Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศึกษาธิการแม่ฮ่องสอน ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ธนาคารหน่วยกิต ยกระดับการศึกษาสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    ศึกษาธิการแม่ฮ่องสอน ประชุมขับเคลื่อนศูนย์ธนาคารหน่วยกิต ยกระดับการศึกษาสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

    28 สิงหาคม 2568 14:50 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในเรื่องศูนย์ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

    วันที่ 28 ส.ค.68 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงแรมอิมพีเรียล แม่ฮ่องสอน รีสอร์ท ดร.เอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ โครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในเรื่องศูนย์ธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยนางสาวนรีพัฒน์ ณรุจวรกิตติ์ รองศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงาน

    ดร.เอกชัย จันทา ศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ได้กล่าวว่า เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิต เพื่อตอบสนองนโยบายทางด้านการศึกษา โดยมีการพัฒนาระบบการจัดการศึกษา ให้สอดรับกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างหลากหลายประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่กำหนดให้การจัดการศึกษายึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน โดยระบุให้การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกัน หรือต่างรูปแบบได้ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการศึกษาทั้งในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย หรือการพัฒนาของบุคคลจากการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ จากการฝึกอบรม การรับรองมาตรฐานอาชีพ หรือประสบการณ์ในการทำงาน กับระบบธนาคารหน่วยกิต โดยมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำหน้าที่เป็นธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด        

    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับธนาคารหน่วยกิตจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปสู่การปฏิบัติ  เพื่อเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตของสถานศึกษาทุกประเภท และระดับหน่วยงาน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

    ทั้งนี้ มีคณะวิทยากร จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพะเยา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 บรรยายสร้างการรับรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบธนาคารหน่วยกิต และการขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิตระดับจังหวัด

    โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานการศึกษา สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมจำนวน 80 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647313&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21y1K4dO3H4jdiBGIoBoZ0

  • มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ‘แนะnow’  เปิดซีซั่น 3 แนะแนวสู่ห้องเรียนจริง

    มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ‘แนะnow’  เปิดซีซั่น 3 แนะแนวสู่ห้องเรียนจริง

    แนะnow มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์แนะแนวเยาวชนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และบริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผนึกสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสู่ปีที่ 3 กับ ‘แนะnow อนาคตสดใส’ พัฒนาเครื่องมือแบบวัดใหม่ ‘แบบวัดแนะนาว’ ที่มุ่งหวังให้เยาวชนได้รู้จักตนเองง่าย ๆ ผ่านข้อคำถามสถานการณ์ใกล้ตัวแบ่งเป็น 4 บ้านพรสวรรค์ ด้วยการผสมผสานเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ของแกลลัพ ประเทศไทย กับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ฉบับภาษาไทย

    28 ส.ค. 2568 – นางสาวกรกมล จึงสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษา และพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ แต่ในความเป็นจริง หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายคนเลือกออกไปประกอบอาชีพ หรือหยุดเรียนโดยไม่มีแผนรองรับ หรือแม้กระทั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ในอนาคตทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วต้องมาเริ่มใหม่ในเวลาที่อาจจะสายเกินไป หรือสิ่งที่เรียนไม่สัมพันธ์กับ Lifestyle ของตัวเอง ซึ่งปัญหาสำคัญหนึ่งที่เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ – การไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งหรือศักยภาพด้านใด จนนำไปสู่การขาดความมั่นใจในการวางแผนอนาคต

    จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานในแวดวงการศึกษา ได้เริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กได้ ‘รู้จักตัวเอง’ เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการวางแผนการเรียนและเส้นทางอาชีพ โดยในปีนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผู้ผลิตมัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ แนะnow ผนึกกำลังสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สถานี ThaiPBS- ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก ต่อยอดโครงการ แนะnow ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมขยายขอบเขตการดำเนินงานควบคู่กับโครงการ “Pilot Project: Fine my Future – ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนว (Coaching) ของประเทศ ที่มุ่งวางรากฐานสำคัญด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว

    นางสาวรุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม พิธีกรรายการ แนะnow และ Gallup Certified Strengths Coach หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาโครงการ กล่าวว่า โครงการ แนะnow เริ่มต้นขึ้นจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง วิเคราะห์พรสวรรค์และศักยภาพของตน และใช้ข้อมูลนั้นวางแผนเส้นทางการเรียนต่อ หรืออาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยในปีที่ 1 และ 2 โครงการฯ ใช้เครื่องมือ Clifton StrengthsFinder ที่แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ทำให้ในปีที่ 3 แนะnow ได้พัฒนาแบบวัดขึ้นมาใหม่ โดยนำเครื่องมือทั้ง 2 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล มาให้เยาวชนไทยใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งพัฒนาเป็นสื่อออนไลน์ภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงเยาวชนได้ในวงกว้างขึ้น

    โครงการ แนะnow ปีที่ 3 Inclusion Series ได้นำเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ที่แบ่งกลุ่มพรสวรรค์ ออกเป็น 4 ธีม ได้แก่ Strategic Thinking (การคิดเชิงกลยุทธ์) Relationship Building (การสร้างความสัมพันธ์) Influencing (การโน้มน้าว) และ Executing (การปฏิบัติการ) ผสมผสานกับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ที่ใช้แบ่งลักษณะให้เด็กเข้าใจตัวเองออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ Realistic – คนลงมือทำจริง, Investigative – นักคิด, Artistic – นักสร้างสรรค์, Social – ผู้ช่วยเหลือ, Enterprising – นักโน้มน้าว และ Conventional – นักจัดการ ซึ่งแบบวัดนี้ จะช่วยให้เด็กมองเห็นภาพรวมของบุคลิกและความถนัดของตนเองได้อย่างชัดเจน อีกทั้งนอกจากพัฒนาสื่อรูปแบบออนไลน์แล้ว แนะnow ยังมีการผลิตสื่อโทรทัศน์และคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เพื่อขยายผลและสร้างความเข้าใจในแนวโน้มอาชีพแห่งอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    ในปี 2568 นี้ โครงการ แนะnow ยังได้ร่วมมือกับสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการ Fine my Future ในโรงเรียนพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครฯ ปริมณฑล และพื้นที่นำร่องในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกการทำงาน อาชีพ และชีวิตในยุคใหม่ให้แก่เยาวชนไทยทุกภูมิภาค

    ทั้งนี้ การเดินหน้าของแนะnow ในปีนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตสื่อเพื่อการแนะแนวเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายบทบาทไปสู่พื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กสามารถค้นหาตัวเอง และวางแผนเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพราะในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอาชีพที่หลากหลาย ความสำเร็จของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนสายอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีข้อมูลและความเข้าใจมากพอ ที่จะ ‘เลือก’ เส้นทางของตัวเองได้หรือไม่

    “แนะnow เชื่อว่า หากเด็กคนหนึ่งค้นพบจุดแข็งของตัวเองอย่างชัดเจน และได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยไม่หลงทาง” นางสาวรุสนันท์ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/851709/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10i7PIja93kG_pC7rK-4zO

  • วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมมีรายได้ระหว่างเรียน

    เพื่อสะท้อนความสำเร็จการดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน หรือ Empowering Youth for a Sustainable Future” มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ภายใต้การสนับสนุนของวีเอฟเอส โกลบอล บริษัทเอาท์ซอร์สชั้นนำระดับโลกด้านเทคโนโลยี ที่สนับสนุนงานของรัฐบาลและสถานทูตทั่วโลก จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้นักเรียนในจังหวัดเชิงเทราที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมนำเสนอผลงาน ผลสำเร็จในการประยุกต์ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ และความรู้ด้านการเงินมาใช้ในการดำเนินโครงการ และมอบรางวัลโมเดลธุรกิจยอดเยี่ยม (Best Business Model Award) ซึ่งปรากฏว่าโรงเรียนบ้านคลองอุดม สามารถคว้ารางวัลไปครอง สำหรับโครงการนี้ได้มีส่วนร่วมส่งเสริมสร้างงานและสร้างรายได้ให้นักเรียนและครอบครัวในจังหวัดฉะเชิงเทรากว่า 1,900 คน

    วีเอฟเอส โกลบอล และมูลนิธิ EDF เตรียมความพร้อมให้นักเรียนไทย สามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมมีรายได้ระหว่างเรียน

    นายเคาชิค กอช หัวหน้าประจำภูมิภาคออสตราลาเซีย บริษัท วีเอฟเอส โกลบอล เปิดเผยว่า “สำหรับวีเอฟเอส โกลบอล แล้ว พวกเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนโครงการดี ๆ เพื่อส่งเสริมเยาวชนไทยให้มีทักษะและความรู้เพื่อสรรสร้างการดำรงชีพที่ยั่งยืนซึ่งสะท้อนว่าการศึกษาเมื่อผสมผสานกับการเป็นผู้ประกอบการแล้วสามารถเปลี่ยนชีวิตที่ไม่ใช่เพียงตัวนักเรียนเอง แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนด้วย ผมดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นนักเรียนได้ใช้ประโยชน์จากการฝึกอบรมมาอย่างเต็มที่ นำความรู้ที่ได้เรียนมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์และมุ่งมั่น วีเอฟเอส โกลบอล ยินดีสนับสนุนการทำงานต่อไปและยังสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนการศึกษา เพิ่มพูนทักษะ และการเป็นผู้ประกอบการแก่เยาวชนทั่วโลก”

    นายสรรเพชร นิลรัตน์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ร่วมกับวีเอฟเอส โกลบอล ประสบความสำเร็จอย่างมาก ช่วยส่งเสริมโอกาสการพัฒนาของนักเรียนที่ยากไร้ใน 8 โรงเรียน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มพูนโอกาสการจ้างงานในอนาคต ตลอดจนถึงการได้รับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่สร้างรายได้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง และยังมีรายได้ระหว่างเรียนให้กับครอบครัวตนเองได้ด้วย”

    “ในฐานะองค์กรที่ประสานงานและดำเนินโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ผมขอชื่นชมนักเรียนแต่ละโรงเรียนที่ได้นำเสนอทักษะและแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินโครงการให้เพื่อน ๆ โรงเรียนอื่นได้ทราบ และจากข้อมูลที่ว่านักเรียนและครอบครัวกว่า 1,900 ชีวิต ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความรู้ทางการเงิน การบริหารโครงการ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ผมมั่นใจว่านักเรียนเหล่านี้จะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้มากมายและพร้อมเผชิญความท้าทายต่าง ๆ ในวันข้างหน้า”

    นางจินตนา กฐินทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 2 กล่าวว่า “ดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาคเอกชนระดับโลกอย่างเช่น วีเอฟเอส โกลบอล ได้มีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาและทักษะอาชีพด้วยการสนับสนุนโครงการ “พลังคนรุ่นใหม่สร้างอนาคตที่ยั่งยืน” (Empowering Youth for a Sustainable Future) ให้กับโรงเรียนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้การบริหารงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 8 แห่ง ด้วยกัน การส่งเสริมการศึกษาคือพันธกิจหลักของเรา ที่ไม่ได้จำกัดเพียงความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาพื้นฐานด้านอื่น ๆ ด้วย รวมถึงการคิดเชิงวิพากย์ การวิเคราะห์ และที่สำคัญยิ่งการนำความรู้ต่าง ๆ มาปรับใช้และพัฒนาตนเอง นอกจากนั้นสำนักงานการศึกษาฯ ขอขอบคุณมูลนิธิ EDF ที่เป็นหน่วยงานประสานงานและดำเนินโครงการซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสะท้อนความร่วมมือของภาคเอกชนกับหน่วยงานการศึกษาของไทยเราได้เป็นอย่างดียิ่ง”

    หน่วยงานหรือผู้ที่สนใจทำกิจกรรมโครงการพัฒนาในโรงเรียน หรือชุมชน หรือส่งเสริมการศึกษาให้นักเรียนยากจนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล [email protected] หรือ Line: @edfthai หรือคลิกเว็บไซต์ www.edfthai.org หรือโทรศัพท์ 02-579-9210-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.)


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12742831&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17snOFUhrkeuNELukunLDr

  • “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ประธานคณะกรรมาธิการ ได้เดินทางไปยัง โรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนโครงการห้องเรียนมุ่งสู่อาชีพตามนโยบายรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5060269/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACMBUgPANcL2WcA1rjdJh

  • เกาหลีใต้แบนโทรศัพท์ในห้องเรียน หวั่นนักเรียนเสพติดโซเชียลฯ ด้านกลุ่มคัดค้านชี้ ‘ลิดรอนสิทธิมนุษยชน’

    เกาหลีใต้แบนโทรศัพท์ในห้องเรียน หวั่นนักเรียนเสพติดโซเชียลฯ ด้านกลุ่มคัดค้านชี้ ‘ลิดรอนสิทธิมนุษยชน’

    เมื่อวานนี้ (27 สิงหาคม 2025) เกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน โดยมาตรการข้างต้นจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2026 ท่ามกลางความวิตกของสังคมถึงผลกระทบในหมู่เด็กและเยาวชน หลังผลสำรวจจากครูในโรงเรียนกว่า 70% ระบุตรงกันว่า นักเรียนเสพติดโซเชียลมีเดียและโทรศัพท์ ขณะที่มีกลุ่มคัดค้านว่า มาตรการดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนของเด็ก

    ทั้งนี้สมัชชาเกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายการศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาฉบับแก้ไข เพื่อแบนการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน ด้วย 115 เสียง จาก 163 เสียง ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วย 31 เสียง และงดออกเสียง 17 เสียง ซึ่งเสนอโดย โจ จองฮุน (Cho Jung-hun) สส.ฝ่ายค้านจากพรรคพลังประชาชนเกาหลีใต้ (People Power Party: PPP) 

    “เด็กๆ ของเราตาแดงในทุกเช้า เพราะเขาเล่น Instagram จนถึงตี 2-3” โจให้เหตุผลกับรัฐสภาว่า ขณะนี้คนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังอยู่ในสภาวะ ‘เสพติด’ การใช้โซเชียลมีเดีย พร้อมกับยกหลักฐานทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่า อาการเสพติดนี้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ของนักเรียน โดยยกกรณีศึกษาการแบนของประเทศอื่นประกอบ

    กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2026 หรือวันเริ่มปีการศึกษาใหม่ในเกาหลี ทั้งในระดับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ยกเว้นในกรณีจำเป็นคือ ต้องใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ประกอบการเรียนการสอน หรือกรณีผู้พิการที่ต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารช่วยเหลือ รวมถึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตจากครูหรือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนก่อน 

    อันที่จริงโรงเรียนในเกาหลีใต้มีมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือเป็นทุนเดิม แต่เพราะปัญหาดังกล่าวกำลังกลายเป็นวิกฤตร้ายแรงในระดับชาติ โดยผลสำรวจจาก Pew Research Center ระบุว่า คนเกาหลีใต้ 99% ติดโซเชียลมีเดีย และ 98% ติดโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นตัวเลขมากที่สุดในบรรดา 27 ประเทศที่ทำผลสำรวจปี 2022 และ 2023 

    นอกจากนี้ผลสำรวจในประเทศจากครูและบุคลากรในโรงเรียน 70% ยังระบุตรงกันว่า นักเรียนติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป และบางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อถูกห้าม จนบางครั้งเรื่องราวเกินเลยด้วยการที่นักเรียนด่าทอ และลงมือทำร้ายร่างกายครูเพื่อตอบโต้

    ขณะที่ผลสำรวจจากกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ในปี 2024 พบนักเรียนชั้นมัธยมปลาย 37% ระบุว่า การใช้โซเชียลมีเดียกระทบต่อชีวิตประจำวัน และอีก 22% ยอมรับว่า ตนรู้สึกกังวล ถ้าไม่ได้เข้าไปเช็กโซเชียลฯ ของตนเอง

    น่าสนใจว่า กฎหมายดังกล่าวมีเสียงแตกเป็น 2 ฝ่าย คือกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งในหมู่ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเพียง Korean Federation of Teachers’ Association กลุ่มเคลื่อนไหวอนุรักษนิยมเท่านั้นที่เห็นด้วย ขณะที่ในด้านผู้คัดค้าน นำโดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่า การแบนดังกล่าวกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก ซึ่งมีท่าทีคล้ายคลึงกับสหภาพครูและแรงงานทางการศึกษาที่ไม่ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการ บ้างถึงกับแสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนสิทธิการใช้มือถือของนักเรียน

    โจ ยองซุน (Cho Young-sun) นักเรียน ม.ปลาย ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเพียงวิธีที่จะพูดคุยกับเพื่อนใน KakaoTalk นอกจากการอุดอู้กับโรงเรียนและสถาบันกวดวิชา โดยเธอเชื่อว่า กฎหมายครั้งนี้มุ่งเป้าผิด แทนที่จะสนใจมาตรการการสอบซูนึง (Suneung) หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุด ซึ่งจากภาวะดังกล่าว ทำให้เด็กเกาหลีแทบจะไม่ใช้โทรศัพท์ นอกจากเวลาว่างเท่านั้น

    ปัจจุบันฟินแลนด์และฝรั่งเศสแบนการใช้โทรศัพท์มือถือในเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และจีน ห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกโรงเรียน เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลฯ ทุกชนิด

    อ้างอิง

    https://www.bbc.com/news/articles/c776ye6lrvzo

    https://www.koreaherald.com/article/10563208

    https://www.reuters.com/business/media-telecom/south-korea-ban-mobile-phones-school-classrooms-2025-08-27/

    https://www.france24.com/en/culture/20241128-australia-passes-world-s-first-social-media-ban-for-under-16s

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-south-korea-phone-ban-law/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U_FNJdNm3C1qg3kgyB7RZ

  • เปิดโฉม “9 ตุลาการศาลรธน.” รัฐศาสตร์ -นิติศาสตร์- ราชการ ชี้ชะตา”นายกฯ”

    เปิดโฉม “9 ตุลาการศาลรธน.” รัฐศาสตร์ -นิติศาสตร์- ราชการ ชี้ชะตา”นายกฯ”

    4.วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาศาลฎีกา

    -เกิด 27 พฤศจิกายน 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา 

    ประวัติการศึกษา     

    -นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    

    -เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  

    5.จิรนิติ หะวานนท์  ผู้พิพากษาศาลฎีกา

    -เกิด 14 กุมภาพันธ์ 2496 ปัจจุบัน อายุ 72 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

    การศึกษา

    -นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    -เนติบัณฑิตไทย (ลำดับที่ 1 สมัย 28) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  

    -LL.M. (Master of Law, Harvard University)

    -M.C.L. (Master of Comparative Law, George Washington University)

    -S.J.D. (Doctor of Juridical Science, George Washington University)

    เปิดโฉม

    6.นภดล เทพพิทักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากราชการ

    -เกิด 3 ธันวาคม 2499 ปัจจุบันอายุย่าง 69 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา, อดีตเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ 

    การศึกษา        

    -รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) 

    -Master of Arts (International Relations) , Northern Illinois University (Fulbright Scholarship)

    7. บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

    -เกิด 14 สิงหาคม 2495 ปัจจุบันอายุ 73 ปี  

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 20 ส.ค. 2563 

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิงหาคม 2570

    -อดีตตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด 

    ประวัติการศึกษา

    -ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    -นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    รามคำแหง

    8.อุดม รัฐอมฤต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์

    -เกิด 25 มิถุนายน 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 28 มกราคม 2566 

    -วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งช่วงเดือนมกราคม 2573

    -อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    การศึกษา        

    – นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    – นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    – ปริญญาโทและปริญญาเอกทางกฎหมายอาญา (Diplôme d’études approfondies et Doctorat en Droit Pénal) มหาวิทยาลัย Nancy II ประเทศฝรั่งเศส 

    9. สุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

    -เกิด 16 กันยายน 2498 ปัจจุบันอายุ 70 ปี 

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 มีนาคม 2567 

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีนาคม 2574

    -อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด

    การศึกษา

    – นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    – เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    – รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสยาม

    – นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    “ผู้นำหญิงคนที่สองของไทย” กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในชีวิตการเมือง ที่อาจพลิกโฉมหน้าการเมืองไทย 

    29 สิงหาคม 2568  ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 ท่าน จะเป็นผู้ให้คำตอบ?!?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DGqMxe0fr-m2cnKSbKaYr

  • ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    เคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า

    “คนวัยทำงานและผู้สูงวัยจะกลับมาเรียนรู้อย่างไร โดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง” และ

    “คนวัยทำงานและผู้สูงวัยจะการันตีประสบการณ์ของตนได้อย่างไร”

    แนวคิด “ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System)” จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจากการเรียน การอบรม หรือการทำงานจริง เพื่อนำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตที่ใช้ต่อยอดในระบบการศึกษาได้

    แนวคิดเรื่อง “ธนาคารหน่วยกิต” มีรากฐานจากระบบ Academic Credit Bank System ของเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดกว้างให้คนทำงานหรือผู้ที่เรียนรู้นอกระบบได้รับการยอมรับในระดับคุณวุฒิ ขณะที่ประเทศไทยก็มีการระบุเรื่องการเทียบโอนผลการเรียนรู้ไว้ตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และต่อมาจึงได้เริ่มพัฒนากลไกนี้ขึ้นในช่วงสองสามปีหลัง

    เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและนำไปใช้ต่อยอดได้ตลอดชีวิตโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

    สำหรับหลักการทำงานของ “ธนาคารหน่วยกิต” มีลักษณะเด่น คือ

    1. เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดอายุหรือวุฒิเดิม
    2. ยืดหยุ่นและเทียบโอนได้  นำผลการเรียนหรือประสบการณ์จากหลายแหล่งมาใช้ได้ เช่น การอบรมวิชาชีพ หรือการทำงานจริง
    3. สะสมหน่วยกิตได้ต่อเนื่อง  ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา สามารถสะสมไว้แล้วนำไปใช้เมื่อพร้อม

    หากจะอธิบายให้เห็นภาพ “ธนาคารหน่วยกิต” นี้วางเป้าให้สามารถเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีระบบการันตีความรู้ของผู้คนตลอดชีวิต

    เช่น ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แต่ยังอยากทำงานต่อ ก็สามารถนำประสบการณ์ทำงานหลายสิบปีมาแปลงเป็นหน่วยกิต และเรียนเพิ่มเติมเฉพาะบางวิชาเพื่อเปลี่ยนสายงานหรือต่อยอดความรู้ได้

    หรือ แรงงานสายอาชีพ เช่น ช่างฝีมือ ช่างไฟฟ้า หรือช่างยนต์ ที่ผ่านการอบรมและทำงานจริง สามารถใช้ประสบการณ์เหล่านี้ยื่นขอเทียบโอนเป็นหน่วยกิต เพื่อรับคุณวุฒิในระบบอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษาได้เช่นกัน

    ตัวอย่างที่เห็นผลแล้ว คือ ระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” ที่นำมาทดลองใช้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 9 แห่ง พบว่านักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าสามารถลดเวลาเรียนได้ถึง 1 ปีครึ่ง และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 40,000 บาท  รวมไปถึงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังริเริ่มจัดทำระบบคลังหน่วยกิตของตนเอง รวมถึงระบบรังรองหลักสูตร ประเมินและฐานข้อมูลผู้เรียน

    สำหรับการดำเนินการและสถานะปัจจุบันนั้น  มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบบริหารจัดการระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

    หน่วยงานนี้ทำหน้าที่จัดทำหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และมาตรฐานการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รวมทั้งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระบบและนอกระบบ

    ล่าสุดในปี 2567 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา เพื่อผลักดันให้ระบบธนาคารหน่วยกิตเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยทุกกลุ่มได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีวิต และกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาขั้นตอนและมาตรฐานการดำเนินงาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/729492&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ohBwtVWt6HG6H3X6bI0RY

  • ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าร่วมงานประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติที่ประเทศไทย

    ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าร่วมงานประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติที่ประเทศไทย

    สถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งประเทศไทย (GIT) ในฐานะผู้จัดการประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติ ประจำปี 2025 ได้เชิญผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เข้าร่วมพิธีมอบรางวัล ภายหลังจากมีศิลปินชาวอิหร่าน 2 คน สามารถผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้ายของการประกวด โดยมีนายฟารูกี เป็นผู้แทนสถานทูตร่วมงานในครั้งนี้

    ศิลปินชาวอิหร่านสามารถคว้ารางวัลอันดับที่ 2 และอันดับที่ 4 มาครองได้ โดยการประกวดครั้งนี้มีผลงานส่งเข้าร่วมกว่า 899 ชิ้น จาก 37 ประเทศทั่วโลก และจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 4 กันยายน 2568 พร้อมประกาศ 30 ผลงานเด่น (รวมถึง 9 ผลงานจากอิหร่าน) และคัดเลือกผลงานรอบสุดท้าย 4 ชิ้น เพื่อมอบรางวัลเงินสดและประกาศนียบัตรเกียรติยศ

    ในบรรดาผู้ชนะ คุณชิริน คาซามี ด้วยผลงานชื่อ “เครือข่ายแห่งกาลเวลา” และคุณฮาเหม็ด ญะฟารี ด้วยผลงานชื่อ “เสียงสะท้อนแห่งนิรันดร์” ต่างได้รับเสียงชื่นชมจากคณะกรรมการผู้ตัดสิน

    ภายหลัง คุณคาซามีได้เข้าพบเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย นาย นาซิรุดดิน เฮย์ดารี ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อรับคำชื่นชมและการยกย่องในความสำเร็จ

  • กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน  ฟอร์โด และนาทานซ์

    กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน ฟอร์โด และนาทานซ์

    กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน ฟอร์โด และนาทานซ์
    ผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ:
    🔹ผู้ตรวจสอบของทบวงได้เดินทางเข้ามายังอิหร่านแล้ว และขณะนี้สามารถเข้าถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุเชอร์ได้
    🔹ผู้ตรวจสอบยังไม่ได้เดินทางไปยังไซต์ต่าง ๆ ที่ฟอร์โด อิสฟาฮาน และนาทานซ์
    🔹การเจรจาจำเป็นต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เราบรรลุเงื่อนไขที่ดีกว่า
    🔹เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะการตรวจสอบไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงในสถานที่ที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายเท่านั้น

  • คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน

    ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525066&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q_50JZd6DnafRQzRbc-gF