpmvHjNiyHz

  • เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    ท่ามกระแสต่อต้านการเปิดด่านที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมีความคาดหวังจากคนไทยจำนวนหนึ่งว่าการปิดด่านแบบยืดเยื้อจะยิ่งบั่นทอนสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชา และเมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การยุติความขัดแย้งกับไทย

    แต่สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาในเวลานี้เป็นอย่างไรกันแน่?

    อนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม
    เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่รุนแรง เช่น ความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567 เหลือ 4.8%

    คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายเคนิชิโร คาชิวาเสะ ระหว่างการปรึกษาหารือประจำปีตามมาตรา 4 ของกองทุน ณ กรุงพนมเปญ คณะผู้แทนได้หารืออย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ผู้นำธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา 

    เคนิชิโร คาชิวาเสะ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงผลักดันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2568 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี  2568 การเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งเงินกลับประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.8% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังคงสูงอยู่

    ปัญหากับไทยปัญหากับทรัมป์
    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ ยอมรับถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดอัตราภาษีให้เอื้ออำนวยมากขึ้นกับการค้า โดยอัตราภาษี 19% มี่โดนนัลด์ ทรัมป์กำหนดกับกัมพูชาแม้ว่ายังต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรกอย่างมาก และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกในกัมพูชายังคงต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ การลดลงของเงินโอนและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโต 4.8% จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่แล้ว แต่การลดภาษีของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

    IMF เตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจยิ่งทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลง ซึ่งการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และยังคงประสบปัญหาในการฟื้นตัว ปีที่แล้ว กัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หวังทำเงินจากสนามบินเตโช
    ความคาดหวังที่จะทำเงินจากการท่องเที่ยวมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากกัมพูชาเพิ่งเปิดให้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตาเขมา โดยรัฐบาลกัมพูชาหวังว่าท่าอากาศยานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการบินหลักแห่งใหม่ของเมืองหลวง และจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนภายในปี 2593

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต กล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า สนามบินแห่งใหม่จะให้บริการเที่ยวบินคุณภาพสูงแก่ผู้โดยสารในและต่างประเทศ ขยายการเชื่อมต่อทางอากาศของกัมพูชากับโลก และสร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอีกความเสี่ยงสำคัญมาจากภาวะทรุดตัวของการท่องเที่ยว ก็คือ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

    และยังหวังรายได้จากจีน
    จากรายงานของ NAI 500 ระบุว่า ที่ผ่านมา การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าจากจีนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตทาเศรษฐกิจของกัมพูขา แต่การไหลกลับของกระแสเงินทุนทำให้เกิดแรงกดดันด้านสินค้าคงคลังในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชายฝั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่สมดุลในทุกตลาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2562 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระแสเงินสดจากการเข้าพักโรงแรมถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ธนาคาร ซึ่งมักได้รับการค้ำประกันโดยอิงจากสมมติฐานเชิงบวกก่อนปี 2563 อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นการก่อสร้าง (ที่อิงกับทุนจีน) ถูกระงับ และมูลค่าที่ดินไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน ขณะเข้าร่วมงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 10 ในประเทศจีน ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาพัฒนาคนที่ 1 ของกัมพูชา กล่าวในบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวจากส “สำนักข่าวธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21” 《21世纪经济报道》 ของจีนว่า กัมพูชามีนโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้กัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทจีน

    ซุน จันทอล ยืนยันความสำคัญและความสำเร็จของกรอบความร่วมมือ “หกเหลี่ยมเพชร” จีน-กัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยได้นำเสนอเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือจีน-กัมพูชา ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้มีบริษัทประมาณ 200 แห่ง และได้สร้างงานหลายพันตำแหน่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbuhO5IQ6_xKJ513jDaIK