Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ได้ผู้ชนะแล้ว ‘มิสเตอร์อยุธยา’ พรีเซ็นเตอร์ สร้างภาพลักษณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์งานจังหวัด | เดลินิวส์

    ได้ผู้ชนะแล้ว ‘มิสเตอร์อยุธยา’ พรีเซ็นเตอร์ สร้างภาพลักษณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์งานจังหวัด | เดลินิวส์

    ได้ผู้ชนะแล้ว ‘มิสเตอร์อยุธยา’ พรีเซ็นเตอร์ สร้างภาพลักษณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์งานจังหวัด

    นายกอบจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประกวด ‘มิสเตอร์อยุธยา’ รอบตัดสิน เฟ้นหาพรีเซ็นเตอร์ สร้างภาพลักษณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์งานจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5071463/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CAAd-GVC-kn7Ip76OM9sg

  • “พงศ์ภัทร” มอง SET “ไซด์เวย์” รอรัฐบาลใหม่ แนะสะสมหุ้นท่องเที่ยว

    “พงศ์ภัทร” มอง SET “ไซด์เวย์” รอรัฐบาลใหม่ แนะสะสมหุ้นท่องเที่ยว

    นายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ นักกลยุทธ์การลงทุน Research Department, InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” วันนี้ (1 ก.ย.2568) ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้คาดว่าจะมีความชัดเจนทางการเมืองเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการประชุมของพรรคประชาชนในวันนี้ เพื่อกำหนดทิศทางผู้บริหารประเทศ

    หากได้ข้อสรุปทางการเมืองในวันนี้ บรรยากาศการลงทุนจะเริ่มเข้าสู่ โหมดการเลือกตั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะเป็น บวกกับตลาด เนื่องจากข้อเสนอของพรรคประชาชนที่ให้มีการยุบสภาภายใน 4 เดือน ทำให้ทุกพรรคจะพยายามหาเสียงและแสดงผลงานอย่างเต็มที่

    โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคประชาชนว่าจะร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย จะเป็น จุดเปลี่ยนของภาพรวมตลาด

    หากพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาชน มองว่าความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจอาจทำให้การสะดุดของเศรษฐกิจไม่มากนัก

    แต่หากพรรคภูมิใจไทยจับมือกับพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยก็มีโอกาสที่จะมีข้อดีเช่นกัน โดยล่าสุดนายกรณ์ จาติกวณิช ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ซึ่งนายกรณ์ถือเป็นมือเศรษฐกิจที่ดีคนหนึ่งของประเทศ

    ดังนั้นหากการจัดตั้งมีความชัดเจนและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว ตลาดมีโอกาสที่จะเป็น บวก เนื่องจากรัฐบาลใหม่จะมีการส่งสัญญาณออก นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะสร้างความหวังให้กับประชาชนและวาดฝันถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในอนาคต

    ในช่วงที่รอความชัดเจนและการจัดตั้งรัฐบาล การเลือกนายกรัฐมนตรี ในระยะสั้นเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน ตลาดอาจยังคงแกว่งตัวอิงทางลงอยู่ แต่ในช่วงสั้นจะมีแนวรับ 1,230-1,228 จุด เป็นแนวรับที่มีนัยสำคัญ หากไม่หลุดต่ำกว่านี้ตลาดมีโอกาสที่จะพักฐานเพื่อขึ้นต่อ แต่หากหลุดต่ำกว่าอาจเห็นที่ประมาณ 1200 จุด ซึ่งเป็นช่วงที่อาจทำให้ตลาดรีบาวด์ได้อีกครั้ง

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจหากมีความชัดเจนทางการเมืองออกมา และตลาดมีแนวโน้มเป็นบวก กลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจมีดังนี้:

    -กลุ่มท่องเที่ยว รัฐบาลทุกพรรคจะเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทย หุ้นกลุ่ม โรงแรม น่าจะกลับมาเติบโตได้อีกอย่างน้อยครึ่งปี

    -กลุ่มวัสดุก่อสร้างมีโอกาสได้ประโยชน์จากนโยบาย เมกะโปรเจกต์ ของรัฐบาลใหม่

    -กลุ่มค้าปลีก โดยปกติแล้วกลุ่มนี้จะได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น แนะ CPALL และ GLOBAL เป็นตัวเด่น

    นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากธีมดอกเบี้ยขาลงจากการเข้ามาของผู้ว่าฯคนใหม่ได้แก่ กลุ่ม REITs แนะนำ DIF ,กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แนะนำ AP,SIRI ,กลุ่มไฟแนนซ์แนะนำ MTC และกลุ่มโรงไฟฟ้า BCPG

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779168&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YA3G-ed8ix-FzeaRpGQbt

  • คนไทยเมื่อยล้า-ท่องเที่ยวโต หนุน ‘ตลาดที่นอนพรีเมียม’ 7,000 ล้าน โตต่อ

    คนไทยเมื่อยล้า-ท่องเที่ยวโต หนุน ‘ตลาดที่นอนพรีเมียม’ 7,000 ล้าน โตต่อ

    ต่อมาปัจจัยสุดท้ายก็คือ คนไทยทำงานหนัก และมีอาการเมื่อยล้าในอัตราที่สูงขึ้น จึงทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีความต้องการที่นอนระดับพรีเมียมไว้หลับนอนเพื่อจะได้ทำให้ตัวเอง และครอบครัวสบายมากยิ่งขึ้นซิมมอนส์ (Simmons) แบรนด์ที่นอนระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากขึ้น จึงทำให้ล่าสุดมีเปิดตัวโชว์รูมใหม่ล่าสุด “Simmons Gallery ทองหล่อ” บนพื้นที่ขนาด 270 ตารางเมตร ใจกลางย่านสุขุมวิท 55 เพื่อเสริมกลยุทธ์ในการเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การนอนคุณภาพสูง พร้อมยกระดับการรับรู้แบรนด์ในตลาดที่นอนพรีเมียมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    คนไทยเมื่อยล้า-ท่องเที่ยวโต หนุน ‘ตลาดที่นอนพรีเมียม’ 7,000 ล้าน โตต่อ

    โดยโชว์รูมแห่งใหม่นี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ Simmons Gallery สาขาคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ที่เปิดดำเนินการมากว่า 10 ปี โดยที่ Simmons Gallery ทองหล่อ จะเป็นโชว์รูมแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประกอบในประเทศไทย ได้แก่ Beautyrest Prime & Platinum Series และ BeautySleep Essential Series เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรในตลาดที่ต้องการสินค้าพรีเมียมที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

    พูดคุยกับ… นายอาลอยเซียส ชิว ผู้จัดการทั่วไป (ธุรกิจภูมิภาค) บริษัท Simmons SEA Pte Ltd กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การเปิด Simmons Gallery ทองหล่อ จึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งในแง่ของทำเลและประสบการณ์ภายในโชว์รูม ซึ่งออกแบบให้รองรับลูกค้าทั้งกลุ่มรีเทลและองค์กร โดยชั้นสองของโชว์รูมได้ถูกจัดเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับกลุ่มโรงแรมและลูกค้าระดับสถาบัน เพื่อให้สามารถทดลองผลิตภัณฑ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอกย้ำจุดยืนของเราว่า ประสบการณ์ที่ดีต้องสัมผัสได้จริง

    คนไทยเมื่อยล้า-ท่องเที่ยวโต หนุน ‘ตลาดที่นอนพรีเมียม’ 7,000 ล้าน โตต่อ

    ส่วนกลยุทธ์การผลิตภายในประเทศ เพื่อตอบสนองตลาดอย่างรวดเร็ว ซิมมอนส์เปิดตัวที่นอน 2 ซีรีส์ใหม่ ที่ประกอบในประเทศไทย โดยใช้ระบบสปริง Pocketed Coil นำเข้าจากญี่ปุ่น ได้แก่:

    ●Beautyrest Prime & Platinum Series – กลุ่ม Accessible Luxury

    ราคาเริ่มต้นประมาณ 65,000 บาท

    ●BeautySleep Essential Series – รุ่นเริ่มต้นในราคาประมาณ 25,000 บาท

    ทั้งนี้ ยังมีรุ่นเรือธงนำเข้าจากญี่ปุ่น เช่น Beautyrest Black และ BackCare ซึ่งยังคงจำหน่าย ในกลุ่มไฮเอนด์ ราคาตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป โดยกลยุทธ์การประกอบภายในประเทศมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการจัดส่งสินค้าแบบ Just-in-Time ลดต้นทุนการนำเข้า และตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาดที่พักอาศัยระดับลักชัวรีและธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย

    ส่องข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคและภาพรวมตลาด

    จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และมีความใส่ใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับการนอนพักผ่อน รวมถึงยังให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ” นายชิวกล่าวเสริม “การผลิตในประเทศไทยจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และเพิ่มความใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย”

    โดยในปีนี้ ซิมมอนส์ยังเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Beautyrest ภายใต้แคมเปญระดับภูมิภาค “Advance Your Sleep” ที่สะท้อนพันธกิจในการยกระดับประสบการณ์การนอน ผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

    คนไทยเมื่อยล้า-ท่องเที่ยวโต หนุน ‘ตลาดที่นอนพรีเมียม’ 7,000 ล้าน โตต่อ

    ขนาดตลาดและผลประกอบการ

    จากรายงานของ Metastat Insight ปี 2024 ระบุว่า ตลาดที่นอนในประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 488.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 15,800 ล้านบาท) และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี ไปจนถึงปี 2031 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี การพัฒนาอุตสาหกรรมโรงแรม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าพรีเมียมเพื่อสุขภาพ

    อย่างไรก็ตามในปี 2024 ซิมมอนส์ สามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่นอนพรีเมียมในประเทศไทยประมาณ 6.5% และมียอดขายรวมมากกว่า 1,030 ล้านบาท โดยการเปิด “Simmons Gallery ทองหล่อ” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยการบริหารต้นทุน การยกระดับประสบการณ์ในโชว์รูม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/859566&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R2SxOVZJ2UBkp283oHQSt

  • ตราด บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่ อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก | TOPNEWS

    ตราด บางกอกแอร์เวย์สปักหมุดสนามบินตราด สู่ อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก | TOPNEWS

    “โครงการพัฒนาสนามบินตราด ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาล ท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อ ผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่นในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

    นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนการเชื่อมโยงการเดินทางจากสนามบินตราดไปยังสนามบินสมุย หรือ สนามบินกระบี่ รวมทั้งสนามบินในจังหวัดอื่นๆนั้น ทางสายการบินเคยบินมาแล้วในหลายปีก่อน แต่ปัจจุบันไม่มีเส้นทางบินเหล่านี้ แต่ในอนาคต หากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ก็จะเปิดเส้นทางเหล่านี้ได้ รวมทั้งการเปิดเที่ยวบินไปยังต่างประเทศซึ่งให้สนามบินตราดเป็นสนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินไปเสียมเรียบหรือเกาะกง รวมทั้งสีหนุวิลล์นั้น ทางบริษัทก็เคยทีทจะไปลงทุนทำสนามบินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชาแต่โครงการนี้ยุติลงไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การสู้รบทั้งสองประเทศจบลง และมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์การใช้สนามบินตราดเป็นฐานก็มีความเป็นไปได้ ทั้งนี้ปัจจุบันสนามบินตราดก็เป็นสนามบินC I Q (Custom Immigration Quarantine )อยู่แล้ว

    กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด กล่าวอีกว่า ในส่วนที่สนามบินตราดจะเปิดรับสายการบินพาณิชย์อื่นๆ หรือสายการบินโลว์
    ครอสทางบริษัทก็พร้อมรับเช่นกัน แต่ทางสนามบินก็ตั้งเป้าหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่จะต้องมีการพัฒนาสนามบิน และมีหลุมจอดเครื่องบินให้มีความพร้อมในการรองรับเท่านั้น

    สำหรับ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เดินหน้าพัฒนา ศักยภาพสนามบินตราด โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาค ท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่นิยมเดินทางมายังชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทยโครงการพัฒนาศักยภาพสนามบินตราดระยะแรก มีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบด้วย การขยายรันเวย์ (Runway) จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร, การสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก-กลาง (A320, A319, B737, B717, ERJ145) ได้สูงสุด 3 ลำ หรือรองรับเครื่องบินใบพัด (ATR72, YS-11) 2 ลำ ร่วมกับเครื่องบินไอพ่นขนาดกลาง 2 ลำได้ในเวลาเดียวกัน, การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ขยายพื้นที่จาก 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการ บินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป-กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์ ญาณี แววคล้ายหงษ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1295502&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ao94O5K4BhN5i2ZcfQyrN

  • เดินหน้าปรับปรุง ท้อง สนามหลวง กทม. ย้ำเป็นศูนย์รวมกิจกรรม-ท่องเที่ยว

    เดินหน้าปรับปรุง ท้อง สนามหลวง กทม. ย้ำเป็นศูนย์รวมกิจกรรม-ท่องเที่ยว

    วันนี้ (1 กันยายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจการปรับปรุงท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร แม้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะได้เสนอให้ย้ายสถานที่จัดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ออกจากท้องสนามหลวงแล้วก็ตาม

    ทั้งนี้ การปรับปรุงท้องสนามหลวงยังคงดำเนินต่อไปตามงบประมาณที่จัดสรรไว้เดิม เนื่องจากท้องสนามหลวงเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญที่ใช้จัดกิจกรรมต่างๆ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ประชาชนใช้สอยตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง

    การปรับปรุงในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาภูมิทัศน์ให้มีความสวยงาม สะอาด และเป็นระเบียบเรียบร้อย สมกับเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบไฟฟ้าส่องสว่างและจัดระเบียบพื้นที่ให้เหมาะสมและปลอดภัย เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคตได้อย่างเต็มที่

    ภาพการปรับปรุงท้องสนามหลวงในกรุงเทพมหานครเพื่อพัฒนาภูมิทัศน์และการท่องเที่ยว ภาพการปรับปรุงท้องสนามหลวงในกรุงเทพมหานครเพื่อพัฒนาภูมิทัศน์และการท่องเที่ยว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sanam-luang-renovation-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CevADn9ZfH_K1yc2TOOKV

  • ททท. จัดงาน “สตรีทไฟท์ หนองเสือ” 2025 สุดยิ่งใหญ่ ดันท่องเที่ยวท้องถิ่นสุดคึกคัก ดึงนักสู้ทั่วประเทศ-คอนเสิร์ตลูกทุ่ง-ช้อป OTOP ชาวบ้านแห่ร่วมงานแน่นพื้นที่

    ททท. จัดงาน “สตรีทไฟท์ หนองเสือ” 2025 สุดยิ่งใหญ่ ดันท่องเที่ยวท้องถิ่นสุดคึกคัก ดึงนักสู้ทั่วประเทศ-คอนเสิร์ตลูกทุ่ง-ช้อป OTOP ชาวบ้านแห่ร่วมงานแน่นพื้นที่

    บันเทิง

    ททท. จัดงาน “สตรีทไฟท์ หนองเสือ” 2025 สุดยิ่งใหญ่ ดันท่องเที่ยวท้องถิ่นสุดคึกคัก ดึงนักสู้ทั่วประเทศ-คอนเสิร์ตลูกทุ่ง-ช้อป OTOP ชาวบ้านแห่ร่วมงานแน่นพื้นที่

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “สตรีทไฟท์ หนองเสือ” ณ วัดราษฎรบำรุง (วัดไก่หอบ) ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี โดยมีประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ​งานนี้จัดขึ้นภายใต้การผลักดันงบประมาณจาก คุณมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดปทุมธานี และคุณสุรกิจ ศรีเกษม เลขานุการความมั่นคงแห่งรัฐกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    ​ภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย เริ่มด้วยไฮไลท์การแข่งขัน Street Fight ที่ดึงดูดนักสู้จากทั่วประเทศมาประชันฝีมือกันอย่างสุดมันส์ เรียกเสียงเชียร์สนั่นเวที สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมตลอดงาน นอกจากนี้ยังมีการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง แอน อรดี ที่มามอบความสุขด้วยเสียงเพลงไพเราะสนุกสนาน และยังมีร้านค้า OTOP กว่า 50 ร้านค้า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

    ​บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกครื้น ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ซึ่งการจัดงานครั้งนี้นอกจากจะสร้างความบันเทิงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ OTOP และส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    งานนี้เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีตลอดทั้งงาน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนศักยภาพของชุมชนในการจัดงานใหญ่ระดับประเทศ พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ททท. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/444629&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wz0pcXQpTZl6TJx_KCcam

  • ตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบ 8 ปี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-เสริมความปลอดภัย | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบ 8 ปี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-เสริมความปลอดภัย | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5073214/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OI6R5Ksi8kU7zSRzyxQo5

  • TISCO ESU ชี้ตลาดการเงินหลังรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อ (PCE) ให้น้ำหนักใกล้เคียงเดิมว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงราว -50bps ในปี 2025 แบ่งเป็นลด -25bps ในเดือน ก.ย. – ธ.ค. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ตลาดการเงินหลังรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อ (PCE) ให้น้ำหนักใกล้เคียงเดิมว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงราว -50bps ในปี 2025 แบ่งเป็นลด -25bps ในเดือน ก.ย. – ธ.ค. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สหรัฐฯ:

    • ดัชนีราคาผู้บริโภค (PCE) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น +0.2% MoM ในเดือน ก.ค. จาก 0.3% เดือนก่อน แต่เท่ากับตลาดคาด โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.6% YoY เท่ากับเดือนก่อนและตลาดคาด

    • ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้น +0.3% MoM เท่ากับเดือนก่อนและตลาดคาด โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นเป็น 2.9% YoY จาก 2.8% เดือนก่อน แต่เท่ากับตลาดคาด

    Fixed Income:

    • เรายังคงให้น้ำหนักไปที่พันธบัตรระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เนื่องจากมีโอกาสได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง และเสี่ยงต่อแรงกดดันด้านขึ้นของ Yield น้อยกว่า ขณะที่พันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี เรายังประเมิน Fair level ที่ราว 4.5% จึงจะสะท้อนความเสี่ยงของแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

    ไทย:

    • กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่องในเดือน ก.ค จากการหดตัวชั่วคราวของภาคการผลิต (ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต) และกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้ายังขยายตัวได้ จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่รายรับภาคการท่องเที่ยวยังคงลดลง จากการใช้จ่ายต่อทริปที่ลดลงและการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอและปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าจากการบริโภคที่หดตัวในหมวดสินค้าไม่คงทนและหมวดบริการ ซึ่งสอดคล้องกับรายรับจากภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    จีน:

    • แรงกดดันเงินฝืดยังเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจจีน โดยระดับราคาสินค้าและกำไรภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ประกาศมาตรการ Anti-involution เพื่อจำกัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนในการลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากอุตสาหกรรมที่มีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในปัจจุบันได้แพร่กระจายจากอุตสาหกรรมต้นน้ำสู่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่เป็นของภาคเอกชน ซึ่งทำให้การสั่งลดกำลังการผลิตจากทางการอาจทำได้ยากและเห็นผลช้ากว่าการปฏิรูปด้านอุปทานของจีนในอดีตช่วงปี 2015

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/01/574379/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3krQjpMy-zq_8K0-7ThtyZ

  • เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    sustainability

    01 ก.ย. 2025 เวลา 13:43 น.

    ททท. ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก2 เดือน สร้างรายได้เพิ่ม 20 % จำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน /ครั้ง สู่ 5 จังหวัด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประกาศความสำเร็จของโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง

    โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติการเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวมจาก CSR สู่ระบบ ESG ที่ขับเคลื่อนจริง ผ่าน Co-Creation และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ททท. ยึด ESG ดึง บจ. พัฒนาท่องเที่ยวชุมชน 5 จังหวัด เคียงคู่ เที่ยวไทยคนละครึ่ง

    ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ: ESG ทางเลือกที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย

    “การท่องเที่ยวโดยชุมชน”เวที ESG ที่มีชีวิต 

    “Village to the World #SustainableAgenda ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการสร้างกลไกการทำงานรูปแบบใหม่  คือบทพิสูจน์ว่า ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว

    นอกจากนั้น เพื่อสร้าง Moment แห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนา โครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    โมเดลความร่วมมือที่ลงมือทำจริงใน 5 จังหวัด

    โครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง “บริษัทจดทะเบียน” กับ “ชุมชนต้นแบบ” ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    • BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน

    • AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน

    • AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น

    • SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    • Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% 

    ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร
    ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ “มีชีวิต”

    นายปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น SDGs, Materiality Mapping หรือ One Report ผ่านมาได้นำเสนอแต่สิ่งที่ชุมชนมี แต่โครงการนี้ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

     ESG  สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน

    กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ  Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่นำคณะพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนลำปาง ภายใต้โครงการ Journey D โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ได้แก่ สนุก – สไตล์ – สัมพันธ์ – สร้างสรรค์ยั่งยืน ทำให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืนที่ต่อยอดจากการทำงานในบริษัทสู่การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์อยู่แล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นความยั่งยืนที่ จับต้องได้จริง ผ่านมือของคนในชุมชนลำปาง และยังได้เรียนรู้เพื่อนำกลับไปพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีความหมาย

    Cross-Sector Collaboration ระบบนิเวศความยั่งยืน

    หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง
    จาก “Unknown” สู่ “Unforgettable”

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1196790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCpmZcb-Gpj2hCa6ybXJJ

  • ‘สว.ชิบ​’ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่

    ‘สว.ชิบ​’ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.49 น.

    “สว.ชิบ”ชำแหละงบฯ69 แนะทุ่มงบฯทำ 3 เรื่องหลัก เป็นแกนเชื่อมระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ มั่นใจการจัดงบฯเพิ่มพัฒนาคนและดิจิทัลเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ชี้สามารถดึงเงินลงทุนโลกเข้าประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่การประชุมฯ โดย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า ในฐานะที่ทำงานในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสารและการโทรคมนาคม และคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เห็นว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลขรายจ่าย แต่เป็นแผนการลงทุนเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย วงเงินรวมทั้งหมด 3,780,600 ล้านบาท โดยมีงบกลาง 632,968 ล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งระบบการคลังปีนี้ ซึ่งสาระหลักมี 3 แกนหลักเชื่อมกันเป็นระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ของไทย ได้แก่ ซอฟต์พาวเวอร์ เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาคน และการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งตนมีข้อเสนอที่สามารถทำได้ทันที

    นายชิบ กล่าวว่า ประเด็นแรกเริ่มที่ซอฟต์พาวเวอร์ ปีนี้รัฐบาลบรรจุแผนงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์เป็นครั้งแรก มีประมาณ 35 โครงการ ผ่าน 29 องค์กร หน่วยงาน วงเงินรวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีก่อนเกือบเท่าตัว เป็นสัญญาณว่ารัฐมองซอฟต์พาวเวอร์เป็นเศรษฐกิจจริงจัง แต่เมื่อลงไปดูรายละเอียดจะเห็นว่าสัดส่วนงบกิจกรรมหรืออีเวนต์สูงถึงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งบพัฒนาคนและทักษะอยู่ราว 19 เปอร์เซ็นต์ น้อยกว่ากันเกือบเท่าตัว ซึ่งตรงนี้คือจุดเปราะบาง เพราะคนและทักษะคือทุนถาวรของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายชิบ กล่าวว่า ยกตัวอย่างโครงการใหญ่ในหมวดอีเวนต์ เช่น เทศกาลประเพณีไทย หรือ Signature Thailand กินสัดส่วนสูง แต่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจปลายน้ำ อย่างรายได้ท่องเที่ยวเพิ่ม มูลค่าการส่งออกสินค้าวัฒนธรรม หรือการจ้างงานใหม่ตามสาขา ยังไม่ชัดเจน หรือไม่ได้ผูกไว้กับ KPI ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง การขับเคลื่อนยังหลายหน่วยงานหลายกระทรวง แม้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แต่กฎหมายและองค์กรเจ้าภาพถาวรอย่าง THACCA ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้การบูรณาการและติดตามผลเสี่ยงขาดมือและขาดข้อมูล คำถามคือ รัฐบาลพร้อมหรือไม่ที่จะโยกอย่างน้อย 20- 30 เปอร์เซ็นต์ของงบกิจกรรมไปสู่ทุนพัฒนาทักษะและทุนร่วมลงทุนคอนเทนต์ที่มีผลคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่า พร้อมให้รายงานผลเป็นรายไตรมาส ด้วยตัวชี้วัดเศรษฐกิจจริง เช่น รายได้ การส่งออก และการจ้างงาน แทนการนับเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมงาน

    เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาคน นายชิบ กล่าวว่าหัวใจของซอฟต์พาวเวอร์และผลิตภาพใหม่คือคนดิจิทัล แต่ปีนี้งบด้านดิจิทัลสำคัญบางส่วนกลับไม่เติบโตตามความจำเป็น เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa มีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ซึ่งอยู่ล่างสุดของกองทุนและองค์การมหาชน ทั้งที่เป็นหน่วยงานหลักในการสร้างทักษะและอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งงบพัฒนาคนหรือทักษะดิจิทัลยังไม่ผูกเป้าหมายเชิงปริมาณรายปี เช่น จำนวนผู้สำเร็จทักษะ AI, Data, Interactive Content หรือ Game ที่เข้าสู่ตลาดงานจริง และฐานข้อมูล Digital Skill Passport ระดับชาติยังไม่ถูกตั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบาย ขณะที่งบสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์บางส่วน เช่น ระบบเรียนรู้แบบ OFOS หรือกิจกรรมสร้างการรับรู้ ยังขับเคลื่อนแบบแคมเปญมากกว่าลงลึกยกระดับทักษะเฉพาะทาง ทำให้ยากจะวัดผลว่ากี่คนได้งานหรือรายได้เพิ่ม

    นายชิบ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอคือ ควรกันงบอย่างน้อย 500-800 ล้านบาท ภายในกรอบซอฟต์พาวเวอร์และดิจิทัล เพื่อสร้างกองทุน Digital Talent Co-Pay จับคู่กับเอกชน มหาวิทยาลัย และสตูดิโอเกม-แอนิเมชัน ให้ฝึกงาน ทำงานจริง เป้าหมาย 20,000 คนต่อปี พร้อม Digital Skill Passport และ KPI วัดผลเป็นรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าผลงาน พร้อมเปิดแดชบอร์ดสาธารณะรายไตรมาส

    นายชิบ กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายการทูตเศรษฐกิจ ซึ่งงบที่คุ้มค่าที่สุดต่อบาทภาษีคือการทูต เพราะทุกดีลการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเริ่มจากงานทูต ปีนี้งบการทูตเศรษฐกิจรวมประมาณ 848.7 ล้านบาท โดยมีรายการสำคัญ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทูตเศรษฐกิจ 200 ล้านบาท และรายการสนับสนุนตลาดและความร่วมมือ รวมทั้งเตรียมความพร้อมเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มีงบ 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกธุรกิจและลงทุนข้ามพรมแดน ตนขอเสนอให้กันงบทูตเศรษฐกิจเป็นงบกันชน ไม่ต่ำกว่าปีนี้ และเสริมอีก 200–300 ล้านบาท สำหรับรายการที่ผูก KPI กับมูลค่า FDI การค้า และนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมกำหนด Service Level ของ Apostille เช่น ลดเวลารับรองเอกสารจากหลายสัปดาห์เหลือไม่เกิน 48 ชั่วโมง และรายงานผลต่อสภา สำหรับงบกลาง 632,968 ล้านบาท ต้องเปลี่ยนจากก้อนทึบเป็นแดชบอร์ดสาธารณะ เปิดรายงานการใช้ คงเหลือ และผลสัมฤทธิ์รายไตรมาสแบบ machine-readable แยกหมวดและโครงการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิด

    อย่างไรก็ตาม มองว่าภาพรวมการจัดงบฯปัจจุบันยังติดกับดักวัฒนธรรมกิจกรรมและอบรม ข้อเสนอคือ ย้ายเม็ดเงินไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของผลลัพธ์ 4 ก้อนคือ Digital Skill Passport แห่งชาติ, Talent Co-Pay หรือ Apprenticeship, Content/IP Fund และ Economic Diplomacy Booster และเมื่อมองต่างประเทศ การลงทุนในทุนทักษะดิจิทัลให้ผลคูณสูงมาก เกาหลีใต้ลงทุนปีละกว่า 1.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการ K-Digital Training และ K-Content Fund ปั้นบุคลากรดิจิทัล 2 แสนคนต่อปี อุตสาหกรรมเกมและคอนเทนต์สร้างรายได้ส่งออกเกิน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี

    ส่วนสิงคโปร์ใช้โมเดล SkillsFuture ลงทุนฝึกทักษะกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ให้ประชาชนทุกคนมีเครดิตทักษะใช้เรียนรู้ตลอดชีวิต ภายใน 5 ปี สิงคโปร์ติด Top 10 ดัชนีความพร้อมด้านดิจิทัล และดึงดูด FDI เทคโนโลยีเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ฟินแลนด์ใช้งบไม่มาก แต่สอน AI เบื้องต้นฟรีทั่วประเทศ มีผู้เรียนกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรภายใน 3 ปี ส่งผลให้ฟินแลนด์ติด Top 5 ดัชนีความสามารถด้านดิจิทัลของประชาชน

    ที่สำคัญคือจีนเป็นตัวอย่างชัดเจน ลงทุนผ่าน Digital Economy Development Fund ปีละกว่า 1 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท สนับสนุน AI, Big Data, Game, Animation และ Content Creator พร้อม Digital Talent Program ปั้นนักพัฒนาเกมและครีเอทีฟกว่า 300,000 คนต่อปี ผลลัพธ์คืออุตสาหกรรมเกมและแอนิเมชันส่งออกมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี และแพลตฟอร์มออนไลน์จีนหลายแห่งกลายเป็นผู้ส่งออกคอนเทนต์ดิจิทัลระดับโลก

    “ท่านประธานครับ งบประมาณคือ “นโยบายจริง” ของรัฐบาล ถ้าเราใช้เงินส่วนใหญ่กับกิจกรรมที่จบหน้างานมากกว่าทุนมนุษย์ ระบบและเครื่องมือระหว่างประเทศ ประเทศเราจะเหนื่อยทุกปี จีดีพีใหม่ไม่เกิด วันนี้เรามีโอกาสปรับทิศ เพิ่มน้ำหนักพัฒนาคนและดิจิทัลให้สมฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ กันงบทูตเศรษฐกิจ เพื่อเปิดตลาด ดึงเงินลงทุนโลก และทำให้งบกลางโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผมเชื่อว่าถ้าเราขยับสามจุดนี้ภายในปีนี้ ผลคูณจะเริ่มเห็นตั้งแต่ปีหน้า และประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ตามงานอีเวนต์ แต่เป็นผู้ผลิตมูลค่าใหม่บนเวทีโลก” นายชิบ กล่าว

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/911186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJJoeqA-QZzGsqKkyFWge