Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”  เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

    สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ก.ย. 2568

    | 50 view

    เมื่อวันที่ 16 – 17 สิงหาคม 2568 สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 โดยกิจกรรมประกอบด้วย (1) การร่วมกับวัดไทยมคธ พุทธคยา มอบขนมให้แก่คณาจารย์และนักเรียน Bodhikul School และ (2) การจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้เด็กยากไร้ 400 คน และมอบวัสดุก่อสร้างที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงอาคารเรียน Karuna School ภายใต้การอุปถัมภ์ของวัดป่าดงคสิริ

    การจัดกิจกรรมดังกล่าวแสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเป็นการส่งเสริมบทบาทของสถานกงสุลใหญ่ฯ ในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนไทยและอินเดีย ทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถานกงสุลใหญ่ฯ ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต การศึกษา และการพัฒนาสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการเชื่อมโยงสายใยมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/kolkata-010925-1%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c3060006843&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gPj7nAnaELeZSPQ1FpLrA

  • ผบ.ตร.ประธานงานครบรอบ 8 ปี กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    ผบ.ตร.ประธานงานครบรอบ 8 ปี กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

    Logo

    Logo

    พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ( ผบ.ตร. ) ร่วมแสดงความยินดี และเป็นประธานมอบรางวัลชนะเลิศการฝึกทบทวนความรู้ความสามารถ และสถานีตำรวจท่องเที่ยวดีเด่น เนื่องในวันครบรอบสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบปีที่ 8 โดยมี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมด้วย รอง ผบช. คณะทูตานุทูต ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจท่องเที่ยว และข้าราชการตำรวจ บช.ทท. ร่วมพิธีฯ ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h_wbSfh6v0_tvlwDaJlrV

  • ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด | TOPNEWS

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงันรวบแก๊งค์ชาวต่างชาติพัวพันยาเสพติด

    • เผยแพร่ : 01/09/2025 21:40

    57

    dfbdfbdr

    เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    ระยอง อำเภอแกลง เดินหน้าปฏิบัติการ No Drugs No Dealers ลุยพื้นที่เสี่ยง จับกุมผู้เกี่ยวข้องสิ่งเสพติด

    แม่ฮ่องสอน อบจ.แม่ฮ่องสอน ส่งมอบชุดตรวจสารเสพติด หนุนป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติดในพื้นที่

    แม่ฮ่องสอน ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอน นำ ทหาร ตำรวจ สาธารณสุข แถลงข่าว ผลงานการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    โรงเรียนประถมศึกษาแห่งชาติตาเซก มาเลเซีย เยี่ยมโรงเรียนไทย

    ยะลา คุมเข้มวันครบรอบเชิงสัญลักษณ์กลุ่มขบวนการเบอร์ซาตู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1295784&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DslaztHJMYkV6rp_PfUkD

  • บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.45 น.

    เวลา 10.30 น.วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่สนามบินบางกอกแอร์เวย์ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด นายพุฒิพงษ์ ประสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด เดินทางมาแถลงข่าวให้กับสื่อมวลชนทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นถึงการขยายสนามบินตราด และนำเครื่องบินขนาดใหญ่เข้ามาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 

     ในการนี้ มีนายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ปลัดอำเภอเขาสมิง นายกองค์กรปกครองท้องถิ่น 2 แห่ง อบต.บางปิด และอบต.ท่าโสม ที่มีพื้นที่ติดกับสนามบินร่วม 

     นายพุฒิพงศ์ เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทาง ท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 

    “โครงการพัฒนาสนามบินตราด ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาล ท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อ ผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่นในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต” นายพุฒิพงศ์ กล่าว 

    นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินตราดไปยังสนามบินสมุย หรือ สนามบินกระบี่ รวมทั้งสนามบินในจังหวัดอื่นๆนั้น ทางสายการบินเคยบินมาแล้วในหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันไม่มีเส้นทางบินเหล่านี้ แต่ในอนาคต หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ก็จะเปิดเส้นทางเหล่านี้ได้ รวมทั้งการเปิดเที่ยวบินไปยังต่างประเทศซึ่งให้สนามบินตราดเป็นสนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินไปเสียมเรียบหรือเกาะกง รวมทั้งสีหนุวิลล์นั้น ทางบริษัทก็เคยทีทจะไปลงทุนทำสนามบินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชาแต่โครงการนี้ยุติลงไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การสู้รบทั้งสองประเทศจบลง และมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์การใช้สนามบินตราดเป็นฐานก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ปัจจุบันสนามบินตราดก็เป็นสนามบินC I Q (Custom Immigration Quarantine )อยู่แล้ว 

    กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด กล่าวอีกว่า ในส่วนที่สนามบินตราดจะเปิดรับสายการบินพาณิชย์อื่นๆ หรือสายการบินโลว์ ครอสทางบริษัทก็พร้อมรับเช่นกัน แต่ทางสนามบินก็ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่จะต้องมีการพัฒนาสนามบิน และมีหลุมจอดเครื่องบินให้มีความพร้อมในการรองรับเท่านั้น สำหรับ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เดินหน้าพัฒนา ศักยภาพสนามบินตราด โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาค ท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่นิยมเดินทางมายังชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย

    โครงการพัฒนาศักยภาพสนามบินตราดระยะแรก มีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบด้วย การขยายรันเวย์ (Runway) จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร, การสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก-กลาง (A320, A319, B737, B717, ERJ145) ได้สูงสุด 3 ลำ หรือรองรับเครื่องบินใบพัด (ATR72, YS-11) 2 ลำ ร่วมกับเครื่องบินไอพ่นขนาดกลาง 2 ลำได้ในเวลาเดียวกัน, การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ขยายพื้นที่จาก 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ สนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการ บินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป-กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444728&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v9S5YQ-BX1tzHQuw7z5uV

  • เที่ยวอเมริกาอ่วม! วีซ่า ขึ้นราคา 8,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค. 2025 เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    เที่ยวอเมริกาอ่วม! วีซ่า ขึ้นราคา 8,000 บาท เริ่ม 1 ต.ค. 2025 เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐฯ ประกาศเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ ‘Visa Integrity Fee’ 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8,000 บาท) มีผล 1 ต.ค. 2025 ขึ้นแท่นประเทศที่มีวีซ่าท่องเที่ยวแพงสุดในโลก อาจกระทบซ้ำวิกฤตท่องเที่ยว ฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิก 2028 ที่ใกล้จะมาถึง

    รายงานข่าวระบุว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ ‘Visa Integrity Fee’ มูลค่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 บาท ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสหรัฐฯ สูงถึง 442 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,000 บาท 

    ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมวีซ่าที่แพงที่สุดในโลก และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ  จากการปราบปรามผู้อพยพและความไม่เป็นมิตรต่อหลายประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีนักเดินทางต่างชาติ 19.2 ล้านคน ลดลงถึง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และนับเป็นเดือนที่ 5 ของปีนี้ที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่สหรัฐฯ ฟื้นตัวเต็มที่และกลับมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 79.4 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนการระบาดโควิด-19

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งสหรัฐอเมริกา ค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะเพิ่มอุปสรรคให้กับนักเดินทางจากประเทศที่ไม่ได้รับการยกเว้นวีซ่า เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา อินเดีย บราซิล และจีน ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ค่าธรรมเนียมวีซ่ารวมอยู่ที่ 442 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมสำหรับนักท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในโลก  

    เกบ ริซซี ประธานบริษัทอัลทัวร์ บริษัทจัดการการท่องเที่ยวระดับโลก กล่าวว่า  แรงกดดันที่เราเพิ่มให้กับประสบการณ์ของนักเดินทางจะส่งผลให้ปริมาณการเดินทางลดลงไปบ้าง เมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนมากขึ้น และเราจะต้องรวมค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ให้พร้อมเกี่ยวกับการวางแผนงบประมาณการเดินทางและเอกสารต่างๆ 

    สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำกว่า 169 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ จาก 181 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

    อย่างไรก็ตาม ค่าธรรมเนียมวีซ่ายิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งนโยบายการเข้าเมือง และ การตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ และภาษีศุลกากรที่บานปลาย ได้กัดกร่อนเสน่ห์ของอเมริกาในฐานะจุดหมายปลายทาง แม้จะมีงานสำคัญๆ อย่างฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส 2028 ที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ตาม

    อีกทั้ง รัฐบาลทรัมป์ได้เสนอกฎระเบียบของรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดระยะเวลาของวีซ่าสำหรับนักเรียน นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสื่อมวลชน

    ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม รัฐบาลกล่าวว่าสหรัฐฯ อาจกำหนดให้มีพันธบัตรมูลค่าสูงสุด 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจบางประเภท ภายใต้โครงการนำร่องที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อปราบปรามนักท่องเที่ยวที่พำนักอยู่เกินกำหนดวีซ่า

    อารัน ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษาอุตสาหกรรมของ Tourism Economics   ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาของ Oxford Economics คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ว่า การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมายังสหรัฐอเมริกาในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่กลับมีแนวโน้มลดลง 3% แทน  

    “เรามองว่านี่เป็นการถดถอยที่ต่อเนื่อง และเราคาดว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงการบริหารประเทศ” ไรอันกล่าว

    โดย ณ เดือนพฤษภาคม การเดินทางจากเม็กซิโกมายังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ในปี 2025 ตามข้อมูลของสำนักงานการเดินทางและการท่องเที่ยวแห่งชาติ

    หากดูจำนวนนักท่องเที่ยวจากอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้น 20% และจากบราซิลเพิ่มขึ้น 4.6% นับตั้งแต่ต้นปี โดยรวมแล้ว การเดินทางจากอเมริกากลางเพิ่มขึ้น 3% และจากอเมริกาใต้เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับการลดลง 2.3% จากยุโรปตะวันตก

    ขณะที่จีน จำนวนนักท่องเที่ยวยังคงลดลงนับตั้งแต่เกิดการระบาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคมยังคงต่ำกว่าระดับปี 2019 ถึง 53% ค่าธรรมเนียมวีซ่ายังส่งผลกระทบต่อการเดินทางจากอินเดีย ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 2.4% ในปีนี้ เนื่องจากจำนวนนักศึกษาลดลงเกือบ 18%

    สำหรับบางคน ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจะมีผลเป็นเพียงค่าใช้จ่ายอีก ส่วนหนึ่งในการเดินทางสู่สหรัฐอเมริกาที่มีราคาแพงอยู่แล้ว

    “สหรัฐอเมริกามีการคัดเลือกนักท่องเที่ยวมาโดยตลอด หากฐานะทางการเงินของคุณไม่ดีพอ การขอวีซ่าก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว” ซู ชู ผู้ก่อตั้งบริษัท Moment Travel ในเฉิงตูของจีนกล่าว

    เจมส์ คิทเช่น ตัวแทนท่องเที่ยวและเจ้าของ Seas 2 Day & Travel กล่าวว่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองที่สูงขึ้น นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ จึงกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นในต่างประเทศ 

    ภาพ: cmart7327 / Getty Images 

    อ้างอิง: 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-visa-fee-increase-2025-travel-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tdzRgBXjL1QAE-b9GC21o

  • “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    “หล่มสัก” ยังอ่วม เขตเศรษฐกิจน้ำท่วมสูง รร.หลายแห่งสั่งปิด

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    ความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหล่มเก่า ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว และอำเภอหล่มสัก ล่าสุดจนถึงขณะนี้สถานการณ์พื้นที่อำเภอหล่มเก่า น้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว โดยมวลน้ำทั้งหมดซึ่งไหลมาจาก เขาน้ำพุง จังหวัดเลย และเขา ศิลา-ตัดกลอย ซึ่งไหลลงมาสมทบในพื้นที่แม่น้ำป่าสัก และลำน้ำพุง โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาในพื้นที่ไม่มีฝนตกหนักจึงทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ถนนหลายสายรถเล็กเริ่มสุญจรได้ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวัง

    ส่วนพื้นที่อำเภอหล่มสัก ล่าสุดที่บริเวณบ้านสักงอย ปริมาณน้ำจากอำเภอหล่มเก่า ได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน รวมทั้งถนนหลายสายภายในหมู่บ้าน ทำให้รถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ระดับน้ำมีความความลึกของน้ำ อยู่ที่ 60-70 เซนติเมตร และตัวอำเภอหล่มสัก ทั้งบริเวณพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้

    ส่วนพื้นที่ย่านเศรษฐกิจ และชุมชนโดยรอบ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง บางจุด น้ำจากแม่น้ำป่าสัก ได้เอ่อล้นข้ามผนังกั้นน้ำ แม่น้ำป่าสัก ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ตำบลตาลเดี่ยว จนรถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ นอกจากนี้ชุมชนวัดทุ่งจันทร์สมุทร ชุมชนอ่ากกโก ชุมชนท่ากกแก ซึ่งเป็นชุมชนรอบย่านเศรษฐกิจของอำเภอหล่มสัก ระดับน้ำยังท่วมสูงถนนหลายสายรถไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เนื่องจากน้ำมีระดับความลึกเกิด 60 เซนติเมตร ที่บริเวณ 4 แยกบ้านไร่ ปริมาณน้ำยังคงท่วมสูง ส่วนถนนสายหล่มสัก-บ้านติ้ว ถูกนำท่วมสูงราว 40-50 เซนติเมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 300 เมตร ทำให้การสัญรไปมายากลำบาก รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

    น้ำจากแม่น้ำป่าสักได้เอ่อล้นเข้าท้วมเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนเศรษฐกิจชั้นใน พื้นที่เทศบาลหล่มสัก ทำให้ถนนหลายสายในตลาด รถเล็กต้องใช้ความระมัดระวังในการขับจรไปมาได้ ขณะที่โรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่อำเภอหล่มสัก ก็ต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน เนื่องจากบางโรงเรียนถูกน้ำท่วมสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000083543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MuTGqIMB5yLqkXspGGYok

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    1 กันยายน 2568 17:22 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 1 ก.ย.68

    – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้ขณะนี้การเมืองในประเทศจะเข้าสู่ช่วงสุญญากาศ แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหางบประมาณสะดุด ไม่ว่าหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม โดยมั่นใจว่างบประมาณรายจ่ายปี 2569 จะยังเดินหน้าได้แน่นอน ซึ่งปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกระบวนการในชั้นนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน

    – นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน และสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน เผยแพร่มาตรฐานความปลอดภัยอาหารแห่งชาติสำหรับนมเปรี้ยวและผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่งฉบับใหม่  โดยมาตรฐานใหม่มีสาระสำคัญหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1 คำจำกัดความของนมเปรี้ยว และผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวปรุงแต่ง,2. ข้อกำหนดการใช้นมข้นเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตนมเปรี้ยวในอุตสาหกรรมอาหาร ,3.ข้อบ่งชี้ทางกายภาพ และเคมีในส่วนของความเป็นกรดสำหรับนมเปรี้ยว และ4. เงื่อนไขปริมาณไขมันของนมแต่ละประเภท ได้แก่ ไขมันพร่องมันเนย ไขมันพร่องมันเนยบางส่วน  หรือไขมันทั้งหมด

    – นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลอดเดือนกันยายน 2568 จะลงพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนของกรมฯ 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อนำข้อเสนอแนะที่ได้รับมาดำเนินการตามความต้องการและให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย ‘พาณิชย์พึ่งได้’ ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้หน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการแขนงต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QW_lZmIjb3b3T_SG3e1yf

  • ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ไทยอาการโคม่า! ‘เอกชน’ หวัง ‘นายกฯ-รัฐบาลใหม่’ แก้เศรษฐกิจอันดับแรก

    ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป และประธานบริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ในตอนนี้เป็นความท้าทายทางการเมืองที่วนกลับมาอีกครั้ง หากได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคเดิม รูปแบบการบริหารจะเป็นเหมือนเดิมที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่น นโยบายต่างๆ ก็ไม่มีผลงานปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นแล้วยุบสภา นั่นหมายถึงการยอมรับว่าเสียงของฝ่ายตรงข้ามมีมากกว่า

    “ในมุมมองส่วนตัวหากเกิดการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ประเมินว่าพรรคเดิมอาจกลับมาเป็นรัฐบาลได้ยาก แต่ไม่ว่าจะใครก็ตามที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลในตอนนี้ ต้องมาอย่างถูกต้อง เป็นความหวังของประชาชน ต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคและปัญหาที่สะสมอยู่ให้คลี่คลาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการต่างประเทศในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสองอันดับแรกที่ต้องทำให้เร็วที่สุด”

    ด้าน นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง รายใหญ่ในภาคอีสาน กล่าวว่า ในตอนนี้ต้องมองข้ามคนคุณสมบัติหรือลักษณะของคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพราะประชาชนเลือกไม่ได้ แต่ 3 ขั้วพรรคการเมืองสีแดง น้ำเงิน และส้ม มีตัวแปรสำคัญคือพรรคสีส้ม และเดาว่าอาจได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากพรรคสีน้ำเงิน พร้อมเดิมพันภายใต้กรอบเวลา 4-6 เดือน ซึ่งจะต้องนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ เพราะหากพรรคสีส้มเลือกพรรคสีแดง รัฐบาลชุดเดิมคงดำเนินงานต่อจากเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    หลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องแก้ไขคือเรื่องเศรษฐกิจที่ติดลบมานานนับปี สวนทางกับการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านซึ่งสามารถเปรียบเทียบกันและเห็นภาพได้ชัดมาก และวิธีคิดวิธีการบริหารแบบเดิมโดยใช้นโยบายแจกเงินไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปแล้ว การดึงศักยภาพของประชาชนออกมาพัฒนาตัวเองและเปลี่ยนโครงสร้างบริหารน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

    “ยอมรับว่าในฐานนะประชาชนคนธรมดาแลผู้ประกอบการธุรกิจ เคยมีความหวังว่าพรรคสีแดงที่ได้ขึ้นมาเป็นนรัฐบาลจะดี ช่วยให้ประชาชนลืมตาอ้าปกได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง ผิดหวัง และกระแสความนิยมของพรรคสีแดงก็เริ่มลดลงแล้ว หากได้เลือกตั้งอีกครั้งอยากได้พรรคสีสมเข้ามาบริหารจริงจัง แม้จะยังมีข้องกังขาหลายอย่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้พรรคสีส้มเติบโตขึ้น โดยมีพรรคสีน้ำเงินและพรรคอื่นๆ คอยปรามไว้”

    แน่นอนว่า สิ่งที่พรรคส้มต้องทำหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคตคือการทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่มุ้งแก้กฎหมาย 112 แก้กฎเกณฑ์หาร หรือแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว เพราะประเด็นเหล่านี้ค่อนข้างอ่อนไหว ทำให้ประชาชนทุกเจนเนอร์เรชั่นมีความเห็นต่างและเกิดความแตกร้าวในสังคม นอกจากนี้ ยังต้องวางตัวเป็นกลางในเวทีโลก โดยเฉพาะระหว่างอเมริกาและจีน

    “อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในตอนนี้เหมือนคนป่วยอาการโคม่า ชาวบ้านเงินฝืดจนแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ซ้ำยังมีปัญหากับกัมพูชาอีก ซึ่งผลกระทบกับตกอยู่กับประชาชนทั้งสิ้น ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและทำให้คนอิ่มท้องจะเป็นหนทางให้ประเทศไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637675&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X8_RQxkpUMf8fy3-0FRk1

  • แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า พี่น้องชาวนาทั่วประเทศเตรียมรับเงินในโครงการไร่ละ 1000 ได้เลย เพราะขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มโอนเงินให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแล้วครับ โดยจะแบ่งเป็นเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละภูมิภาค  ดังนี้  

    • 1 ก.ย. 68 โครงการนาปรัง ปี 2568 เกษตรกร 769,461 ราย มูลค่ารวม  6,280 ล้านบาท (ทั่วประเทศ)
    • 2 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 286,831 ราย มูลค่ารวม 2,459 ล้านบาท (ภาคเหนือ)
    • 3 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 1,291,298 ราย มูลค่ารวม 10,586 ล้านบาท (ภาคอีสาน)
    • 4 ก.ย. 68 โครงการนาปี 2568 เกษตรกร 137,478 ราย มูลค่ารวม 1,254 ล้านบาท (ภาคอื่น ๆ)

    โดยสรุปผลการโอนจนถึงวันนี้ คือ โครงการนาปี 2568 เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้งสิ้น 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299, 767,923 บาท

    แจกเงินไร่ละ 1000 ‘ธ.ก.ส.’ เริ่มโอนวันนี้ ให้เกษตรกร 2.4 ล้านคน

    และรวมทั้ง 2 โครงการ มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580,146,640 บาท

    สำหรับรายละเอียดดังกล่าว เป็นข้อมูลชุดแรก ที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ  ซึ่งส่วนที่เหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. ต่อไป เนื่องจากทางกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอีกครั้งก่อน

    “ผมยืนยัน ว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องครัวเรือนให้แก่พี่น้องชาวนาทั่วประเทศ“ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GN_Dy4mifRXEWmZ2ONVPf

  • เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    เศรษฐกิจ

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    ตำแหน่งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงทันที กระแสการเมืองไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ไม่เพียงแต่เกมชิงอำนาจ แต่ยังโยงไปถึง “นโยบายเศรษฐกิจ” ที่อาจสะดุด

    • การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายฉบับที่กำลังผลักดันอยู่
    • นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมีความเสี่ยงสูงที่จะสะดุดหากมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ขณะที่โครงการแลนด์บริดจ์และหวยเกษียณมีโอกาสสูงที่จะเดินหน้าต่อได้
    • กฎหมายเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ.ศูนย์กลางการเงิน และ พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ ยังอยู่ในกระบวนการทางสภาฯต้องจับตาการผลักดัน
    • เงื่อนไขการยุบสภาฯใน 4 เดือนยังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้กฎหมายบางฉบับไม่ทันการพิจารณาในสภาฯ 

    การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ที่อาจส่งผลต่อการสลับเปลี่ยนขั้วการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหลายฉบับที่รัฐบาลกำลังอยู่ในระหว่างผลักดันให้ออกมามีผลบังคับใช้

    “ทีมข่าวเศรษฐกิจกรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมนโยบาย และกฎหมายสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่อาจจะต้องสะดุดลง หรือต้องรอการทบทวนจากรัฐบาล โดยมีหลายเรื่องที่ต้องรอลุ้นว่าจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ ได้แก่   

    1. นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเดิมมีกำหนดที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.68 นี้ โดยได้มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนแล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค.68 ที่ผ่านมา ก่อนที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมได้ออกมาขอโทษประชาชน และยอมรับว่าไม่ทันในวันที่ 1 ต.ค.68 แต่จะขอเลื่อนไปเป็น 15 พ.ย.68 นี้

    ทั้งนี้กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และพ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.) ได้ผ่านความเห็นชอบจากของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร (กมธ.สส.) ครบทุกมาตราแล้ว และผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามขั้นตอน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้นับได้ว่าเป็นนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งที่ผ่านมามีบางพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยในหลักการของกฎหมายนี้ ซึ่งต้องจับตาว่าหากการเมืองเปลี่ยนขั้วการนำจากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคภูมิใจไทยนั้นนโยบายนี้จะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    2. นโยบายแลนด์บริดจ์ ถือเป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โครงการสำคัญที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นฮับการขนส่งทางเรือที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งจะมีการลงทุนที่เกี่ยวข้องมากกว่า 1 ล้านล้านบาท

    โดยโครงการนี้ความคืบหน้าล่าสุดนั้นอยู่ระหว่างที่กระทรวงคมนาคมได้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายนี้แล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุม ครม.เพื่อนำเข้าสู่สภาฯตามขั้นตอนโดยมีไทม์ไลน์การขับเคลื่อนกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนจะเริ่มเปิดประมูลโครงการในปี 2569

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    โดยขั้นตอนของการผลักดัน พ.ร.บ.SEC ถือว่ามีความสำคัญเพราะจะเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดนโยบาย และแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคใต้อย่างครอบคลุม 14 จังหวัด รวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์ ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการนี้จะเป็นไปตามไทม์ไลน์ได้หรือไม่ต้องจับตาหลังจากนี้ อย่างไรก็ตามโครงการแลนด์บริดจ์นั้นถือเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย จึงมีโอกาสสูงที่โครงการนี้จะสามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้ไม่ว่าการเมืองจะพลิกขั้วหรือไม่ก็ตาม

    3. นโยบายหวยเกษียณ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้าเพื่อสร้างหลักประกันในการออมให้กับประชาชน โดยนโยบายนี้ใช้การปรับแก้กฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ… โดยล่าสุดสถานะของกฎหมายได้ผ่านวาระที่ 1 ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา และมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 21 คน ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีไทม์ไลน์ในการจะเริ่มจำหน่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

    เช็กลิสต์ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ ลุ้นรัฐบาลใหม่เคาะ ไปต่อหรือไม่?  

    สถานะของกฎหมายฉบับนี้ที่จ่อที่จะผ่านชั้นการพิจารณาของสภาฯ รวมทั้งที่ผ่านมาการลงคะแนนเสียงในสภาฯ ของ สส.และสว.มีการสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้อย่างท่วมท้น น่าจะทำให้นโยบายนี้สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะมีการพลิกเปลี่ยนขั้วการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาลหรือไม่ก็ตาม

    4. พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ… โดยกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับสำคัญที่กระทรวงการคลังภายใต้การบริหารงานของพรรคเพื่อไทยผลักดันเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub) โดยจะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (One Stop Authority: OSA) เป็นหน่วยงานเบ็ดเสร็จ ครบวงจร และโปร่งใส ในการพิจารณาใบอนุญาต กำกับดูแล และส่งเสริมธุรกิจทางการเงินที่ให้บริการแก่ชาวต่างชาติเท่านั้น โดยจะให้บริการครอบคลุมธุรกิจการเงิน 8 ประเภท เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการเงิน

    ปัจจุบันสถานะทางกฎหมายของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ครม.ได้มีการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ค.68 ที่ผ่านมาหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมายแล้วเสร็จ โดยร่างกฎหมายได้ถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

    และ 5. พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ…ที่ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ที่จะเป็นกลไกสำคัญทำให้ประชาชน และ SMEs เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดย NaCGA จะทำหน้าที่ประเมิน และค้ำประกันเครดิตให้แก่ผู้ขอสินเชื่อโดยตรง แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์หรือเครดิตบูโรแบบเดิม

    โดยสถานะของกฎหมายฉบับนี้ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2568  ปัจจุบัน “ร่าง พ.ร.บ. NaCGA” ได้ถูกส่งต่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างต่อไป จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป โดยกระทรวงการคลังได้กำหนดให้เรื่องนี้มีความเร่งด่วน โดยต้องจับตาดูว่าในที่สุดแล้วกฎหมายฉบับนี้จะสามารถผลักดันออกมาให้มีผลบังคับใช้ได้หรือไม่

    นอกจากนั้นยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.แต่ยังไม่ได้บรรจุเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาบางฉบับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. … ที่เสนอโดยกระทรวงพลังงาน ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะและมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นต้น

    ที่สำคัญยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีกับสหรัฐโดยเฉพาะเรื่องของการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐที่เป็นเรื่องของพิกัดภาษีศุลกากรอีกนับหมื่นรายการ ที่จะต้องผ่านความเห็นชอบทั้งจาก ครม.และรัฐสภา ซึ่งเป็นวาระสำคัญของคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

    อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่กำหนดในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยพรรคประชาชนที่ให้มีการยุบสภาฯ ใน 4 เดือนหลังจากวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ จะถือเป็นเงื่อนเวลาที่เป็นข้อกำหนดสำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐสภาด้วย หากไม่สามารถพิจารณาได้ทันแล้วมีการยุบสภาฯ ก่อนกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯ ต้องเป็นอันตกไป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZB3eRQR5m8RLWPhCmed3u