Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตานายกฯคนที่ 32-รัฐบาลใหม่ เดินหน้า ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ หรือหยุดแค่นี้ | เดลินิวส์

    จับตานายกฯคนที่ 32-รัฐบาลใหม่ เดินหน้า ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ หรือหยุดแค่นี้ | เดลินิวส์

    หลังจากเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียงให้ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ โดยต้องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะยังคงเป็นขั้วรัฐบาลเดิม นำโดย “พรรคเพื่อไทย” หรือเปลี่ยนขั้วที่นำโดย “พรรคภูมิใจไทย”

    นโยบายของรัฐบาลเดิม “พรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญอาจเกิดเหตุให้สะดุด หากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนขั้ว และยังไม่นับรวมกรณี “ยุบสภา” นั่นเท่ากับว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่

    นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ รัฐบาลเพื่อไทย

    1.นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    • นโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เดิมมีกำหนดว่าจะเริ่มใช้ได้ในวันที่ 1 ต.ค.2568 เป็นต้นไป แต่ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ออกมาขอโทษประชาชนที่ทำไม่ทัน โดยจะเลื่อนเริ่มใช้ 20 บาทตลอดสายไปช่วงกลางเดือน พ.ย.2568
    • สาเหตุที่ 20 บาทตลอดสายทำไม่ทัน 1 ต.ค. และต้องเลื่อนไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความล่าช้าของกระบวนการในสภา ทำให้กฎหมายมีความล่าช้าออกไป ประกอบด้วย พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง, พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.)

    2.นโยบายการแก้ปัญหาหนี้

    • การแก้ปัญหาหนี้ เป็นนโยบายของทุกรัฐบาลที่พยายามเดินหน้าแก้ปัญหาให้ได้ แต่ความช่วยเหลือที่ผ่านมา เห็นเด่นชัด คือการช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้, โครงการคุณสู้เราช่วย, การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และช่วยเหลือให้ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งเอสเอ็มอี ได้เข้าถึงแหล่งเงิน
    • ก่อนหน้านี้ รัฐบาล ผ่านแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ขึ้นมาใหม่ โดยรับซื้อหนี้จากประชาชน เพื่อเป็นการแยกหนี้ดีและหนี้เสีย NPL ออกจากกัน

    3.นโยบายสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA)

    • NaCGA เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาหนี้ โดยการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน ได้รับสินเชื่อเพื่อให้นำมาใช้หมุนเวียนประกอบธุรกิจ เพราะถ้ามีตัวช่วยในการค้ำประกัน จะทำให้สถาบันการเงินตัดสินใจปล่อยกู้ได้ง่ายมากขึ้น
    • ล่าสุด ร่างพ.ร.บ.NaCGA อยู่ระหว่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่าง และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในสภาต่อไป

    4.นโยบายหวยเกษียณ

    • เป็นนโยบายสำคัญเพื่อสร้างหลักประกันทางด้านการเงินให้กับประชาชน ซึ่งมีการปรับแก้กฎหมายของ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ให้สามารถออกหวยเกษียณได้
    • หวยเกษียณ คือ สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ
    • เงินค่าซื้อสลาก หรือหวยเกษียณ จะเป็นเงินออม และคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปีรวมเงินค่าซื้อสลาก และผลตอบแทนการลงทุน
    • ความคืบหน้าล่าสุด กฎหมายผ่านวาระ 1 ในชั้นวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก่อนเข้าสู่การพิจาณาวาระ 2-3 คาดเริ่มได้ภายในปี 2568

    5.นโยบายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub)

    • รัฐบาลเพื่อไทยพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น
    • ความคืบหน้าล่าสุด พ.ร.บ. Financial Hub เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    6.นโยบายแลนด์บริดจ์

    • เป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ ให้ประเทศไทยไปสู่ฮับการขนส่งทางเรือในภูมิภาค
    • ความคืบหน้าล่าสุด เตรียมนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อนำเข้าสู่สภาภายในปี 2568 และเปิดประมูลโครงการในปี 2569

    7.ภาษีทรัมป์

    • แม้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐที่เรียกเก็บจากไทย 19% จะเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่ยังมีในรายละเอียดที่ต้องมาตกลงกันในเรื่องประเด็นการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า สัดส่วนโลคัลคอนเทนต์ ที่ผลิตในประเทศว่าจะสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เพราะจะถูกจัดเก็บภาษี Transshipment rate อัตรา 40%
    • ร่างถ้อยแถลงที่จะยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 0% ที่มีประมาณ 10,000 รายการ โดยต้องเข้าสู่สภาเพื่อรับทราบโดยทั่วกัน ก่อนจะมีตัวแทนเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ หรือ ทีมไทยแลนด์ เซ็นอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรกับสหรัฐ

    8.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

    • เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทยที่พยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่เป็นอันต้องเลื่อนออกไป โดยให้เหตุผลว่า มีเรื่องต้องทำความเข้าใจกับประชาชนและสังคม ซึ่งต้องใช้เวลา
    • ที่ผ่านมารัฐบาลแพทองธาร ยืนยันไม่ได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการ เพียงแค่เลื่อนการพิจารณาในสภาออกไปก่อน

    ในเวลานี้ยังต้องจับตาว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่ 32 จะเป็นใคร และทีมรัฐบาลที่จะถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ จะมีการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและผลักดันงานที่ต้องสานต่อจากรัฐบาลชุดเดิมอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อทั้งในไทยและเวทีโลก

    แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือ “ภูมิใจไทย” ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับข้อเสนอของ “พรรคประชาชน” ที่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อเลือกตั้งใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5072614/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mqy-yhQqDJLWlUjBZegOZ

  • TikTok Shop จับมือ MDES เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะ MSMEs ไทย

    TikTok Shop จับมือ MDES เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะ MSMEs ไทย

    TikTok Shop ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะผู้ประกอบการไทย

    หนึ่งในพันธกิจหลักของ TikTok คือการมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและสนับสนุนวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ของประเทศไทย ล่าสุด TikTok Shop ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเปิดตัวหลักสูตร “TikTok for Thailand อีคอมเมิร์ซ (TikTok Shop)” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดร้านค้า การสร้างยอดขายผ่านคลิปวีดิโอสั้น ตลอดจนเทคนิคการไลฟ์สดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมแรงงานดิจิทัลในระดับตำบล ผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศจำนวน 1,722 แห่ง ผมมั่นใจว่าการร่วมมือกับ TikTok จะช่วยให้เราสามารถใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการขยายการเชื่อมต่อดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเสริมพลังให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น”

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, TikTok กล่าวว่า “TikTok Shop มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซให้มีความปลอดภัย ยั่งยืน และครอบคลุม เพื่อช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ MSMEs ของไทย ให้สามารถเติบโตและขยายธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนภาพใหญ่ของ TikTok Shop เพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมมอบบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ชุมชนผู้ซื้อ ผู้ขาย และครีเอเตอร์”

    ปัจจุบัน TikTok Shop อบรมเพิ่มทักษะให้แก่ผู้ประกอบการไทยไปแล้วหลายพันราย ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและมีรายได้บนแพลตฟอร์ม ล่าสุด TikTok Shop ยังได้เปิดตัวแคมเปญ #TikTokShopThaiRisers เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ไทยในท้องถิ่นผ่านทั้งบนแอปพลิเคชันและนอกแพลตฟอร์ม

    ในปี 2568 TikTok Shop ลงทุนมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64.7 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ MSMEs ไทยบน TikTok Shop และยังลงทุนเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก เพื่อพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/business/729685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iLwyRmQotuYURiGLU-oSD

  • แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานจากอุซเบกิสถานกว่า 20,000 คนเข้ามาทำงานในบัลแกเรีย เพื่อเติมเต็มช่องว่างการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นจากการลดลงของประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยากจนที่สุดแห่งนี้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติในหลายภาคส่วน

    นิลฟาร์ นาซาโรวา อดีตนักบัญชีจากอุซเบกิสถาน ปัจจุบันทำงานเป็นแม่บ้านในโรงแรมที่รีสอร์ต อัลเบนา ริมทะเลดำของบัลแกเรีย เป็นฤดูกาลที่สี่แล้ว ปีแรกมีชาวอุซเบกิสถานน้อยมาก แต่ตอนนี้มีประมาณ 100 คนมาทำงานทุกฤดูกาล เพราะเงินเดือนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ นาซาโรวา วัย 40 ปี จากเมืองบุคารา กล่าวกับ เอเอฟพี

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    วิกฤตประชากรและการขาดแคลนแรงงาน

    ประชากรบัลแกเรียลดลงเกือบหนึ่งในสามนับตั้งแต่ปี 1990 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 7% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ สมาคมเจ้าของโรงแรมระบุว่า ตำแหน่งงานหลายหมื่นตำแหน่งในภาคการท่องเที่ยวยังว่างอยู่ในช่วงต้นฤดูกาล

    การสำรวจบริษัทต่าง ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า 8 ใน 10 นายจ้างเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ้างแรงงานจากประเทศนอกสหภาพยุโรป

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

    ฟิลิป เกาเนฟ อดีตข้าราชการรัฐบาล ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหาแรงงานข้ามชาติ ระบุว่า ในอัตรานี้ พวกเขาอาจกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีนัยสำคัญภายใน 5-6 ปี ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของบัลแกเรียได้

    ที่รีสอร์ต อัลเบนา ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วทวีป แรงงานจากอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ เข้ามาทำงานในโรงแรม ห้องครัว และบาร์

    แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

    กุลไรคาน มูคันเบ็ตโอฟนา นักศึกษาชาวอุซเบกิสถานวัย 20 ปี กล่าวว่า งานหนักแต่คนใจดี ขณะทำงานในร้านอาหารโรงแรม 4 ดาวริมทะเลดำ โพสต์ Instagram เกี่ยวกับชีวิตของเธอที่ อัลเบนา มียอดผู้ติดตามหลายพันคน

    กราสิมิรา สโตยาโนวา ผู้จัดการรีสอร์ท อธิบายว่าแรงงานต่างชาติได้รับอาหาร ที่พัก และเงินเดือนที่สูงกว่าในอุซเบกิสถานหลายเท่า โดยที่บ้านเกิดได้รับ 100-150 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ที่บัลแกเรียเริ่มต้น 600 ดอลลาร์และสูงถึง 800 ดอลลาร์หรือมากกว่า

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด

    รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญและให้วีซ่าแรงงานข้ามชาติง่ายขึ้น แม้ขั้นตอนราชการยังซับซ้อนและปัญหาคอร์รัปชันยังคงมีอยู่ เกาเนฟ กล่าวว่าเป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจบัลแกเรีย

    บัลแกเรียมีประชากรลดลงเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คนบัลแกเรียส่วนใหญ่ที่ออกไปไม่กลับมา และเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรอายุเกิน 65 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uzbek-workers-fill-bulgarian-labor-gap&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ykbn2Q1hqtp4EV3h2Rr2X

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ (1) การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง (2) การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง (3) การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ และ (4) แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง
     

    ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% (2) การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ และ (3) การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น
     

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก (1) ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย และ (3) อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ “Debt Deflation” อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193-_XZNxNwbzZSGdJM_Io

  • อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียน่าจะต้านทานผลกระทบจากการประท้วงที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ได้ เพราะอินโดนีเซียมีรากฐานแข็งแกร่ง โดยอินโดนีเซียจะยังคงรักษานโยบายสนับสนุนกำลังซื้อและแรงงานเอาไว้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นทางการคลังอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศและตลาดพันธบัตรเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะที่หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงมากที่สุดในรอบเกือบ 5 เดือน หลังจากเหตุประท้วงรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์

    ขณะนี้ อินโดนีเซียกำลังประสบกับความวุ่นวายทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี อันจะเห็นได้จากการชุมนุมประท้วงและการจลาจลที่ลุกลามไปทั่วเมืองต่าง ๆ

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเยือนจีน หลังเกิดเหตุจลาจลรุนแรงในประเทศ ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้พุ่งเป้าไปที่บ้านพักของรัฐมนตรีคลังและสมาชิกรัฐสภาหลายคน เนื่องจากไม่พอใจเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงบ้านพักของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า และความไม่พอใจยิ่งลุกลาม ทั้งจากประเด็นการขึ้นภาษี การเลิกจ้างงานจำนวนมาก และอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้มีรายได้น้อย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31a_eK0DoW2lL25SLgBiIA

  • “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    การเมือง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณปี 2569 ดำเนินตาม 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    ขับเคลื่อนนโยบายหลักของรัฐบาล ทั้งเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามารถแข่งขัน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    จัดงบตามลำดับความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การอบรม เดินทางต่างประเทศ หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมให้ใช้เงินนอกงบประมาณและความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อลดภาระการกู้

    ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายการคลัง และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้จ่ายมีความคุ้มค่าและโปร่งใส

    ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วุฒิสภา รายงานว่า การจัดงบปี 2569 ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 อยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท หรือ 64.1% ของจีดีพี พร้อมเสนอให้รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บรายได้และลดการใช้เงินคงคลัง

    กมธ. ยังมีข้อสังเกตว่า

    งบด้านเศรษฐกิจ 965,754 ล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จีดีพีโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน จึงเสนอให้เน้นปรับโครงสร้างหนี้ ส่งเสริมการออม และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่

    งบด้านสังคม 1.02 ล้านล้านบาท แม้สูงสุด แต่ปัญหาช่องว่างรายได้ยังขยายตัว จึงควรใช้งบให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น

    งบด้านความมั่นคง 680,374 ล้านบาท ควรเน้นการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการบังคับใช้กฎหมาย

    งบแก้ภัยพิบัติและทรัพยากรธรรมชาติ ควรบูรณาการวางแผนและกระจายงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างยั่งยืน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/444623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xp4EYoSsIa2WWq6mBEgpf

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนมาสัมผัสความสุข ปลูกรอยยิ้ม ในงาน “เกษตรสร้างสุข”

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

    Tag :

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี จัดงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจการทำเกษตรอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการและองค์ความรู้ด้านการเกษตร รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรในห้องอบรมวิชาของแผ่นดิน และ Workshopกว่า 8 วิชา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ชม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพปลอดภัย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และเกษตรกรภาคีความร่วมมือทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า งานจัดขึ้นในวันที่ 6 – 7 กันยายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี

    พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย  ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดเผยว่า “การจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “เกษตรสร้างสุข” มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้เห็นว่าการเกษตรไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ แต่คือวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานยังมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการเรียนรู้การจัดการผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน สมุนไพร และไม้ดอกทานได้ พร้อมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้รู้จริงด้านการเกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพสร้างรายได้และความสุขได้อย่างยั่งยืน”

    ภายในงานพบกับ นิทรรศการ “เกษตรสร้างสุข กิน ชม ดม ดื่ม” ถ่ายทอดองค์ความรู้ คุณประโยชน์จากผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และไม้ดอกทานได้ ที่มีประโยชน์ในการประกอบอาหารและดูแลสุขภาพ พร้อมอนุรักษ์ และเผยแพร่ภูมิปัญญาการใช้พืชสมุนไพรและไม้หอม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย โดยแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ สุขจากการกิน  ผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน และสมุนไพรบำรุงกำลัง สุขจากการชม การจัดสวนถาดสร้างสรรค์ สุขจากการดม พันธุ์ไม้หอมที่มีกลิ่นหอมตามช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้า มะลิ ช่วงเย็น ดอกโมก ดอกแก้ว เป็นต้น และสุขจากการดื่ม ชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อัญชัน เกสรบัวหลวง มะลิ กุหลาบ  พร้อมองค์ความรู้ชาสมุนไพร

    พลาดไม่ได้กับการอบรมวิชาของแผ่นดิน และWorkshop กว่า 8 วิชา เรียนรู้ได้ทั้ง Onsite และ Online ฟรี อาทิ หลักสูตร เกษตรอินทรีย์ สร้างฟาร์มสุข อาจารย์สรศักดิ์ ไวจันทึก “ฟาร์มสุข ฟาร์มออแกนิก” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จ.นครราชสีมา หลักสูตรลดภาษีที่ดินทิ้งร้าง ด้วยทุเรียนอินทรีย์ อาจารย์อดิศร พวงชมภู “ประธานโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน” จ.นครปฐม หลักสูตรเกษตรดี มีสุข อาจารย์กรุณาพร วงษ์ละคร “สวนกตัญญู” จ.ขอนแก่น และหลักสูตรอาหารปลอดภัย กายใจ  เป็นสุข กับ อาจารย์สุพัตรา ไชยชมภู “เจ้าของเพจปูเป้ทำเอง” กรุงเทพฯ เป็นต้น

    ชม ชิม ช็อปสินค้าเกษตรปลอดภัย จุใจไปกับทั้งของกิน ของใช้ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ต้นไม้พันธุ์ไม้ โดยเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และร้านค้าภาคีความร่วมมือกว่า 120 ร้านค้า ในราคามิตรภาพ และกิจกรรมหลากหลายภายในงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook / Line ID : @wisdomkingmuseum

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/911048&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WCAo51Q-KwTFElGojstH

  • 35 ปี ‘สืบ นาคะเสถียร’ ชีวิตเพื่อผืนป่า เจตนารมณ์แห่งการอนุรักษ์ และการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

    35 ปี ‘สืบ นาคะเสถียร’ ชีวิตเพื่อผืนป่า เจตนารมณ์แห่งการอนุรักษ์ และการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

    “ถ้าป่าไม้และสัตว์ป่าถูกทำลาย ชีวิตของเราก็จะถูกทำลายไปด้วย”

    — สืบ นาคะเสถียร

    1 กันยายน ของทุกปีถูกยกให้เป็น “วันสืบ นาคะเสถียร” เพื่อรำลึกถึงนักอนุรักษ์ผู้พลีชีพเพื่อผืนป่าและสัตว์ป่าไทย ปี 2568 ครบรอบ 35 ปี แห่งการจากไปของบุรุษที่ยืนหยัดต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในวันที่สังคมยังไม่พร้อมฟังเสียงของธรรมชาติ แต่จุดประกายให้คนรุ่นหลังลุกขึ้นปกป้องผืนป่าอย่างจริงจัง

    จากนักวนศาสตร์ สู่นักสู้เพื่อผืนป่า

    สืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2492 ที่จังหวัดปราจีนบุรี สำเร็จการศึกษาคณะวนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อด้านอนุรักษ์วิทยาที่ University of London ประเทศอังกฤษ เขาเริ่มต้นเส้นทางอนุรักษ์ในพื้นที่เขาเขียว–เขาชมพู่ จังหวัดชลบุรี ก่อนก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ในปี 2532

    ในยุคที่การลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ยังเป็นเรื่องปกติ สืบเป็นเพียงไม่กี่คนที่ยืนหยัดอย่างไม่หวั่นเกรง เขาทำงานเชิงนโยบายไปพร้อมกับภาคสนาม บันทึกข้อมูลอย่างละเอียด เสนอแผนอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ และเดินหน้าผลักดันให้ผืนป่าห้วยขาแข้ง–ทุ่งใหญ่นเรศวร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” โดยยูเนสโก

    แต่เส้นทางอนุรักษ์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สืบต้องเผชิญกับระบบราชการ อุปสรรคทางนโยบาย และข้อจำกัดของกฎหมาย การสูญเสียเจ้าหน้าที่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ความสิ้นหวังที่สะสมยาวนาน…นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสุดท้ายของชีวิต

    สืบ นาคะเสถียร

    สืบ นาคะเสถียร

    1 กันยายน 2533 เสียงปืนที่ปลุกสังคมให้ตื่น

    การจากไปของ สืบ นาคะเสถียร ด้วยอัตวิบาตกรรมในวันที่ 1 กันยายน 2533 ในวัยเพียง 40 ปี สะเทือนใจผู้คนทั่วประเทศ ทว่า เสียงปืนหนึ่งนัดจากบ้านพักในห้วยขาแข้ง กลับกลายเป็นเสียงเรียกร้องที่ดังก้องไปทั้งสังคม จุดประกายให้เกิดกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในประเทศไทย

    หนึ่งปีหลังจากนั้น ในปี 2534 ผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” โดยเอกสารที่สืบจัดทำไว้เป็นข้อมูลหลักที่ใช้ในการพิจารณา

    สืบทอดเจตนารมณ์ จากมูลนิธิสืบฯ ถึงครอบครัวห้วยขาแข้ง

    หลังการจากไป “มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร” ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อสานต่อภารกิจของเขา ปัจจุบันมูลนิธิฯ ทำงานร่วมกับกรมอุทยานฯ ชุมชน และองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ในหลายระดับ ตั้งแต่การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การติดตามสัตว์ป่า ไปจนถึงการสื่อสารสาธารณะและเสริมพลังชุมชน

    วันนี้ชุมชนรอบห้วยขาแข้งเกือบทุกแห่งมี “ป่าชุมชน” เป็นของตนเอง และร่วมเป็นเครือข่าย #ครอบครัวห้วยขาแข้ง ดูแลผืนป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ นี่คือผลแห่งความสำเร็จจากแนวคิด “การอนุรักษ์โดยชุมชน” ที่สืบเคยเชื่อมั่น

    ตัวชี้วัดเชิงระบบ ป่ากลับมา เสือโคร่งยังอยู่

    ข้อมูลจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ชี้ว่าประชากรเสือโคร่งในผืนป่าทุ่งใหญ่–ห้วยขาแข้งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงระบบนิเวศโดยรวมยังคงความสมบูรณ์ ทั้งเหยื่อของเสือและพืชพรรณที่จำเป็นต่อห่วงโซ่อาหารก็ยังอยู่ครบ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของประชากรแร้งหลังหายไปกว่า 30 ปี ก็สะท้อนความสำเร็จของการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

    จากป่า 20% สู่เป้าหมาย 40% ภารกิจยังไม่สิ้นสุด

    ในอดีต สืบ นาคะเสถียรเคยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้อย่างน้อย 20% ของประเทศ ปัจจุบัน พืนที่ป่าอนุรักษ์ขยายตัวเกิน 25% แล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด เพราะตัวเลขรวมของพื้นที่ป่ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยอื่น เช่น การขยายตัวของเมืองและภาคเกษตร

    รัฐบาลยังคงมีเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ ร้อยละ 40ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

    การสื่อสารเพื่อความเปลี่ยนแปลง

    ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนจากเรื่องเฉพาะกลุ่มกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่โซเชียลมีเดียไปจนถึงเวทีนโยบาย การรณรงค์ การศึกษา และการสร้างแรงบันดาลใจกลายเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับงานอนุรักษ์มากขึ้น

    สืบ นาคะเสถียร

    สืบ นาคะเสถียร

    รำลึก…เพื่อเริ่มต้นใหม่

    วันสืบ นาคะเสถียร ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงบุคคล แต่เป็นวันแห่งการทบทวนบทเรียนของอดีต เพื่อออกแบบอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับธรรมชาติและมนุษย์

    …35 ปีผ่านไป เสียงปืนในห้วยขาแข้งยังคงสะท้อนอยู่ในความทรงจำของคนไทย การต่อสู้เพื่อผืนป่าอาจยาวนานและเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ “เจตนารมณ์ของสืบ” ยังคงเป็นแสงนำทางให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อม ด้วยความรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-35rd-anniversary-seub-nakhasathien&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S3bE9yopeczFp8_RZ7JHw

  • สมศ.จับมือภาคีร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ.จับมือภาคีร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    1 กันยายน 2568 14:23 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ” 2025 ONESQA Forum ” เพื่อประกาศเจตนารมณ์สำคัญในการปฏิวัติบทบาทขององค์กร ที่เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน เวทีนี้จึงเป็นหมุดหมายที่รวมพลังจากทุกภาคส่วนในวงการการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ด้วยกลไกการประเมินคุณภาพภายนอก 

    ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย” โดยได้เน้นย้ำว่า การประเมินคุณภาพไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบ แต่เป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย” ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียน ครู และระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งใช้ข้อมูลเป็นฐานในการพัฒนาการศึกษาเพื่ออนาคต

    การเดินทางของ สมศ. ตั้งแต่การประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรกเมื่อปี 2544 จนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 25 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความท้าทายที่องค์กรก้าวข้ามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระสถานศึกษา การใช้ระบบ Automated QA ที่ช่วยให้กระบวนการประเมินดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่ใช้กระดาษ รวมถึงการนำข้อมูลผลการประเมินไปใช้เป็น “กระจกสะท้อน” ให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นทั้งจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์จริง ทั้งนี้ สมศ. ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ประเมิน” แต่ยังเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการผลักดันนโยบายการศึกษาไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้บริหารระดับสูงทางการศึกษาที่เข้าร่วมประชุม ให้ใช้เวทีครั้งนี้เป็นโอกาสในการทำความเข้าใจทิศทางใหม่ของ สมศ. ซึ่งได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ประเมินแบบเน้นตัดสินคุณภาพ” มาสู่ “ผู้ประเมินแบบสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพ” โดยให้ความสำคัญกับการแสดงพลังของข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า การจัดประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีนโยบายสาธารณะ (ONESQA Public Forum) ที่จัดขึ้นเพื่อประกาศเจตนารมณ์ “ก้าวใหม่ของการประเมินคุณภาพ” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของ สมศ. จาก “ผู้ตัดสินคุณภาพ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตข้อมูลคุณภาพ” ที่สะท้อนสภาพจริงของระบบการศึกษาไทย เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นฐานในการกำหนดนโยบายเชิงระบบได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่า “การประเมินคือเครื่องมือเพื่อการพัฒนา มิใช่ภาระของสถานศึกษา”

     ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ ยังได้บรรยายในหัวข้อ “จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ: วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.” โดยชี้ให้เห็นว่า สมศ. กำลังก้าวสู่การเป็น Data-Driven Organization ที่ใช้สารสนเทศจากผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแก่ผู้กำหนดนโยบายระดับสูง (Policy Makers) และใช้ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังพัฒนา กรอบการประเมินการศึกษา 5.0 ที่มุ่งให้ผู้ประเมินภายนอกทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษา” หรือ “โค้ช” มากกว่าการตัดสิน พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สร้าง Dashboard Interactive เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648153&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RueqdT3MyVDi8yatvYXed

  • รมว.พม.วราวุธฯ ประธานมอบทุนการศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี | TOPNEWS

    รมว.พม.วราวุธฯ ประธานมอบทุนการศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี | TOPNEWS

    รมว.พม.วราวุธฯ ประธานมอบทุนการศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี

    • เผยแพร่ : 01/09/2025 13:59

    ที่ห้องสร้อยอินทนิล วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัด สุพรรณบุรี กล่าวต้อนรับ และนายทรงวุฒิ เรือนไทย ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ส่วนราชการ ผู้มีอุปการคุณมอบทุนการศึกษา คณะครู และนักเรียน นักศึกษา ผู้ได้รับทุนการศึกษาของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี เข้าร่วม

    วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี ได้กำหนดนโยบายในการให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียน นักศึกษาที่แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยการนำเงินบริจาคจากผู้มีอุปการคุณและมีใจอันเป็นกุศล มาจัดสรรเป็นทุนการศึกษาแก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึงและยุติธรรม ตามความจำเป็นในทุกระดับชั้นและทุกสาขาวิชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียน นักศึกษา และครอบครัว อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้เรียนได้มุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจน สำเร็จการศึกษา ตามความมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้เมื่อเข้ามาศึกษา ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี

    ในโอกาสนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การมอบทุนการศึกษานับเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ยิ่ง เพราะก่อให้เกิดความสุขทั้งแก่ผู้ให้และผู้รับ กล่าวคือ ผู้ให้ย่อมเกิดความปีติและความสุขใจที่ได้สร้างบุญกุศล ส่วนผู้รับก็ได้รับความสุขและกำลังใจจากโอกาสอันดีที่ได้รับทุนทรัพย์ เพื่อเป็นกำลังในการศึกษาเล่าเรียน จนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามหลักสูตรอย่างมีคุณภาพ นักเรียน นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะครู อันมีคุณสมบัติคือความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียร ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน แต่ประสบปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ เมื่อได้รับทุนการศึกษาจากผู้มีอุปการคุณแล้ว ขอให้ทุกคนตั้งใจศึกษาอย่างเต็มความสามารถ เพื่ออนาคตของตนเอง ต่อไป
    ภัทรพล พรมพัก ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1295309&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wE7QlAZH88gzeMOdIBFPL