Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    ชื่นมื่น! ส.อ.ท. ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน หลังนำทัพ ว่าที่ ครม. ถกหารือ เอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ หวังประเทศไทยเดินหน้า

    #อนุทิน #เศรษฐกิจ #นายก #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2N_xpo3LpQbA6Jhrh0fd

  • ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    โดยได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ”

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ และขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย ณ เดือนมิ.ย. ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มเอสเอ็มอีคิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อเอสเอ็มอี) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ตนขอสะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าเข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tqwh8aY8BeESVzUWYk4Gu

  • อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    เบื้องต้น นายอนุทิน กล่าวว่าในที่ประชุมว่า วงนี้จริงๆก็เป็นวงพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานานแล้ว วันนี้ในฐานะที่ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนายกฯ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย แม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยมีการประสานประสานกันกับสภาอุตสาหกรรมฯ เพราะรัฐบาลและผู้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต้องไปคู่กัน แยกกันไม่ได้ เราต้องเอาภาคเศรษฐกิจมาขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่งในมิติอื่นๆ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี และสังคมจะได้มีความสุข

    #บอยชิงร้อย #เศรษฐกิจ #รัฐมนตรี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_4n2rZirHwZn8JoSE-uJf

  • จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    วันนี้ (15 กันยายน พ.ศ. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ณ ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย 

    ทั้งนี้ การประชุมมุ่งประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ

    • การเตรียมรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก
    • ข้อเสนอเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย เช่น ผลักดันแนวนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, GO Green
    • มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในเรื่องสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    • การแก้ปัญหาการค้าชายแดน และสินค้าทุ่มตลาด/สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qa6k4HfuqgS4uECzfeiB2

  • ส.อ.ท.ชี้ค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ยัน 34-35 บาทเหมาะสม

    ส.อ.ท.ชี้ค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ยัน 34-35 บาทเหมาะสม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ 

    โดยค่าเงินควรจะอ่อนค่า แต่กลับแข็งค่า ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีการพูดถึงการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาที่มีสัดส่วนที่สูงมากผิดปกติ 

    การเร่งการส่งออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจมีความต้องการใช้บาทสูง หรือมีบางอย่างในโครงสร้างหรือไม่ ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไปพิจารณาให้ละเอียด 

    “ล่าสุดทราบว่า ธปท.ได้เชิญผู้ค้าทองคำมาพบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี วันนี้หากแก้ไขไม่ตรงจุด จะเหนื่อยและไม่ได้ผล แต่หากรู้ปัญหาแก้ได้ตรงจุดถึงจะได้ผล โดยเฉพาะการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาที่มีสัดส่วนสูงผิดปกติ ต้องดูละเอียดมากว่าคนซื้อคือใคร มีความผิดปกติหรือไม่ โดยยืนยันว่า ส.อ.ท.พร้อมที่จะร่วมทำงานกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับค่าเงินบาทที่เหมาะสมนั้น ในฐานะผู้ส่งออกต้องการให้เงินบาทอ่อนค่ามากๆ แต่ทั้งนี้จะต้องสร้างสมดุลในเรื่องของการนำเข้าด้วย

    ซึ่งเงินบาทหากอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะอยู่ในระดับที่สมดุลระหว่างส่งออกและนำเข้า แต่ก็ต้องดูประเทศเพื่อนบ้านด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Px2zZEcGOmSdH5lwB3PUK

  • ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ | เดลินิวส์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ | เดลินิวส์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์

    ‘กมธ.เศรษฐกิจฯ-กมธ.กฎหมายฯ วุฒิสภา’ ชงแก้ปัญหา ‘ระยะสั้น-กลาง-ยาว’ ปมอายัดบัญชีกระทบผู้บริสุทธิ์ หวังลดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่นของสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5114634/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Kdle8TbPD649QPIbvPU_k

  • ค้าปลีกไทย ชง ‘Quick Win’ ถึงรัฐบาลอนุทิน เสนอ 3 ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปลายปี

    ค้าปลีกไทย ชง ‘Quick Win’ ถึงรัฐบาลอนุทิน เสนอ 3 ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปลายปี

    ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในช่วงจัดทำนโยบายและทีมเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน หรือ ‘Quick Win’ เพื่อให้รัฐบาลพิจารณานำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี

    ทางสมาคมฯ มองว่าภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท ถือเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ ของเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากเป็นกลไกที่เชื่อมโยงทั้งภาคการผลิต การบริการ และการจ้างงานประชาชนนับล้านชีวิต การกระตุ้นภาคส่วนนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้แสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทีมงานมีศักยภาพที่จะกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

    สำหรับมาตรการที่สมาคมฯ เสนอไปนั้นถูกออกแบบมาให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และแรงงานทุกระดับชั้น เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ

    ข้อเสนอแรกมุ่งเน้นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันหลายทอด หรือที่เรียกว่า ‘Multiplier Effect’ ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    โดยเสนอให้ดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เวอร์ชันอัปเกรด ซึ่งทางสมาคมฯ มองว่าจะเป็น ‘ยาแรง’ ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมานานได้อย่างตรงจุด โดยเสนอให้ขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกประเภทร้านค้า และเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) 

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้เดินหน้าโครงการ ‘Easy e-Receipt’ เฟส 2 ในช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไฮซีซั่น โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 100,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 1 แสนล้านบาท

    ข้อเสนอที่สองมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็น ‘Shopping Paradise’ สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเสนอให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากปัจจุบันที่สูงถึง 20-30% ซึ่งสูงสุดในภูมิภาคอาเซียนลงมาอยู่ที่ประมาณ 10-15% 

    การปรับลดภาษีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวหันมาจับจ่ายซื้อสินค้าในประเทศไทยมากขึ้น นอกเหนือจากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวชมธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีอัตราภาษีดังกล่าวเป็น 0% ได้ดีขึ้น

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    ข้อเสนอสุดท้ายคือการกระตุ้นการจ้างงานผ่านนโยบาย ‘การจ้างงานรายชั่วโมง’ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มนักศึกษาและผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทยในภาพรวม

    ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-retail-quick-win-economic-boost/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09JQNZHELBR6QaUiN5n9m3

  • ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ  คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    เศรษฐกิจ

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ คนละครึ่ง – ลดค่ารถไฟฟ้า – แก้หนี้เกษตร

    15 ก.ย. 2025 เวลา 6:01 น.

    ส่องนโยบายควิกวิน “รัฐบาลอนุทิน” ยึดกรอบทำทันที มอบ “เอกนิติ” ออกแบบมาตรการบนเงื่อนไขงบประมาณที่มี หวังคนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    • ส่องนโยบายควิกวิน “รัฐบาลอนุทิน” ยึดกรอบทำทันทีมอบ “เอกนิติ” ออกแบบมาตรการบนเงื่อนไขงบประมาณที่มี หวังคนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ 
    • เล็งส่งเม็ดเงิน 1.2 หมื่นล้าน ลงกองทุนหมู่บ้าน 
    • เล็งซอฟต์โลนช่วยภาคเกษตร 
    • วางแนวทางลดค่ารถไฟฟ้า 30-40% ลุยลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าหน่วยละ 3.94 บาท

    รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลที่มีระยะเวลาในการบริหารจำกัดภายใต้ข้อตกลงทางการเมืองกับพรรคประชาชน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    ดังนั้นการออกแบบนโยบายมุ่งหวังที่จะทำได้ทันที โดยเป้าหมายพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 ขณะเดียวกันมีเป้าหมายทางการเมืองที่จะนำไปสู่การชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าได้ 4 ปี

    ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ออกมาระบุถึงนโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน โดยด้านเศรษฐกิจจะเร่งดำเนินมาตรการ “ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ” ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ รวมถึงจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย และหามาตรการมาเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ และประชาชน รวมถึงทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรงขึ้น

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคเตรียมชุดมาตรการเศรษฐกิจที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว โดยมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำชุดมาตรการ และรายละเอียดทั้งหมดเป็นแพ็กเกจที่จะประกาศใช้ได้ทันที 

    ทั้งนี้ มาตรการจะมีหลายด้านทั้งการลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนอกจากจะมีมาตรการคนละครึ่งแล้ว จะมีมาตรการที่เกี่ยวข้องภาคการท่องเที่ยว และการช่วยเหลือเกษตรกร โดยทั้งหมดจะพิจารณาถึงความพร้อมของงบประมาณที่มี และเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วมั่นใจว่านโยบายจะเดินหน้าได้ทันที

    แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ปัจจุบันร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลได้จัดทำเสร็จแล้ว โดยจะปรับแก้เล็กน้อยก่อนจะแถลงนโยบาย ขณะที่ชุดมาตรการเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยเน้นมาตรการทำได้ทันที โดยนายอนุทินให้แนวคิดว่าต้องเป็นมาตรการที่ประชาชนชื่นชอบเข้าถึงได้ ใช้งบประมาณอย่างเหมาะสม และไม่เป็นภาระทางการคลังมากจนเกินไป 

    ควิกวินอนุทินฟื้นเศรษฐกิจ  คนละครึ่ง - ลดค่ารถไฟฟ้า - แก้หนี้เกษตร

    สำหรับชุดมาตรการที่ออกมาอาจเป็นลักษณะนำมาตรการที่ใช้แล้วได้ผลในอดีตมาใช้ทันที โดยปรับปรุงให้มีลูกเล่นเพิ่มขึ้นหรือเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค และหน่วยงานราชการที่เข้ามาช่วยร่างนโยบาย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่การประชุมนโยบายพรรคเดือน ส.ค.2568 โดยเปิดรับมุมมองจากภายนอกด้วย

    คนละครึ่งมาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แหล่งข่าว ระบุว่า นโยบายรัฐบาลใหม่ครอบคลุมการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดค่าครองชีพ และการเพิ่มรายได้เศรษฐกิจฐานรากชุมชน และช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นได้ 

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” โฉมใหม่จะเป็นนโยบายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพิจารณาวงเงินให้มีขนาดใหญ่พอสมควร โดยจะครอบคลุมทั้งกลุ่มคนที่ยื่นแบบภาษี และไม่ยื่นแบบภาษี โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษี 11 ล้านคน จะได้รับการสนับสนุนการซื้อสินค้าจากภาครัฐ 60% และร่วมจ่ายเองอีก 40% ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ยื่นแบบภาษีจะได้สิทธิในอัตรา 50:50 เหมือนกับโครงการเดิม 

    ส่วนข้อเสนอที่ให้เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายจาก 150 บาท เป็น 200 บาทต่อวัน จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

    ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง เคยทำโครงการคนละครึ่งที่มีขนาดโครงการขนาดใหญ่ที่สุด คือ ระยะที่ 3 มีผู้ร่วมโครงการ 31 ล้านคน โดยภาครัฐให้วงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ใช้งบประมาณ 93,000 ล้านบาท ครอบคลุมระยะเวลาใช้จ่ายเดือนก.ย.- ธ.ค.ส่วนโครงการคนละครึ่งครั้งนี้จะปรับปรุงเพื่อใช้เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งนี้ได้เช่นกัน

    เดินหน้าส่งเม็ดเงินลงชุมชน 

    สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งเป็นอีกโครงการที่ทำได้รวดเร็วเพราะมีกลไกกองทุนหมู่บ้านและชุมชน ที่แบ่งขนาดเติมเงินให้หมู่บ้านตามโครงการ SML และรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งงบประมาณไว้ 12,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะดูความเป็นไปได้ในการใช้ช่องทางนี้ในกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำเม็ดเงินลงไปสู่ชุมชนได้รวดเร็ว

    ส่วนนโยบายการสนับสนุนการท่องเที่ยวนั้นถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะมีโครงการเพื่อฟื้นภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่จะมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งจะเป็นรูปแบบที่เคยทำมาแล้วในรูปแบบโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นโครงการที่เข้ามาเสริมก่อนที่ช่วงท่องเที่ยวจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในช่วงปลายปี

    เล็งซอฟต์โลนช่วยภาคเกษตร 

    ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่จะผลักดันให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากมาตรการทางการคลังที่จะออกมาจะมีการพิจารณาวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาผลผลิตตกต่ำ 

    รวมทั้งขณะนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการหารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และพิจารณาดูรูปแบบของสินเชื่ออยู่ว่าจะเป็นมาตรการในลักษณะใด

    วางแนวทางลดค่ารถไฟฟ้า 30-40%

    สำหรับมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่รัฐบาลใหม่จะไม่ใช้มาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพราะเป็นภาระต่องบประมาณระยะยาว และเป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืน โดยต้องใช้งบประมาณอุดหนุนปีละ 8,000-9,000 ล้านบาท 

    ประกอบกับเครือข่ายรถไฟฟ้าปัจจุบันขยายออกไปถึงชานเมืองทำให้บางครั้งค่าอุดหนุนรถไฟฟ้าต่อเที่ยวเพื่อให้ทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทต่อสายได้จริง จะใช้เงินอุดหนุนเที่ยวละกว่า 50 บาท 

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ผ่านรัฐสภา พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เปิดช่องให้รัฐบาลเจรจาต่อรองผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าในการกำหนดค่าโดยสารให้ลดราคาลง โดยมีเป้าหมายลดลง 30-40% มั่นใจว่ารัฐบาลจะใช้กลไกของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ในการเจรจาแบ่งรายได้ระหว่างผู้ให้บริการลดไฟฟ้า ลดปัญหาการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในการเปลี่ยนสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าโดยสารสูงเกินจำเป็น

    “ส่วนที่เจรจากับผู้รับสัมปทานนั้นคือ ค่าแรกเข้าระหว่างรถไฟฟ้าแต่ละสายที่ 15-17 บาท ขึ้นกับรถไฟฟ้าแต่ละสาย หากเจรจาไม่ต้องเก็บหรือลดลงได้จะลดค่าโดยสารลดไฟฟ้าลงได้มาก ซึ่งประเมินเบื้องต้นพบอาจลดลงได้ 35-40 บาทตลอดสาย และหากต้องใช้งบประมาณอุดหนุนคงใช้บางส่วนแต่ไม่สูงมากเหมือนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”

    มอบพลังงานศึกษาลดค่าไฟ

    ส่วนมาตรการลดค่าครองชีพในส่วนการลดค่าไฟฟ้าจากปัจจุบันอยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย และจากเดิมจะตรึงราคานี้ไปจนถึงเดือนธ.ค.2568 โดยหากทำได้จะลดค่าไฟฟ้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ และดูแลให้งวดเดือนม.ค.- เม.ย.2569 ลดลงเพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยมอบหมายให้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดูแนวทางที่จะลดค่าไฟฟ้าลง

    สำหรับโครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์ระยะยาวนั้นโครงการที่รัฐบาลนี้จะทำนั้น คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) 

    ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่เนื่องจากสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ผลักดันกฎหมายต่อเนื่อง และจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาแลนด์บริดจ์

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wGpmP-FI6F8ieVZLfSdpi

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที

    ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กำลังจัดทำนโยบายและฟอร์มทีมเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยประกาศชัดว่าจะเร่งมาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า 3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะสำคัญ สำหรับการออกมาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างแรงส่งที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท และเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงการผลิต การบริการ และการ จ้างงานนับล้านชีวิต สมาคมฯ จึงขอนำเสนอนโยบาย Quick Win เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล

    2423147

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า “สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอแสดงความยินดีกับ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่และทีมงานที่มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงานเพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอเสนอชุดมาตรการเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและคาดว่าจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    1. กระตุ้นการจับจ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost)

    เพื่อสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด สมาคมฯ ขอเสนอมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีทันที 

    • โครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันอัปเกรด จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ขยายผลครอบคลุม ทุกประเภทร้านค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความสะดวกในการจับจ่ายของประชาชนได้ทุกที่ที่ต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและพฤติกรรมการบริโภค       ในปัจจุบัน
    • โครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ควรเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ ร้านค้า และส่งเสริมให้ ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    2. ส่งเสริมไทยเป็นสวรรค์แห่งการช้อปสำหรับนักท่องเที่ยว (Shopping Paradise)

    เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค สมาคมฯ เสนอมาตรการดังนี้

    • ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์สูงถึง 20–30% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์เท่ากับ 0% สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐลดอัตราภาษีนำเข้าลง เหลือราว 10–15% เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในการช้อปปิ้ง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถานที่สำคัญของไทย
    • มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ทดลอง คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทันที เพิ่มโอกาสในการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
    • ขยายระยะเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซีย เสนอ ขยายระยะเวลาวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ภาคท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    3. กระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน

    • การจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทย

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิต SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง สมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/943091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oi4L2GkU4-j0lJyuvB44e

  • ‘อนุทิน’ ร่วมถก ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    ‘อนุทิน’ ร่วมถก ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    ‘อนุทิน’ นายกรัฐมนตรี ร่วมหารือ ‘ส.อ.ท.’ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีหลังโปรดเกล้าฯ ยันแก้ปมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านกลไกการทหารและการทูตควบคู่กัน

    วันนี้ (15 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ได้มีโอกาสรับฟังความต้องการ ปัญหาและข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ตลอดจนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยให้เข้มแข็ง จนกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน

    อนุทินยอมรับว่า ปมความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นอุปสรรคต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่บ้าง แต่ยืนยันชัดเจนว่า จะยังคงปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาต่อไป เนื่องจากประเด็นดังกล่าวต้องอาศัยแนวทางด้านการทหาร และการทูตในการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และยังต้องรอให้รัฐบาลเริ่มงานได้เสียก่อน

    นอกจากนี้ อนุทินยังกล่าวอีกด้วยว่า ต้องเร่งแก้ไขปัญหาสกุลเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยฝากให้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับทาง ส.อ.ท. หลังการประชุมในวันเดียวกัน

    พร้อมกันนี้ อนุทินเผยอีกว่า ได้รับทราบและมีการตรวจสอบกระแสการส่งออกทองคำ โดยมอบหมายให้ ดร.เอกนิติ ดำเนินการหาข้อเท็จจริง หากพบสิ่งผิดปกติก็พร้อมดำเนินการทางกฎหมายต่อไป 

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อนุทินกล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว หากสามารถเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินได้ตามเวลาที่กำหนดก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งอนุทินย้ำว่าจะรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีเสียงเรียกร้องให้ชะลอโครงการจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

    อนุทินย้ำว่า พร้อมรับฟังทุกฝ่าย แต่ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงว่า ภายใต้ระยะเวลาการบริหาร 4 เดือนนี้ จะดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ในรูปแบบใด

    โดยกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่เพียงแค่ตัวเลขความคุ้มค่าของการลงทุน แต่ยังต้องมองไปยังอนาคต ซึ่งหมายถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบ อยู่ตรงกลางและเป็น ‘ไข่แดงของอาเซียน’ และมีโอกาสอีกมากที่จะใช้ความได้เปรียบดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

    สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทินแจ้งว่า รายชื่อนิ่งและครบ 100% แล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการตรวจประวัติ ก่อนขึ้นทูลเกล้าฯ คาดสามารถทูลเกล้าฯ ได้ภายในสัปดาห์นี้

    ส่วนระยะเวลาของการโปรดเกล้าฯ ลงมานั้น อนุทินระบุว่า ต้องสุดแล้วแต่พระราชวินิจฉัย แต่เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการถวายสัตย์ปฏิญาณ และจะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยมีการเตรียมการเรื่องนโยบายไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ทั้งนี้ อนุทินระบุว่า ได้มีการพูดคุยหารือถึงแผนการรองรับภาคธุรกิจแล้ว โดย ประธาน ส.อ.ท. จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดอีกที

    ส.อ.ท. วอนรัฐฯ เริ่มแก้ปัญหาทันทีหลังโปรดเกล้าฯ

    ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวหลังการหารือว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ซึ่งได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ โดย ส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอให้แก่ภาครัฐแก้ไขทันทีหลังรับตำแหน่ง ดังนี้

    เร่งปรับ Supply Chain สร้างความเข้าใจ RVC

    สำหรับมาตรการภาษีแบบตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเก็บอัตราภาษีส่งผ่าน (Transshipment) กับสินค้าไทยในอัตราเท่าไรนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ 

    รวมถึงจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย 

    พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    เร่งช่วย SME เสริมสภาพคล่อง

    สำหรับสถานะของ SME ไทยที่เผชิญกับความเปราะบางอย่างรุนแรง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส.อ.ท. ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ซึ่งประกอบด้วย 

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้ SME ที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน 

    สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับ SME ที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL 

    และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    เร่งปรับโครงสร้างค่าไฟ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568  

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    เร่งแก้ปัญหาชายแดน

    สำหรับปมการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ส.อ.ท. ได้เสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    ระยะเร่งด่วน เพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ พิจารณาเปิดด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมถึงเยียวยาผู้ประกอบการ โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้ 

    สำหรับระยะสั้น เสนอให้รัฐปล่อย Soft Loan ให้กลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา 

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    เร่งตรวจสอบธุรกรรมทองคำ อาจเอี่ยวทุนเทา

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งแข็งค่ามากกว่าปกติจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน 

    พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-ftith-economic-discussion/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QpxlA8q6U743NQvKJ7d_q