Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถึงเวลารื้อระบบการศึกษาไทยพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ไม่ตอบโจทย์อนาคต | เดลินิวส์

    ถึงเวลารื้อระบบการศึกษาไทยพัฒนาทุนมนุษย์ไทย ไม่ตอบโจทย์อนาคต | เดลินิวส์

    60 ปีผ่านไปวันนี้กระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีงบประมาณเกิน 500,000 ล้านบาท ไปแล้ว มากกว่าหลายประเทศในยุโรป และประเทศใน OECD ที่มีคุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลก แต่คุณภาพการศึกษาไทยดิ่งเหวสวนทางกับงบประมาณที่สูงขึ้นทุกปี นี่ยังไม่นับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงเรื่อย ๆ การใช้งบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ เป็นแหล่งทุนสีเทาให้กับเหลือบไรที่เกาะกินระบบการศึกษาไทย เกิดคดีทุจริตประพฤติมิชอบมากมายอยู่ในศาล

    การศึกษาไทยที่ถอยหลัง มีผลให้คะแนน IMD ความสามารถการแข่งขันของชาติลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เพื่อนบ้านเร่งเครื่องพัฒนาทุนมนุษย์เป็นวาระเร่งด่วนของชาติ

    จีน เร่งการศึกษาด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ AI IOT สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตออกมามากมาย และพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ บวกกับพัฒนาการศึกษาด้านการเป็นพ่อค้าซึ่งเดิมดีอยู่แล้ว ให้ก้าวกระโดดด้วยหลักสูตรผู้ประกอบการดิจิทัล

    อินเดีย พัฒนาการศึกษาเรื่อง Digital กับ Global ให้กับเด็ก ๆ ยุคใหม่ให้ก้าวล้ำสู่ตลาดโลก ใช้แรงงานดิจิทัล ดึงดูดผู้ประกอบการ IT ทั่วโลกให้มาตั้งฐานในอินเดีย และส่งบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีจำนวนมากไปเป็น CEO และผู้บริหารบริษัทชั้นนำ ทำงานได้ทั่วโลก บุคลากรดิจิทัลเก่ง ๆ ของบริษัทชั้นนำส่วนใหญ่เป็นคนอินเดีย

    เวียดนาม ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการค้าขาย การเป็นผู้ประกอบการ สร้างนิสัยความขยันขันแข็ง มุมานะ อดทน แข่งขันกับเพื่อน ๆ และแข่งขันกับตัวเอง เด็ก ๆ ในเวียดนามตื่นแต่เช้าออกไปขายของก่อนไปโรงเรียน ในเวลาเรียนก็เสริมด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์ AI ที่ใช้งานจริงในการทำธุรกิจ ตกเย็นก็กลับมาช่วยพ่อแม่ขายของ พอค่ำ ๆ ยังเรียนพิเศษในสิ่งที่แต่ละคนสนใจด้วยทุนของตัวเองอีกด้วย ลองคิดดูซิว่าเวลาเท่ากันเด็กไทยทำอะไร

    สิงคโปร์ รัฐบาลพัฒนาเมืองให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เป็นแหล่งเรียนรู้ มีพิพิธภัณฑ์มากมาย มีสวนสาธารณะหลากหลายรูปแบบ มีกิจกรรมการเรียนรู้ตามพื้นที่สาธารณะ รัฐมนตรีศึกษาของเขาบอกว่า “ลดเวลาสอน เพิ่มเวลาเรียน” รัฐมนตรีศึกษาไทยในยุคนั้นบอกว่า “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” แต่คุณครูงง ๆ จะปล่อยเด็กกลับบ้านเร็วก็ไม่ได้ ในชุมชนก็ไม่มีแหล่งเรียนรู้ มีแต่ป้ายศูนย์เรียนรู้ที่รกร้างเต็มไปหมด และไม่ได้ออกแบบเพื่อการเรียนรู้อย่างจริงจังเหมือนสิงคโปร์

    มาเลเซีย มี Blueprint ด้านการศึกษาชัดเจน เน้นเทคโนโลยีล้วน ๆ Digital Transformation และ Technology Integration ทำแบบนั้นได้ต้องมีแผนทุ่มเทเรื่องพัฒนาครูดิจิทัลครั้งใหญ่ เขาเอาจริงเรื่องการเรียน STEM ทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เป็นเรื่องง่าย ได้ลงมือทำอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญเขาเน้นสหกิจศึกษา เชื่อมโยงอุตสาหกรรมกับอาชีวศึกษาผลิตคนให้ตรงโจทย์การขาดแคลนของอุตสาหกรรม

    ญี่ปุ่น ยังคงมุ่งเน้นการศึกษาที่วางรากฐานคุณธรรม จริยธรรม ให้เด็ก ๆ ในชาติ การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัย ความพากเพียร ความอดทน แถมยังต่อยอดพัฒนาการศึกษาด้านนวัตกรรม และความยั่งยืน ให้เป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก

    กัมพูชา ให้ความสำคัญกับหลักสูตรประวัติศาสตร์ และชาตินิยม ถึงแม้ผู้รู้หลายท่านจะบอกว่าเป็นประวัติศาสตร์
    ที่เขียนขึ้นเองไม่ตรงกับความเป็นจริงสวนทางกับไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ เด็ก ๆของเราแทบไม่รู้เลยว่าเรามีรากเหง้ามาอย่างไร ที่สำคัญกัมพูชาเคยคุยว่าเขาบรรจุวิชาความยั่งยืนเข้าไปในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาแล้ว เป็นประเทศแรกในอาเซียน ถ้าข่าวนี้ไม่ใช่ Fake News นักการศึกษาของเขาคงจะมีวิสัยทัศน์มากกว่าเรา

    เห็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของเพื่อนบ้านกันแล้วนะครับ แต่ละประเทศเขาให้ความสำคัญกับการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ มียุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณชัดเจน ถ้าเรายังใช้งบประมาณปีละ 500,000 ล้าน แบบสุรุ่ยสุร่าย มีวิธีคิดในกรอบเดิม ๆ มีเหลือบไรสีเทา คอยเกาะกินงบประมาณจนไม่เหลือคนไทยในอนาคต คงจะตามเพื่อนบ้านไม่ทัน

    ปฏิรูป หรือปฏิวัติ คงไม่พอถึงเวลาที่จะต้องรื้อระบบการศึกษาไทยใหม่ ให้ทันโลก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5050254/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ota-HX7ByTMezw8dBIQdp

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกิจกรรม Kick Off “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” – กรมการพัฒนาชุมชน

    วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 06.00 น. ณ บริเวณถนนอัษฎางค์ ด้านหน้ากระทรวงมหาดไทย นายเอกจิต ไชยวงศ์ เลขานุการกรม พร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมกิจกรรม Kick Off โครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” ส่งเสริมสุขภาพ และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย

    โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้จัดทำโครงการ “วิ่งไป เที่ยวไป กับแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี พ.ศ. 2568” เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีสุขภาพดี ผ่านการออกกำลังกาย ด้วยกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพ อีกทั้งได้นำรายได้จากการดำเนินโครงการฯ หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบเป็นทุนการศึกษาช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่มีความประพฤติดี มีผลการเรียนดี แต่มีฐานะยากจน ให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ผ่านโครงการทุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นอกจากนี้ยังได้ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัด โดยจัดกิจกรรมวิ่งไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักผ่าน Social Media กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ก่อให้เกิดรายได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน

    #Kick_off
    #วิ่งไปเที่ยวไป
    #แม่บ้านมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย

    (Visited 1 times, 1 visits today)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/content/25082025-001&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KWKBmQKban17xEaTAHf1E

  • ปักธงปี 69 “สนข.” ลุยประมูล “แลนด์บริดจ์” 9 แสนล้าน เชื่อม2ท่าเรือ

    ปักธงปี 69 “สนข.” ลุยประมูล “แลนด์บริดจ์” 9 แสนล้าน เชื่อม2ท่าเรือ

    นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model)

    โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) นั้น

    ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้ขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มศักยภาพทางการค้าของประเทศ ตามแนวทางของรัฐบาล

    นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคภายใต้

    ทั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาเป็นเส้นทางทางเลือกในการขนส่งสินค้าทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการค้าของประเทศไทย

    นางมนพร กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.SEC) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ต้องดำเนินการเพื่อผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (ชุมพร – ระนอง) หรือ แลนด์บริดจ์นั้น

    ทั้งนี้กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลังได้มีการขอให้ทบทวนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากยังมีประเด็นเรื่องการตั้งกองทุนเพื่อชดเชยกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยบริษัทเอกชนจะต้องเข้ามาประมูลในรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bidding) ด้วย

    ปักธงปี 69

    สำหรับผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลในพื้นที่ต้องสมทบเงินเข้ากองทุน และนำเงินในกองทุนเพื่อไปใช้ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

    และส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนมีการพัฒนาโครงการ

    อย่างไรก็ดีได้มีการประชุมหารือกับทางกระทรวงการคลังแล้วเสร็จ ตามแผนจะต้องเสนอกลับไปที่กระทรวงคมนาคมพิจารณา ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนต.ค.นี้ และเสนอต่อสภาฯพิจารณาต่อไป

    นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสนข.ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาฯ

    นายปัญญา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันสนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 69 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 73

    “ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่ เหลือเพียง 3 ระยะ” นายปัญญา กล่าว

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    ด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี

    โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ปักธงปี 69

    อย่างไรก็ดีเอกชนผู้เข้ามาลงทุนจะต้องมีประสบการณ์ในการบริหารท่าเรือ และสายการเดินเรือ เพื่อดึงสินค้าเข้ามาใช้บริการท่าเรือ และมีความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงการ

    ขณะที่นักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ เช่น บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ,บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน),บริษัทดีพี เวิลด์ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด

    บริษัททรานส์เวิลด์ จีแอสเอส (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัทมิตซุยแอนด์คัมปนี (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัทสหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน), European Association for Business and Commerce ฯลฯ

    นอกจากนี้ยังมีเอกชนผู้ประกอบการสายการเดินเรือที่ให้ความสนใจ เช่น บริษัท เมดิเตอร์เรเนียน ชิปปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัทเอชเอ็มเอ็ม (ประเทศไทย) จำกัด

    บริษัท เอเวอร์กรีน ชิปปิ้ง เอเยนซี่ (ไทยแลนด์) จำกัด,บริษัท อีสเทิร์น ซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด ,สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ ฯลฯ

    ทั้งนี้จากผลการศึกษาของโครงการแลนด์บริดจ์พบว่า อัตราผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ 14.77%

    อัตราผลประโยชน์ทางด้านการเงิน อยู่ที่ 4.57% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 307,568 ล้านบาท และ อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) อยู่ที่ 1.18

    ปักธงปี 69

    สำหรับการการประมาณมูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์ วงเงินรวม 997,680 ล้านบาท แบ่งเป็น

    1.การก่อสร้างท่าเรือชุมพร วงเงิน 217,753 ล้านบาท 2.การก่อสร้างท่าเรือระนอง วงเงิน 216,793 ล้านบาท

    3.พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าฝั่งชุมพร (SRTO) วงเงิน 42,755 ล้านบาท 4.พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าฝั่งระนอง (SRTO) วงเงิน 40,024 ล้านบาท

    5.ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร วงเงิน 109,282 ล้านบาท 6.ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) วงเงิน 162,191 ล้านบาท

    และ 7.การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และพื้นที่อเนกประสงค์ 2 ฝั่งท่าเรือ วงเงิน 208,880 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/636979&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_a_hjY_VS90SYeNh0DHgN

  • เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 3/2568 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยภาพรวมของแผนบริหารหนี้มีกรอบวงเงินต่างๆไว้ใกล้เคียงกับแผนหนี้ปี 68 ซึ่งจะมีการเสนอเข้าครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้ 

    โดยในปี 69 คาดว่าจะมีการก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แผนการบริหารหนี้เดิมวงเงินประมาณ  1.7 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้มีวงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปี 69 แต่รัฐวิสาหกิจบางแห่ง อาจพิจารณานำรายได้มาชำระหนี้เงินกู้เพิ่มเติมได้ 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าติดตาม คือ การประเมินตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ปีงบ 69 คาดว่าจะพุ่งขึ้นสูงเกิน 69% ใกล้ชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ 70% เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเติบโตต่ำกว่าคาดมาตั้งแต่ปี 68 ที่อาจเติบโตประมาณ 2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3% ขณะที่ประมาณการปี 69 ก็คาดว่าจะโตในระดับต่ำเช่นกัน 

    “ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะมีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ 70% ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีพีดี ล่าสุด ณ วันที่ 25 ส.ค.68 มีหนี้รวมอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.2% ของจีดีพี”

    ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 69 –72 ล่าสุด คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวในกรอบ 2.3 – 3.3% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.8% โดยแผนการคลังระยะปานกลางของไทยนั้น ยังเป็นแผนการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยรัฐบาลพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง และควบคุมให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 70% ที่เป็นเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้  

    โดยมีรายละเอียดของกรอบงบประมาณระยะปานกลางของประเทศดังนี้

    ปีงบประมาณ 2569

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 4.3% ของจีดีพี
    • ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 67.3%

    ปีงบประมาณ 2570

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.86 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.6% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 68.5%

    ปีงบประมาณ 2571

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.97 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.3% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 69.2%

    ปีงบประมาณ 2572

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 4.09 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.0 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.1% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่  69.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RU_A5-4oJHU2chZTy3XRj

  • ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEM🔥 ร้อนปรอทแตก ดี๊ด๊ารับ20บ.ตลอดสาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ด่วน!!! (มิติหุ้น-หุ้นเจาะ) 🔥BEM🔥 ร้อนปรอทแตก ดี๊ด๊ารับ20บ.ตลอดสาย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    151

    🔥BEM🔥 ดี๊ด๊าส์!!! รถไฟ 20 บาทตลอดสาย พร้อมดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ อัพไซต์กำไร Q4/68 พร้อมดีดแรง และยังเข้าไฮซีซั่นท่องเที่ยว หนุนการเดินทางคึกคัก

    โบรกคาดรัฐควักกระเป๋าจ่ายค่าชดเชยให้เต็ม 100% เชียร์ซื้อ เคาะราคาเป้าหมาย 9.05 บาท

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/25/572226/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pDkcTkyBAy38VrmuU_vX2

  • ‘ทวี’ รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’

    ‘ทวี’ รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เยี่ยมทัณฑสถานหญิงชลบุรี ชูเรือนจำต้นแบบ ‘สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต’ ช่วยให้ผู้ต้องราชทัณฑ์พัฒนาศักยภาพ ได้เรียนรู้ และกลับคืนสู่สังคมในฐานะ ‘คนที่มีคุณภาพ’

    วันนี้ (25 สิงหาคม 2568) พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมเรือนจำกลางชลบุรี พบปะและให้กำลังใจผู้ต้องราชทัณฑ์ และเยี่ยมชมสถานีเรียนรู้ โดยมี นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายนายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาวนิสา แก้วแกมทอง รองผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ร่วมให้การต้อนรับ ณ เรือนจำกลางชลบุรี ถนนพระยาสัจจา ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    ภายในงาน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ได้เยี่ยมชม “สถานีการเรียนรู้ ห้องเรียนแห่งโอกาส” ซึ่งจัดแสดงกิจกรรมการเรียนรู้และฝึกอาชีพของผู้ต้องราชทัณฑ์ อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การทำอาหาร และการเสริมความงาม ภายใต้ความร่วมมือจากกรมราชทัณฑ์และ กสศ. เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตหลังพ้นโทษ จากนั้นได้มีการแสดง “ระบำ 4 ภาค” โดยผู้ต้องราชทัณฑ์ทัณฑสถานหญิงชลบุรี ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยจากทุกภูมิภาค สร้างบรรยากาศอบอุ่นและความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    หลังจากนั้น พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการนักจัดการเรียนรู้ในกระบวนการยุติธรรม หลักสูตร “นวัตกรรมการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงบูรณาการ” พร้อมทั้งมอบวุฒิการศึกษาแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่สำเร็จการศึกษาตามโครงการ “เรือนจำต้นแบบการศึกษา” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมราชทัณฑ์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีความร่วมมือทางวิชาการ ในการนี้ นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้แทนในพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    โอกาสนี้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการนักจัดการเรียนรู้ในกระบวนการยุติธรรม หลักสูตร “นวัตกรรมการเรียนรู้และการเชื่อมโยงบูรณาการ”และพิธีมอบวุฒิการศึกษาผู้สำเร็จ การศึกษาเรือนจำต้นแบบการศึกษาการปฏิรูปราชทัณฑ์ : เรือนจำในฐานะสถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต ทัณฑสถานหญิงกลางชลบุรี กรมราชทัณฑ์ได้กำหนดแนวทางการปฏิรูปราชทัณฑ์ที่สำคัญ คือ การทำให้เรือนจำมิใช่เพียงสถานที่คุมขัง แต่ต้องเป็น “สถานศึกษาและสถานฟื้นฟูชีวิต” ที่ช่วยให้ผู้ต้องราชทัณฑ์พัฒนาศักยภาพ ได้เรียนรู้ และกลับคืนสู่สังคมในฐานะ “คนที่มีคุณภาพ” ตามหลักการพัฒนาพฤตินิสัย และโครงการที่มุ่งเป้ามีประสิทธิภาพ อาทิ “โครงการโคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวังกรมราชทัณฑ์ ขณะนี้ ผู้พ้นโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ประจำปี 2568 จากเรือนจำ/ทัณฑสถาน จำนวน 132 แห่ง เข้ารับการอบรมจำนวน 11,584 คน โครงการสร้างงาน สร้างอาชีพ ฝึกทักษะในภาคอุตสาหกรรม (การพักโทษกรณี มีเหตุพิเศษ) การจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในเรือนจำ/ทัณฑสถาน หรือการรับจ้างแรงงานในเรือนจำ/ทัณฑสถาน เป็นต้น ความสำเร็จของภารกิจนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม รวมถึงครอบครัวของผู้ต้องราชทัณฑ์ โดยกรมราชทัณฑ์ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการเชื่อมโยง เพื่อเปลี่ยนชีวิตผู้ต้องราชทัณฑ์จาก “ผู้ก้าวพลาด” ให้กลับมาเป็น “พลเมืองที่มีคุณภาพดี”

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องราชทัณฑ์ส่วนใหญ่กว่า 60% มีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมปลาย การปฏิรูประบบราชทัณฑ์จึงเริ่มต้นจากการสร้างโอกาสทางการศึกษา ตั้งแต่การรู้หนังสือ การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาวิชาชีพ ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรม ยังริเริ่ม “โครงการอ่านหนังสือลดวันต้องโทษ (Read for Release)” โครงการเรือนจำต้นแบบการศึกษาได้พิสูจน์แล้วว่า “การศึกษาและการฟื้นฟูพฤตินิสัยสามารถดำเนินควบคู่กันได้” ผู้ต้องราชทัณฑ์ไม่เพียงได้รับวุฒิการศึกษา แต่ยังได้พัฒนาทักษะชีวิตและอาชีพ ซึ่งจะเป็นทุนชีวิตสำคัญเมื่อกลับสู่สังคม ในขณะเดียวกัน กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนขับเคลื่อนแนวคิด “บ้านกึ่งวิถี (Halfway House)” เพื่อช่วยเหลือผู้พ้นโทษปรับตัวและสร้างอนาคตใหม่ ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสร้างสังคมที่มั่นคง ปลอดภัย และเต็มไปด้วยพลเมืองคุณภาพ

    พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวยังกล่าวขอบคุณผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงชลบุรีที่เป็นต้นแบบของการสร้างคนในวันนี้ ขอบคุณที่เปลี่ยนมนุษย์จากคนไม่รู้ให้เป็นคนรู้เปลี่ยนมนุษย์จากคนไม่มีจริยธรรมให้มีจริยธรรมเปลี่ยนมนุษย์จากคนรุนแรงให้เป็นคนมีเหตุผล ที่พึ่งสุดท้ายของสังคมในยุคการเปลี่ยนแปลง คือ คนหลังกำแพงและคนหลังกำแพง ต้องมีสะพาน และสะพานในที่นี้ คือ ความรู้สะพานเพื่อนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง

    พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ร

    ความสำเร็จของการจัดงานฯ ในวันนี้ เกิดจากความคิดริเริ่มของ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของประเทศ เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำผ่านการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพถ้วนหน้า รวมทั้งการยกระดับคุณภาพการศึกษา ด้วยการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัย มีการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียน และ เพิ่มการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/mr-G9Abqo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ccj0677xjOFjCIJA5ddJm

  • แนวโน้มปลดพนักงานปี 68 สภาพัฒน์เผย ว่างงาน เพิ่ม-ค่าจ้างลด

    แนวโน้มปลดพนักงานปี 68 สภาพัฒน์เผย ว่างงาน เพิ่ม-ค่าจ้างลด

    คลื่นการลดพนักงานระลอกใหม่กำลังมา? ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ‘เพิ่มขึ้น’ ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยก็ ‘ลดลงต่อเนื่อง’ ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจกระเทือนผู้ประกอบการไทย จนนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน ค่าจ้าง และเวลาทำงาน สอดคล้องผลสำรวจ Jobsdb ที่ระบุว่า 25% ขององค์กรไทยมีแนวโน้มลดจำนวนพนักงานลง ห่วงในปี 2568 เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงขึ้นอาจส่งผลให้นายจ้างเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก 

    อัปเดตสถานการณ์ ‘ตลาดแรงงานไทย’ ใน 2Q68 

    วันนี้ (25 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ อัตราการว่างงานรวม ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.91% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.88%  

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า อัตราว่างงานปรับตัวลดลง (จาก 1.07% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567) เนื่องมาจากจำนวนผู้ว่างงานลดลงในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน ที่ลดลง 25.6%YoY ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ลดลงเพียง 6.6%YoY

    สำหรับอัตราการว่างงานในระบบ (สำนักงานประกันสังคม) อยู่ที่ 2.07% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.92% โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้น 2.5 แสนคน ในไตรมาสที่ผ่านมา

    สภาพัฒน์ ยังพบว่า จำนวนผู้ว่างงาน ‘ลดลงมาก’ ในกลุ่มอาชีวศึกษาและกลุ่มวิชาชีพขั้นสูง ขณะที่ผู้ว่างงานในระดับอุดมศึกษา ‘ลดลงเล็กน้อย’ และยังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง 

    ค่าจ้างลด-ชั่วโมงการทำงาน ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว

    สำหรับ ‘ค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมของแรงงานทุกสถานภาพ’ ปรับตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน อยู่ที่ 15,977 บาทต่อคนต่อเดือน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 โดยลดลง 1.9% YoY สะท้อนว่ากลุ่มแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,370 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 2.4%YoY เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,712 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 2.5%YoY

    ขณะที่ ‘ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยในภาพรวม’ ลดลง 0.4% หรืออยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ทำงานล่วงเวลา (Over Time: OT) ที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 6.3 ล้านคน ลดลง 8.0%

    จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่ลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เกิดขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% YoY ‘ชะลอลง’ จากการขยายตัว 3.2% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยการเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดนี้ ยังเป็นอัตรา ‘ต่ำสุด’ ในรอบ 3 ไตรมาส

    นายจ้างเร่งปรับรูปแบบการจ้างงาน 25% จ่อลดคน เหตุเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง

    สภาพัฒน์ยังเปิดเผย ผลการสำรวจในรายงาน Hiring,Compensation & Benefits Report 2025 ของ Jobsdb พบว่า ในปี 2567 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มจะลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    โดยส่วนมากเป็นการลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา (Permanent Full-Time) และหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) มากขึ้น 

    โดยทิศทางเช่นนี้เกิดขึ้นในองค์กร ‘ทุกขนาด’ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนของพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567

    เช่นเดียวกับสัดส่วนของพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) ที่เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ด้านสภาพัฒน์เตือน ในปี 2568 ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงอาจส่งผลให้สถานประกอบการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

    อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน และระดับรายได้ที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมทั้ง แรงงานอาจไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

    ดังนั้น สภาพัฒน์จึงแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมีการตรวจสอบการจ่ายค่าจ้าง รวมถึงการให้สวัสดิการต่าง ๆ ของสถานประกอบการให้เป็นไปตามกฎหมาย

    จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจนำไปสู่การลดพนักงานเพิ่ม

    ดนุชากล่าวอีกว่า ต้องจับตาดูผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ต่อการจ้างงานในประเทศไทย เนื่องจาก อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้สหรัฐฯ ลดคำสั่งซื้อจากไทย นอกจากนี้ ไทยยังต้องเปิดตลาดให้สหรัฐฯ โดยลดภาษีให้ 0% กว่าหมื่นรายการ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากขึ้น และอาจต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร อาทิ การลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือมีรายได้ลดลงจากการปรับลดเวลาการทำงาน ลดหรือตัดโอที ตามการปรับลดกำลังการผลิต 

    ดนุชาจึงแนะว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการขยายการเปิดตลาดใหม่ของกลุ่มสินค้าดังกล่าว รวมทั้งหามาตรการในการปกป้องสินค้าไทย โดยอาจกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สนับสนุนการใช้สินค้าไทย เพื่อให้สินค้าไทยยังแข่งขันได้ และผู้ประกอบการยังสามารถรักษากำลังการผลิตและรักษาระดับการจ้างงานแรงงานไว้ได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบ สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์และลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขในการเพิ่มภาษีการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-unemployment-q2-2025-job-cut-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CDM7FTY0lRbsWRLPeklro

  • พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยถึงการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนประเทศพลังงานในประเทศ ว่า อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครั้งที่ 26 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน หรืออันดามันใต้ 

    ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดให้ยื่นปลายปี 2568 และคาดจะได้ผู้ชนะประมูลปี 2569 เนื่องจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าอาจมีศักยภาพในการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดระดับ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุุต ซึ่งจะช่วยให่ประเทศไทยมีความมั่นคงทางก๊าซธรรมชาติไปอีกประมาณเป็น 20 ปี ลดการนำเข้าแอลเอ็นจีที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลก 

    โดยปัจจุบันได้รับความสนใจจากบริษัทน้ำมันระดับโลก (Seven Sisters) เช่น เชฟรอน, ENI, ปตท.สผ., โททาล และเอ็กซอน ซึ่งจะมีมูลค่าลงทุนระดับแสนล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าแหล่งดังกล่าวมีความยาก ดังนั้นจะต้องสร้างจูงใจนักลงทุนผ่านขั้นตอนกฎหมายของไทยที่ทันสมัย โดยปัจจุบันกรมฯ จึงกำลังพิจารณาปรับปรุงระบบสัมปทานให้เป็นแบบผสมผสาน (Hybrid) ซึ่งอาจใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC – Production Sharing Contract) ร่วมด้วย เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่าต่อการลงทุนแหล่งอันดามัน โดยเบื้องต้นต้นทุนเจาะสำรวจในทะเลน้ำลึกสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    สำหรับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับเมื่อค้นพบแหล่งก๊าซในทะเลอันดามันนั้น จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ ทั้งในด้านรายได้ ความมั่นคงทางพลังงาน การจ้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่าเรือและโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับแสนล้านบาท

    นายวรากร กล่าวอีกว่า เดือนธันวาคมปี 68 กรมฯคาดว่าจะได้ผู้ชนะประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกครั้งที่ 25 จากผู้ยื่นประมูล 5 บริษัท รวม 8 คำขอ มี ปตท.สผ. ยื่นขอสิทธิมากที่สุดจำนวน 3 คำขอ แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด และ บริษัท CanAsia Energy Corp. จำนวน 1 คำขอ

    ,จีโอเมคคานิคอล เซอร์วิสเซส จำกัด จำนวน 1 คำขอ, อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 คำขอ และ ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด จำนวน 2 คำขอ โดยถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐที่จะชี้ให้นักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการสำรวจพบปิโตรเลียม 

    ซึ่งการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมบนบกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้ รวมถึงสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และขับเคลื่อนการเจริญเติบโตให้กับธุรกิจต่อเนื่องอื่นอีกจำนวนมาก จากธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงภาคขนส่ง รวมมูลค่าลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมกว่า 2,400 ล้านบาท

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า ในความคิดเห็นส่วนตัวเชื่อว่าการนำเข้าจากแห่งไหนก็ตามจะมีต้นทุนที่สูงกว่าการจัดหาเชื้อเพลิงในประเทศ เพราะด้วยราคานำเข้าไม่เสถียร และยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน จะเห็นว่าช่วงสงครามตะวันออกกลาง ราคา LNG พุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว ทำให้ราคาพลังงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะค่าไฟ ทำให้รัฐบาลจะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/636928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FexIQbga7N9RtkAXw0qvP

  • ราชยานยนต์สมาคม ประกาศกิจกรรมแข่งขันรถยนต์ ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ราชยานยนต์สมาคม ประกาศกิจกรรมแข่งขันรถยนต์ ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) จัดงานแถลงข่าวใหญ่ ประกาศกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้แนวคิด “Sport Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาระดับโลก (World Sport Destination) โดยมีภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมสนับสนุน

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการจัดกิจกรรมของราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) ประจำปี 2568 โดยมี นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา พร้อมด้วย นางพัชรินทร์ สิทธิพรรณโยธา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และแขกผู้มีเกียรติ ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา ประธานในพิธีแถลงข่าวฯ กล่าวว่า “กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการสองภาคส่วนหลัก คือ การท่องเที่ยว และการกีฬา ให้สามารถเกื้อหนุนกัน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด “Sport Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งกำลังได้รับความนิยม และความสนใจในระดับสากล การดำเนินกิจกรรมของราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา ประจำปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมที่สร้างทั้งความสนุกสนาน ความปลอดภัย และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ตนเชื่อมั่นว่าโครงการในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น World Sport Destination อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม และขอให้กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาสนใจกีฬา การท่องเที่ยว และสุขภาพมากยิ่งขึ้น”

    นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างกีฬา และวัฒนธรรมท้องถิ่น กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และกิจกรรมภาคสนาม เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้ และความประทับใจในประเทศไทยในภาพรวม ราชยานยนต์สมาคมฯ มุ่งมั่นในการพัฒนา และยกระดับกิจกรรมแรลลี่ให้เป็นมาตรฐานสากล โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเป้าหมายการเป็น World Sport Destination ในอนาคต”

    นางพัชรินทร์ สิทธิพรรณโยธา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการของ ร.ย.ส.ท. ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติในการออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 จะช่วยกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังเมืองรอง และชุมชนท้องถิ่น โดย ททท. จะสนับสนุนด้านการสื่อสาร และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมลักษณะนี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดี และแตกต่างให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมกีฬาเข้ากับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความงดงามของท้องถิ่นไทยได้อย่างลงตัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ ททท. ที่ต้องการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น World Sport Destination อย่างยั่งยืน”

    งานแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬา และการท่องเที่ยว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคกีฬา และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในมิติใหม่ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการท่องเที่ยว และกิจกรรมต่างๆ ได้ทาง https://www.tat.or.th/th, https://www.facebook.com/thaitourismnews, https://www.raat.or.th/, https://www.facebook.com/raat.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/568919&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wtGjaoE2RuyK1J8OhUny-

  • DITP นำทีมถก อาร์เจนตินา ผลักดันขยายความร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ

    DITP นำทีมถก อาร์เจนตินา ผลักดันขยายความร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

    นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าหารือกับนายปาโบล อกุสติน ลาวิน (Mr.Pablo Agustín Lavigne) เลขานุการประสานงานเพื่อการผลิต กระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา (เทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยลำดับที่ 1)“ ได้หารือถึงการเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอาร์เจนตินา เนื่องในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอาร์เจนตินาและไทย โดยที่ทางอาร์เจนตินาแสดงเจตนารมณ์ให้ความสนใจในการเปิดตลาดของสินค้าเกษตรกรรมไทยในตลาดอาร์เจนตินามากขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ เช่น มะม่วง และมะพร้าว แต่สำหรับทุเรียนยังต้องสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้นกว่านี้ และเพื่อให้สินค้าเกษตรและอาหารของอาร์เจนตินาเป็นที่รู้จักในไทยและภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

    ทั้งนี้ตนจึงได้เชิญชวนอาร์เจนตินามาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นงานแสดงสินค้าอาหารชั้นนำของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยเสนอให้อาร์เจนตินาเข้าร่วมงานในรูปแบบ Argentina Country Pavilion ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยังไม่เคยจัดขึ้นในงาน THAIFEX-Anuga Asia ในประเทศไทย”

    นอกจากนี้ ทางอาร์เจนตินายังได้แสดงความสนใจในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารฮาลาลและการส่งเสริมการตลาดสินค้าฮาลาลไปยังตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากอาร์เจนตินาเองยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรกรรมรายสำคัญของโลก อีกทั้ง ผู้บริหารระดับสูงอาร์เจนตินาได้ฝากประเด็นขอความร่วมมือกับกรมในการลดอุปสรรคการนำเข้าเนื้อสัตว์และประมงมายังไทยอีกด้วย ซึ่งกรมจะรับไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอาร์เจนตินาและไทยกระทรวงพาณิชย์ ขอใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดี และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอาร์เจนตินายังได้ทำการจัดฉายภาพยนตร์ไทย 6 เรื่อง ภายใต้ชื่องาน สัปดาห์ภาพยนตร์ไทย Semana del Cine Tailandés ณ กรุงบัวโนสไอเรส เพื่อให้ประชาชนชาวอาร์เจนตินาได้รับชมและเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของไทย และครั้งนี้ ไทยได้นำคณะผู้ประกอบการเยือนประเทศอาร์เจนตินา จำนวน 40 บริษัท ทั้งสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอาหาร อาทิ ข้าว ขนมขบเคี้ยว อาหารกระป๋อง และเครื่องดื่ม เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าอาร์เจนตินา และคณะผู้ประกอบการไทยจะสำรวจความต้องการและเทรนด์ผู้บริโภคในอาร์เจนตินา เพื่อยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับอาร์เจนตินาต่อไป

    สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-อาร์เจนตินา ครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.68) มูลค่าการส่งออกรวม 1,082.27 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอาร์เจนตินามูลค่า 883.27 ล้านเหรียญสหรัฐ โตขึ้นจากปีที่ 2567 ร้อยละ 24.22 โดยมีสินค้าส่งออกหลักได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กหล้าและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง โดยที่ไทยนำเข้าจากอาเจนตินา 199.00 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสินค้าสัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์เวชกรรม ด้ายและเส้นใย เป็นต้น

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Do5OrAQl3E8hMVggrd-0A