Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะลึกค่าเงินปอนด์อียิปต์: วิกฤตการณ์ การฟื้นตัว และนัยยะต่อเศรษฐกิจไทย

    เจาะลึกค่าเงินปอนด์อียิปต์: วิกฤตการณ์ การฟื้นตัว และนัยยะต่อเศรษฐกิจไทย

    ค่าเงินปอนด์อียิปต์เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568)ค่าเงินปอนด์อียิปต์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอียิปต์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอียิปต์เป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่และพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    • ช่วงปี 2563 – 2565 ค่าเงินปอนด์อียิปต์มีเสถียรภาพค่อนข้างดี แต่เริ่มอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 2564 หลังจากวิกฤตการณ์เงินเฟ้อโลกเริ่มรุนแรงขึ้น

    • ช่วงปี 2566 เป็นปีที่ค่าเงินปอนด์อียิปต์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วที่สุด โดยมีการลดค่าเงินอย่างเป็นทางการหลายครั้งตามนโยบายของรัฐบาลและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    • ช่วงปี 2567 – 2568 ค่าเงินปอนด์อียิปต์ยังคงมีความผันผวน แต่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและควบคุมการไหลออกของเงินทุน ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงที่อ่อนค่าที่สุด

    การใช้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นตามแนวทางของ IMF

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินปอนด์อียิปต์คือการที่อียิปต์ได้เริ่มใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น (Flexible Exchange Rate Regime) ตามคำแนะนำของ IMF ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงินปอนด์อียิปต์ในตลาดและเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ 

    การใช้นโยบายนี้ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อียิปต์อ่อนค่าลงอย่างมากในระยะสั้น แต่ช่วยให้ธนาคารกลางสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้ดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับปัจจัยภายนอก

    ทิศทางนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ

    รัฐบาลและธนาคารกลางอียิปต์ (Central Bank of Egypt: CBE) ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศ ได้แก่ นโยบายการเงินโดย CBE ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบจากของเงินเฟ้อและทำให้การลงทุนในค่าเงินปอนด์อียิปต์น่าสนใจมากขึ้น การลงทุนจากต่างชาติโดยรัฐบาลได้เปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงการขายสินทรัพย์ของรัฐให้แก่นักลงทุนต่างชาติ และการเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นโดยรัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากช่องทางสำคัญ เช่น รายได้จากคลองสุเอซ การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินปอนด์อียิปต์เช่น เสถียรภาพทางการเมืองอียิปต์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ราคาน้ำมันและข้าวสาลีที่ผันผวน สงครามในยูเครนและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของอียิปต์

    อนาคตของค่าเงินปอนด์อียิปต์

    แม้ว่าค่าเงินปอนด์อียิปต์จะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่รัฐบาลอียิปต์ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในอนาคต เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจอียิปต์สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน การลดระดับหนี้สาธารณะเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงควรเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ควบคุมเงินเฟ้อ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินปอนด์อียิปต์ต่อไป

    ผลกระทบต่อไทย

    การอ่อนค่าของค่าเงินปอนด์อียิปต์ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อผู้ส่งออกไทย ดังนี้

    ผลกระทบเชิงลบ

    • ผู้บริโภคชาวอียิปต์มีกำลังซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินปอนด์อียิปต์

      • ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ผลิตสินค้าในอียิปต์มากขึ้น เนื่องจากสินค้าในประเทศมีราคาถูกลง

    ผลกระทบเชิงบวก

    • อียิปต์ยังคงมีความต้องการสินค้าจำเป็นบางประเภท เช่น ข้าว อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งไทยยังคงมีโอกาสในการส่งออก

      • การอ่อนค่าของเงินปอนด์อียิปต์ทำให้สินค้าและบริการในอียิปต์มีราคาถูกลงสำหรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนไทย

    ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ส่งออกไทย

    • ควรวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและคู่แข่งในตลาดอียิปต์อย่างสม่ำเสมอ

    • ควรหาโอกาสในการส่งออกสินค้าพรีเมียมหรือสินค้าที่ยังคงมีความต้องการสูงในตลาดอียิปต์

    • ควรพิจารณาการลงทุนในอียิปต์ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง

    • ควรพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน

    สรุป

    ค่าเงินปอนด์อียิปต์ได้ผ่านช่วงวิกฤตการณ์ที่ท้าทาย แต่ด้วยนโยบายที่มุ่งมั่นของรัฐบาลและธนาคารกลาง ทำให้เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยยังคงต้องเฝ้าระวังและปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายและความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ในตลาดอียิปต์

    ——————————————————-

    ที่มา https://www.dailynewsegypt.com/2025/09/06/should-egypt-aim-for-stronger-egp-or-focus-on-sustaining-foreign-currency-inflows/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hbpvglfdr90we4qyxumn3snf&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cjf-bESdNiLVgEdpn8qPl

  • “สุรวัช” แนะ “อนุทิน” บินตรงไปจีน เจรจาดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา

    “สุรวัช” แนะ “อนุทิน” บินตรงไปจีน เจรจาดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา

    v.prd:0.0.140

    ขนาดตัวอักษร

    ก

    ก

    ก

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/116491&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20wFr4169J3I98wwzlVN4D

  • ทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อม! ตั้งร้านขายใกล้โรงเรียน รายได้ต่อวันหลักหมื่นบาท

    ทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อม! ตั้งร้านขายใกล้โรงเรียน รายได้ต่อวันหลักหมื่นบาท

    ทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อม! ตั้งร้านขายใกล้โรงเรียน รายได้ต่อวันหลักหมื่นบาท

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.17 น.

    บุกทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อมรายได้นับ10,000ต่อวันใกล้โรงเรียนยังบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้อมกินสุดท้ายจมมุมของกลางเป็นหม้อใหญ่ๆเกาะพะงัน,สุราษฎร์ธานี

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบร้านค้าต้องสงสัยที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมและยาแก้ไออย่างผิดกฎหมาย

    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่เน้นย้ำให้กวาดล้างร้านค้าที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและสารเสพติดใกล้สถานศึกษาในรัศมี 1,000 เมตร เพื่อป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายของยาเสพติด

    จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบคนงานชาวเมียนมา 2 คน คือนางทันดา อายุ 27 ปี และ นางมยัท โน ไว อายุ 31 ปี กำลังต้มและบรรจุใบกระท่อมใส่ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ที่บริเวณหลังร้านยังพบของกลางจำนวนมาก ได้แก่ หัวเตาแก๊ส ถังแก๊สขนาดใหญ่ หม้อต้มขนาด 70 ลิตร น้ำกระท่อมแปรรูปกว่า 192 ลิตร และใบกระท่อมสดหนัก 23 กิโลกรัม

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ประสานให้นายวุฒิชัย อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเข้ามายังสถานที่ดังกล่าว ยังบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้อมกินสุดท้ายจมมุมของกลางเป็นหม้อใหญ่ๆ ให้การยอมรับสารภาพภายหลังว่า เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำกระท่อม รวมถึงยาแก้ไอที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร้าน โดยร้านตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 550 เมตร สอบถามทราบว่า แต่ละวันจะมีชาวไทยชาวต่างชาติ เข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้ต่อวันหลัก 10,000 บาท

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายวุฒิชัยในหลายข้อหา อาทิ จำหน่ายและแปรรูปน้ำกระท่อมโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายยาแก้ไอโดยไม่มีใบอนุญาต และจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ส่วนคนงานชาวเมียนมาร์ทั้งสองถูกแจ้งข้อหา 1 .นางทันดา (Mrs.Thandar) อายุ 27 ปี สัญชาติ เมียนมา ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” 2.นางมยัท โน ไว (Mrs.Myat Noe Wai) อายุ 31 ปี สัญชาติ เมียนมา ข้อหา“เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เสมียนตรา)” นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914226&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UogUxNTaSBbRrh67bFQ_4

  • เจาะลึกค่าเงินปอนด์อียิปต์: วิกฤตการณ์ การฟื้นตัว และนัยยะต่อเศรษฐกิจไทย

    เจาะลึกค่าเงินปอนด์อียิปต์: วิกฤตการณ์ การฟื้นตัว และนัยยะต่อเศรษฐกิจไทย

    ค่าเงินปอนด์อียิปต์เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่เผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568)ค่าเงินปอนด์อียิปต์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอียิปต์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอียิปต์เป็นผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่และพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก

    • ช่วงปี 2563 – 2565 ค่าเงินปอนด์อียิปต์มีเสถียรภาพค่อนข้างดี แต่เริ่มอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 2564 หลังจากวิกฤตการณ์เงินเฟ้อโลกเริ่มรุนแรงขึ้น

    • ช่วงปี 2566 เป็นปีที่ค่าเงินปอนด์อียิปต์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วที่สุด โดยมีการลดค่าเงินอย่างเป็นทางการหลายครั้งตามนโยบายของรัฐบาลและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    • ช่วงปี 2567 – 2568 ค่าเงินปอนด์อียิปต์ยังคงมีความผันผวน แต่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและควบคุมการไหลออกของเงินทุน ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงที่อ่อนค่าที่สุด

    การใช้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นตามแนวทางของ IMF

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินปอนด์อียิปต์คือการที่อียิปต์ได้เริ่มใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น (Flexible Exchange Rate Regime) ตามคำแนะนำของ IMF ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงินปอนด์อียิปต์ในตลาดและเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ 

    การใช้นโยบายนี้ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อียิปต์อ่อนค่าลงอย่างมากในระยะสั้น แต่ช่วยให้ธนาคารกลางสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้ดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับปัจจัยภายนอก

    ทิศทางนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ

    รัฐบาลและธนาคารกลางอียิปต์ (Central Bank of Egypt: CBE) ได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินและดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศ ได้แก่ นโยบายการเงินโดย CBE ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบจากของเงินเฟ้อและทำให้การลงทุนในค่าเงินปอนด์อียิปต์น่าสนใจมากขึ้น การลงทุนจากต่างชาติโดยรัฐบาลได้เปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ รวมถึงการขายสินทรัพย์ของรัฐให้แก่นักลงทุนต่างชาติ และการเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นโดยรัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้จากช่องทางสำคัญ เช่น รายได้จากคลองสุเอซ การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินปอนด์อียิปต์เช่น เสถียรภาพทางการเมืองอียิปต์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ราคาน้ำมันและข้าวสาลีที่ผันผวน สงครามในยูเครนและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของอียิปต์

    อนาคตของค่าเงินปอนด์อียิปต์

    แม้ว่าค่าเงินปอนด์อียิปต์จะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่รัฐบาลอียิปต์ยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในอนาคต เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างเพื่อให้เศรษฐกิจอียิปต์สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน การลดระดับหนี้สาธารณะเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงควรเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ควบคุมเงินเฟ้อ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินปอนด์อียิปต์ต่อไป

    ผลกระทบต่อไทย

    การอ่อนค่าของค่าเงินปอนด์อียิปต์ส่งผลกระทบทั้งในเชิงบวกและลบต่อผู้ส่งออกไทย ดังนี้

    ผลกระทบเชิงลบ

    • ผู้บริโภคชาวอียิปต์มีกำลังซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินปอนด์อียิปต์

      • ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ผลิตสินค้าในอียิปต์มากขึ้น เนื่องจากสินค้าในประเทศมีราคาถูกลง

    ผลกระทบเชิงบวก

    • อียิปต์ยังคงมีความต้องการสินค้าจำเป็นบางประเภท เช่น ข้าว อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งไทยยังคงมีโอกาสในการส่งออก

      • การอ่อนค่าของเงินปอนด์อียิปต์ทำให้สินค้าและบริการในอียิปต์มีราคาถูกลงสำหรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนไทย

    ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ส่งออกไทย

    • ควรวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและคู่แข่งในตลาดอียิปต์อย่างสม่ำเสมอ

    • ควรหาโอกาสในการส่งออกสินค้าพรีเมียมหรือสินค้าที่ยังคงมีความต้องการสูงในตลาดอียิปต์

    • ควรพิจารณาการลงทุนในอียิปต์ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง

    • ควรพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน

    สรุป

    ค่าเงินปอนด์อียิปต์ได้ผ่านช่วงวิกฤตการณ์ที่ท้าทาย แต่ด้วยนโยบายที่มุ่งมั่นของรัฐบาลและธนาคารกลาง ทำให้เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยยังคงต้องเฝ้าระวังและปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายและความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ในตลาดอียิปต์

    ——————————————————-

    ที่มา https://www.dailynewsegypt.com/2025/09/06/should-egypt-aim-for-stronger-egp-or-focus-on-sustaining-foreign-currency-inflows/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hbpvglfdr90we4qyxumn3snf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cjf-bESdNiLVgEdpn8qPl

  • ช่วงฤดูร้อน ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ ในเซี่ยงไฮ้: เที่ยวบิน  ผู้โดยสารพุ่ง กระตุ้นโอกาสธุรกิจไทย

    ช่วงฤดูร้อน ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ ในเซี่ยงไฮ้: เที่ยวบิน ผู้โดยสารพุ่ง กระตุ้นโอกาสธุรกิจไทย

    ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ คือช่วงเวลาของการเดินทางและคมนาคมช่วงปิดภาคฤดูร้อนของจีน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว พักผ่อน หรือเยี่ยมญาติมิตร รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาปิดภาคเรียน

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.iimedia.cn/c1088/106541.html

    ภาพรวมและข้อมูลสำคัญของฤดูร้อนปี 2568

    สำนักข่าว iimedia.cn รายงานว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2568 (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม) สนามบินผู่ตงและหงเฉียวของนครเซี่ยงไฮ้ คาดว่าจะมีปริมาณเที่ยวบินรวมประมาณ 150,000 เที่ยวบิน (สนามบินผู่ตง 100,000 เที่ยวบิน และสนามบินหงเฉียว 50,000 เที่ยวบิน) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารขาเข้าและขาออกรวม 24.55 ล้านคน (สนามบินผู่ตง 15.87 ล้านคน และสนามบินหงเฉียว 8.68 ล้านคน) โดยมีปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยรายวัน 396,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7

    ความต้องการเดินทางที่หลากหลายและการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการด้านการท่องเที่ยวและการบริโภคของชาวจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และวัตถุประสงค์ในการเดินทางมีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมแล้ว ความต้องการในการเยี่ยมญาติมิตร การเดินทางเพื่อธุรกิจได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ “การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา” (Research-based Tourism) ได้รับความนิยมอย่างมาก ประเภทของกิจกรรมที่ผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบมากที่สุดคือ การสัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ 47.7 นอกจากนี้ การสำรวจทัศนียภาพทางธรรมชาติ การศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกประเภทที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ข้อมูลช่วงฤดูร้อนของสนามบินทั้งสองแห่งในนครเซี่ยงไฮ้ยังยืนยันในประเด็นนี้ โดยปริมาณเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน สะท้อนถึงความต้องการในการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การขยายตัวของความต้องการดังกล่าว ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนการพัฒนาของอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร ฯลฯ 

    กลยุทธ์ขยายเส้นทางบินและการยกระดับบริการของสนามบิน

    ในด้านของการขยายเส้นทางการบิน ในช่วงฤดูร้อนนี้ สนามบินเซี่ยงไฮ้ได้เปิดเส้นทางใหม่และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินภายในประเทศไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น ซินเจียงและมองโกเลียใน ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศได้เปิดเส้นทางใหม่ไปยังเมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน และคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการฟื้นฟูและเพิ่มความถี่ของเส้นทางบินอีกหลายเส้นทาง ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบสนองทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายขึ้นของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ผู้บริโภคจำนวนมากมีความเต็มใจที่จะลองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและเส้นทางบินใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายเส้นทางบินของสนามบินทั้งสองแห่งในเซี่ยงไฮ้ในช่วงฤดูร้อนนี้

    นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากในช่วงฤดูร้อน สนามบินผู่ตงได้ประกาศมาตรการบริการ 8 ประการ เช่น “เวลาการเชื่อมต่อขั้นต่ำสำหรับการเปลี่ยนเครื่อง” “การผ่านพิธีการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมง” และโปรแกรม “浦乐GO” (Pule GO) ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารได้อย่างมาก และลดความไม่สะดวกที่เกิดจากความล่าช้าของเที่ยวบินหรือการเปลี่ยนเครื่อง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการของสนามบินเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจบริเวณรอบสนามบินทางอ้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการยกระดับบริการในการกระตุ้นการบริโภคใน “เศรษฐกิจช่วงฤดูร้อน”

    การสะท้อนกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณาในภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจฤดูร้อน’ ข้อมูลช่วงฤดูร้อนของสนามบินทั้งสองแห่งในเซี่ยงไฮ้ยังสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อ เมื่อระดับรายได้ของผู้คนสูงขึ้น การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและการคมนาคมก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพวกเขายินดีที่จะเลือกวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มการลงทุนในการเพิ่มความถี่ของเส้นทางบินและการปรับปรุงประสิทธิภาพของเที่ยวบิน ขณะเดียวกัน สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้ารอบสนามบินก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แหล่งชอปปิงระดับไฮเอนด์ไปจนถึงร้านอาหารเฉพาะทาง จากแหล่งบันเทิงพักผ่อนไปจนถึงโรงแรมระดับหรู เพื่อตอบสนองความต้องการในการบริโภคของนักเดินทางทุกกลุ่ม

    การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารที่สนามบินผู่ตงและหงเฉียวของ เซี่ยงไฮ้ในช่วงฤดูร้อนปี 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของเศรษฐกิจช่วงฤดูร้อนได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางบริบทที่ผู้คนที่มีความต้องการบริโภคด้านการท่องเที่ยวสูง มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางที่หลากหลาย และมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางบินและการยกระดับบริการของสนามบินไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ประสานกันของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการเสริมพลังงานใหม่ให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    การขยายตัวของเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารในช่วง “ฉู่ยุ่น” ไม่เพียงแต่สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการบิน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสเชิงธุรกิจในตลาดที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากขึ้นในด้านธุรกิจบริการภายในสนามบิน เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือจุดจำหน่ายของที่ระลึก ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นสัญญาณอันชัดเจนว่าความต้องการมีแนวโน้มสูงขึ้น พื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินสามารถใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดกลุ่มครอบครัวและนักศึกษาที่เดินทางพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ การพัฒนาแพกเกจทัวร์เชิงการศึกษา หรือ Edu-tour เชื่อมโยงกับเส้นทางบินใหม่ ๆ หรือประสบการณ์ทางวัฒนธรรมภายในนครเซี่ยงไฮ้ ยังถือเป็นทางนำร่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ 

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    กันยายน 2568

    แหล่งที่มา

    https://www.iimedia.cn/c1088/106541.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c6jle7hr59pfj0psd3zgqrl1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxE_73s3CEkS2XIOoJq2E

  • “รมว.นฤมล” เปิดเวทีสัมมนา“พ.ร.บ.การศึกษาฯ”หวังสภาฯ ชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ ย้ำ ไม่ใช้การศึกษาเป็นเป้าหมายทางการเมือง พร้อมขอ ขรก.ร่วมมือพัฒนาการศึกษาไทย

    “รมว.นฤมล” เปิดเวทีสัมมนา“พ.ร.บ.การศึกษาฯ”หวังสภาฯ ชุดนี้ปลดล็อกสำเร็จ ย้ำ ไม่ใช้การศึกษาเป็นเป้าหมายทางการเมือง พร้อมขอ ขรก.ร่วมมือพัฒนาการศึกษาไทย

    เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. … และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา”จัดโดย สมาคมผู้ปริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา,รองผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม
    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้มาพบกันครบทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ หลายรัฐบาลพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงอีกหลายจุดในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคการศึกษาของไทย และยังไม่เอื้อที่จะช่วยให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาทั่วประเทศไทยได้ เราจึงอยากจะให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าสู่สภาฯ สามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้หมด ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อจะนำเข้าสภาฯ ก็จะเกิดการยุบสภาทุกรอบ แต่หวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะมีทั้งหมด 7 ร่าง 1 ในนั้นจะเป็นร่างของกระทรวงศึกษา ส่วนอีก 6 ร่างจะเป็นของพรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ที่นำเสนอมา สำหรับขั้นตอนการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขณะนี้อยู่ที่การพิจารณาให้ความเห็นจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงการคลังเพื่อให้ช่วยเร่งรัดการดำเนินการให้แล้ว โดยเราขอให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้เข้าสภาฯในชุดปัจจุบัน อย่าให้มันเป็นอาถรรพ์เหมือนกับทุกชุด

    “อาจารย์พูดกับผู้บริหารกระทรวง และข้าราชการประจำมาเสมอว่า ภาคการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ถ้าจะมาทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องทำงานกับข้าราชการประจำ และข้าราชการประจำก็ต้องยืนหยัดบนหลักการว่า ท่านจะทำงานเพื่อภาคการศึกษาอย่างแท้จริง อาจารย์ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม(กธ.)ที่เราเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษา เราก็จะไม่ใช้การศึกษาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่เรามาเพื่อที่จะทำให้ภาคการศึกษาดีขึ้นจริง ๆ อาจารย์ก็หวังว่า พวกเราก็จะยึดหลักการเดียวกัน”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อด้วยว่า ในช่วงบ่ายของการสัมมนาในวันนี้ ขอให้ทุกคนใช้เวลาให้เต็มที่ในการที่จะสะท้อนสิ่งที่ท่านอยากจะให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมี สส.มาพูดคุยกับเรา เราต้องให้เขาเข้าใจและมาเป็นแนวร่วมเดียวกับเราในการที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สำเร็จให้ได้ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการสดุดีคุณงามความดีและเป็นเกียรติประวัติแก่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการศึกษา จำนวน 52 คนและมอบโล่ประกาศกิตติคุณให้แก่คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา จำนวน 37 คน

    ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ พิจารณา รับวาระร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้ว จะนำไปสู่การพิจารณาถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะไปชดเชยสำหรับคำสั่ง คสช. ที่ยกเลิกไป ส่วนหลัก ๆ ที่ทางผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เสนอเข้าไปก็พยายามจะให้มีส่วนของผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าที่เป็นอยู่ใน คำสั่ง ของ คสช. เช่น จะมีตัวแทนจากครู ตัวแทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา ขั้นตอนต่อไปก็จะอยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะมีการพิจารณา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/862007/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00E6ih2SzFyxyHBLzD_7hK

  • ด่านเบตงคึกคัก นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทาง เข้าออก คาดไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ต่อแถวประทับตราหนังสือเดินทางยาวเหยียด รถติดข้ามฝั่งถึงประเทศมาเลเซีย

    ด่านเบตงคึกคัก นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทาง เข้าออก คาดไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ต่อแถวประทับตราหนังสือเดินทางยาวเหยียด รถติดข้ามฝั่งถึงประเทศมาเลเซีย

    ด่านเบตงคึกคัก นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทาง เข้าออก คาดไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ต่อแถวประทับตราหนังสือเดินทางยาวเหยียด รถติดข้ามฝั่งถึงประเทศมาเลเซีย

    วันที่ 15 ก.ย.68 ที่ด่านพรมแดนเบตง บ้านกาแป๊ะฮูลู ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ต่อแถวเข้าคิวรอประทับตราหนังสือเดินทางผ่านแดนเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวนมาก ทำให้ท้ายแถวล้นออกมานอกอาคารด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง ในขณะที่ขาออกไปยังไประเทศมาเลเซีย ก็มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอำเภอเบตงก่อนหน้านี้ ต่อแถวเข้าคิวรอประทับตราหนังสือเดินทางผ่านแดนเดินทางกลับไปยังประเทศมาเลเซียจำนวนมากเช่นกัน ท้ายแถวล้นออกนอกอาคารยาวไปจนถึงอาคารด่านศุลกากรเบตง บริเวณลานจอดรถก็เต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รถบัส รถจักรยานยนต์ ของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย จนหาที่จอดไม่ได้ ทำให้รถติดยาวเข้าไปยังฝั่งประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตชด. ทหาร และฝ่ายปกครอง ที่ประจำอยู่บริเวณด่านพรมแดนเบตง ก็ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับนักท่องเที่ยว จนแทบไม่ได้หยุดพักกันเลยทีเดียว คาดว่าวันนี้ตลอดทั้งวันมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้าออกทางด่านพรมแดนเบตง เป็นจำนวนนับหมื่นคน และในช่วง หยุดยาวของประเทศมาเลเซียจะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

    นางหยงผิง นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมาจากกัวลาลัมเปอร์ กับสามีและลูกๆ เล่าว่า ช่วงนี้โรงเรียนในประเทศมาเลเซียปิด ประมาณ 10 วัน และทางการมาเลเซียได้กำหนดให้วันที่ 16 กันยายนของทุกปี เป็นวันมาเลเซีย เพื่อเฉลิมฉลองการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1963 เป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวกันระหว่างมาลายา บอร์เนียวเหนือ (ปัจจุบันคือซาบะฮ์) ซาราวัก เข้าร่วมสหพันธรัฐใหม่ของประเทศมาเลเซียนั้นเอง  จึงกำหนดให้เป็นวันหยุดพิเศษ ชาวมาเลเซียส่วนใหญ่จึงพาครอบครัว เดินทางมาเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ครอบครัวตนเลือกที่จะเดินทางมาเที่ยวที่อำเภอเบตง เพราะทราบจากเพื่อนที่เคยมาว่า บรรยากาศดี อาหารอร่อย แหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ซึ่งขณะที่ขับรถมาถึงด่านบูกิตบือราปิต กิ่งอำเภอเปิงกาลันฮูลู รัฐเปรัค ก็เห็นรถชาวมาเลเซียที่ขับรถมาหลายคันย้อนกลับเพราะรถติดเป็นแถวยาว เมื่อพูดคุยก็ทราบว่า กว่าจะผ่านด่านทั้งฝั่งไทยและมาเลเซียก็คงต้องใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมง มีคนมาเลเซียที่เคยเดินทางเข้ามาเล่าว่า เคยเสียเวลากับการผ่านด่าน 2-3 ชม. เลยทีเดียว แต่เนื่องจากตนมาไกล จึงยอมเสียเวลา เพื่อจะได้เข้ามาท่องเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้

    ข่าว/ภาพ ธานินทร์ โพธิทัพพะ


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/57306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GR0O8zRJogq5DfEHmIIhz

  • ดีป้า ผนึกกำลัง สรรพากร-บีโอไอ ชู ‘บัญชีบริการดิจิทัล’ ทางรอดเศรษฐกิจไทย

    ดีป้า ผนึกกำลัง สรรพากร-บีโอไอ ชู ‘บัญชีบริการดิจิทัล’ ทางรอดเศรษฐกิจไทย

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.02 น.

    ดีป้า ผนึกกำลัง สรรพากร-บีโอไอ ชู ‘บัญชีบริการดิจิทัล’ ทางรอดเศรษฐกิจไทย

    ดีป้า ผนึกกำลัง กรมสรรพากร และ บีโอไอ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคธุรกิจ รุกประกาศนโยบาย AI Transformation: ปรับเพื่อรอด เปลี่ยนเพื่อเศรษฐกิจไทย ชูกลไกบัญชีบริการดิจิทัล และมาตรฐาน dSURE เครื่องมือยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลสัญชาติไทยที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายประชาชนในการประยุกต์ใช้ดิจิทัลยกระดับธุรกิจ พร้อมเปิดตัวโครงการ OTOD AI Transformation ช่วยชาติ หนุนธุรกิจ SMEs ร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย ตลาดสด และเกษตรกรทั่วประเทศเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งเป้าภายในปี 2569 ส่งเสริมไม่น้อยกว่า 15,600 รายได้ลองใช้ดิจิทัลโซลูชัน และได้รับการยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วย นายนเรศ บูรณากาญจน์ นักวิชาการภาษีชำนาญการพิเศษ กรมสรรพากร และ นายธนชาต ลาภพานิช นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน ระดับชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมประกาศนโยบายสำคัญ AI Transformation: ปรับเพื่อรอด เปลี่ยนเพื่อเศรษฐกิจไทย โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว

    ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันที่รุนแรง การขาดแคลนแรงงาน สถานการณ์การส่งออกที่ผันผวน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งหมดส่งผลให้การปรับตัว (Transformation) เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดีป้า จึงเร่งทำงานภายใต้กลไก AI Transformation ที่ครอบคลุมทั้งการเตรียมพร้อมกำลังคนดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับ Digital & AI Solution ของไทย ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญแห่งโลกอนาคต โดยกลไกดังกล่าวจะขับเคลื่อนด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจ

    “ดีป้า มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศไทยผ่านกลไกสำคัญที่มุ่งเน้นทั้งในส่วนของ ‘คน’ ผ่านกลไก Digital Skill Roadmap และ ‘เทคโนโลยี’ ที่บูรณาการการทำงานมาอย่างต่อเนื่องกับ กรมสรรพากร และ บีโอไอ ภายใต้กลไกบัญชีบริการดิจิทัล และมาตรฐาน dSURE ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์/บริการดิจิทัลของไทยให้ได้มาตรฐานสากลควบคู่กับการส่งเสริม ไม่ว่าจะเป็นการขยายโอกาสสำหรับผู้ประกอบการดิจิทัลไทยให้สามารถเข้าสู่ตลาดภาครัฐ มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงในกลุ่ม SMEs ได้แก่ การส่งเสริมจาก ดีป้า ในรูปแบบ Matching Fund (d-transform) โดยตั้งเป้าส่งเสริมไม่น้อยกว่า 600 ราย และสิทธิ์การใช้ดิจิทัลฟรี (d-voucher) ไม่น้อยกว่า 15,000 สิทธิ์ ภายในปี 2569 รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยความร่วมมือกับ กรมสรรพากร ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลมาหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุด 200% ในวงเงินไม่เกิน 300,000 บาท มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจาก บีโอไอ ที่สามารถยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดย SMEs ที่ลงทุนในซอฟต์แวร์จากบัญชีบริการดิจิทัลจะได้รับการยกเว้นภาษีสูงสุด 5 ปีเต็ม 100% และธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับการยกเว้น 3 ปี 50% โดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์/บริการดิจิทัลที่ได้มาตรฐานในบัญชีบริการดิจิทัลจะมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    ภายในงานประกาศนโยบาย AI Transformation: ปรับเพื่อรอด เปลี่ยนเพื่อเศรษฐกิจไทย ยังมีการเปิดตัวโครงการ OTOD AI Transformation ช่วยชาติ โดย ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า โดยระบุว่า OTOD AI Transformation ช่วยชาติ เป็นอีกหนึ่งโครงการเรือธงของ ดีป้า ที่จะกระตุ้นให้เกิดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลที่ขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสการลงทุนใหม่และต่อยอดสู่ตลาดสากล โดยการดำเนินงานระยะแรกตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs ร้านค้ารายย่อย หาบเร่ แผงลอยตลาดสด และเกษตรกร ไม่น้อยกว่า 15,000 ราย กลุ่มธุรกิจภาคการผลิต จำนวน 200 ราย กลุ่มธุรกิจการค้าและบริการ จำนวน 300 ราย และโรงงานเกษตรแปรรูป 100 ราย พร้อมจัดโรดโชว์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัล

    “OTOD AI Transformation ช่วยชาติ จะดำเนินการครอบคลุมใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ส่วนที่ 1 การส่งเสริมและสนับสนุน แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) ยกระดับธุรกิจด้วยดิจิทัล ส่งเสริมสูงสุด 200,000 บาท กลุ่มเป้าหมาย* SMEs รวม 600 ราย (กลุ่มธุรกิจภาคการผลิต 200 ราย|กลุ่มธุรกิจการค้าและบริการ 300 ราย|กลุ่มเกษตรกรแปรรูป 100 ราย) ตามมาตรการ d-transform และ 2) เริ่มต้นใช้งานดิจิทัล ส่งเสริมสิทธิ์การใช้ดิจิทัลเริ่มต้น 6 เดือน กลุ่มเป้าหมาย* 15,000 ราย (SMEs ร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย 10,000 ราย | เกษตรกร 5,000 ราย) ตามมาตรการ d-voucher โดยจะเปิดให้กดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’ ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และส่วนที่ 2 กิจกรรมกระตุ้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI (กิจกรรมโรดโชว์ OTOD AI Transformation ช่วยชาติ) ใน 7 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ Workshop เพิ่มทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน Showcase พื้นที่แสดงเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการยกระดับธุรกิจ เวทีเสวนา รับฟังการบรรยายจากผู้ประกอบการดิจิทัล Business Matching การจับคู่ธุรกิจ ผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัลพบปะกับผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการยกระดับธุรกิจ” รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

    นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อ บัญชีบริการดิจิทัล กลไกพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย เพื่อให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี Tax 200% จากกรมสรรพากร และสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ โดยผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงาน และการบรรยายพิเศษหัวข้อ สิทธิประโยชน์การกระตุ้นการยกระดับทักษะดิจิทัลบุคลากร ด้วยกลไก Digital Skill Roadmap โดย นางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gA07RYYtDMLaNF46DOHM8

  • เอเซอร์ เปิดตัวศูนย์บริการ “HSNT พระราม 3” โฉมใหม่ ยกระดับอาฟเตอร์เซอร์วิส

    เอเซอร์ เปิดตัวศูนย์บริการ “HSNT พระราม 3” โฉมใหม่ ยกระดับอาฟเตอร์เซอร์วิส

    เอเซอร์ เปิดตัวศูนย์บริการ

    Acer เปิดตัวศูนย์บริการ “Highpoint Service Network” (HSNT) พระราม 3 โฉมใหม่ หลังการปรับโฉมครั้งใหญ่เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านบริการหลังการขายให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ศูนย์บริการแห่งนี้มาพร้อมดีไซน์พื้นที่ที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และระบบสนับสนุนที่ทันสมัย รองรับลูกค้าได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมตั้งเป้าเป็นมาตรฐานใหม่ของการให้บริการด้านไอทีในประเทศไทย

    นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT พระราม 3 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับโฉมอาคาร แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเอเซอร์ ในการยกระดับบริการหลังการขายให้ครบวงจร เรามุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าบริการที่ดีคือหัวใจในการสร้างความไว้วางใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ด้าน นายสมบัติ ต่อศักดิ์สิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไฮพอยท์ เซอร์วิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในการปรับโฉมครั้งนี้ เราตั้งใจออกแบบให้ศูนย์บริการให้มีความทันสมัยและกว้างขวาง พร้อมยกระดับการดูแลด้วยเครื่องมือและอะไหล่ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงมีทีมวิศวกรที่ผ่านการฝึกอบรมจากแบรนด์ระดับโลกพร้อมให้บริการแบบรวดเร็วและมีคุณภาพ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างคุ้มค่ามากที่สุด”

    HSNT ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ในฐานะสตาร์ทอัพภายใต้ Acer Group โดยเริ่มจากการให้บริการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงาน ภายใต้ปรัชญา “Global Brand, Local Touch” ที่ผสานมาตรฐานชั้นนำระดับโลกเข้ากับการบริการที่เข้าถึงง่ายสำหรับลูกค้าทุกคน

    ศูนย์บริการ HSNT ไม่เพียงรองรับลูกค้าแบบ Walk-in เท่านั้น แต่ยังมีบริการ One Stop Service ครอบคลุมทั้งทีม On-site, ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า, ฝ่ายช่วยเหลือ, ระบบคลังสินค้าและโลHจิสติกส์ รวมถึงการจัดการอะไหล่แท้เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพ โดยมีจุดแข็งที่เน้นจุดติดต่อเพียงจุดเดียว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและการสื่อสารกับลูกค้าทำได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้มั่นใจว่าทุกเคสจะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนทั่วถึง

    ปัจจุบัน HSNT ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์บริการอย่างเป็นทางการจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดจากฐานลูกค้า B2B ที่แข็งแกร่ง ขยายสู่ตลาด B2C เพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

    การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT สาขาพระราม 3 ถือเป็นก้าวสำคัญที่เอเซอร์และ HSNT จะต่อยอดไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่สม่ำเสมอในทุก Touchpoint พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเติบโตในฐานะ “ผู้ให้บริการไอทีมืออาชีพ” ที่ไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง ปัจจุบัน HSNT มีศูนย์บริการทั้งหมด 10 สาขา เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่ใกล้และสะดวกที่สุด


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12747519&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZN3xwzFKEmiTe6-FWXp34

  • ช่วงฤดูร้อน ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ ในเซี่ยงไฮ้: เที่ยวบิน  ผู้โดยสารพุ่ง กระตุ้นโอกาสธุรกิจไทย

    ช่วงฤดูร้อน ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ ในเซี่ยงไฮ้: เที่ยวบิน ผู้โดยสารพุ่ง กระตุ้นโอกาสธุรกิจไทย

    ‘ฉู่ยุ่น (暑运)’ คือช่วงเวลาของการเดินทางและคมนาคมช่วงปิดภาคฤดูร้อนของจีน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคมของทุกปี เป็นช่วงที่ผู้คนส่วนใหญ่มักเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว พักผ่อน หรือเยี่ยมญาติมิตร รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาปิดภาคเรียน

    image.png

    ที่มาภาพ: https://www.iimedia.cn/c1088/106541.html

    ภาพรวมและข้อมูลสำคัญของฤดูร้อนปี 2568

    สำนักข่าว iimedia.cn รายงานว่า ในช่วงฤดูร้อนปี 2568 (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 31 สิงหาคม) สนามบินผู่ตงและหงเฉียวของนครเซี่ยงไฮ้ คาดว่าจะมีปริมาณเที่ยวบินรวมประมาณ 150,000 เที่ยวบิน (สนามบินผู่ตง 100,000 เที่ยวบิน และสนามบินหงเฉียว 50,000 เที่ยวบิน) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะรองรับผู้โดยสารขาเข้าและขาออกรวม 24.55 ล้านคน (สนามบินผู่ตง 15.87 ล้านคน และสนามบินหงเฉียว 8.68 ล้านคน) โดยมีปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยรายวัน 396,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7

    ความต้องการเดินทางที่หลากหลายและการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความต้องการด้านการท่องเที่ยวและการบริโภคของชาวจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และวัตถุประสงค์ในการเดินทางมีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมแล้ว ความต้องการในการเยี่ยมญาติมิตร การเดินทางเพื่อธุรกิจได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ “การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา” (Research-based Tourism) ได้รับความนิยมอย่างมาก ประเภทของกิจกรรมที่ผู้ตอบแบบสอบถามชื่นชอบมากที่สุดคือ การสัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ 47.7 นอกจากนี้ การสำรวจทัศนียภาพทางธรรมชาติ การศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกประเภทที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ข้อมูลช่วงฤดูร้อนของสนามบินทั้งสองแห่งในนครเซี่ยงไฮ้ยังยืนยันในประเด็นนี้ โดยปริมาณเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน สะท้อนถึงความต้องการในการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การขยายตัวของความต้องการดังกล่าว ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนการพัฒนาของอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร ฯลฯ 

    กลยุทธ์ขยายเส้นทางบินและการยกระดับบริการของสนามบิน

    ในด้านของการขยายเส้นทางการบิน ในช่วงฤดูร้อนนี้ สนามบินเซี่ยงไฮ้ได้เปิดเส้นทางใหม่และเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินภายในประเทศไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น ซินเจียงและมองโกเลียใน ส่วนเส้นทางระหว่างประเทศได้เปิดเส้นทางใหม่ไปยังเมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน และคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการฟื้นฟูและเพิ่มความถี่ของเส้นทางบินอีกหลายเส้นทาง ซึ่งไม่เพียงแต่ตอบสนองทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายขึ้นของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ผู้บริโภคจำนวนมากมีความเต็มใจที่จะลองจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและเส้นทางบินใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายเส้นทางบินของสนามบินทั้งสองแห่งในเซี่ยงไฮ้ในช่วงฤดูร้อนนี้

    นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับจำนวนผู้โดยสารจำนวนมากในช่วงฤดูร้อน สนามบินผู่ตงได้ประกาศมาตรการบริการ 8 ประการ เช่น “เวลาการเชื่อมต่อขั้นต่ำสำหรับการเปลี่ยนเครื่อง” “การผ่านพิธีการศุลกากรตลอด 24 ชั่วโมง” และโปรแกรม “浦乐GO” (Pule GO) ซึ่งช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารได้อย่างมาก และลดความไม่สะดวกที่เกิดจากความล่าช้าของเที่ยวบินหรือการเปลี่ยนเครื่อง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจของผู้โดยสารต่อบริการของสนามบินเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจบริเวณรอบสนามบินทางอ้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการยกระดับบริการในการกระตุ้นการบริโภคใน “เศรษฐกิจช่วงฤดูร้อน”

    การสะท้อนกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    เมื่อพิจารณาในภาพรวมของ ‘เศรษฐกิจฤดูร้อน’ ข้อมูลช่วงฤดูร้อนของสนามบินทั้งสองแห่งในเซี่ยงไฮ้ยังสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อ เมื่อระดับรายได้ของผู้คนสูงขึ้น การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและการคมนาคมก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพวกเขายินดีที่จะเลือกวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มการลงทุนในการเพิ่มความถี่ของเส้นทางบินและการปรับปรุงประสิทธิภาพของเที่ยวบิน ขณะเดียวกัน สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้ารอบสนามบินก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แหล่งชอปปิงระดับไฮเอนด์ไปจนถึงร้านอาหารเฉพาะทาง จากแหล่งบันเทิงพักผ่อนไปจนถึงโรงแรมระดับหรู เพื่อตอบสนองความต้องการในการบริโภคของนักเดินทางทุกกลุ่ม

    การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารที่สนามบินผู่ตงและหงเฉียวของ เซี่ยงไฮ้ในช่วงฤดูร้อนปี 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของเศรษฐกิจช่วงฤดูร้อนได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางบริบทที่ผู้คนที่มีความต้องการบริโภคด้านการท่องเที่ยวสูง มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางที่หลากหลาย และมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การขยายเส้นทางบินและการยกระดับบริการของสนามบินไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ประสานกันของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการเสริมพลังงานใหม่ให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    การขยายตัวของเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารในช่วง “ฉู่ยุ่น” ไม่เพียงแต่สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการบิน แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสเชิงธุรกิจในตลาดที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากขึ้นในด้านธุรกิจบริการภายในสนามบิน เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือจุดจำหน่ายของที่ระลึก ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นสัญญาณอันชัดเจนว่าความต้องการมีแนวโน้มสูงขึ้น พื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินสามารถใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดกลุ่มครอบครัวและนักศึกษาที่เดินทางพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ การพัฒนาแพกเกจทัวร์เชิงการศึกษา หรือ Edu-tour เชื่อมโยงกับเส้นทางบินใหม่ ๆ หรือประสบการณ์ทางวัฒนธรรมภายในนครเซี่ยงไฮ้ ยังถือเป็นทางนำร่องที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ 

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    กันยายน 2568

    แหล่งที่มา

    https://www.iimedia.cn/c1088/106541.html

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c6jle7hr59pfj0psd3zgqrl1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxE_73s3CEkS2XIOoJq2E